หลี่เทียนอวี่

ตอนที่ 121 หลี่เทียนอวี่



สามคำถามที่ผสมความงุนงง บอกได้เลยว่าชายผู้นี้ใช้ได้อย่างช่ำชองนัก



เจียงหรานเหลือบมองถังฮว่าอี้แวบหนึ่ง “นี่มันเรื่องอะไร เจ้าทำอะไรกับเขาไว้หรือ”



คำถามนั้นมีนัยชัดเจนเจ้าไปก่อเรื่องอะไรอีกหรือไม่



ถังฮว่าอี้นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนยิ้มบาง หันไปยังชายชุดดำ “อวี่โถว ( เผือก ) จำข้าไม่ได้แล้วหรือ”



“……”



ชายชุดดำตะลึงงันทันที



และไม่เพียงเขาเท่านั้น แม้แต่เจียงหรานกับทุกคนก็พลอยงุนงงตามไปด้วย



“อวี่โถว”



ชายชุดดำชี้ตัวเองอย่างงุนงง “นั่น…ชื่อของข้าหรือ”



“ใช่แล้ว” ถังฮว่าอี้พยักหน้ารัว ๆ “เจ้าชื่ออวี่โถว เป็นน้องชายของข้าเอง”



“พวกเราพี่น้องกำพร้าเติบโตเร่ร่อนตามท้องถนน ข้าคอยดูแลเจ้าแต่เล็ก เจ้าอ่อนแอ ป่วยบ่อย เวลามีอาหารก็ต้องให้เจ้ากินก่อนทุกครั้ง”



“วันหนึ่งข้าออกไปขอทาน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ได้ข้าวปลาเลยติดต่อกันสามวัน จนในที่สุดอดไม่ไหวจึงไปขโมยไก่ย่างครึ่งตัวจากร้านค้า เอาซ่อนไว้ในอกแล้วรีบกลับมาหาเจ้า”



“เจ้ากินเสียอย่างเอร็ดอร่อยเชียว...”



ทุกคนถึงกับมองนางด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ



คำพูดไหลลื่นราวกับเรื่องจริงที่ผ่านมาหลายปี ไม่มีสะดุดแม้แต่คำเดียว ราวกับเตรียมไว้ล่วงหน้า



นางจะหลอกต่ออย่างไรหนอ… ทุกคนคิดพร้อมกัน



ถังฮว่าอี้พูดต่อด้วยน้ำเสียงเศร้า “แต่น่าเสียดาย ตอนนั้นข้ายังเด็กเกินไป ถูกพวกเจ้าของร้านจับได้ พวกเขาตีข้าจนสลบ”



“ตอนฟื้นขึ้นมา ข้าอยู่ในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ตรงหน้าคือชายวัยกลางคนผู้สง่างาม เขาคืออาจารย์ที่ยอมรับข้าเป้นศิษย์”



“วันนั้นเขาไปถึงช้าไปนิด ช่วยข้าไว้ได้เพียงคนเดียว เจ้า…ถูกพวกคนขายทาสพาตัวไป”



“หลายปีมานี้ข้าไม่เคยลืมเรื่องนั้นเลย ทุกครั้งที่นึกถึงก็รู้สึกเสียใจอย่างเป็นที่สุด…”



เมื่อพูดถึงตรงนี้ น้ำตาก็คลอในดวงตานาง



ชายชุดดำฟังแล้วเงียบงันไปครู่ใหญ่ ไม่รู้เพราะเหตุใด แต่ทุกคำของนางกลับทำให้เขาเชื่ออย่างจับใจ เหมือนความทรงจำที่เลือนรางเริ่มปรากฏขึ้นมาในส่วนลึกของสมอง



เขาก้มหน้าเอ่ยเบาๆ “พี่ใหญ่ไม่ต้องเศร้าใจไป เรื่องในชีวิตไม่สมหวังย่อมมีเก้าส่วนในสิบ ส่วนอีกหนึ่งที่เหลือย่อมเป็นโชคชะตา ที่เรายังมีชีวิตอยู่ก็คือบุญแล้ว”



“ตอนนั้นเรายังเด็ก ไร้เรี่ยวแรง จะควบคุมชะตาตนเองได้อย่างไรกัน”



ถังฮว่าอี้หลุบตา ยกคางขึ้นน้อยๆ ทำท่าทางสงบนิ่งเย็นชาด้วยสีหน้าแบบหลี่เทียนซิน “เจ้าพูดถูก เพราะอย่างนั้นข้าจึงฝึกฝนอย่างหนักเพื่อให้แข็งแกร่งพอจะตามหาเจ้า”



“ในที่สุดข้าก็พบเบาะแสของพวกที่เคยลักพาตัวเรา แล้วไล่ตามรอยจนรู้ว่า…เจ้า ถูกขายให้กับสำนักนักฆ่าหนึ่งชื่อว่าหอไร้ชีพ”



ทุกคนที่ฟังอยู่พยักหน้าพร้อมกัน นั่นแหละ! ปูไว้อย่างดี คำเฉลยกลับมาสมบูรณ์!



ต้าเซียนเซิงถึงกับอ้าปากค้าง หากบุรุษผู้นี้หากมาช่วยข้าแต่งนิยาย ข้าคงเขียน ‘ตำนานวีรบุรุษจิ้งจอกทอง’ กับ ‘บันทึกกระบี่สะท้านภพ’ ให้ลือลั่นแผ่นดิน!



สีหน้าชายชุดดำบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด เหมือนความทรงจำที่โหดร้ายกำลังค่อยๆ คืนกลับ เขากุมศีรษะไว้แล้วร้องแผ่วเบา



“ข้าจำได้…ข้าถูกขังอยู่ในห้องใหญ่พร้อมเด็กอีกหลายคน พวกเขา…ให้เราฆ่ากันเอง ผู้ใดฆ่าได้ถึงจะมีชีวิตอยู่ต่อ…”



เขาทรุดลงคุกเข่ากับพื้น มือสั่นไม่หยุด



ถังฮว่าอี้ก้าวเข้ามาใกล้ วางมือแตะที่ด้ามกระบี่ พลางพูดเสียงอ่อนโยน “อวี่โถว อย่าคิดถึงอดีตอีกเลย ข้าตามหาเจ้ามานานจนในที่สุดก็พบ”



“พวกเราสองพี่น้องเพิ่งจะได้เจอกันอีกครั้ง แต่การกลับมานี้ก็ทำให้เหล่านักฆ่าของหอไร้ชีพโกรธแค้น หากมิใช่เพราะสหายเจียงช่วยเอาไว้ วันนี้พวกเราคงต้องตายด้วยกันแล้ว เจ้าฟื้นขึ้นมาก็ดีแล้ว อย่าได้หวนระลึกถึงสิ่งเหล่านั้นอีกเลย”



ชายชุดดำก้มมองมือของตนเอง น้ำตาไหลแผ่วเบา “พี่ใหญ่ ท่านพูดถูก ความทรงจำเช่นนั้นลืมเสียได้ก็ดี ข้า…ถูกช่วยออกมาจากหอไร้ชีพแล้วสินะ”



“แน่นอน” ถังฮว่าอี้ยิ้มบาง “ที่นี่ปลอดภัยดีนัก อย่ากังวลเลย มีเจียงหรานอยู่ทั้งคน ต่อให้หอไร้ชีพยกพวกมาก็ไม่มีวันแย่งเจ้ากลับไปได้”



เจียงหรานหัวเราะเบา ๆ เจ้านี่แหละ นางมารโดยแท้



นางไม่เพียงไม่ปิดบังเรื่องหอไร้ชีพ แต่กลับพลิกเรื่องราวจนอีกฝ่ายเข้าใจว่าตนเป็นผู้ถูกล่า แทนที่จะรู้ว่าพวกนักฆ่ามาเพื่อฆ่าข้า



ยอดหญิงจริงๆ!



ถังฮว่าอี้หันมาแนะนำทุกคนให้ชายชุดดำรู้จัก



เขาก้มศีรษะคารวะเจียงหราน “ขอบคุณคุณชายเจียงที่ช่วยชีวิต ข้านามอวี่โถว ไม่มีสิ่งใดตอบแทนได้เลย”



เจียงหรานกลอกตา อวี่โถวงั้นรึ นี่ชื่อจริงจังแล้วสินะ...



เขาโบกมือ “ไม่เป็นไร แค่เรื่องเล็กน้อย แต่จากนี้ไป เจ้าคงต้องมีชีวิตเร่ร่อน เพราะหอไร้ชีพย่อมไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่”



ชายชุดดำยิ้มจาง ๆ “ในหอแม้สงบแต่ใจไม่เคยเป็นสุข นอกหอแม้ลมฝนกระหน่ำแต่ใจข้ากลับสงบเย็น ข้าได้รู้แล้วว่ามาจากไหน จะไปที่ใด แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว”



“ดีมาก น้องชายข้า” ถังฮว่าอี้ยิ้ม “เจ้าจำวิชาของตัวเองได้หรือไม่”



“วิชา…”



เขาเงยหน้ามองคันศรในมือแน่น ก่อนวาดวงกลางอากาศ เสียง “วูบ” ดังขึ้นพร้อมแรงลมสะท้านพื้นหินจนแตกกระจาย



มือข้างหนึ่งหยิบลูกศรขึ้น ดึงสายธนูเต็มแรง กำลังภายในไหลรวมที่ปลายศรจนแสงสีทองแผ่กระจาย



เสียง ‘ฟึ่บ’ ดังขึ้นพร้อมสายลม ลูกศรพุ่งขึ้นสู่ฟ้าเหมือนจะทะลุสวรรค์!



“ยอดเยี่ยม!” จิ่งถานจวี๋ซื่อเอ่ยชมทันที “เช่นนี้เรียกว่า ‘คันศรเต็มเดือน’ แท้จริงคือวิชาทัพใหญ่ในสนามรบ แต่ผู้ใช้ในยุทธภพกลับน้อย เพราะใช้ลมปราณมาก แปรเปลี่ยนยาก หากไม่เชี่ยวชาญย่อมยากจะคุมได้เช่นนี้”



ต้าเซียนเซิงพยักหน้า “นั่นคือวิชาคว้าเดือนเมฆ เดิมเป็นวิชาที่แม่ทัพเอกสร้างไว้ในสงคราม ต่อมาผู้สืบทอดได้ปรับจนเหมาะกับการต่อสู้เดี่ยว สามารถสังหารศัตรูได้ในระยะหลายลี้”



ทุกคนฟังแล้วต่างเห็นพ้อง ไม่มีผู้ใดสงสัยคำพูดของเขา เพราะชายชราแห่งหอวรรณกรรมย่อมไม่พูดลอยๆ



เจียงหรานเพียงพยักหน้าเบาๆ ใจคิดประเมินอยู่เงียบ ๆ



ชายผู้นี้เติบโตในหอไร้ชีพ ย่อมได้รับการฝึกสอนโดยตรง วิชาธนูของเขาไม่ธรรมดาแน่



นึกถึงเหล่านักฆ่าที่ตนเพิ่งเผชิญมาแต่ละคนล้วนมีวิชาเฉพาะทางไม่เหมือนกัน หากห้าจอมพิษในหอไร้ชีพมีพลังอย่างทันตู๋นั้นทุกคนละก็…



แผ่นดินนี้คงไม่สงบง่ายๆ เป็นแน่



ถังฮว่าอี้พูดขึ้นอีกครั้ง “อวี่โถว เจ้าจำอะไรได้อีกบ้างมั้ยเกี่ยวกับหอไร้ชีพ คราวนี้พวกมันถึงกับส่งหนึ่งในห้าจอมพิษออกมาโดยตรง ทันตู๋นั้นถูกสหายเจียงฆ่าตายไปแล้ว แต่ห่วนตู๋…ตอนนี้อยู่ที่ใดกันแน่”



“ห่วนตู๋” เจียงหรานเหลือบตามองถังฮว่าอี้อย่างพิจารณา ยัยเด็กนี่ไปเดินเล่นแค่ครู่เดียว กลับหาข่าวได้มากถึงเพียงนี้



ชายชุดดำขมวดคิ้วคิดอยู่พักใหญ่ก่อนส่ายหน้า “พี่ใหญ่…ข้า จำไม่ได้เลยจริง ๆ อีกอย่าง…ข้าต้องชื่อว่าอวี่โถวจริงๆ หรือ”



“ไม่แน่นอน นั่นชื่อเล่นของเจ้า” ถังฮว่าอี้พยักหน้า “ส่วนชื่อจริงของข้าในตอนนี้คือ ‘หลี่เทียนซิน’ เป็นชื่อที่อาจารย์ตั้งให้ ข้าว่าเจ้าก็เอานามสกุลเดียวกับข้าเถิด…ชื่อว่า…”



นางหยุดชั่วครู่ เหลือบตามองคันศรบนหลังเขา ก่อนดวงตาเป็นประกายขึ้นมา “หลี่เฟยอวี่ดีมั้ย”



“เดี๋ยวก่อน ชื่อนั้นไม่เป็นมงคล” เจียงหรานรีบขัดขึ้น “ข้าว่าชื่อ ‘หลี่เทียนอวี่’ น่าจะเหมาะกว่า”



“แต่เฟยอวี่ก็ฟังดูไพเราะกว่านะ” ถังฮว่าอี้มองเขาด้วยสายตาไม่เชื่อถือ “เจ้าตั้งชื่อเป็นที่ไหนกัน นี่มันเรื่องใหญ่!”



เจียงหรานถอนหายใจ “ถ้าเจ้าอยากให้คนลือว่า ‘ขนนกปลิว’ ถูกสาปก็เชิญเถิด แต่ถ้าอยากมีชีวิตรอด ก็เอาตามข้าเถอะ”



ถังฮว่าอี้ไม่เข้าใจนัก แต่เห็นเขามั่นใจนักก็พยักหน้าตาม “เอาเถิด ฟังเจ้าแล้วกัน จากนี้เจ้าชื่อ ‘หลี่เทียนอวี่’ ก็แล้วกัน”



“หลี่เทียนซิน…หลี่เทียนอวี่” หยวนอวี้ชิงเอ่ยพลางมองเจียงหรานด้วยสีหน้าแปลก ๆ “เจ้าคิดว่ามันจะไม่ยุ่งยากหรือ”



ในใจนางยังคงกังวลอยู่ลึกๆ ถึงอย่างไรชายผู้นี้ก็เคยเป็นนักฆ่าของหอไร้ชีพ แม้จะสูญความทรงจำ แต่การเก็บไว้ข้างตัวก็ดูเสี่ยงเกินไป



เจียงหรานเพียงเหลือบตามองถังฮว่าอี้แล้วยิ้มบาง “ไม่เป็นไร”



ถังฮว่าอี้สามารถทำให้เขาคนนี้ลืมทุกอย่างได้ครั้งหนึ่ง เขาก็มั่นใจว่านางทำให้ลืมได้อีกครั้ง หรือไม่อย่างนั้นฆ่าทิ้งเสียก็จบเรื่อง



เจียงหรานคิดได้ดังนั้นจึงยกจอกสุราขึ้นรินเต็ม แล้วยื่นให้หลี่เทียนอวี่ “มานี่ เจ้าเพิ่งผ่านเหตุร้ายมา ดื่มสักจอกให้คลายใจเถอะ”



“ขอบคุณคุณชายเจียง” หลี่เทียนอวี่รับมาโดยไม่ลังเล ยกขึ้นดื่มหมดจอก



ถังฮว่าอี้เหลือบมองเจียงหรานอีกครั้ง เขาพยักหน้าให้เล็กน้อย นางจึงหันกลับมาพูดต่อ “แล้วจากนี้จะทำอย่างไรดี ห่วนตู๋คนนั้นจะมาหรือไม่”



“รอก่อน” เจียงหรานมองท้องฟ้าที่เริ่มคล้อย “คืนนี้เราพักที่นี่เถิด ระวังตัวไว้ หากมันมาจริง ก็ฆ่ามันเสีย แต่หากไม่มาล่ะก็ พรุ่งนี้เช้าเราจะออกเดินทางทันที”



ทุกคนต่างเห็นพ้อง พอจัดแจงกันแล้วก็ให้หลัวชิงอี้กับถังฮว่าอี้ไปหาที่พัก



หลี่เทียนอวี่รู้สึกว่าตนติดหนี้ชีวิตผู้อื่น จึงตามทั้งสองออกไปด้วยเพื่อช่วยหา



เมื่อทั้งสามลับตา เจียงหรานหันกลับมาดูแผลของหมั่นเซิ่งหมิงที่นั่งพิงกำแพงอยู่ครู่ใหญ่ แล้วส่ายหน้า “พิษเจ็ดหยินคร่าชีวิตเด็ดขาดนัก แม้แต่ข้าก็ยังหาทางแก้ไม่ออก จอมยุทธ์หมั่น เจ้าคงต้องเลิกล้มความหวังเรื่องพิณเจียวเหว่ยก่อน รีบออกไปหาหมอจะดีกว่า”



หมั่นเซิ่งหมิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า “ช่างเถิด”



“เจ้าจะไม่ไปรึ” เจียงหรานมองอย่างสงสัย



“ข้าไม่รู้…หมอ…อยู่ไหน ขอร่วมเดินทาง…กับเจ้าดีกว่า ไปที่เนินสดับตะวัน…ชมงานใหญ่ด้วยสักครั้ง”



เจียงหรานเกาหัวเบาๆ คุยกับคนผู้นี้ยังเหนื่อยกว่าประมือเสียอีก “ก็ตามใจเจ้าเถิด”



ไม่นานนัก ถังฮว่าอี้และพวกก็กลับมา บอกว่าพบโรงเตี๊ยมอีกแห่งหนึ่ง ตรวจตราทั่วแล้วไม่มีสิ่งผิดปกติ ทุกคนจึงย้ายไปพักที่นั่น



เมื่อแยกย้ายเข้าห้องเรียบร้อย ถังฮว่าอี้ก็โผล่หัวเข้ามาในห้องของเจียงหรานอย่างเคยตัว



เขากำลังรินน้ำชาพอดี แต่ยังไม่ทันยกดื่ม นางก็แย่งไปอย่างไม่เกรงใจ



เจียงหรานปรายตามอง “เจ้ากล้าดื่มของข้าเชียว”



“ก็ข้าเคยถูกท่านวางยามาแล้ว ยังจะกลัวอะไรอีก ต่อให้ตายก็ตายกับน้ำชาถ้วยนี้แหละ”



เจียงหรานส่ายหน้า ช่างไม่รู้จักกลัวตายเสียเลย “คนเมื่อครู่ เจ้าทำอะไรกับเขาไว้แน่”



“คงจะเล่นแรงไปหน่อย” ถังฮว่าอี้ยักไหล่ “ข้าใช้วิธีควบคุมจิตเขาเพื่อสอบถามบางเรื่อง แต่คนของหอไร้ชีพไม่ธรรมดาเลย ความคิดเขาแน่วแน่มาก สู้กับข้าในจิตอยู่นาน สุดท้ายก็ฝืนจนหลุดจากการสะกด”



“เขายิงลูกศรใส่ข้า ข้าคงตายไปแล้วถ้าไม่ใช่เพราะกู้ซีจือมาขัดไว้ทัน ข้าเลยบ่นว่าเขาเสือกเรื่องชาวบ้าน แต่เขาก็ยังทำหน้าไม่พอใจอยู่ดี”



“หลังจากนั้นชายคนนั้นก็สลบไปเอง เมื่อตื่นขึ้นมาก็ลืมทุกอย่างหมด ข้าจึงช่วยเจ้ามีผู้ช่วยเพิ่มอีกคนหนึ่งในมือ ถึงอย่างไร ข้าก็ได้ลงมือบางอย่างไว้ ต่อให้วันหน้าจะฟื้นความจำ ก็ไม่มีทางหลุดจากเงาข้าไปได้ตลอดชีวิต”



เจียงหรานหัวเราะเบา “สุดยอดสมกับเป็นยอดวิชาแห่งพรรคมาร ข้านับถือจริงๆ”



“เรื่องเล็กน่า หากท่านสนใจ ข้าสอนได้” ถังฮว่าอี้ยักคิ้ว “ยังไงท่านก็เป็นพี่เขยของข้าอยู่แล้ว ถึงข้าไม่สอน พี่สาวข้าก็ต้องสอนท่านอยู่ดีนั่นแหละ”



เจียงหรานหรี่ตา “พี่สาวเจ้าคนแบบไหนกันแน่”



“เริ่มอยากรู้จักว่าที่ภรรยาในอนาคตของตัวเองสินะ”



“ก็สมควรมิใช่หรือ”



“ใช่สิ” นางยิ้มเจ้าเล่ห์ “แต่ข้าไม่บอกหรอก ท่านคงหวังจะสืบจุดอ่อนของนางไว้ใช้ทีหลังละสิ ข้าไม่โง่หรอกนะ จะให้ท่านหลอกพี่สาวข้าได้ยังไง”



เจียงหรานหัวเราะหยัน “ตั้งแต่ข้าเหยียบยุทธภพมา เคยถูกหลอกเพียงครั้งเดียว นั่นก็โดยพวกเจ้าทั้งคู่”



“นั่นเพราะตอนนั้นท่านฝึกวิชาจิตเที่ยงธรรมแห่งฟ้าดินยังไม่สำเร็จ” ถังฮว่าอี้ยักไหล่ “ตอนนี้ท่านเก่งเกินจะหลอกได้แล้ว ข้าก็ไม่อยากพยายาม”



นางเอนตัวพิงผนัง “แต่ข้ายังสงสัยอยู่ดี ตอนท่านมาที่คฤหาสน์ตระกูลถังครั้งนั้น ท่านยังไม่มีพลังขั้นนี้เลยแท้ๆ เหตุใดถึงภายในเวลาอันสั้นกลับมีพลังลึกล้ำปานนี้ได้”



“พี่เขย ท่านมีความลับอะไรหรือเปล่า เล่าให้ข้าฟังหน่อยสิ”



“ไม่ได้”



“ขี้งก”



“ในร่างหลี่เทียนซินนี่อย่าพูดคำเช่นนั้น ฟังแล้วข้าขนลุก”



“งั้นถ้าใช้หน้าตาจริงๆ ท่านจะว่าอย่างไร ยังจะรังเกียจข้าอยู่มั้ย”



“ออกไป”



“ก็ได้ ไปก็ได้”



ถังฮว่าอี้ยิ้มบาง “แต่ที่ข้าบอกกับทันตู๋วันนี้ก็ไม่ผิดหรอก ท่านอาจเป็นยอดคนที่ยุทธภพพันปีจะมีสักครั้ง ความลับบางอย่างเก็บไว้บ้างก็ดี ข้าจะช่วยท่านปิดมันเอง”



นางพูดจบก็ปิดประตูออกไปอย่างเงียบๆ



เจียงหรานยกมือแตะคาง ยิ้มบาง ๆ ก่อนหน้ากลับเคร่งขรึมลงทันที



เขานั่งนิ่ง หลับตาเดินพลังตามแบบวิถีวิชาจิตเที่ยงธรรมแห่งฟ้าดินอยู่ชั่วครู่ ก่อนลืมตาออกมาด้วยเสียงถอนหายใจยาว มือเคาะโต๊ะเบาๆ มองออกไปทางหน้าต่างโดยไม่เอ่ยสิ่งใด



คืนนั้นสงบเงียบจนผิดปกติ



รุ่งเช้าแสงอรุณแรกแตะขอบฟ้า ทุกคนตื่นขึ้นอย่างสบาย ห่วนตู๋ไม่มีวี่แวว ข่าวของพรรคกระบี่โลหิตหรือพรรคอัสนีฟ้าก็ไม่มีแม้แต่น้อย



เจียงหรานที่เฝ้ารอทั้งคืนได้แต่นิ่งหน้าไม่พอใจ เสียเวลาไปหนึ่งคืนเปล่าๆ



อย่างน้อยก็ยังมีข่าวดีเมื่อวานถังฮว่าอี้กับพวกหาเจอทั้งม้าและรถ เดินทางต่อได้โดยไม่ต้องเสียเงิน เพราะในเมืองไร้ชีพนี้ไม่มีผู้คนหลงเหลือแล้ว



หลังทานอาหารเช้า ทุกคนออกเดินทางต่อไป



แต่ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ที่ขอบเมืองด้านทิศตะวันตก ชายคนหนึ่งก็ก้าวเดินเข้ามาช้าๆ



แสงอาทิตย์แผดแรงจนเขาต้องยกมือบังหน้า พลางพึมพำ “แดดนี่แรงเกินไปแล้ว เดือนอะไรแล้วยังร้อนขนาดนี้”



เขามองรอบ ๆ แล้วถอนหายใจ “ทันตู๋เจ้าคนไร้ค่า เรื่องแค่นี้ยังต้องให้ข้ามาเองอีก…ตอนนี้ข้ามาแล้ว แล้วพวกเจ้าหายหัวไปไหนหมด”



เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ชะงัก แล้วหัวเราะแผ่ว “อ้อ…อยู่ตรงนี้กันหมดสินะ”



เบื้องหน้าเรียงรายไปด้วยศพของนักฆ่าหอไร้ชีพที่ถูกจัดวางเป็นแถวอย่างเรียบร้อย



ชายคนนั้นยิ้มบางๆ พลางพึมพำ “เช่นนั้นก็ถือว่าข้ามาอีกช้าไปหนึ่งก้าวสินะ”




ตอนก่อน

จบบทที่ หลี่เทียนอวี่

ตอนถัดไป