ระฆังทองด้ายเงิน

ตอนที่ 128 ระฆังทองด้ายเงิน



ถังฮว่าอี้นำหลี่เทียนอวี่และหลัวชิงอีไล่ตามไปทันที ซิ่งถานจวี๋ซื่อก็ตามมาติดๆ ด้านเต๋ออู๋หมิงไม่ต้องพูดถึง เพราะหนิงจิ่วหยวนย่อมไม่ยอมให้หลุดมืออยู่แล้ว



ส่วนกู้เซิงเอียนแม้สีหน้าจะไม่ค่อยเต็มใจนัก แถมยังรู้สึกอึดอัดกับบรรยากาศอันวิปริตนี้ แต่เมื่อเห็นทั้งเต๋ออู๋หมิงกับหนิงจิ่วหยวนมุ่งหน้าไป ก็ได้แต่กัดฟันตามหลังไปเงียบๆ



ผลสุดท้าย เหลือเพียงเหลิ่งเทียนหยาง หมั่นเซิ่งหมิง และต้าเซียนเซิงเฝ้าดูสถานการณ์อยู่ที่ศาลาร้างแห่งนี้



ด้านนอก เหล่าคนของพรรคกระบี่โลหิตต่างวิ่งวุ่นเต็มลาน เซวียนหยวนอีเตาซึ่งถูกลูกศรทะลุอกนั้นแม้บาดเจ็บหนัก แต่ก็ฝืนลุกขึ้นมาได้ เขาถูกศิษย์สองคนพยุงไว้ ใบหน้ายังขาวซีดแต่แววตาแผดกร้าว



“ตามไป!” เขาสะบัดมือออกคำสั่งทันที เสียงนั้นเต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยว



เหลิ่งเทียนหยางมองตาม คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจ “จะให้นั่งเฉยอยู่ก็คงไม่ได้”



เขาแบ่งคนไว้บางส่วนเฝ้าคุ้มกันสินค้าของกองคาราวาน ส่วนที่เหลือก็นำติดตามไปด้วย



ฝนยังคงเทลงมาอย่างไม่ขาดสาย พวกเขามาถึงที่เกิดเหตุหลังจากคนอื่นราวหนึ่งถ้วยน้ำชาได้ยินเสียงแว่วเบาๆ คล้ายระฆังลั่นมาจากในสายฝน



เหลิ่งเทียนหยางเงยหน้า เสียงนั้นไม่ดังมาก แต่สม่ำเสมอและเยือกเย็นผิดธรรมชาติ เมื่อมองไปก็เห็นบางสิ่งลอยอยู่กลางอากาศ หัวคนหนึ่งกำลังหมุนกลางสายฝน



เขาขมวดคิ้ว “ระวังไว้! มีค่ายกลอยู่ที่นี่!”



ทันทีที่พูดจบก็เห็นได้ชัดว่าหัวนั้นมิได้ลอยด้วยลมปราณ แต่มีเส้นบางบางเกี่ยวอยู่แทบมองไม่เห็น



“คืนนี้ฝนแรง มองไม่ชัด ใครบางคนคงใช้เส้นด้ายเหล่านี้วางกลล่อให้พวกเราเข้าไปติดกับ หากเดินพลาดเพียงก้าวเดียว ก็มีสิทธิ์ถูกตัดขาดร่างในพริบตา”



เขาหันมาสั่งเสียงเข้ม “พวกเจ้ารออยู่ตรงนี้ ข้าจะลองเข้าไปดูเอง”



“ท่านเจ้าสำนัก! ไม่ได้!” คนของกองคาราวานร้องพร้อมกัน “ที่นั่นอันตรายเกินไป ท่านอย่าเสี่ยงเองเลย!”



เหลิ่งเทียนหยางส่ายหน้า “เจียงหรานกับพวกเป็นคนมีคุณธรรมในยุทธภพ เราถูกกฎของสำนักคุมไว้จนทำอะไรไม่ได้มากนัก นั่นก็นับว่าขัดต่อมิตรไมตรีแล้ว จะให้ข้าเพิกเฉยอีกย่อมไม่ถูกต้อง พวกเจ้าทั้งหลายรอที่นี่ หากมีสิ่งใดเกิดขึ้นจึงค่อยเข้าช่วย”



เสียงนั้นหนักแน่นจนไม่มีใครกล้าขัด ได้แต่ถอนหายใจอย่างจนใจ



“ข้าจะคอยอยู่ตรงนี้” คนหนึ่งตอบแทน ก่อนส่งกระบี่ให้ “นี่ ท่านเอาไปใช้เถิด”



เหลิ่งเทียนหยางรับกระบี่มาแล้วก้าวเข้าสู่พื้นที่ต้องห้าม แต่ยังไม่ทันไปไกล ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าตามมา



เขาหันกลับไป เห็นหมั่นเซิ่งหมิงเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มสงบ “ไปด้วยกัน”



เหลิ่งเทียนหยางหัวเราะเบาๆ “ดี!”



ทั้งสองเดินไปอย่างระมัดระวัง ตอนแรกยังพอมองเห็นช่องว่างของเส้นด้ายเงิน แต่ยิ่งลึกเข้าไป ความละเอียดของเส้นยิ่งหนาแน่นจนแทบมองไม่เห็น



เหลิ่งเทียนหยางยื่นมือออกทดสอบ เสี้ยววินาทีต่อมา เขารู้สึกเจ็บแปลบปลายนิ้ว เลือดสีแดงเข้มผุดออกมาแม้เพียงสัมผัสเบาๆ



เขาก้มมองรอยแผลที่ถูกฝนชะจนเลือน แล้วสบตากับหมั่นเซิ่งหมิง ทั้งคู่พยักหน้าพร้อมกัน ก่อนเหลิ่งเทียนหยางพลิกข้อมือจับกระบี่แน่นแล้วฟาดออก



เสียงกระดิ่งดังขึ้นทันที “กริ๊ง...กริ๊ง...”



จากนั้น เสียงหึ่งๆ เหมือนฝูงผึ้งก็สะท้อนขึ้นรอบทิศ เส้นสายบางเฉียบหลายร้อยเส้นพุ่งกลับเข้าหาพวกเขา



“แย่แล้ว!” เหลิ่งเทียนหยางร้องลั่น



แรงสะท้อนกลับรุนแรงจนแทบต้านไม่อยู่ เขารีบโคจรกำลังภายใน ตบฝ่ามือติดต่อกันสี่ครั้ง ปล่อยพลัง ‘เก้าภูผาสะท้าน’ ออกไปอย่างรวดเร็ว



พลังฝ่ามือซัดกระแทกไปทั่ว เส้นด้ายเงินนับร้อยสั่นไหวคล้ายถูกลมพัด แต่ก็เพียงหน่วงเวลาได้ครู่เดียว ก่อนเขาจะรู้สึกถึงแรงกระชากข้อมือ



หมั่นเซิ่งหมิงคว้าแขนเขาไว้ แล้วดึงให้เคลื่อนไหวสวนทางไปมาในระหว่างเส้นด้ายเหล่านั้น



เหลิ่งเทียนหยางใจเต้นแรงแทบทะลุอก “เจ้าบ้าแล้วหรือ! ถ้าโดนเพียงเส้นเดียวก็สิ้นชีพทั้งคู่!”



แต่ยังไม่ทันได้ตำหนิ เสียงร้องโหยหวนก็ดังขึ้นจากอีกฟากหนึ่งของลาน



เมื่อมองไป เขาเห็นคนของพรรคกระบี่โลหิตกำลังถูกเส้นด้ายเงินตัดขาดร่างเป็นชิ้นๆ เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วพื้น



ภาพนั้นชวนสะอิดสะเอียนจนเหลิ่งเทียนหยางถึงกับตัวแข็งค้าง



แต่แล้วเขาก็รู้สึกว่าการเคลื่อนไหวรอบตัวเริ่มนิ่งลง เขาหันมามอง หมั่นเซิ่งหมิงได้หยุดยืนอยู่กลางพื้นที่โล่งจุดหนึ่ง สีหน้าเยือกเย็นแต่นัยน์ตามีประกายความเข้าใจ



“รอดแล้ว” เหลิ่งเทียนหยางอุทานออกมาอย่างไม่เชื่อสายตา



หมั่นเซิ่งหมิงหันมามองนิ่งๆ ก่อนพูดช้าๆ “กลลวง...เหมือนกับที่สุสานโบราณซีเหมินถุน”



“เจ้าชำนาญวิชาค่ายกลหรือ!” เหลิ่งเทียนหยางรีบคารวะ “ข้านับถือเจ้าจริงๆ!”



หมั่นเซิ่งหมิงเพียงส่ายหน้า “พอรู้บ้าง...เจ้าดูสิ”



เขาชี้ไปข้างหน้า เหลิ่งเทียนหยางมองตาม เห็นถังฮว่าอี้ หลัวชิงอี และพวกอีกหลายคนยืนรวมกันอยู่ไม่ไกล ข้างๆ มีเต๋ออู๋หมิง หนิงจิ่วหยวน และคนอื่นๆ กำลังหารือกันอยู่



“เราจะไปหาพวกเขาได้อย่างไร”



หมั่นเซิ่งหมิงยิ้มบาง “ตามข้ามา”



เขานำทางอย่างคล่องแคล่วราวกับเดินอยู่ในสวนของตนเอง เพียงไม่นาน ทั้งสองก็เดินออกจากค่ายกลได้สำเร็จโดยไร้รอยขีดข่วน



ทันทีที่ออกมา เสียงของเต๋ออู๋หมิงดังขึ้น “ดูจากค่ายกลและเส้นสายเหล่านี้แล้ว ข้าแน่ใจแล้ว คนผู้นั้นคือ ‘ระฆังทองด้ายเงิน’ ไม่ผิดแน่!”



“ระฆังทองด้ายเงิน” เหลิ่งเทียนหยางขมวดคิ้ว “ใช่พวกโจรขุดสุสานในตำนานเมื่อสิบปีก่อนหรือไม่”



ทุกคนหันมาทักทายเหลิ่งเทียนหยาง เขารีบคำนับตอบ



เต๋ออู๋หมิงพูดต่อ “ใช่แล้ว ผู้ที่ใช้เส้นด้ายเงินเป็นอาวุธมีเพียงคนผู้นั้น เดิมทีเคยเป็นหัวหน้ากลุ่มโจรขุดสุสาน ภายใต้ชื่อ ‘ระฆังทองด้ายเงิน’ พวกมันเคยบุกสุสานใหญ่ในแถบนอกเมืองเป่ยหวย ฆ่าทหารหลวงไปนับร้อย และยังทิ้งค่ายกลอันน่าสะพรึงไว้รอบสุสาน เรียกว่า ‘พันระฆังหมื่นสาย’ จนถึงตอนนี้ยังไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกินพื้นที่นั้นอีก”



เหลิ่งเทียนหยางพยักหน้าเข้าใจ “เช่นนี้เอง...ไม่น่าแปลกใจที่ค่ายกลจะร้ายกาจถึงเพียงนี้ ข้าเคยได้ยินชื่อพวกมัน แต่ก็ได้ข่าวว่าทั้งสองคนถูกประหารไปนานแล้วมิใช่หรือ”



เต๋ออู๋หมิงยิ้มบาง “ข่าวลือนั้นผิดเพี้ยนไปมากนัก พวกมันมิได้ถูกประหาร แต่ถูกชักชวนให้รับราชการแทน เพราะในตอนนั้น...ภรรยาของระฆังทองกำลังตั้งครรภ์”



“ตั้งครรภ์” ถังฮว่าอี้เลิกคิ้ว “เรื่องนั้นเกี่ยวอะไรกับการยอมสวามิภักดิ์รึ”



เต๋ออู๋หมิงอธิบาย “สองสามีภรรยาคู่นี้ขุดสุสานมาเป็นสิบปี ก่อกรรมไว้มาก ทั้งยังอยู่กับไอศพใต้ดิน เด็กในครรภ์ย่อมได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรง พอคลอดออกมาก็แทบสิ้นใจ ความหวังเดียวที่จะรักษาไว้ได้คือ ‘ลูกแก้วดาราโรย’ ซึ่งเก็บรักษาอยู่ในหอทำนายฟ้า ไม่มีทางได้มาเว้นแต่จะมีบุญคุณใหญ่กับราชสำนัก ดังนั้น พวกเขาจึงยอมสวามิภักดิ์”



เขาหยุดหายใจครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ “ทั้งสองมีความรู้ทางฮวงจุ้ย และภูมิพยากรณ์สูงส่ง ยามนั้นอดีตจักรพรรดิกำลังวางแผนสร้างสุสานหลวง พวกเขาจึงถูกเรียกเข้ารับราชการเพื่อใช้ความรู้ช่วยร่างผังสุสาน นับแต่นั้นจึงได้รับการอภัยโทษ”



“แล้วหลังจากนั้น” หมั่นเซิ่งหมิงถาม



“ไม่มีใครรู้แน่” เต๋ออู๋หมิงส่ายหน้า “แต่ผ่านไปสิบปี กลับเห็นเส้นด้ายเงินเหล่านี้อีกครั้ง...ดูท่า คนผู้นั้นคงยังไม่ตาย”



ทุกคนเงียบงันไปชั่วครู่หลังได้ฟังคำของเต๋ออู๋หมิง



ต่างรู้ดีว่า ต่อให้ ‘ระฆังทองด้ายเงิน’ ยอมสวามิภักดิ์ต่อราชสำนัก เพื่อแลกกับลูกแก้วดาราโรย ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้มา



แต่ในเมื่อเป็นบิดามารดาแล้ว ย่อมทำทุกทางเพื่อช่วยบุตร ไม่ว่าต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม



เพียงแต่...เวลาผ่านไปเนิ่นนานถึงเพียงนี้ เหตุใด ‘ด้ายเงิน’ จึงปรากฏกายอยู่ที่นี่ เหตุผลนั้นมิใช่สิ่งที่ใครจะคาดเดาได้เพียงชั่วครู่



“ตรงนี้!” เสียงซิ่งถานจวี๋ซื่อดังขึ้น เขาก้มสำรวจพื้นอย่างระมัดระวัง “ข้ามองว่าค่ายกลพันระฆังหมื่นสายนี้ มิใช่สิ่งที่สร้างได้ในวันสองวัน แต่ต้องเป็นผลงานที่สะสมมานานหลายปี จุดศูนย์กลางของค่ายกลน่าจะอยู่บริเวณนี้...แถวนี้ต้องมีบางอย่างซ่อนอยู่แน่”



หมั่นเซิ่งหมิงหรี่ตา ใช้ปลายนิ้วลูบไปตามผนังด้านหนึ่งอยู่ครู่ ก่อนจะขยับมือฉับพลัน นิ้วทั้งห้าขยุ้มเบาๆ



เสียงคลิกดังขึ้น ผนังหินด้านข้างแยกออก เผยให้เห็นบานประตูลับที่เพิ่งเปิดออกสดๆ



ทุกคนสบตากัน แล้วถังฮว่าอี้เอ่ยสั้นๆ “เข้าไปกันเถอะ”



นางเหลียวกลับไปมองยังด้านนอก เห็นเหล่าคนของพรรคกระบี่โลหิตยังติดอยู่ในค่ายกลพันระฆังหมื่นสาย มิได้เห็นเงาของเซวียนหยวนอีเตา หรือแม้แต่รองประมุขพรรคอัสนีฟ้าอย่างหลี่หลิน



นางนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนหันไปพูดกับหลี่เทียนอวี่ “เทียนอวี่ เจ้าไม่ต้องตามเข้ามา เฝ้าอยู่ตรงนี้”



“ข้างนอกมีค่ายกลพันระฆังหมื่นสาย พวกมันจะฝ่าเข้ามาได้ไม่ง่ายนัก หากมีผู้ใดพยายามลอบเข้ามา ไม่ต้องไว้หน้าใครทั้งสิ้น เห็นหน้าแล้วสังหารได้เลย”



“ขอรับ” หลี่เทียนอวี่รับคำทันที เขาถอดคันศรยาวจากหลัง ตวัดขึ้นตั้งตรง สายตาคมวาวมองรอบด้านราวกับเหยี่ยว



ถังฮว่าอี้จัดการทุกอย่างเรียบร้อยจึงโล่งใจลงเล็กน้อย



คืนนี้สิ่งสำคัญมิได้มีเพียงชายชรา ‘ด้ายเงิน’ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงสองขุมกำลังใหญ่ที่พัวพันอยู่ด้วย พรรคกระบี่โลหิต และพรรคอัสนีฟ้า



พรรคกระบี่โลหิตเปิดเผยอย่างชัดเจนว่าอยากชิงพิณเจียวเหว่ยของเจียงหราน ส่วนพรรคอัสนีฟ้ากลับลงมืออย่างลับลมคมใน ทั้งสองล้วนต้องระวังให้ถึงที่สุด



ตอนนี้ค่ายกลพันระฆังหมื่นสายตั้งรับโดยธรรมชาติ ประกอบกับหลี่เทียนอวี่ผู้มีคันศรเต็มเดือน เฝ้าอยู่ภายนอก ต่อให้สองฝ่ายนั้นมีกำลังสักเพียงใด ก็คงยากจะทะลวงเข้ามาได้



ถึงแม้พลาดพลั้งจนหลี่เทียนอวี่สิ้นชีพ ก็ยังนับว่าคุ้มค่าแลกเปลี่ยน



คิดได้ดังนี้ นางก็เลิกกังวล เดินตามทุกคนเข้าสู่ประตูลับไป



ทางเดินมืดและชื้น กลิ่นสนิมเหล็กคละคลุ้งไปทั่ว พวกเขาเดินลึกลงไปเรื่อยๆ จนเสียงก้องสะท้อนหายไปจากพื้นหิน ทันใดนั้น เสียงร้องโหยหวนดังก้องจากด้านใน



“นั่นเสียงอะไรน่ะ” หนิงจิ่วหยวนชะงัก ก่อนเร่งฝีเท้าไปข้างหน้า



ทางเดินเปิดออกสู่ห้องโถงขนาดใหญ่ใต้ดิน ทั้งสองฝั่งเต็มไปด้วยแท่นเหล็ก และเครื่องทรมาน เขียงหิน หม้อเหล็ก คีมหนีบ เหล็กแหลม เครื่องบดเลือด และเตาไฟขนาดมหึมา



เสียงกรีดร้องที่พวกเขาได้ยินเมื่อครู่ มาจากชายที่ถูกมัดตรึงอยู่กับแท่นเหล็กด้านข้าง



ร่างนั้นเปลือยท่อนบน เส้นเลือดโป่งพองทั่วศีรษะ มีเข็มเงินมากกว่าสามสิบเล่มปักแน่นบนกระหม่อม จนเนื้อศีรษะบวมช้ำ และเลือดซึม



ดวงตาเบิกโพลง ปากสำรอกฟองขาวสลับกับเสียงครางโหยหวนดุจสัตว์ป่า



“ศิษย์น้อง!!” หนิงจิ่วหยวนร้องสุดเสียง นางพุ่งเข้าไปในทันที



คนที่ถูกทรมานนั้นคือเฟิ่งอู่!



แค่ชั่วเวลาไม่นาน จากชายหนุ่มผู้เต็มไปด้วยชีวิตชีวา กลับกลายเป็นร่างที่แทบไม่เหลือเค้าคนเดิมเช่นนี้



นางยื่นมือจะดึงเข็มเงินออกจากศีรษะ แต่พอมือแตะถึงก็ต้องหยุดนิ่ง



เพียงมองก็รู้ว่าวิธีการปักเข็มเหล่านี้ซับซ้อนเกินไป การถอนโดยไม่รู้วิธีอาจปลิดชีพผู้ถูกปักได้ในทันที



น้ำตานองดวงตา หนิงจิ่วหยวนได้แต่ยืนตัวสั่น รู้สึกหมดหนทางอย่างแท้จริง



เดิมทีพวกเขาเพียงจะเดินทางกลับเมืองฉางชิง เพื่อพักที่คฤหาสน์หงส์แดงบนเขาฉีเฟิ่งเท่านั้น ใครจะคิดว่าแค่แวะพักในศาลาร้าง จะกลายเป็นฝันร้ายเช่นนี้



เต๋ออู๋หมิงเอ่ยเสียงต่ำ “แม่นางหนิงอย่าเพิ่งตื่นตระหนก มารเฒ่าไม่อยู่ที่นี่ แน่ย่อมยังมีทางลับอื่น เราต้องหามันให้พบ อาจมีทางช่วยชีวิตคุณชายเฟิ่งได้”



หนิงจิ่วหยวนเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำ “ท่านพูดถูก ข้าต้องหามันให้เจอ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใด!”



ขณะที่เสียงนั้นยังไม่ทันจาง ผนังหินข้างหนึ่งพลันขยับ พร้อมเสียงกลไกดัง ‘แกร๊ก’



ช่องลับเปิดออกเผยประตูอีกบาน



ทุกคนหันไปทางต้นเสียง เห็นหมั่นเซิ่งหมิงยืนอยู่ข้างผนัง เขาเพียงกล่าวสั้นๆ “ไป”





อีกด้านหนึ่ง



“บันทึกมารฟ้าสิ้นสุขหมื่นกัป” เจียงหรานพึมพำ พลางจ้องอักษรโลหิตบนเสาหินกลางโถง



ตัวเขา และหยวนอวี้ชิงยืนอยู่บนแท่นกลางห้อง รอบข้างยังคงรายล้อมด้วยกระบี่เหล็กนับร้อยที่วางเรียงเป็นวงกลม



“ประโยคนี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่”



หยวนอวี้ชิงขมวดคิ้ว “หรือว่าภาพสลักทั้งสิบแปดภาพนั้น อาจเป็นเคล็ดวิชาในสิบแปดคัมภีร์มารสวรรค์”



เจียงหรานส่ายหน้า “เป็นไปไม่ได้”



เขาเคยได้ยินจากถังฮว่าอี้ ว่า ‘คัมภีร์มารสวรรค์’ เป็นสิบแปดวิชามารแห่งพรรคมาร แต่ละหมวดเป็นยอดวิชาเหนือฟ้า เช่น วิชากระถางโลหิตของหลี่เฟยอวิ๋น วิชามหามารหมื่นภพของประมุขมาร และวิชาแปรสรรค์พลิกฟ้าของถังฮว่าอี้ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งในนั้น



แม้จำนวนจะตรงกัน แต่เพียงภาพสลักบนกระบี่ จะมีพลังเทียบเท่ายอดวิชาระดับนั้นได้อย่างไร



หยวนอวี้ชิงเองก็รู้ว่าความคิดของตนฟังดูเลื่อนลอยนัก



นางถอนหายใจ “เมื่อร้อยปีก่อน ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของยุทธภพ ฉู่หนานเฟิงเคยกวาดล้างพรรคมารจนสิ้น คัมภีร์มารสวรรค์ทั้งสิบแปดเล่มกระจัดกระจายไปทั่วแผ่นดิน ตั้งแต่นั้นจึงเกิดการนองเลือดมากมาย”



“ไม่คาดเลยว่าศาลาเล็กๆ แห่งนี้ จะเกี่ยวพันกับสิ่งนั้นได้”



นางนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อ “หรือบางที คำว่า ‘สิ้นสุขหมื่นกัป’ จะหมายถึงหนึ่งในวิชาทั้งสิบแปด”



เจียงหรานนิ่งไปครู่หนึ่ง “ข้าก็คิดอย่างนั้น… แต่หากจริง ก็น่าสะพรึงเกินไปแล้ว”



ทั้งสองสบตากัน ภาพของการทรมานในภาพสลักสิบแปดภาพยังติดตาอยู่ หากวิชาเช่นนั้นต้องฝึกผ่านความเจ็บปวดเหล่านั้นจริง ผู้ฝึกจะยังคงเป็นมนุษย์อยู่หรือไม่



“เป็นไปไม่ได้แน่” เจียงหรานพูดหนักแน่น “มันขัดต่อสัจธรรมของสวรรค์เกินไป”



หยวนอวี้ชิงเกือบจะค้าน แต่พอคิดกลับ ก็พูดไม่ออก



สุดท้าย ทั้งคู่หยุดถกแล้วหันไปมองที่โลงศพกลางแท่น



เหนือโลงมีหินงอกขนาดใหญ่ เลือดสีแดงเข้มไหลหยดลงสู่ฝาโลง ราวกับดอกไม้ที่เบ่งบานกลางหยาดโลหิต



เจียงหรานกับหยวนอวี้ชิงสบตากัน ก่อนค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้



บนฝาโลงมีรูขนาดเท่ากำปั้น เลือดจากด้านบนหยดผ่านรูนั้นลงไปข้างใน



“เลือดพวกนั้นไม่ได้หยุดที่ฝาโลง…แต่มันไหลเข้าไปข้างใน!” เจียงหรานขมวดคิ้ว “แม่นางหยวน ปิดลมหายใจก่อน”



นางพยักหน้า เจียงหรานยกมือผลัก ฝาโลงเปิดออกทันที



ภาพที่ปรากฏทำให้ทั้งสองถึงกับตัวแข็งงัน



ภายในโลงมีศพสองร่าง ร่างหนึ่งถูกตรึงกับฝาโลงโดยมีตะปูเหล็กตอกทั่วร่าง ปากคาบอัญมณีส่องแสงระยิบระยับ เลือดที่หยดลงมาจากหินงอกรวมตัวบนอัญมณีนั้น ก่อนจะไหลย้อนกลับเข้าสู่ปากศพ



ส่วนอีกร่างหนึ่งอยู่ในโลง เป็นเด็กเล็กอายุราวเจ็ดถึงแปดปี รูปร่างผอมบางซีดขาว



เจียงหรานหันไปมองอีกศพที่ถูกตอกตรึงไว้บนฝาโลง แล้วหัวใจของเขาก็พลันสะดุด



เขาเห็นได้ชัดเจน...ริมฝีปากของศพนั้น ขยับเบาๆ ราวกับ... กำลังหายใจอยู่!




ตอนก่อน

จบบทที่ ระฆังทองด้ายเงิน

ตอนถัดไป