ช่วยชีวิต
ตอนที่ 93 ช่วยชีวิต
เมื่อฟังคำบอกเล่าจบ เจียงหรานก็เรียบเรียงเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในคืนนี้ในใจ
เขาเข้าใจต้นสายปลายเหตุในทันที เรื่องนี้แท้จริงแล้วไม่ซับซ้อนเลย เพียงแต่ ‘มารซานเหอ’ ในตำนานนั้น แท้จริงยังไม่ตาย!
เขาฟื้นคืนชีพ กลับมาอีกครั้ง พร้อมหาผู้สืบทอด และผู้นั้นก็คือ ‘จั๋วหมิงชิว’
ดังนั้นการที่จั๋วหมิงชิวอ้างว่าทำตามคำสั่งของอาจารย์ ก็ย่อมไม่เกินจริง และเขายังสืบทอด ‘วิชาฝ่ามือเทพยมบาล’ ของมารซานเหอมาเต็มตัว จนฟางอี้นั่วเองก็ไม่กล้าสู้ตรงๆ
เหตุที่เขาไม่กล้าแสดงฝีมือชิงตราสามธารในงานชุมนุมซานสุ่ย ก็เพราะวิชานี้เป็น ‘วิชามารต้องห้าม’ ที่ไม่อาจเผยต่อสาธารณชนได้
เมื่อครั้งอดีต มารซานเหอสร้างความเดือดร้อนไปทั่ว ในลุ่มน้ำซานเหอ ทุกคนล้วนชิงชังเขาเข้าไส้
หากในงานชุมนุมซานสุ่ยปีนี้ จั๋วหมิงชิวกล้าใช่วิชานั้นต่อหน้าผู้คน เหล่าสามพรรคหกค่ายย่อมร่วมมือกันรุมสังหารแน่
อย่าว่าแต่ชิงตราสามธารเลย แค่มีชีวิตรอดกลับออกมาได้ก็นับว่าโชคดีแล้ว
แต่หากไม่ใช้วิชาฝ่ามือเทพยมบาล เขาก็อาจยังไม่อาจชนะฟางอี้นั่วได้
ดังนั้น เขาจึงเลือกลงมือก่อน ใช้ชีวิตของ ‘ฟางหลี่’ มาข่มขู่ให้ฟางอี้นั่วทำลายวรยุทธ์เสีย
หากฟางอี้นั่วยอมทำลายวรยุทธ์ เขาก็ไม่ต้องออกแรงมาก
แต่ถึงไม่ยอมสละพลัง ด้วยวิชามาร และความลังเลของฟางอี้นั่ว เขาก็มีชัยอยู่แล้ว
เมื่อแผนสำเร็จ เขาก็จะยึดพรรคซานเหอ และเกาะแห่งชะตาไว้ในครอบครอง แล้วแอบอ้างชื่อฟางอี้นั่วในการบริหารทั้งหมด
ซ่อนตัวให้แนบเนียน รอให้ถึงงานชุมนุมซานสุ่ยครั้งถัดไป เมื่อไม่มีฟางอี้นั่วแล้ว เขาก็จะสามารถอ้างตนชิงตราสามธารได้โดยชอบธรรม
หลังจากนั้น เขาจะใช้เวลาสิบปีรวบรวมกำลัง กำจัดศัตรู
อีกสิบปีต่อมา ต่อให้เผยวิชามารออกมาตรงๆ ก็ไม่มีใครกล้าขัดขวางอีกแล้ว
คิดได้ดังนั้น เจียงหรานก็เหลือบตามองคนที่ถูกลากมาด้วย จั๋วหมิงชิว
“เจ้าจับฟางหลี่ได้ที่ไหน”
จั๋วหมิงชิวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่พอเห็นเจียงหรานยกมือขึ้น เขาก็รีบตอบ
“ที่… เมืองซานสุ่ย! เขาไปซื้อยาในร้านยา ออกมาไม่ทันไรก็ถูกพวกเราจับตัวไว้”
พูดถึงตรงนี้ เขาเหลือบตาข้างที่ยังดีอยู่มองเจียงหราน
“ท่านฝีมือลึกล้ำเช่นนี้ เหตุใดต้องเข้าข้างฟางอี้นั่วด้วย อาจารย์ข้าฝีมือสูงล้ำ หากท่านบุกพรรคเฮยสุ่ยไปครั้งนี้ ต่อให้ไม่ถึงตาย ก็ต้องบาดเจ็บสาหัสแน่”
“เพื่อชายหนุ่มคนเดียว… มันคุ้มแล้วหรือ อีกอย่าง นี่ก็เป็นเรื่องภายในของลุ่มน้ำซานเหอ ต่อให้ท่านช่วยฟางอี้นั่วรักษาตราสามธารไว้ได้ ท่านก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย”
“แต่ถ้าท่านยอมร่วมมือกับข้า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เหล่าคนในลุ่มน้ำซานเหอทั้งปวงจะเชิดชูท่านเป็นผู้มีพระคุณ!”
“งั้นหรือ” เจียงหรานมองเขาแวบหนึ่ง เสียงราบเรียบ “เจ้าพูดจริงหรือ”
“จริงสิ!” จั๋วหมิงชิวรีบกล่าว
“ข้ายินดีสาบานต่อฟ้า หากมีคำโกหกแม้แต่ครึ่งคำ ขอให้ฟ้าผ่าตายทันที!”
เขาพูดด้วยท่าทีหนักแน่น แต่เจียงหรานกลับหัวเราะเบาๆ
ในยุคนี้ การสาบานถือเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่ง
‘เหนือหัวสามฉื่อย่อมมีเทพสถิต’ แม้ไม่เคยเห็น แต่คนส่วนใหญ่ก็เกรงกลัวต่อสิ่งนั้น
แต่ในสายตาเจียงหราน คำสาบานเช่นนี้ไม่ต่างอะไรจากลมที่พัดผ่าน เขาจึงกล่าวเสียงเย็น
“เจ้ารู้มั้ย ทำไมเจ้าถึงได้เจอฟางหลี่ในร้านขายยา”
“อะไรนะ” จั๋วหมิงชิวชะงัก มองเขาด้วยความงุนงง
“เพราะเขาไปซื้อยาให้ข้า” เจียงหรานพูดเรียบ
“ถ้าเขาไม่ไป เขาก็จะไม่ถูกเจ้าจับ และคงไม่ถูกตัดหูข้างหนึ่งด้วย”
ใบหน้าของจั๋วหมิงชิวพลันซีดเผือด
เจียงหรานพูดต่อด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นจนหนาวสะท้าน
“ฟังให้ดี ข้าไม่ได้ถือว่าฟางหลี่เป็นสหายใกล้ชิด อันที่จริงเราพบกันเพียงหนึ่งวันเท่านั้น แต่ข้าเป็นคนที่เกลียดการให้ผู้อื่นต้องเดือดร้อนเพราะข้า เขาช่วยข้าไปซื้อยา แต่กลับถูกเจ้าจับไป”
“เพราะฉะนั้น ข้าจะต้องไปดึงเขาออกมาจากพรรคเฮยสุ่ยของเจ้าให้ได้โดยปลอดภัยที่สุด ถ้าฟางหลี่ได้รับบาดเจ็บเพียงน้อย ข้าจะตอบแทนเจ้าด้วยความเจ็บนั้นเป็นสองเท่า”
“เจ้าตัดหูเขาข้างหนึ่ง ข้าก็จะตัดหูเจ้าสองข้าง เจ้าตัดนิ้วเขาหนึ่งนิ้ว ข้าก็จะตัดนิ้วเจ้าสองนิ้ว เจ้าตัดแขนเขา ข้าก็จะตัดแขนเจ้าสองข้าง”
“และหากเขาตาย… ข้าจะไม่ฆ่าเจ้า แต่จะเลี้ยงดูเจ้าด้วยดี ให้อยู่อย่างมีชีวิตที่ไม่อาจตายได้ กินดีอยู่ดี แต่ต้องทุกข์ทรมานทุกวันทุกคืน”
“ให้เจ้ารู้ซึ้งถึงขุมนรกบนดิน และจมอยู่ในนั้นไปตลอดกาล!”
ได้ฟังคำพูดนั้น จั๋วหมิงชิวก็รู้ทันทีว่าไม่มีทางรอด
เขาหัวเราะลั่นขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง
“เจ้าคิดว่าข้าจะกลัวงั้นรึ ข้าเติบโตบนสายน้ำ ตั้งแต่เมื่อไรข้ากลัวใครกัน คิดว่าจะขู่ข้าได้ด้วยคำพูดไม่กี่คำงั้นหรือ เจ้าเด็กน้อย… เจ้าคิดผิดแล้ว!”
เจียงหรานเพียงมองเขาเงียบๆ แล้วพยักหน้าเบา ๆ
“ดีมาก… พวกปากกล้าข้าชอบนัก”
พูดจบ เขาก็โยนอีกฝ่ายลงไปบนพื้นเรือ แล้วใช้เท้าเหยียบตรึงไว้ไม่ให้ขยับ
จากนั้นควักกล่องเล็กๆ ออกจากอกเสื้อ
ของสิ่งนี้ปกติเขาเก็บไว้ในห่อสัมภาระ แต่วันนี้บังเอิญพกติดตัวมาด้วย
เขาเปิดกล่อง ใช้แผ่นโลหะเล็กขูดเนื้อยาสีเทาออกมานิดหนึ่ง แล้วทาลงบนกลางหน้าผากของจั๋วหมิงชิวอย่างระมัดระวัง
หยวนอวี้ชิงที่เงี่ยหูฟังการสนทนาอยู่นาน เห็นอยู่ดี ๆ เงียบไป จึงแอบลืมตาดู เห็นเจียงหรานกำลังทายาบางอย่างอยู่ แถมพอทาเสร็จยังเป่าลมใส่ให้เบาๆ
นางอดถามไม่ได้ “เจ้าทำอะไรน่ะ”
เจียงหรานไม่ตอบ เก็บของเข้ากล่องอย่างดีรอจนแน่ใจว่ายาซึมเข้าสู่ผิวแล้ว เขาก็ชี้นิ้วแตะที่กลางหน้าผากของจั๋วหมิงชิวเบาๆ
จั๋วหมิงชิวที่ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ก็พลันตัวสั่นสะท้าน
ดวงตาที่เหลืออยู่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน เส้นเลือดปูดทั่วลำคอ เสียงครางแหบแห้งดังลอดออกมาจากลำคอ
ความเจ็บปวดรุนแรงแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง ราวกับร่วงลงสู่นรกขุมที่สิบแปด ถูกน้ำมันเดือดราดร่าง
ก่อนหน้านี้เจียงหรานเคยใช้ของสิ่งนี้เพียงเพื่อแกล้งคน แต่ครั้งนี้เขาถ่ายกำลังภายในลงไปเล็กน้อย
ปกติแรงเพียงเท่านี้ไม่อาจทำร้ายใครได้ แต่เมื่อมียาขยายประสาทสัมผัสอยู่ ความเจ็บปวดจึงถูกขยายขึ้นนับพันเท่า จนแทบไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้
เมื่อความทรมานเริ่มคลายลง จั๋วหมิงชิวก็ทั้งน้ำตานองหน้าและเหงื่อโชกทั่วกาย
หยวนอวี้ชิงที่มองอยู่นานถึงกับอึ้ง “นั่นมัน… อะไรกัน”
“ของสิ่งนี้ชื่อว่า ‘โทสะแห่งยมราช’” เจียงหรานตอบเรียบๆ
“มันจะทำให้คนทรมานจนตายไม่ได้ ตายก็ไม่ได้ตายดี ยมราชในนรกเฝ้ารอรับวิญญาณอยู่ แต่ผู้นี้กลับไม่ตายสักที จนยมราชโกรธจึงเรียกมันว่า โทสะแห่งยมราช”
หยวนอวี้ชิงพยักหน้า “ชื่อเหมาะสมดี”
จั๋วหมิงชิวที่เพิ่งได้สติกลับมา พอเห็นเจียงหรานยกนิ้วขึ้นอีกครั้ง ก็ถึงกับตัวสั่นเทา
“อย่า… อย่าเลย ข้าขอร้อง!”
เจียงหรานยิ้มบาง “เจ้าว่าตัวเองมิใช่คนขี้กลัว ข้ารู้ดี แต่ไม่ต้องห่วง ข้าไม่ได้จะขู่เจ้าเล่นๆ หรอก”
“ของสิ่งนี้ ข้าจะทำเพิ่มอีกเท่าไรก็ได้ ถ้าฟางหลี่มีอันตราย ข้าจะทำเพิ่มเป็นโอ่งใหญ่ ส่งไปให้ฟางอี้นั่ว แล้วโยนเจ้าลงไปแช่ในนั้น”
ไม่ต้องมากนัก แค่สามเดือน แม้ข้าจะไม่ใช้โทสะแห่งยมราชกับเจ้าอีกเลย แต่เจ้าก็จะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ ‘ละเอียดอ่อน’ ยิ่งนัก เพียงสัมผัสเบาๆ ก็จะเจ็บปวดสุดทน
“ข้าจะสั่งให้ฟางอี้นั่วดูแลเจ้าให้ดี ไม่ให้เจ้าตายแน่ เจ้าไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น”
เขาเงยหน้ามองไปยังเบื้องหน้า เห็นเงาอาคารตั้งตระหง่านเหนือผืนน้ำ
“เพราะตอนนี้… เรามาถึงพรรคเฮยสุ่ยแล้ว หากเจ้ายังมีสติอยู่ ก็นำทางข้าไปหาฟางหลี่เสีย”
เรือแจวเล็กค่อยๆ เคลื่อนเข้าเทียบท่าเงียบๆ
พรรคเฮยสุ่ยเป็นสถานที่สร้างครึ่งหนึ่งบนพื้นดิน อีกครึ่งทอดออกไปเหนือน้ำ
คืนนี้เงียบสงัดผิดปกติ เพราะภารกิจของจั๋วหมิงชิวต้องใช้คนไม่มาก และยิ่งลับยิ่งดี หากเรื่องรั่วออก แผนทั้งหมดก็จะพัง
หยวนอวี้ชิงที่เพิ่งหยุดเวียนหัวได้ ก้าวขึ้นฝั่งเบาๆ
แม้พื้นที่ตรงนี้ยังถือเป็นส่วนหนึ่งของอาคารที่ยื่นลงน้ำ แต่ความรู้สึกเท้าสัมผัสดินแข็ง ก็ทำให้นางรู้สึกโล่งใจไม่น้อย
เจียงหรานยกตัวจั๋วหมิงชิวขึ้นมาด้วย วางเรือให้ดีไม่ให้ลอยหนี แล้วหันมามองเขานิ่งๆ
จั๋วหมิงชิวตัวสั่น ยกมือสั่นเทาชี้ไปทางหนึ่ง
“เขา… อยู่ในคุกน้ำ!”
เจียงหรานพอใจนัก พยักหน้าเบาๆ
“ดีมาก”
เรื่องคอขาดบาดตายย่อมช้าไม่ได้ ทั้งเขาและหยวนอวี้ชิงต่างไม่ลังเล รีบมุ่งตรงเข้าไปในพรรคเฮยสุ่ยด้วยความเร็วสูงสุด ยังไม่ถึงเวลาหนึ่งถ้วยชา พวกเขาก็มาถึง
หากโชคดีพอ อาจช่วยให้ฟางหลี่ยังรักษาหูอีกข้างไว้ได้
ทั้งสองร่างพุ่งทะยานขึ้นกลางอากาศ ไม่สนใจเลยว่าจะส่งเสียงดังจนใครรู้ตัวหรือไม่มุ่งตรงไปยัง ‘คุกน้ำ’ ตามที่จั๋วหมิงชิวบอกทันที
ไม่นาน เสียงตะโกนก็ดังขึ้นทั่วทั้งบริเวณ
“พวกเจ้าเป็นใคร!”
บรรดายามเฝ้ารีบพุ่งออกมาขัดขวาง แต่เพียงพริบตาเดียว แสงกระบี่พลิ้วราวสายน้ำ กระแสเลือดพลันสาดกระเซ็น
ผู้อาวุโสแห่งสำนักกระบี่สุ่ยเยว่ ‘กระบี่สายน้ำ หยวนอวี้ชิง’ แสดงฝีมืออย่างเยือกเย็น อาวุธในมือของนางพลิ้วดุจม่านคลื่น
เมื่อครั้งกลางวัน แม้นางยังถูกพิษปี้หลัวโจมตี ก็ยังอาศัยกระบี่เดียวสังหารศัตรูผู้ใช้กลอุบายพิสดาร พังทลายกำลังภายในของอู่จงได้อย่างง่ายดาย
บัดนี้พิษในกายแม้ยังไม่หมดสิ้น แต่ก็จางไปกว่าครึ่ง เมื่อฟื้นพลังแล้ว เหล่าลูกพรรคเฮยสุ่ยเหล่านี้จะสู้ได้อย่างไร
เพียงพริบตาเดียว ศพก็นอนเรียงรายบนพื้น
แม้จะได้รับสมญากระบี่สายน้ำ แต่กลับฆ่าคนได้รวดเร็วจนน่าตกใจ
จั๋วหมิงชิวที่โดนลากไปด้วย พอเห็นกระบี่ของหยวนอวี้ชิง ก็หน้าซีดเผือด
“เจ้า…เจ้าคนของสำนักกระบี่สุ่ยเยว่!”
หยวนอวี้ชิงไม่แม้แต่จะเหลียวตามอง
เจียงหรานกลับหัวเราะเบา ๆ “สายตาไม่เลวเลย เจ้าพูดถูกแล้ว นางคือ ‘กระบี่สายน้ำ หยวนอวี้ชิง’ แห่งสำนักกระบี่สุ่ยเยว่”
ใบหน้าของจั๋วหมิงชิวหม่นคล้ำลง
ปกติสามพรรคหกค่ายแห่งลุ่มน้ำซานเหอไม่มีทางเกี่ยวข้องกับคนของสำนักกระบี่สุ่ยเยว่ได้
สำนักนั้นหยิ่งทะนง ย่อมไม่แลแม้ชายฝั่งเหล่านี้ แล้วนางจะมาปรากฏตัวในงานเลี้ยงของพรรคซานเหอได้อย่างไร
เขากำลังจะถามต่อ แต่ไม่ทันแล้ว พวกเขามาถึงทางเข้าคุกน้ำเสียก่อน
เจียงหรานชักกระบี่ทองมลายออก ทะลวงเข้าแนวคุ้มกัน ราวพยัคฆ์บุกฝูงแกะ คมกระบี่สีทองส่องแสงพร่างพราย ทุกครั้งที่สะบัดย่อมมีเลือดสาด
ทุกหนึ่งฟันคือหนึ่งชีวิตสิ้นสูญ
เขาเหวี่ยงจั๋วหมิงชิวไปข้างหน้า ใช้แทน ‘หุ่นทองค้ำขา’ กันศัตรูจนอีกฝ่ายร้องโอดโอยแทบขาดใจ โดยเฉพาะเวลาศีรษะไปชนคนอื่น เจ็บแทบสิ้นสติ ไหนจะพิษ ‘โทสะแห่งยมราช’ ที่ยังเล่นงานอยู่ในกายอีก
ทุกครั้งที่เจียงหรานฟาดกระบี่ คนโดนฟันร้องก่อน แต่จั๋วหมิงชิวร้องดังกว่า!
ทั้งคู่ทะลวงเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง
เจียงหรานถามเป็นระยะ “ฟางหลี่อยู่ไหน” จนในที่สุด ทั้งคู่ก็มาถึงประตูเหล็กหนาทึบแห่งคุกน้ำ
ประตูนั้นมีชั้นกลไกสลับซับซ้อน ใช้ขังนักโทษสำคัญของพรรคเฮยสุ่ย
เจียงหรานไม่รอให้จั๋วหมิงชิวเปิด เขาเพียงบอกหยวนอวี้ชิงให้ถอยออกเล็กน้อย กระบี่ในมือสะบัดวูบ เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ! ไฟแล่นกระจายเป็นรอยรูป ‘กากบาท’
แล้วเตะหนึ่งที ‘โครม!’ ประตูเหล็กแหลกละเอียดทั้งบาน
เจียงหรานมองคมกระบี่ในมือตนเอง ยิ้มกว้าง
“กระบี่ดีจริงๆ!”
หยวนอวี้ชิงค้อนให้ “กระบี่ดีแน่ แต่เจ้าทำแบบนี้อีกไม่กี่ครั้งก็คงหัก”
“หักก็ช่าง เดี๋ยวค่อยเปลี่ยน”
เจียงหรานพูดหน้าตาเฉย สำหรับเขา ไม่ว่าจะกระบี่ทองมลายหรือกระบี่เหล็กธรรมดา ขอแค่ฆ่าคนได้ก็พอ
หยวนอวี้ชิงถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่ส่ายหน้าแล้วตามเข้าไปในคุก
ภายในคุกมีคนอยู่สองคน
หนึ่งคนกำลังจับหูของฟางหลี่ไว้ อีกคนยืนดูอยู่ข้างๆ อย่างเพลิดเพลิน
ฟางหลี่ถูกมัดกับแท่นไม้ ใบหน้าเต็มไปด้วยเลือด ข้างหูข้างหนึ่งมีเลือดชุ่ม หูอีกข้างกำลังจะถูกตัดด้วยกระบี่บางเฉียบ
เสียงโลหะประตูแตกดังลั่น ทั้งคู่หันขวับมามอง และภาพที่เห็นตรงหน้า ทำให้พวกเขาแทบหยุดหายใจ
คนหนึ่งเป็นชายแปลกหน้าในชุดเปื้อนเลือด มีกระบี่ทองในมือ
อีกคนเป็น ‘จั๋วหมิงชิว’ ที่พวกมันเรียกว่า ‘ประมุข’ แต่ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยเลือดทั้งหัว ทั้งตา ทั้งหู
“ท่านประมุข!”
“หา!”
เสียงแตกตื่นดังขึ้น พอเห็นสภาพของจั๋วหมิงชิว พวกมันถึงกับยืนอึ้ง
แต่ก่อนจะพูดอะไรต่อ ได้ยินเพียงเสียง “ฟู่!” ผ่านร่างไปหนึ่งที
คนที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ รู้สึกเย็นวาบทั่วตัว ยังไม่ทันหันกลับ ครึ่งตัวก็แตกออกเป็นสองส่วน ล้มลงทันที
เจียงหรานเพิ่งฟันประตูจบ ยังไม่ได้เก็บกระบี่เข้าฝัก
จึงสะบัดเพิ่มอีกหนึ่งคม สังหารศัตรูหนึ่งรายอย่างง่ายดาย
อีกคนยังยืนงงอยู่ หยวนอวี้ชิงสะบัดกระบี่ในมือ นุ่มนวลแต่รวดเร็ว กระบี่อ่อนพลิ้วราวงูน้ำพันรอบลำคอของอีกฝ่ายเพียงชั่วพริบตา มือสั่นเบา ๆ ศีรษะอีกฝ่ายก็หลุดร่วงลงพื้น
ฟางหลี่ที่ถูกมัดไว้ได้แต่ร้องเสียงสั่น
“คุณชายเจียง… ผู้อาวุโสหยวน… พวกท่านมาที่นี่ได้อย่างไร”
เจียงหรานลากจั๋วหมิงชิวไปถึงตรงหน้าเขา มองตรวจทั่วร่าง เห็นสีหน้าเขาซีดเผือด หูซ้ายขาดแหว่ง เลือดยังซึมไม่หยุด แผลขวาก็ถูกกรีดไว้เล็กน้อย ดูแล้วไม่ลึกนัก ตามตัวเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ
คงโดนซ้อมก่อนถูกขัง ชัดเจนว่าทรมานไม่น้อย
เจียงหรานถอนหายใจเบา ๆ แล้วปลดพันธนาการให้
ฟางหลี่เสียงแผ่ว “คุณชายเจียง… ข้า… ข้าช่างไร้ค่าบัวเจ็ดชีพอายุร้อยปี… ถูกพรรคเฮยสุ่ยแย่งไปแล้ว ข้า… ทำเรื่องพลาดใหญ่หลวง…”
“ไม่เป็นไร” เจียงหรานยิ้ม “เขาแย่งของเราไป เราก็แย่งกลับมาก็เท่านั้น”
“อืม…”
ฟางหลี่พยักหน้าอ่อนแรง พยายามจะลุกขึ้น แต่เจียงหรานไม่ยอม เขาอุ้มขึ้นหลังแทน พร้อมลากจั๋วหมิงชิวอีกมือหนึ่ง
“ไปกันเถอะ” เขาหันบอกหยวนอวี้ชิง
หญิงสาวขมวดคิ้ว “เจ้าหอบทั้งคนเจ็บทั้งเชลย จะไม่หนักไปหน่อยหรือ”
“หรือว่าเจ้าจะช่วย”
หยวนอวี้ชิงนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนตอบเสียงเรียบ “งั้นเจ้าก็ทนเหนื่อยเถอะ”
“พวกเราชาวยุทธย่อมไม่ถือสาเรื่องเล็กน้อย”
“เจ้าหมายถึงไม่ถือสา หรือไม่ละอายกันแน่”
“ต่างกันตรงไหน”
หยวนอวี้ชิงชะงัก มองเขาเขม็ง ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันที
“เจ้าหมายความว่าอะไร เจ้า… เจ้าเป็นคนลามกงั้นรึ!”
เจียงหรานเลิกคิ้ว “เจ้าฟังรู้เรื่องด้วย”
หยวนอวี้ชิงเงียบพูดไม่ออก หาเหตุผลในใจเป็นร้อยข้อแก้ตัวให้ตัวเอง
หญิงสาวก็มนุษย์เหมือนกัน จะมีความอยากรู้อยากเห็นบ้างก็ไม่แปลก สำนักกระบี่สุ่ยเยว่ก็หาใช่วัดชีปะขาวเสียเมื่อไร!
แต่ถึงปากกลับพูดไม่ออก ได้แต่ปรายตาแรงๆ ใส่เขา
เจียงหรานหัวเราะในลำคอ ไม่ใส่ใจอีก ทั้งคู่จึงออกจากคุกน้ำอย่างเงียบเชียบ
ตอนเข้ามา เสียงรบกวนดังก้องไปทั่ว แต่พอจะออกกลับเงียบผิดปกติ
จนถึงทางออก จึงเห็นว่าเงียบเพราะเหตุใด
เบื้องหน้าแน่นขนัดไปด้วยผู้คน
ชายหลายคนยืนแถวหน้า ดูท่าทางไม่ธรรมดา
เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างเย็นชา
“ยี่สิบปีมานี้ พรรคเฮยสุ่ยไม่เคยมีผู้ใดกล้าบุกเข้ามาเช่นนี้ พวกเจ้าเป็นใครกันแน่ เห็นพรรคเฮยสุ่ยของพวกข้าเป็นที่ว่างรึ!”
เสียงนั้นเพิ่งขาดคำ ชายอีกคนก็เห็นจั๋วหมิงชิวที่อยู่ในมือเจียงหรานพลันอุทาน “ท่านประมุข!”
“ว่าไงนะ!”
เสียงอื้ออึงดังขึ้นทั่วบริเวณ ทุกคนเบิกตากว้าง มองคนที่เต็มไปด้วยเลือดในมือเจียงหราน
“จริงด้วย… ดูเหมือนจะเป็นประมุขพรรคจริงๆ!”
“ตาของเขา… หูของเขา…”
“เกิดอะไรขึ้นกับท่านกันแน่!”