ผู้หมดสิ้นหนทาง
ตอนที่ 177 ผู้หมดสิ้นหนทาง
นอกจากเสียงไฟที่ลุกไหม้พรึ่บพรั่บแล้ว รอบด้านกลับเงียบสงัดจนแทบไม่มีลมหายใจของสิ่งมีชีวิตอื่น
ผ่านไปครู่ใหญ่ เหยียนอู๋ซวงจึงเอ่ยเบาๆ
“เรื่องที่เจ้าพูด ข้าไม่รู้จริง ๆ”
เจียงหรานใช้ปลายนิ้วเคาะหินผนังเบา ๆ ยิ้มบาง “รองประมุขเหยียน เจ้ามิใช่คนที่ลอยไปตามกระแสหรอก เรื่องใดจะเลือกหรือจะละ เจ้าคงตัดสินใจได้ด้วยตนเอง”
เขามองไปทางกองฟืน “ว่าแต่...เสื้อผ้าเจ้าจะแห้งเมื่อไหร่”
“อีกไม่นาน” เหยียนอู๋ซวงตอบพลางจ้องเปลวไฟ เหมือนใจล่องลอยออกไปไกลกว่าผนังถ้ำนี้นัก
เจียงหรานคุ้ยในอกเสื้อแล้วหยิบขวดยาเล็กๆ ออกมา เปิดฝาแล้วเทเม็ดยาหนึ่งเม็ดออกมาโยนให้ “เจ้าหนาวจนลมปราณสับสน กินเม็ดนี้แล้วนั่งรวมปราณสักพักเดี๋ยวก็ดีขึ้น”
เม็ดยาถูกโยนข้ามเปลวไฟ เหยียนอู๋ซวงรับไว้แล้วใส่ปากทันที เคี้ยวเบาๆ พูดเสียงอู้อี้ “ขอบใจ...”
เจียงหรานหัวเราะ “ไม่กลัวข้าวางยารึ”
“ข้าเชื่อว่าเจ้าจะไม่ทำแบบนั้น” นางกล่าวเรียบ ๆ “เจ้าอาจไม่ใช่คนดี แต่ก็ไม่ใช่คนเลวที่ใช้ยาพิษบงการชีวิตผู้อื่น”
เจียงหรานยกมุมปาก เจ้าคงไม่รู้จักข้าดีพอหรอก
“งั้นก็ให้เจ้าสบายใจไว้ก่อนเถอะ” เขาว่าเสียงเบา
แม้จะร่วมชะตากันถึงเพียงนี้ แต่มันก็ชัดเจนอยู่ดี ทั้งสองยังไม่ไว้วางใจกันจริงๆ
เหยียนอู๋ซวงเปิดใจเพียงครึ่ง ส่วนเจียงหรานแม้แสดงความห่วงใย แต่แท้จริงก็กำลังคำนวณอะไรบางอย่างในใจ
เพียงแต่เรื่องพวกนี้ ไม่มีใครพูดออกมาก็เท่านั้น
ระหว่างรอเสื้อผ้าแห้ง ทั้งสองจึงพูดคุยฆ่าเวลา เรื่องที่คุยมีทั้งจริงจัง และไร้สาระ เหยียนอู๋ซวงเป็นคนมีตำแหน่งสูง รู้เรื่องทั่วทั้งยุทธภพ ส่วนเจียงหรานผ่านชีวิตมาสองภพ ย่อมมองโลกต่างจากคนทั่วไป การสนทนาของทั้งคู่จึงสอดประสานกันอย่างน่าประหลาด จนเหมือนคนที่น่าจะรู้จักกันมานาน
จนเมื่อเสื้อผ้าแห้งสนิท เหยียนอู๋ซวงสวมเรียบร้อยแล้วเงยหน้ามองเพดานถ้ำ “เจ้าว่าตอนนี้สำนักจันทร์ม่วงจะเป็นอย่างไรบ้าง”
“ไม่ต้องห่วงหรอก” เจียงหรานพูดเรียบ “คนของสำนักฉางหยางที่มาคืนนี้ มีไม่มากพอจะถล่มสำนักจันทร์ม่วงได้ พวกมันคงแค่จุดไฟ...ไม่ใช่เพื่อเผาทำลาย แต่เพื่อจุดชนวนอะไรบางอย่างก็เท่านั้น”
“จุดไฟ” เหยียนอู๋ซวงขมวดคิ้ว คิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเข้าใจความหมาย
“งั้นก็คือ...จุดไฟเผาตัวเองน่ะสิ นี่มันเท่ากับฆ่าตัวตายชัดๆ”
“คนขี้ขลาด เมื่อถูกกดดันถึงขีดสุด ย่อมทำเรื่องโง่เขลาได้ทุกอย่าง” เจียงหรานลุกขึ้น “ไปเถอะ ที่นี่ไม่ควรอยู่นาน”
เหยียนอู๋ซวงได้ยินคำว่า ‘ไป’ ก็อดปวดหัวไม่ได้ แต่ก็รู้ดีว่าที่นี่อันตรายเกินกว่าจะพักต่อ
หลังได้พักผ่อน และรวมปราณจนสมดุล พลังในร่างเริ่มกลับมา อีกทั้งยาที่เขาให้ก็ช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นไม่น้อย
นางนึกขึ้นได้ “จริงสิ ข้ายังมีเรื่องถามเจ้าค้างไว้ ยาแก้พิษยาสลบที่เจ้าพูดถึง เจ้าจะขายมั้ย ข้าต้องการสูตรนั้นจริง ๆ”
“ขายสิ” เจียงหรานยิ้ม “ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือ ว่าข้าจะเอาหกส่วน”
“หกส่วน! เจ้าจะโลภมากไปแล้ว!” เหยียนอู๋ซวงขมวดคิ้ว “ถ้าเจ้าไม่ลงทุน ไม่จัดหาสมุนไพร ไม่ลงแรงผลิต ข้าจะให้เจ้าถึงหกส่วนได้ยังไง”
“เพราะข้ามีสูตรยา” เจียงหรานพูดยิ้ม ๆ “เจ้าจะไม่เอาก็ได้ แต่บอกไว้ก่อนนะ ตัวยานี้ไม่ได้ใช้ของล้ำค่า ต้นทุนต่ำมาก เจ้าแค่ผลิตกับกระจายขายตามสาขาต่างๆ ของหอร้อยสมบัติ ก็ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำแล้ว”
“แต่เจ้าได้กำไรมากยิ่งกว่า!”
“เพราะไม่มีสูตรข้า เจ้าก็ไม่มีของจะขาย” เขายิ้มบาง “หรือเจ้าคิดว่าจ่ายค่าตอบแทนทีเดียวแล้วจะเอาไปขายเองสบายใจ ข้าไม่ใช่คนโง่นะ”
เหยียนอู๋ซวงกัดฟัน รู้ดีว่าหากคิดหลอกเขาก็คงไม่มีวันสำเร็จ “มากสุด...สามส่วน!”
“งั้นไม่ต้องคุยกันแล้ว” เจียงหรานหัวเราะ “ข้าไม่ได้เดือดร้อนเงิน”
“สี่ส่วน! มากสุดแค่นี้!” เหยียนอู๋ซวงเร่งเสียง “ตัวเจ้าเองก็รู้ หากไม่มีหอร้อยสมบัติเป็นชื่อค้ำ แม้ยาดีแค่ไหนก็ขายไม่ออก อีกอย่าง ประสิทธิภาพของยานี้ยังจำกัด แก้ได้เฉพาะพิษยาสลบบางชนิด ไม่ได้ใช้ได้กับทุกกรณี จะขายได้หรือเปล่ายังไม่แน่เลย ถ้าเจ้าอยากร่วมมือก็ได้ แต่เรียกส่วนแบ่งมากขนาดนั้น เท่ากับข่มขู่กันแล้ว!”
“เรื่องแบ่งปันผลประโยชน์ ไว้เจ้าคิดเองก็แล้วกัน ข้าไม่เร่ง” เจียงหรานพูดพลางยิ้ม “แต่ถ้าเปิดหนทางนี้ได้ เราอาจร่วมมือกันอีกหลายอย่าง ข้ามีของดีอยู่ไม่น้อย ถ้าให้หอร้อยสมบัติของเจ้าช่วยจัดการ คงได้กำไรมหาศาล เพียงแต่ ข้าไม่ชอบถูกเอาเปรียบ ข้าได้มากหน่อย เจ้าก็ได้น้อยหน่อย เท่านี้ข้าก็พอใจ”
“นั่นมันเหตุผลบ้าอะไรกัน!”
“สะสมทีละนิดก็เป็นภูเขาลูกใหญ่ไง” เขาหัวเราะเบา “เอาเถอะ พูดเรื่องค้าขายกลางถ้ำมืดนี่มันก็แปลกพิลึก...อ้อ ระวังเท้า!”
เหยียนอู๋ซวงก้มลงทันที ‘กร๊อบ!’ บางอย่างแตกเสียงดังใต้ฝ่าเท้า
นางรีบลดตาลงมอง เห็นเศษกระดูกกระจายเต็มพื้น “ไม่ใช่กระดูกคน”
“เป็นกระดูกของพวกอสูรใต้น้ำ” เจียงหรานตอบเสียงต่ำ “และดูเหมือน...ข้างหน้ายังมีอีกมาก”
เหยียนอู๋ซวงชะงัก “มีคนอยู่ที่นี่”
หากไม่มีคน เหตุใดกระดูกสัตว์ถึงถูกขนมากองตรงนี้
นางเหลือบมองเขา “เจ้ารู้ตั้งแต่แรกแล้ว”
เจียงหรานยิ้ม “เพราะอย่างนั้นไง ข้าถึงกลับมาหาเจ้าอีกครั้ง นับว่าช่วยชีวิตเจ้าไว้รอบหนึ่ง”
เหยียนอู๋ซวงหน้าเข้มขึ้นทันที เข้าใจว่าเขาหมายถึง เขารู้ดีว่ามีบางอย่างซ่อนอยู่ในเงามืด แต่ก็ยังเลือกกลับมาหานางแทนที่จะหนีออกไปคนเดียว
พูดอีกอย่างก็คือ เขาช่วยชีวิตนางจริงๆ
นางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มบาง “เจ้าช่วยข้าไว้ในยามคับขัน บุญคุณนี้ไม่รู้จะตอบแทนอย่างไรดี”
“งั้นเจ้าจะเพิ่มส่วนแบ่งให้ข้าอีกสักหนึ่งส่วนมั้ย เป็นเจ็ด”
“จะให้ข้าตอบแทนด้วยชีวิตเลยมั้ยล่ะ”
“นั่นมันใส่ร้ายข้าชัดๆ”
นางนิ่งไปวูบหนึ่ง ก่อนเข้าใจความหมายก็หน้าแดงก่ำทั้งโกรธทั้งขำ “เจ้า...พูดจาหยาบชะมัด กล้ายังไงเรียกตัวเองว่าคนมีคุณธรรม”
เจียงหรานยกนิ้วแตะริมฝีปาก “ชู่...เงียบก่อน”
เขาเพิ่งพูดจบ หูพลันสะดุ้ง เงาแสงสีเขียวเส้นหนึ่งพุ่งลงมาจากด้านบนเฉียดตา
เจียงหรานฮึดในลำคอ ไม่หลบ ใช้กายวัชระมหาพรหมต้านรับไว้ทันที
หลังได้วิชาจิตเที่ยงธรรมแห่งฟ้าดินมาผสานเข้ากับวิชามหาพรหมวัชระ กายวัชระมหาพรหมที่ปรากฏเวลานี้มิใช่ร่างอรหันต์อีกต่อไป หากเป็นเงาร่างสง่างามดั่งเซียนจารึกฟ้า แสงขาวเปล่งรัศมีเจิดจ้า
เสียงโลหะกระทบดัง ติ้ง! แสงเขียวกระทบไม่เข้า
เงาดำเห็นโจมตีไม่สำเร็จ ก็พลิกตัวอย่างว่องไวเหมือนวานร พลิกหัวกลับเท้าขึ้นเกาะผนังแล้ววิ่งหายลับไปในเงามืด
เหยียนอู๋ซวงชูนิ้วจะปล่อยพลัง แต่เจียงหรานคว้าข้อมือไว้ “อย่าฆ่านาง”
“เจ้ารู้จักหรือ”
“เจ้าคิดว่าไม่รู้หรือ” เขาขมวดคิ้ว “ตามไปดู”
ทั้งคู่พุ่งตามไปทันที เงาดำนั้นคล่องแคล่วราวรู้จักเส้นทางในถ้ำดี แต่เจียงหรานกับเหยียนอู๋ซวงเพิ่งมาถึง ย่อมตามได้ช้ากว่า
วิ่งไปไม่นานก็หลงรอยเงาไปในความมืด แต่กลับมาถึงห้องโถงใต้ดินอีกแห่ง
ภายในมีหนังของอสูรใต้น้ำแผ่ไว้ราวเป็นเตียง พื้นวางภาชนะหินหยาบๆ อยู่ไม่กี่ชิ้น
เหยียนอู๋ซวงมองไปรอบๆ แล้วพูดเสียงเบา “ที่นี่...คืออะไรกันแน่”
เหยียนอู๋ซวงมองหน้าเจียงหราน สีหน้าหนักแน่นแต่เต็มไปด้วยความสงสัย
เจียงหรานขมวดคิ้ว เดินเข้าไปใกล้ผนังถ้ำด้านหนึ่ง ซึ่งเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนถี่แน่นราวกับมีคนใช้หินหรือกระบี่ขีดนับวันเวลาอยู่ที่นี่มานานแล้ว
ในที่มืดไร้แสงเช่นนี้ คนที่อยู่ได้อย่างไรถึงยังแยกวันคืนออกได้กัน
“ตรงนี้มีตัวอักษร…” เหยียนอู๋ซวงชี้ไปทางผนังอีกด้าน
เจียงหรานหันไปมองตาม เห็นรอยสลักเป็นตัวหนังสือหยาบๆ ขีดด้วยหิน ทว่าก่อนที่เขาจะได้อ่านชัด กลับรู้สึกถึงสายตาแหลมคมคู่นึงจับจ้องมาจากมุมมืด
ร่างหนึ่งงอหลังอยู่ในความมืด ตาจ้องพวกเขาเขม็งด้วยแววที่เย็นเยียบ และดิบเถื่อนจนแทบไม่เหมือนมนุษย์ มีเพียงสัญชาตญาณของสัตว์ป่า ความระแวดระวัง และความเป็นศัตรูบริสุทธิ์เท่านั้น
“ดูท่าที่นี่คงสำคัญกับเจ้าไม่น้อยสินะ”
เจียงหรานพูดเสียงต่ำ “เจ้าเป็นใครกันแน่”
คำถามนั้นเหมือนกระตุกเส้นประสาทของอีกฝ่าย ดวงตาที่เคยมืดหม่นกลับกลายเป็นแดงฉานในพริบตา
เงาร่างนั้นคำรามต่ำๆ ก่อนพุ่งออกมาด้วยแรงบ้าคลั่ง ลมหายใจขุ่นคาวราวกลิ่นเลือดสด พอเจียงหรานมองชัดก็เห็นว่าแขนขวาของมันหายไป เหลือเพียงกระดูกที่ฝังกระบี่เข้าไว้แน่นจนกลายเป็นส่วนเดียวกับแขน
บาดแผลนั้นดูเหมือนผ่านมานานจนกระดูกกับเหล็กเชื่อมติดกันราวชิ้นเดียว
เมื่อกระบี่ในแขนเหวี่ยงออก เคลื่อนไหวกลับไม่มั่วซั่ว ทุกกระบวนท่ามีแบบแผน เป็นกระบี่ที่เฉียบขาด มีทั้งกระบวนและพลังปราณแผ่ออกอย่างชัดเจน!
เจียงหรานไม่อยากฆ่า เพียงหลบเฉียงก้าวเดียว ปลายคมก็เฉียดลำตัวไปอย่างหวุดหวิด
เงาร่างนั้นหมุนตัวกลางอากาศ แล้ววิ่งไปตามผนังเหมือนสัตว์ป่าที่ปีนเขาได้ คล่องแคล่วราวกับไม่มีแรงโน้มถ่วง ก่อนจะพุ่งตรงเข้าหาเหยียนอู๋ซวง
“คิดว่าข้าจะยอมให้ทำร้ายรึ!” เหยียนอู๋ซวงตวาดเสียงดัง ปล่อยพลังออกสองฝ่ามือ
แต่ยังไม่ทันได้ออกเต็มแรง ลมพิษก็พุ่งใส่หน้า กลิ่นคาวหนืดตีเข้าจมูกทันที นางรู้สึกหน้ามืด วูบหนึ่งร่างอ่อนแรงลงในพริบตา
“นี่มัน…พิษงั้นหรือ…”
นางแทบอยากจะก่นด่าโชคชะตาให้สาแก่ใจ คืนนี้ช่างซวยถึงขีดสุด!
จากที่สู้กับเมิ่งหวนก็โดนพิษปราณจาก ‘วิชาเคลื่อนดาราพลิกฟ้าสังหาร’
ตอนนี้ยังมาถูกพิษของคนป่าในถ้ำอีก!
แต่ถึงจะโกรธ นางก็ไม่กลัวเท่าไหร่ เพราะเจียงหรานยังอยู่ตรงนี้
และก็เป็นดังคาด มือหนึ่งคว้าข้อมือนางไว้แน่น ก่อนสะบัดเบาๆ พานางล้มลงนั่งข้างหลังเขาอย่างปลอดภัย
แต่เพราะร่างกายไร้เรี่ยวแรง เหยียนอู๋ซวงจึงทรุดคุกเข่าลงข้างหลังเขาในท่าที่ชวนให้หน้าแดงยิ่งนัก
นางกัดฟันแน่น น่าอับอายที่สุดในชีวิต!
เจียงหรานไม่สนใจ เขาถอนหายใจเบา ๆ “ดูท่าคงคุยกันดีๆ ไม่ได้แล้วสินะ…”
พูดจบ เขาก็พุ่งเข้าหาเงาดำนั้นทันที
เงาดำเห็นท่าทางเจียงหรานก็แทงกระบี่เข้ามาเต็มแรง แต่ปลายกระบี่กลับถูกจับไว้แน่นด้วยมือเปล่า!
“แกร๊ง!” เสียงเหล็กหักก้องไปทั่วถ้ำ
เจียงหรานบิดข้อมือ ดึงคมเหล็กให้หมุน เงาดำกรีดร้องโหยหวน เสียงสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ เลือดสีเขียวคล้ำทะลักออกมาจากรอยต่อระหว่างแขนกับกระบี่ มีกลิ่นพิษแรงฉุนจนแทบหายใจไม่ออก
เจียงหรานรู้ได้ทันที เลือดของตัวนางเองก็เป็นพิษ!
ความเจ็บปวดกลับกระตุ้นให้เงาดำนั้นยิ่งบ้าคลั่ง นางใช้มืออีกข้างตะปบเข้าใส่ แต่เจียงหรานไวกว่า เขาเอื้อมไปจับข้อมือพลิกกลับในพริบตา
พลังจากวิชาจิตเที่ยงธรรมแห่งฟ้าดินแผ่ออกเข้ากระแสปราณของอีกฝ่าย ทำให้ร่างนั้นอ่อนลงเหมือนผ้าขี้ริ้ว
เขาปล่อยมือ แล้วใช้ปลายนิ้วจี้จุดหลายแห่ง ปิดจุดชีพจนร่างนั้นแน่นิ่งไปทั้งตัว
“เจ้าเป็นยังไงบ้าง” เขาหันไปถามเหยียนอู๋ซวง
นางหอบหายใจ “ทำไม...เจ้าถึงไม่เป็นอะไร”
“พิษนี้สำหรับเจ้าคือหายนะ แต่กับข้า มันก็แค่ลมหายใจร้อนๆ” เขายิ้มจางๆ
แท้จริงแล้วพิษนี้แพร่จากร่างของเงาดำนั่น ทั้งลมหายใจ เลือด และกลิ่นกาย ล้วนเป็นพิษทั้งหมด
ตอนที่เงาดำพุ่งเข้ามา เหยียนอู๋ซวงสูดเข้าไปเต็มปอด จึงอ่อนแรงทันที
แต่พิษนี้ไม่แรงพอจะคร่าชีวิตเจียงหราน สำหรับคนอื่นอาจถึงตาย ทว่าเขากลับเพียงจามเบาๆ เท่านั้น
เหยียนอู๋ซวงกัดฟัน “สักวัน...ข้าก็จะฝึกจนร่างกายข้าเองก็ต้านพิษได้ทุกชนิด!”
เจียงหรานไม่ได้ตอบ เพียงก้มลงมองคนที่ถูกตรึงแน่นอยู่ตรงหน้า
ผิวหนังของอีกฝ่ายดำคล้ำจนมองไม่เห็นหน้าที่แท้จริง โคลนที่แห้งแข็งเกาะทั่วตัว แต่จากรูปร่างแล้ว เขาเห็นได้ชัด นี่คือสตรีนางหนึ่ง
“เจ้าคือ...กวนจิ่นชิวใช่มั้ย” เสียงของเจียงหรานต่ำ และหนักหน่วง
ร่างนั้นไม่ตอบ เพียงส่งเสียงคำรามเบาๆ ฟันขบกันดังกรอด
เจียงหรานถอนหายใจ จากที่เห็นคงถามอะไรไม่ได้อีกแล้ว
เขาจึงหันกลับไปยังผนังที่มีอักษรสลักไว้ อ่านให้ชัดอีกครั้ง
ที่หัวผนังมีตัวอักษรใหญ่สามคำ ‘เสียใจ เสียใจ เสียใจ’
ลายมือแข็งแรง ดุดัน และเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
ถัดลงมาเป็นข้อความกระจัดกระจายสั้นๆ
ไม่รู้วันเวลาแล้ว อยู่ที่นี่มานานเท่าใดไม่อาจนับได้
แผลที่แขนรักษาไม่ได้ เหล่าอสูรรอบนอกยังวนเวียน ต้องใช้กระบี่นี้สู้!
หากข้าตาย ขอให้คนรู้ ข้าเคยอยู่ที่นี่จริงๆ
สังหารอสูรได้ชั่วคราว แต่แขนปวดร้าวแทบขาดใจ พยายามหาทางออกเพื่อบอกข่าวแก่พี่ใหญ่ ในท้องว่างเปล่าหลายวันแล้ว ไม่กล้ากินเนื้ออสูร กลัวจะมีสิ่งปนเปื้อน
เนื้ออสูรเปรี้ยวฝาด แต่ย่างไฟแล้วพอกินได้ ยังหาทางออกต่อไป หวังว่าสวรรค์จะไม่ปิดหนทางคนจน
ฝันร้าย...ในฝันข้ากลายเป็นสัตว์ร้ายไม่รู้สึกตัว ตื่นมาพบว่ามีเลือดที่มุมปาก เจ็บปวดไปทั้งแขนขา
ข้าเริ่มลืมหลายสิ่ง แต่ยังคงทิ้งรอยไว้กันลืม ข้ารู้สึกว่ามีบางอย่างในตัวกำลังเปลี่ยนไป
ในถ้ำนี้...ยังมีอีกคน! ข้ารู้สึกถึงความอาฆาตของเขา เห็นซากอสูรถูกกัดแหลกทั่วถ้ำ แต่กลับไม่พบร่างมันเลย
พี่ใหญ่...พี่รู้หรือไม่ว่าน้องหญิงติดอยู่ในนรกเช่นนี้ คนผู้นั้นหักหลังข้า ข้าไม่มีทางหนีแล้ว ขอเพียงพี่พบข้อความนี้ จงล้างแค้นแทนข้าด้วย!
หรือบางที...อย่าล้างแค้นเลย คนผู้นั้นแข็งแกร่งนัก พี่ก็อาจไม่อาจชนะ ข้าทำร้ายจิตใจพี่ไว้มาก ทั้งดื้อดึงดันทุรังจนพาชีวิตตนพังพินาศ ขอเพียงพี่ลืมข้าเสียเถิด อย่าได้จดจำหญิงโง่ชื่อชิวเอ๋อร์อีกเลย
ตัวอักษรช่วงหลังเริ่มเบี้ยวและสับสน บางคำอ่านแทบไม่ออก…
เจียงหรานอ่านถึงตรงนี้ก็เข้าใจแล้ว เนื้ออสูรพวกนั้นเองที่มีพิษร้าย กวนจิ่นชิวกินเข้าไปเพื่อประทังชีวิต สุดท้ายพิษกลับกลืนสติของนางจนกลายเป็นสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป
นางฝันว่ากลายเป็นสัตว์ร้าย คงเพราะในยามหลับ นางออกไล่ฆ่าอสูรจริงๆ แล้วลืมไปเมื่อตื่น
เขามองไล่ลงมาถึงบรรทัดสุดท้าย ลายมือกลับเรียบและมั่นคงอีกครั้ง ตัวอักษรถูกสลักแน่นถี่ ราวกับเขียนด้วยสติสุดท้ายก่อนถูกครอบงำอย่างสมบูรณ์…