ช่วยชีวิต
ตอนที่ 163 ช่วยชีวิต
เมื่อเห็นว่าศัตรูแน่นิ่งไปแล้ว เจียงหรานยังไม่วางใจ เขาก้มลงตรวจสอบร่างนั้นอีกครู่ จนแน่ใจว่ามันไม่มีทางลุกขึ้นมาได้อีกแน่ จึงค่อยพยักหน้าเบาๆ
เขาหันกลับไปมองเหล่ายามที่รอดชีวิตมาได้ไม่กี่คน
พวกนั้นสบตากัน ก่อนค้อมตัวพร้อมกัน “ขอบคุณท่านจอมยุทธ์ที่ช่วยชีวิต!”
ร่างของเจียงหรานวูบหนึ่งก็ไปปรากฏตรงหน้า เขาคว้าข้อมือของหนึ่งในนั้นขึ้นมาดู
ชายคนนั้นสะดุ้งเฮือกโดยอัตโนมัติ แต่ไม่กล้าขัดขืน เมื่อครู่คนชุดดำยังสังหารพวกเขาได้อย่างง่ายดาย แต่ต่อหน้าเจียงหรานกลับไม่มีแม้แต่โอกาสจะต่อต้าน
ชายเหล่านี้ย่อมรู้ว่าคนตรงหน้ามิใช่ผู้ธรรมดา จะเอ่ยอะไรผิดพลาดไปย่อมอาจสิ้นชีวิตได้ทุกเมื่อ
เจียงหรานแตะนิ้วลงบนชีพจร แล้วพยักหน้าเบาๆ จากนั้นล้วงขวดเล็กออกมาจากอก เทยาเม็ดเล็กเท่าปลายข้าวส่งเข้าปากชายคนนั้น
ไม่กี่อึดใจ ชายคนนั้นรู้สึกว่ามือเท้าที่อ่อนแรงเมื่อครู่กลับมีแรงขึ้นมาอีกครั้ง ใบหน้าสว่างวาบด้วยความดีใจ “ขอบคุณท่านจอมยุทธ์สำหรับยาวิเศษ!”
เจียงหรานส่ายหน้า “ไม่ใช่ยาที่ตรงกับพิษนัก แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้พวกเจ้าฟื้นเรี่ยวแรงได้บ้าง”
“ข้ามีอีกไม่กี่ขวด รับไปแล้วแจกให้คนที่ยังพอสู้ได้ก่อน ส่วนหญิงเด็กคนแก่ไว้ทีหลัง ให้พวกเจ้าช่วยกันรวมคนพวกนั้นไปไว้ด้วยกัน คุ้มกันให้ดี พิษนี้ไม่ถึงตาย อย่าได้ตกใจไป กินยาแล้ว ตามข้ามา”
“ขอรับ!!”
พวกยามแม้ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร แต่เมื่อมีคนช่วยชีวิตย่อมถือเป็นสหาย หาใช่ศัตรู ยามนี้เรือนยลวารีทั้งเรือนกลายเป็นนรกบนดิน จะมามัวลังเลก็ไร้ประโยชน์ เมื่อมีผู้ชี้ทางรอด พวกเขาจึงพร้อมทำตามทันที
เจียงหรานแบ่งยาให้คนละเม็ด พอกินลงไป ร่างกายก็เริ่มฟื้นแรง แล้วพากันติดตามเขาออกไปข้างนอก
ว่ากันถึงความชำนาญในพื้นที่ ย่อมไม่มีใครรู้จักเรือนยลวารีดีเท่าพวกนี้ แต่หูตา และสัมผัสของเจียงหรานเหนือกว่ามนุษย์ปกติ เขารู้ได้ทันทีว่าตรงไหนมีศัตรูมากที่สุด
เพิ่งก้าวพ้นประตูเรือน ก็เห็นกลุ่มคนชุดดำกำลังไล่ฆ่าพวกยาม
ในกลุ่มของเจียงหรานมีคนรู้จักกันอยู่บ้าง พอเห็นภาพนั้นก็หน้าแดงก่ำ เตรียมจะพุ่งเข้าไปช่วย แต่ยังไม่ทันขยับ เงาร่างหนึ่งก็พุ่งแซงออกหน้าไปก่อน
เสียง ‘ฉัวะ!’ ดังก้อง
คมกระบี่ส่องประกายวาบกลางความมืด ราวกับสายฟ้าตัดผ่านฟ้าเพียงชั่วพริบตา หัวของคนชุดดำสามคนหล่นลงพร้อมกัน
เสียงโลหะกลับเข้าฝัก ‘แกร๊ก’
เจียงหรานหันมาพูดเสียงเรียบ “ยังจะยืนตะลึงอะไรอยู่”
เหล่ายามนิ่งค้างไปชั่วขณะ ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะเหลือบมองขวดยาในมือแล้วฉุกคิดได้ รีบเร่งไปแจกยาให้พวกที่ยังสู้ได้ ส่วนสาวใช้กับคนชราที่ไร้เรี่ยวแรงก็อ้อมหลบไปอีกทาง มีคนอาสาอุ้มขึ้นหลังช่วยพาไปที่ปลอดภัย
ทั้งหมดนี้เป็นวิธีจำใจของเจียงหราน ในเรือนมีคนมากเกินไป หากให้ยาทุกคนย่อมไม่พอ จึงจำต้องช่วยคนที่ยังพอสู้ได้ก่อน ให้เขาเหล่านั้นปกป้องผู้อ่อนแออีกที นั่นจึงถือว่าใช้งานคนให้คุ้มค่า
เมื่อทุกอย่างเริ่มเข้าที่ พวกเขาจึงรวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ เคลื่อนไปตามหลังเจียงหราน
เจียงหรานมุ่งหน้าไปตามเสียงตะโกน และการต่อสู้ ทุกย่างก้าวมีทั้งเลือดและไฟ แต่ยิ่งเดินไปข้างหน้า ผู้รอดชีวิตก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เขามองกลับ เห็นว่าตอนนี้กลุ่มคนของเขามีมากพอจะตั้งเป็นวงล้อมคุ้มกันสตรี เด็ก คนชราได้บ้าง ต่อให้เจอศัตรูอีกก็ยังมีแรงตอบโต้
แต่แล้วทันใด เสียงต่อสู้จากอีกฝั่งกลับผิดปกติ เจียงหรานขมวดคิ้วทันที “ทางนั้นมีอะไรเกิดขึ้น”
เขาเร่งฝีเท้ามุ่งไปทันที
พอข้ามซุ้มประตูโค้งออกไป ก็เห็นในลานกว้างข้างหน้า มีกลุ่มคนหนุ่มกำลังพยายามต่อสู้กับพวกชุดดำอยู่ แม้จะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่ยังฝืนต้านไว้ไม่ถอย
“คุณชายรอง!”
หนึ่งในพวกยามร้องขึ้นอย่างตกใจเมื่อเห็นกลุ่มนั้น
เจียงหรานมองตาม เห็นชายหนุ่มหน้าซีดปากมีเลือดค้าง กำลังใช้กระบี่ปัดป้องอย่างเอาเป็นเอาตาย ท่วงท่าดูอ่อนประสบการณ์แต่ก็แฝงความแม่นยำ และมีพื้นวิชาไม่เลว
เขานึกถึงคำของฮัวเยว่หรงที่บอกว่าตระกูลหูมีคนฝากตัวเรียนวิชาในเจ็ดสำนักใหญ่ ดูท่าคนนี้เองคงเป็นหนึ่งในนั้น
เจียงหรานเอ่ยเสียงต่ำ “ทุกคน อย่าตื่นตระหนก ข้าจะไปช่วยเอง!”
พูดจบ เขาเหยียบพื้นกระโดดพุ่งขึ้นไปเหมือนสายลม
บรรดาชายหนุ่มที่กำลังต่อสู้อยู่หันขวับมามอง เมื่อเห็นชายคนหนึ่งอายุไล่เลี่ยกับตนพุ่งเข้ามา พวกเขารีบร้องเตือน “ระวัง! พวกมันมีฝีมือสูง อย่าประมาท”
คำเตือนยังไม่ทันขาดเสียง แสงทองก็วาบขึ้นอีกครั้ง
ศัตรูที่พวกเขาสู้แทบตายยังฆ่าไม่ได้ กลับถูกฟันขาดในกระบี่เดียว
เจียงหรานเตะศพนั้นให้ปลิวไปปะทะอีกคน เสียง ‘โครม!’ ดังสะท้อนกลางอากาศ
คนชุดดำนั้นยกมือขึ้นรับเต็มแรง กระดูกแขนหักกลับจนโผล่ปลายกระดูกขาวโพลน แต่เขายังไร้อารมณ์ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง กลับพบว่าคมกระบี่สีทองตวัดผ่านตรงหน้าแล้ว
ในพริบตา ร่างนั้นก็ขาดสองท่อน
เจียงหรานเพียงยกมือหมุนข้อมือ กระบี่กลับเข้าฝักอย่างสงบ
คนหนุ่มทั้งหลายที่ยังยืนอยู่พูดไม่ออก เขามาช่วยแท้ แต่พวกเขากลับยืนนิ่งเป็นไม้ เหมือนดูการแสดงมากกว่าร่วมต่อสู้
“ข้าบอกว่าจะช่วย ไม่ได้หมายความว่าให้พวกเจ้าหยุดยืนดูอยู่เฉยๆ” เขาพูดเสียงเรียบ
พวกนั้นเพิ่งได้สติ รีบค้อมตัว “ขอบคุณท่านจอมยุทธ์ที่ช่วยชีวิต! ขอทราบชื่อท่านผู้ใด”
อีกคนเอ่ยต่อ “กระบี่ของท่าน...ดูคุ้นตาชะมัด...”
ยังไม่ทันให้เจียงหรานตอบ ชายหนุ่มคนหนึ่งร้องลั่น “อ้อ! นี่มันกระบี่ทองมลายนี่นา!”
“ข้าเคยได้ยินข่าวว่าหลังกระบี่ทองมลายกลับคืนสู่ยุทธภพ เซียนกระบี่ ‘เจี้ยนอู๋เซิง’ ฝากให้สำนักคุ้มภัยเทียนหยางของเหลิ่งเทียนหยางนำไปมอบแก่ตระกูลเยี่ยของท่านเยี่ยคงกู่”
“แต่กลับเกิดเหตุสังหารตระกูลเยี่ยทั้งตระกูล เหลือเพียงสองพี่น้องบุตรีตระกูลเยี่ยสองคน สุดท้ายคุณหนูใหญ่ เยี่ยจิงซวงได้นำกระบี่นี้มอบให้ผู้มีพระคุณผู้ช่วยชีวิต ผู้ที่ได้ชื่อว่า ‘กระบี่สะท้านภพ เจียงหราน! อย่าบอกนะ...ว่าท่านคือเจียงหรานผู้นั้น!”
ชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่าผู้พูดมีใบหน้าซีดขาวจากบาดแผล แต่แววตาเป็นประกายราวดาว เขาพูดเร็วเป็นน้ำไหล แทบไม่ให้ใครแทรกได้เลย
เจียงหรานมองเขาแล้วได้แต่คิดในใจ ถ้าเจ้าคนนี้ไปพูดขายของคงขายดีแน่
คนอื่นๆ ได้ยินก็อ้าปากตาโต “ที่แท้คือกระบี่สะท้านภพ เจียงหรานจริงๆ!”
“ถึงว่า ทำไมฝีมือถึงเหนือมนุษย์เช่นนี้!”
“ท่านเจียงหรานคือผู้ที่เคยฆ่ารองเจ้าสำนักจั๋วเต๋าเพียงลำพัง และยังฆ่าประมุขพรรคอัสนีฟ้า กู่เหรินหลงด้วยตัวเอง!”
“แถมตอนนั้นยังทำให้ประมุขพรรคหยาดบุปผาร้องไห้แทบขาดใจ!”
เจียงหรานเอามือกุมขมับ นี่มันเวลาพูดคุยกันหรือ
เขาโต้กลับเสียงเรียบ “เขาไม่ได้ร้องไห้ขนาดนั้น... เอาเป็นว่า ไม่ใช่เวลามาคุยเรื่องนี้ ตอนนี้สิ่งสำคัญคือช่วยชีวิตคนก่อน”
“ใช่ ใช่!!”
ชายหนุ่มเจ้าของกระบี่รีบตะโกน “ช่วยคนก่อน! แล้วก็ต้องดับไฟด้วย! นี่มันเรือนบรรพบุรุษข้าทั้งนั้น!”
“ไปเถอะ! รีบไป!”
“ไม่รู้ว่าท่านประมุขตระกูลกับฮูหยินเป็นอย่างไรบ้าง!”
บรรดาคนหนุ่มที่เมื่อครู่ยังพูดคุยกันอย่างออกรส ราวกับจะคุยกันไปถึงสิ้นฟ้าดิน กลับกลายเป็นวิ่งพล่านเหมือนแมลงวันไร้หัวในชั่วอึดใจเดียว
เจียงหรานถึงกับหมดคำพูด คนอายุยี่สิบกว่าๆ พวกนี้จะไม่มีใครที่ไว้ใจได้สักคนเลยหรือ
ถึงจะไม่สุขุมเยือกเย็นเช่นหยวนอวี้ชิง แต่ก็ควรจะมีสติพอๆ กับถังฮว่าอี้เป็นอย่างน้อย
เขาจึงตวาดสั่งเสียงเข้ม “หยุดก่อน!”
คนหนุ่มทั้งหลายชะงักในทันที หันขวับกลับมาพร้อมกัน “คุณชายเจียง มีสิ่งใดสั่งการหรือ”
เสียงตอบพร้อมกันอย่างเรียบร้อย แต่สายตากลับเปล่งประกายความซื่อจนดูน่าหนักใจ
เจียงหรานสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“พวกมันมีจำนวนมาก อย่าเคลื่อนไหวโดยพลการ พวกมันวางพิษได้แปลว่าก็ยังกลัวเรือนยลวารีอยู่บ้าง”
“ข้าได้ช่วยพวกยามของพวกเจ้ากลุ่มหนึ่งไว้แล้ว พวกเจ้าจงนำพวกนั้นไปช่วยคนตามเรือนอื่นๆ จำไว้ พวกมันกระจายตัว แต่พวกเจ้ารวมกำลังไว้ ย่อมได้เปรียบ”
“อย่าโลภ อย่าเสี่ยง อย่าแสดงความกล้าแบบโง่ๆ ไม่เช่นนั้นจะได้ตายจริงๆ”
“ระหว่างช่วยคน ให้รวมผู้มีฝีมือไว้ด้วยกัน เมื่อมีกำลังมากพอ จึงค่อยกลับมาควบคุมสถานการณ์ สุดท้าย ให้ทุกคนไปรวมที่หน้าโถงใหญ่ของเรือน ถ้าโชคดีล่อพวกมันมาได้ ก็ยิ่งดี จะได้จับกุมให้หมดในคราเดียว พวกเจ้าฟังเข้าใจแล้วหรือไม่”
ถ้าเป็นใครคนอื่นพูดกับพวกหนุ่มพวกนี้แบบนี้ พวกเขาคงหาเรื่องเถียงแน่ แต่เพราะคนพูดคือ ‘กระบี่สะท้านภพ เจียงหราน’ ทั้งหมดก็ได้แต่พยักหน้าแรงราวลูกไก่จิกข้าว
“จำได้แล้ว!”
“จะทำตามคำสั่งของคุณชายเจียงอย่างเคร่งครัด!”
ทันใดนั้นคนหนึ่งก็เอ่ยถาม “แล้วจะล่อพวกมันยังไง”
อีกคนตอบ “ทำทีเป็นแพ้ดีมั้ย”
“เจ้ามันก็แพ้อยู่แล้วไม่ใช่เรอะ”
“เจ้านี่สิ แพ้ยิ่งกว่า!”
เสียงเถียงกันจอแจดังขึ้นอีก เจียงหรานถึงกับปวดหัวตะโกน “พวกเจ้าคิดกันเองเถอะ! จำไว้อย่างเดียว อย่าตายเพราะความโง่ของตัวเอง ข้าจะไปดูพวกผู้ใหญ่ในเรือนก่อน พวกเจ้าคิดเองตามสถานการณ์!”
“ขอรับ!”
เสียงตอบรับดังพร้อมกัน คราวนี้ไม่มีใครกล้าเถียงอีก กลุ่มหนุ่มสาวจึงรีบนำพวกที่รอดชีวิตออกไปช่วยคนต่อ
เจียงหรานมองตามหลังพวกนั้นไป พลันรู้สึกประหลาดใจปนเอ็นดู การที่พวกเขายังสามารถโง่ได้อย่างไร้กังวลเช่นนี้ คงเพราะยังมีครอบครัวคอยคุ้มครองอยู่สินะ
ลูกนกใต้ปีกย่อมมีสิทธิ์จะหลงทาง และทำผิดได้
เขานึกถึงเยี่ยจิงซวง ครั้งแรกที่พบ หล่อนก็ยังอ่อนต่อโลก ทว่าวันที่บ้านตระกูลเยี่ยถูกสังหารต่อหน้า หล่อนเติบโตขึ้นในชั่วคืนเดียว เจ็บปวดจนเลือดในหัวใจแทบแข็งตัว นั่นคือ การบังคับให้โตด้วยเลือด และน้ำตา
เจียงหรานถอนหายใจ ลูบเบาๆ ที่หยกแขวนตรงเอว ก่อนจะเร่งฝีเท้ามุ่งลึกเข้าไปในเรือนยลวารี
ตอนนี้เขาอยู่เกือบถึงใจกลางของเรือนใหญ่แล้ว และก็พอรู้ตำแหน่งของประมุขตระกูลหูคร่าวๆ เสียงต่อสู้ที่ได้ยินก่อนหน้านี้บอกชัดว่ายังไม่ถึงขั้นแพ้ชนะ เขาจึงยังไม่รีบร้อนเข้าแทรก
“ช่วยคนก่อน ค่อยว่ากัน” ความคิดของเขาชัดเจนเช่นนั้น
เมื่อส่งคนอื่นออกไปแล้ว เขาจึงตรงไปยังสถานที่สำคัญที่สุดของเรือน ลานกลางขนาดเล็กแห่งหนึ่ง
ในลานนั้นมีทั้งชายหญิงวัยกลางคนกระจัดกระจาย บางคนนั่งขัดสมาธิฝืนรักษาบาดแผล บางคนนอนแน่นิ่งราวกับสิ้นสติ
และตรงกลางลาน เวลานี้กำลังมีคนสองคนประมือกัน
ฝ่ายหนึ่งเป็นชายวัยกลางคน หน้าตาสะอาดสะอ้าน มีหนวดเคราที่ขัดจนเรียบเรียงเป็นระเบียบ
ประมุขตระกูลหู หูว่านซาน
ส่วนคู่ต่อสู้เป็นชายชุดดำ ผู้มีดวงตาเปล่งประกายเย็นเยียบเต็มไปด้วยความอำมหิต ท่าทางและวิชาที่ใช้กลับไม่เหมือนคนอื่นที่เจียงหรานเคยเห็น
ฝ่ามือของมันดำคล้ำสนิท ทุกกระบวนท่ารวดเร็วรุนแรง ทั้งแทงทั้งคว้า ทั้งฝ่ามือ และนิ้วล้วนแฝงด้วยพิษร้าย
ทุกครั้งที่มือทั้งคู่ปะทะกัน เสียง ‘ปัง!’ ดังสะเทือนราวฟ้าผ่า
ชายหนุ่มชุดดำเย้ยหยัน “ตระกูลหูแห่งเรือนยลวารี เคยได้ยินว่ามีชื่อเสียงไม่น้อยในแถบนี้ ทำไมฝีมือเจ้าถึงอ่อนแอเช่นนี้เล่า”
“ได้ยินว่าพวกเจ้าขึ้นชื่อเรื่องวิชาฝ่ามือ เหตุใดถึงยังไม่กล้าสู้ข้าด้วยฝ่ามืออีกล่ะ มานี่สิ! มารับฝ่ามือข้าดูสักที!”
สิ้นคำ เขาตวัดฝ่ามือออก พลังฝ่ามือแผ่กลิ่นพิษดำทะมึน
หูว่านซานหน้าเสีย รีบเปลี่ยนท่วงท่าหลบออกไปอย่างรวดเร็ว
ชายชุดดำหัวเราะเสียงดัง “หลบเก่งนัก! ถ้าจะหนี ข้าขอแนะนำท่ากลิ้งหมาน้อยให้เจ้าด้วยเป็นไง”
“อย่าพูดมาก สนใจแต่การต่อสู้ให้ดี”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากศาลากลางลาน เสียงของชายชุดดำอีกคน ผู้เป็นผู้นำกลุ่มนี้ เขานั่งชมแสงจันทร์อย่างสงบนิ่ง แต่ดวงตากลับจับจ้องการต่อสู้ไม่วางตา
“แม้เจ้าจะฝึกปรือมาเป็นอย่างดี แต่หากมัวอาศัยมันรังแกผู้อื่น วันหนึ่งเจอคนที่ไม่กลัวหรือหาทางรับได้ เจ้าจะทำเช่นไร จะยอมให้จับตัวไปหรือ”
“เจ้าจำไว้นะ ตลอดเวลาที่ข้านำเจ้ากวาดล้างโจรภูเขามาแล้วสิบสามกลุ่ม คืนนี้เรือนยลวารีก็จะเป็นเครื่องบูชาสำหรับเจ้าเพื่อฝึกฝีมือ อย่าหลงระเริงเกินไป เพราะบนฟ้ายังมีฟ้าเหนือฟ้าอยู่เสมอ”
“ขอรับ ท่านพ่อ!”
เจียงหรานได้ยินถึงกับขมวดคิ้ว “พ่อลูกสังหารร่วมกันงั้นหรือ”
ในขณะที่เขาคิด ชายหนุ่มชุดดำเปลี่ยนท่วงท่าใหม่ ตรงเข้าประมือกับหูว่านซานอีกครั้ง ทั้งสองฝ่ามือปะทะกันกลางอากาศ แต่ในจังหวะที่อีกฝ่ายเปิดช่อง เขากลับแทงนิ้วทะลวงตรงสู่หัวใจของหูว่านซาน
เจียงหรานหรี่ตา มือข้างหนึ่งหยิบก้อนหินจากพื้นดีดออกด้วยปลายนิ้ว
“ฟิ้ว!”
ในเสี้ยววินาทีที่ฝ่ามือของชายชุดดำจะถึงตัว หูว่านซานกลับถูกแรงหินสะกิดจนเซไปด้านข้าง พลังนิ้วของศัตรูเฉียดร่างไปเพียงคืบ
ชายชุดดำชะงัก รู้สึกว่าพลังของตนเหมือนถูกกลืนหายไปบางส่วน แต่ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
เขาไม่ทันใส่ใจนัก กลับหัวเราะเย้ย “ฮ่าๆ ท่านพ่อ! ฝีมือของพวกตระกูลหูนี่ก็เท่านี้เอง!”
หูว่านซานทรุดลงกับพื้น เลือดกลบปากแต่ยังฝืนพูด “พวกเจ้า...เป็นใครกันแน่!”
ชายชุดดำหันไปถามเสียงดัง “ท่านพ่อ เขากำลังจะตายแล้ว จะให้ข้าบอกหรือไม่ ว่าเราคือใคร”
“ก็บอกไปเถอะ ให้มันตายอย่างรู้ความจริง”
ชายชรานั่งในศาลาเอ่ยเสียงเรียบ
ลูกชายหัวเราะร่า “ดี! งั้นเจ้าจงฟังไว้ให้ดี พวกเราคือสำนักฉางหยาง!”
“สำนักฉางหยาง” หูว่านซานเบิกตากว้าง “สำนักฉางหยางไม่ใช่พวกที่อ้างว่ากำจัดอธรรมแทนฟ้าหรอกหรือ พวกเจ้ายามค่ำคืนบุกฆ่าทั้งเรือน นี่หรือที่เรียกว่าแทนฟ้ากำจัดอธรรม!”
“แน่นอนว่านี่แหละแทนฟ้ากำจัดอธรรม!”
ชายหนุ่มชุดดำหัวเราะลั่น “หูว่านซาน! เจ้าสมัยหนุ่มเคยเป็นโจรชั่วที่ลวนลามสตรีผู้ดี ฆ่าผู้หญิงนับไม่ถ้วน แถมยังเคยคบหากับอาชญากรอย่างไป่ซีเชา!”
“แม้ถึงตอนนี้ เจ้ายังติดต่อกันอยู่ตลอด!”
หูว่านซานกัดฟันแน่น เสียงแหบพร่าด้วยโทสะ “เหลวไหลสิ้นดี!!”
“เหลวไหลหรือ”
ชายหนุ่มหยิบจดหมายหลายฉบับจากอกโยนลงตรงหน้า “ดูให้ดีว่านี่มันเหลวไหลมั้ย!”
หูว่านซานรีบคว้าขึ้นมาอ่าน พอเห็นเพียงไม่กี่บรรทัด หน้าก็แดงก่ำจนแทบหมดสติ “เหลวไหล! พวกเจ้าช่างอุกอาจ! กล้าปลอมจดหมายป้ายสีข้า! ใส่ร้ายว่าตระกูลหูของข้าเป็นรังโจรสวาท! พวกเจ้าหน้าด้านที่สุดในใต้หล้า!”
“ไม่มีใครเชื่อคำโกหกของพวกเจ้าหรอก ไม่มีวัน!!”
“เชื่อหรือไม่ มันก็ไม่เกี่ยวกับเจ้าอีกแล้ว”
ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ “คืนนี้เจ้าจะตาย เรือนยลวารีจะกลายเป็นเถ้าถ่าน แม้ข้าไม่รู้เหตุที่เจ้าสำนักเร่งสั่งฆ่าพวกเจ้าฉับพลัน แต่การล่มสลายของตระกูลหูนี่แหละ คือก้าวแรกแห่งการผงาดของสำนักฉางหยาง!”
“เจ้าสำนัก”
เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างเยือกเย็น “งั้นแปลว่า พ่อของเจ้าก็ไม่ใช่เจ้าสำนักสินะ”
ทุกสายตาหันไปยังที่มา เห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งก้าวลงมาจากกำแพง เขามีเหล้าคาดเอวข้างหนึ่ง และกระบี่อีกข้างหนึ่ง ดวงตาแฝงแววเย็นชา
เจียงหรานปรากฏตัวแล้ว