จริงปลอมยากแยกแยะ
ตอนที่ 184 จริงปลอมยากแยกแยะ
คำพูดของเมิ่งฟูเหรินเพียงประโยคเดียวทำให้ทั้งลานตกอยู่ในความเงียบงันราวความตาย
เพียงชั่วอึดใจต่อมา เสียงฮือฮาก็ระเบิดขึ้นอย่างไม่ขาดสาย
“เมื่อกี้นางพูดว่าอะไรนะ”
“สำนักฉางหยาง...เป็นนางสร้างขึ้นเองงั้นหรือ”
“เป็นไปได้อย่างไรกัน!”
“ข้าเคยได้ยินว่าเมิ่งฟูเหรินนามเดิมคือกวนจิ่นชิว เป็นศิษย์ของกระบี่ฟ้า เสี่ยวอู๋เหมย แห่งคู่วายุทัพฟ้าดิน ฐานะไม่ธรรมดาเลยนะ จะไปเกี่ยวข้องกับเคล็ดวิชามาร ‘สิบแปดคัมภีร์มารสวรรค์’ ได้อย่างไรกัน”
“แต่ถ้อยคำนั้น นางพูดเองกับปาก...”
“นี่มัน...เรื่องอะไรกันแน่”
เสียงซุบซิบแพร่กระจายไปทั่วอย่างรวดเร็ว แต่ไม่มีใครกล้าขยับตัวแม้แต่น้อย
เพราะสถานะของเมิ่งฟูเหรินพิเศษเกินไป ต่อให้นางยอมรับเองว่าตนเกี่ยวข้องกับสำนักฉางหยาง ทุกคนก็ยังลังเล ไม่กล้าปักใจเชื่ออยู่ดี
คนแรกที่กล้าเอ่ยขึ้นคือเมิ่งซิว
“ฮูหยิน... ท่านพูดอะไรกันแน่ หรือเพราะเสียใจที่เจ้าสำนักสิ้นชีพ จึงเพ้อจนพูดผิดไป”
เมิ่งฟูเหรินเหลือบมองเขาเพียงแวบเดียว ก่อนส่ายหัวเบาๆ
“เขาตายน่ะหรือ เหตุใดข้าต้องเศร้า แม้จะเสียใจ ก็ไม่ถึงขั้นเสียสติหรอก… ยิ่งไปกว่านั้น เขาก็ยังไม่ตายด้วยซ้ำ”
“...ฮูหยิน ท่านอย่าพูดเหลวไหลเลย”
เมิ่งซิวรีบกล่าวขึ้นเสียงสั่น
“ศพของท่านเจ้าสำนัก ข้าเป็นคนจัดการกับมือเอง จะผิดได้อย่างไรกัน”
“เจ้าจะไปรู้อะไร”
เมิ่งฟูเหรินหัวเราะเบาๆ
“ก็แค่ใช้วิชาหยุดลมหายใจแสร้งตายเท่านั้นเอง รอจนทุกคนเผลอ ก็ปีนออกจากโลงไปแล้ว”
“ไม่เชื่อก็ลองไปขุดหลุมศพดูสิ ว่ายังมีศพอยู่หรือไม่”
เมิ่งซิวถึงกับชะงักราวถูกฟ้าผ่า ร่างสั่นระริก มองหน้าฮูหยินที มองผู้คนในลานที
หลินวั่นอี้กับตู้กู้สงต่างเริ่มระวังตัว พร้อมจะโจมตีเมิ่งฟูเหรินได้ทุกเมื่อ
แต่ถึงตอนนี้ เมิ่งซิวก็ยังไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“แต่ว่า... ทุกท่าน นี่มันไม่ถูกต้อง!”
เขาสูดลมหายใจลึก
“ถึงเรื่องทั้งหมดจะเป็นแผนของฮูหยินจริง แต่นางก็ไม่มีเหตุผลที่จะออกมาเปิดเผยในเวลานี้เพื่อหาที่ตายไม่ใช่หรือ อีกอย่าง... ถึงท่านเจ้าสำนักจะยังไม่ตายจริงๆ แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนกันแน่”
“ข้าพอจะรู้”
เสียงเรียบๆ ของเจียงหรานดังขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งชมอยู่ด้านข้าง
เขาหยิบผลไม้สีแดงสดขึ้นมา กัดเข้าดัง ‘กร๊อบ’ น้ำหวานไหลเยิ้ม
“ประการแรก นางไม่ได้ออกมาเพื่อแส่หาที่ตาย แต่เพราะมั่นใจว่าเพียงแค่ตนคนเดียว ก็สามารถสังหารพวกเราทั้งหมดได้ตรงนี้ สิ่งที่นางอาศัย... ก็คือพิณที่อยู่ตรงหน้า”
“ประการที่สอง หากข้าเดาไม่ผิด ตอนนี้เมิ่งหวน เจ้าสำนักจันทร์ม่วง คงอยู่ที่จวนเจ้าเมืองตงจวินแล้วล่ะ”
“อะไรนะ!”
เถียนซีเหวินลุกพรวดขึ้น “คุณชายเจียง! ตอนนั้นท่านให้ข้าเขียนจดหมายถึงท่านเจ้าเมือง... อย่าบอกนะว่า... ท่านบ้าไปแล้วหรือ!”
พูดจบเขาก็จะรีบวิ่งออกไป
แต่เจียงหรานยกมือห้าม
“นายกองเถียน ตอนนี้ถึงเจ้าจะมีปีกก็บินไปไม่ทันจวนเจ้าเมืองตงจวินหรอก ใจเย็นไว้ก่อนเถอะ...”
“คุณชายเจียง!!”
เถียนซีเหวินแทบกระทืบเท้าอย่างขุ่นเคือง
“แล้วเราจะทำยังไงดีเล่า! ท่านเจ้าเมืองเป็นผู้คุ้มครองความสงบ หากเกิดอะไรขึ้น จะทำยังไง! อีกอย่าง ถึงเมิ่งหวนยังไม่ตาย เขาจะไปจวนเจ้าเมืองทำไม”
เจียงหรานเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ เอ่ยอย่างเนิบนิ่ง
“เมื่อครู่เมิ่งฟูเหรินพูดถูก เมิ่งหวนขี้ขลาดจริง ข้าเคยได้ยินว่าในสิบแปดคัมภีร์มารสวรรค์ มีหนึ่งเคล็ดวิชานามว่า ‘เคลื่อนดาราพลิกฟ้าสังหาร’ ผู้ใดฝึกยิ่งลึก ใจยิ่งขี้ขลาด เพียงลมพัดใบไม้ไหวก็ใจสั่นราวนกตื่นคันศร”
“ดังนั้นข้าคิดว่า... เจ้าสำนักเมิ่งก็คือเจ้าสำนักฉางหยางเอง เมิ่งฟูเหรินกล่าวว่าที่แห่งนั้นคือผลงานของนาง แต่ไม่เคยพูดว่านางคือเจ้าสำนักของพวกเขา”
“ส่วนเจ้าสำนักตัวจริงผู้นี้ เพราะความขลาดจึงไม่กล้าออกมา เขาทำได้เพียงสิ่งที่มั่นใจที่สุด... คือไปลงมือกับผู้ที่ไม่มีพลังต่อต้าน อย่างเช่นเจ้าเมืองตงจวิน”
“คุณชายเจียง ท่านกำลังพูดอะไรกันแน่เนี่ย”
เถียนซีเหวินอ้าปากค้างอย่างกับฟังนิทาน
“คนที่ฝึกวิชาฆ่าคนเป็นผักปลา แต่กลับขี้ขลาดงั้นหรือ! ถ้ามันเป็นจริง แล้วท่านเจ้าเมืองจะยิ่งไม่ตกอยู่ในอันตรายหรอกหรือ! แล้วทำไมท่านยังไม่รีบไปช่วยอีกล่ะ!”
เจียงหรานไม่ตอบ มองไปยังเมิ่งฟูเหรินแทน
“ข้าพูดถูกหรือไม่”
เมิ่งฟูเหรินพยักหน้าเบาๆ ยิ้มบางๆ
“เจ้าช่างไม่ธรรมดา เรื่องจุดอ่อนของ ‘วิชาเคลื่อนดาราพลิกฟ้าสังหาร’ ที่คนทั้งยุทธภพแทบไม่มีใครรู้ ยังถูกเจ้าจับได้”
“ใช่แล้ว ผู้ที่ฝึกวิชานี้ยิ่งลึก ใจจะยิ่งหวาดหวั่น ที่เนินสดับตะวันนั้นเจ้ามีชื่อเสียงโด่งดัง หลังจากนั้นก็รีบมาที่สำนักจันทร์ม่วง ถ้าเป็นผู้อื่นคงรอรับมืออย่างสงบ แต่เขากลับคิดฟุ้งซ่าน ยิ่งคิดยิ่งหวาดกลัว ยิ่งหวาดกลัวยิ่งเสียสติ”
“สุดท้ายจึงลงมือก่อนเวลา จุดชนวนเหตุฆาตกรรมทั่วเขตตงจวิน เพื่อเร่งบ่มเพาะพลังมารของตน!”
คำพูดนี้ทำให้ทั้งลานแตกตื่นอีกครั้ง
‘สิบแปดคัมภีร์มารสวรรค์’ เคยมีคนกล่าวถึงในยุทธภพ แต่ไม่เคยมีใครได้เห็นของจริง แม้แต่ตำหนักสวรรค์ที่เชี่ยวชาญด้านการรวบรวมวิชายุทธ ยังรู้เพียงส่วนเล็กน้อยเท่านั้น
ส่วนวิชาเคลื่อนดาราพลิกฟ้าสังหารนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ชื่อก็แทบไม่มีใครเคยได้ยิน
ใครเลยจะเชื่อว่าวิชาสังหารสุดโหดจะทำให้คนยิ่งฝึกยิ่งขี้ขลาด มันทั้งแปลกประหลาด และน่าขันจนแทบไม่อยากจะเชื่อ
“เพราะเรื่องไร้สาระเช่นนี้เองงั้นหรือ”
ฮัวเยว่หรงลุกขึ้นพูดด้วยเสียงสั่น
“พวกเจ้า... ฆ่าคนทั้งตระกูลข้าจนสิ้น เพราะเมิ่งหวนมันขี้ขลาดไม่กล้าเผชิญหน้ากับคุณชายเจียงอย่างนั้นหรือ! เรื่องแบบนี้... มันเหลวไหลสิ้นดี!!”
เจียงหรานรีบประคองนางไว้ พลางปลอบเสียงอ่อนโยน
“เยว่หรง อย่าเศร้าไปเลย วันนี้พวกมันไม่มีวันหนีรอด สำนักฉางหยางจะต้องชดใช้ทุกสิ่งที่ทำไว้ วางใจเถอะ ข้าอยู่ตรงนี้”
“คุณชาย...”
ฮัวเยว่หรงมองเขาด้วยสายตาเต็มไปด้วยความอาลัย
เจียงหรานยิ้ม ลูบแก้มของนางเบาๆ
“ไม่ต้องกลัว”
“เจ้าค่ะ...”
คนรอบข้างถึงกับเบือนหน้าไปอีกทาง
ตอนนี้มันใช่เวลามาเกี้ยวสาวมั้ย! หรือจะให้ฆ่าคนสองคนช่วยสร้างบรรยากาศดี
เถียนซีเหวินยิ่งร้อนรนจนแทบกระโดด
“แล้วเราจะทำยังไงดีเล่า!”
เถียนเมียวเมียวเอียงคอมองสลับระหว่างเจียงหรานกับฮัวเยว่หรง แล้วถามอย่างจริงจัง
“งั้นต่อไปข้าต้องนอนอุ่นเตียงให้ทั้งสองคนเลยหรือเปล่า”
“……”
เจียงหรานหน้าแข็งทันที กลอกตาใส่นางหนึ่งที ก่อนหันกลับไปมองเมิ่งฟูเหรินอีกครั้ง
“อย่างไรก็ตาม ยังมีเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากถามให้แน่ใจ”
“ว่ามาเถอะ”
เมิ่งฟูเหรินหรี่ตา มองเขาด้วยแววตาประหลาด
เจียงหรานเอ่ยเสียงเรียบ
“ในเมื่อเจ้าไม่ใช่เจ้าสำนักฉางหยาง เช่นนั้นย่อมมาจากตำหนักสวรรค์สินะ อยากรู้เหลือเกินว่า... เจ้ามีฐานะเช่นไรในตำหนักนั้นกันแน่”
เมิ่งฟูเหรินมองเขาด้วยสายตาประหลาดใจ
“ถึงเวลานี้แล้ว เจ้ายังคงทำหน้าเฉยราวไม่ใส่ใจ”
“การใส่ใจ...เปลี่ยนผลลัพธ์ได้หรือ”
เจียงหรานถอนหายใจเบาๆ
“หากจะพูดว่ามีสิ่งใดที่ข้าเสียใจที่สุด...ก็คงเป็นการที่ข้าให้เจ้ายืมพิณเจียวเหว่ย แต่มีเรื่องหนึ่ง... ตัวข้าเองก็หลอกเจ้าเหมือนกัน”
“พิณเจียวเหว่ย!”
“เขาหมายถึงพิณโบราณที่อยู่ในมือของเมิ่งฟูเหรินนั่นน่ะหรือ”
“แต่เขาเคยบอกว่าพิณเจียวเหว่ยสูญหายไปตั้งแต่ที่เนินสดับตะวันไม่ใช่หรือ แล้วมันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน”
เจียงหรานตบมือเบาๆ
“ทุกท่าน ใจเย็นก่อนเถิด”
เสียงซุบซิบสงบลงทันที ทุกคนรอฟังต่อด้วยลมหายใจกลั้นไว้
เจียงหรานกัดผลไม้ในมืออีกคำอย่างสบายใจ เล่นเอาหลายคนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันในใจ ตอนนี้มันเวลาไหนแล้ว ยังมีอารมณ์กินอีกเรอะ!
แต่เขาก็ไม่ปล่อยให้รอนาน กลืนคำสุดท้ายลงคอแล้วพูดต่อ
“ก่อนงานประชันพิณที่ที่เนินสดับตะวันหนึ่งวัน ข้าบังเอิญได้พบกับยอดฝีมือสองคน คนหนึ่งคือกระบี่เทพมังกร ‘กู้ซีจือ’ อีกคนคือจิ่งถานจวี๋ซื่อแห่งสำนักเสียงสงัด”
“เชื่อว่าชื่อของทั้งสองคนนี้ พวกท่านหลายคนคงเคยได้ยินอยู่บ้างกระมัง”
เสียงฮือฮาเล็กน้อยดังขึ้นในหมู่ฝูงชน
แน่นอนว่ามีคนจำชื่อได้ เพราะทั้งสองล้วนเป็นยอดฝีมือระดับตำนานในอดีต
เพียงแต่ยุทธภพมีเรื่องราวมากมาย ยอดฝีมือเกิดดับไม่เว้นวัน
ผู้ที่เคยเรืองนามในอดีต เมื่อกาลเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ปีก็เลือนหายไปจากความทรงจำ
จนกระทั่งบัดนี้ จิ่งถานจวี๋ซื่อกลับอยู่ข้างกายเจียงหรานแท้ๆ ก็ยังไม่มีใครจดจำได้
เจียงหรานเว้นจังหวะให้ผู้คนได้คิด ก่อนกล่าวต่อ
“ทั้งสองผู้นั้นมาขอยืมพิณจากข้า และข้าก็ตอบกลับไปเช่นนี้...”
เจียงหรานกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ในศึกที่เนินสดับตะวันนั้น หมั่นเซิ่งหมิงได้นำพิณเจียวเหว่ยหายสาบสูญไป แต่ในเมื่อข้าได้ให้สัญญาไว้กับผู้อื่นแล้ว จะผิดสัญญาได้อย่างไรกัน”
“จิ่งถานจวี๋ซื่อเคยบอกข้าว่า เมิ่งฟูเหรินเหลือเวลาไม่นานในชีวิต ความปรารถนาสุดท้ายคืออยากเห็นพิณเจียวเหว่ยสักครั้ง”
“เพื่อทำให้ความปรารถนานั้นเป็นจริง ข้าจึงจำต้องคิดหาวิธีอื่น จึงให้คนสร้างพิณเจียวเหว่ยปลอมขึ้นมา”
“ข้าเพียงตั้งใจให้เป็นของปลอมเพื่อปลอบใจนาง ไม่ได้คิดจะให้ใช้จริง เพราะตัวนางเองก็ป่วยหนักอยู่แล้ว
“แต่ไม่คาดคิดเลยว่า ข้าเพิ่งให้คนส่งไปเช้านี้ ตอนนี้เมิ่งฟูเหรินก็อุ้มพิณออกมาปรากฏตัวต่อหน้าทุกคนเช่นนี้”
“เฮ้อ... เมิ่งฟูเหรินเอ๋ย ข้าจะพูดอะไรกับเจ้าดีเล่า
“พิณนั่นเป็นของปลอม เจ้าอย่าได้คิดพึ่งมันเลย มิฉะนั้น... ชีวิตเจ้าคงจะไม่รอดแน่”
“นึกไม่ถึงเลยว่าแค่ของปลอมจะทำให้เจ้าเชื่อสนิทใจถึงขนาดนี้”
เหยียนอู๋ซวงมองเจียงหรานด้วยสายตาระแวดระวัง ปากของชายผู้นี้อันตรายยิ่งนัก
จริงเท็จในปากของเขาอาจสลับกันได้ทุกเมื่อ ใครหลงเชื่อ คนนั้นย่อมกลายเป็นคนโง่
ทว่าเสียงส่วนใหญ่ในลานกลับเริ่มเชื่อคำของเขา
“แท้จริงเรื่องมันเป็นเช่นนี้เอง!”
“ไม่คาดคิดว่าความบังเอิญจะทำให้นางเผยตัวตนจริงออกมา ถ้าไม่อย่างนั้นเราคงถูกหลอกต่อไปอีกนาน”
“เฮ้อ... คุณชายช่างใจดีเกินไป เพื่อสนองความปรารถนาของผู้อื่นยังอุตส่าห์ทำของปลอมให้ แต่สุดท้ายนางกลับคิดร้ายลอบทำร้ายเขา ช่างน่าชังสิ้นดี!”
“ใจคนอันตรายที่สุดจริงๆ นี่แหละยุทธภพ!”
เมิ่งฟูเหรินแค่นเสียงเย็นชา
“ถึงตอนนี้แล้วยังจะหลอกข้าอีกหรือ!”
“มันเป็นเรื่องจริง”
จิ่งถานจวี๋ซื่อก้าวออกมาข้างหน้า ถอนหายใจหนึ่งที
“ทุกถ้อยคำที่เขาพูด ล้วนเป็นความจริงทั้งหมด”
เหวินหรูซานเงยหน้ามองเขา เดิมทีไม่ใส่ใจนัก แต่พอได้มองใกล้ๆ กลับรู้สึกว่าชายคนนี้คุ้นหน้าอย่างประหลาด จึงถามว่า
“ไม่ทราบว่าท่านคือผู้ใด”
จิ่งถานจวี๋ซื่อไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขาเพียงจ้องมองเมิ่งฟูเหริน ดวงตาเต็มไปด้วยอารมณ์ซับซ้อน ราวกับภาพอดีตอันเลือนรางกำลังหวนคืน
แต่เมื่อคิดถึงกวนจิ่นชิว หญิงสาวที่ถูกทรมานจนร่างกายเน่าเปื่อยไม่ต่างจากศพ สายตาเขาก็กลับกลายเป็นเปี่ยมด้วยความแค้น
เสียงของเขาแผ่วต่ำแต่หนักแน่น
“ถึงตอนนี้ พิณเจียวเหว่ยก็ไม่อาจช่วยชีวิตเจ้าได้อีก”
“หากเจ้ายอมจำนนแต่โดยดี ข้าจะเห็นแก่ว่าเจ้าเป็นสตรี และเห็นแก่ใบหน้านี้ ยังยินดีให้เจ้าตายโดยไม่ทรมาน”
“แต่หากไม่... ข้าจะฟันเจ้าเป็นพันชิ้น เผากระดูกเจ้าทิ้งให้สิ้น!”
เมิ่งฟูเหรินฟังแล้ว สีหน้าเปลี่ยนทันที
นางขมวดคิ้วแน่น มองเขาด้วยความไม่เชื่อ
“เจ้าพูดอะไรของเจ้า! เจ้ากล้าพูดกับข้าแบบนี้ได้อย่างไร!!”
ประโยคหลังกลายเป็นเสียงกรีดร้อง
ใบหน้าที่เคยสงบนิ่งเริ่มแสดงความหวาดหวั่นเป็นครั้งแรก
“ไม่... ไม่ถูกต้อง... มันไม่ควรเป็นแบบนี้… คืนนั้น... คืนนั้น...”
นางหันไปมองเจียงหราน
“เจ้ากับเหยียนอู๋ซวงถูกหลอกไปติดกับดักของเมิ่งหวน…”
“ข้าไม่คิดว่ากับดักนั้นจะฆ่าพวกเจ้าได้ แต่อย่างน้อยมันควรจะขังพวกเจ้าไว้ได้สักพัก
“แต่ไม่คาดเลยว่าเพียงวันเดียวพวกเจ้าก็หนีออกมาได้แล้ว
“ตอนนี้จิ่งถานจวี๋ซื่อกลับพูดกับข้าอย่างไม่ไว้หน้าเลยเช่นนี้... เขาไม่ควรเป็นแบบนี้!”
“ในเมื่อเป็นข้า... ไม่ว่าจะทำผิดแค่ไหน เขาก็ต้องยกโทษให้ข้าสิ! เขา... เขาจะไม่พูดแบบนี้!!
“พวกเจ้า... พวกเจ้าเห็นอะไรในกับดักนั้นกันแน่!”
เจียงหรานตอบอย่างราบเรียบ
“ข้าเห็นกวนจิ่นชิว”
เสียงเขาดังชัดทุกถ้อยคำ
“นางทิ้งข้อความไว้ บอกว่านางค้นพบว่าเมิ่งหวนสมคบกับตำหนักสวรรค์ สังหารเหล่าผู้กล้าในยุทธภพ
“เมิ่งหวนจับนางขังไว้ในกับดักนั้น ทรมานจนต้องอยู่ในสภาพเป็นๆ ตายๆ มานานหลายปี”
“เพราะฉะนั้น เมิ่งฟูเหริน เจ้ารู้หรือไม่ หลายวันก่อน ข้าก็รู้แล้วว่าเจ้ามิใช่นางตัวจริง”
“เจ้าคิดหรือว่าในสถานการณ์เช่นนี้ ข้ายังจะยอมมอบพิณเจียวเหว่ยให้เจ้าอย่างไร้ความระแวง”
“ของปลอม...”
เมิ่งฟูเหรินก้มมองพิณในอ้อมแขน ตัวสั่นงันงก
“ไม่... เป็นไปไม่ได้! ไม่อาจเป็นของปลอมได้! ข้า... ข้าเปิดกลไกของมันได้แล้ว ข้าใช้พิณเจียวเหว่ยได้แล้วต่างหาก!”
นางพูดพลางหยิบแผ่นเหล็กเล็กๆ จากอกเสื้อ
“ดูสิ นี่คือหลักฐาน! ข้าได้มันมาจากในพิณเจียวเหว่ย!”
เจียงหรานหัวเราะเบาๆ
“ของปลอมที่ข้าทำไว้ สมจริงดีมั้ย จุดประสงค์ก็เพื่อให้เจ้าเผยตัววันนี้นี่แหละ”
“……”
ดวงตาของเมิ่งฟูเหรินเริ่มแดงก่ำ น้ำตาคลอเบ้า
ตอนนี้นางแยกไม่ออกแล้วว่าทั้งหมดนี้ อะไรจริง อะไรปลอม
ถ้าพิณเป็นของจริง แล้วเหตุใดเจียงหรานถึงยอมมอบให้ทั้งที่รู้ว่านางไม่ใช่เมิ่งฟูเหริน
มันไม่สมเหตุสมผลเลย!
แต่ถ้าพิณเป็นของปลอม แล้วเหตุใดนางถึงเปิดกลไกได้จริง ถึงได้แผ่นเหล็กนี้ออกมา แล้วตกลง... พิณนี้เป็นของจริงหรือของปลอมกันแน่
เจียงหรานพูดว่าทำเพื่อให้นางเผยตัว... คำนี้จะจริงหรือหลอกกันแน่!
ในขณะที่ความคิดของนางกำลังสับสน เจียงหรานก็หัวเราะอีกครั้ง
“เมิ่งฟูเหริน เจ้าบอกว่าพิณนี้ของจริง และเจ้าควบคุมมันได้แล้ว”
“ถ้าเช่นนั้น ข้าขอถามหน่อย... หลังจากได้แผ่นเหล็กนี้ เจ้าทดลองเล่นตามวิธีการในนั้นแล้วหรือยัง”
“ในเมื่อวันนี้ทุกคนอยู่พร้อมหน้า หากยังมีข้อสงสัย... เหตุใดไม่ลองบรรเลงให้ทุกคนฟังสักเพลงเล่า
“ถ้าพิณของเจ้าจริง เราก็ตายที่นี่กันหมด แต่ถ้าไม่... เจ้าก็จะตายก่อนที่จิ่งถานจวี๋ซื่อจะทันฟันเจ้าสักคมกระบี่เดียวด้วยซ้ำ”
“บรรเลง...”
เมิ่งฟูเหรินมองพิณเจียวเหว่ยบนตัก ร่างกายสั่นเทาไม่หยุด
ความมั่นใจที่เคยมีในมือเริ่มสลายหายไปต่อหน้า
ก่อนหน้านี้ นางมีพิณเจียวเหว่ยเป็นหลักประกัน แม้ต้องเผชิญหน้าเจียงหรานก็ยังมั่นใจว่าจะหนีรอดได้
แม้ไม่อาจฆ่าทุกคนในลาน แต่ก็ไม่มีใครหยุดนางได้แน่ และภารกิจของนางก็ไม่ใช่การสังหารเหล่าผู้กล้าแห่งยุทธภพอยู่แล้ว
เพราะสายตาของตำหนักสวรรค์ไม่เคยหยุดอยู่แค่ในยุทธภพ มันเป็นเพียงบันไดขั้นหนึ่งเท่านั้น
เป้าหมายแท้จริงอยู่ที่อื่น และหน้าที่ของนางคือ ถ่วงเวลาไม่ให้เจียงหรานไปขัดขวางแผนการนั้น
ทว่าตอนนี้… ความมั่นใจทั้งหมดพังทลาย
เขาพูดถูก หลังจากเปิดกลไกในพิณ นางยังไม่ได้ลองบรรเลงตามวิธีในนั้นเลย
เพราะเวลามีไม่พอ เมื่องานชุมนุมเริ่มขึ้น นางจำต้องปรากฏตัวเพื่อยับยั้งทุกคนก่อน
หากพิณนี้เป็นของปลอมจริง... การออกมาวันนี้ก็เท่ากับเดินเข้าสู่ความตายเอง
เมิ่งฟูเหรินหลับตา ถอนหายใจยาว
“คุณชายเจียง ฝีมือของเจ้านับว่ายอดเยี่ยมโดยแท้ แต่ถึงอย่างนั้น วันนี้เจ้าก็แพ้อยู่ดี”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าที่นี่... มีคนของสำนักฉางหยางอยู่เท่าใด และยังมีคนของตำหนักสวรรค์อีกเท่าใด”
“ต่อให้เจ้าเก่งกาจเพียงไร วันนี้เจ้าก็หนีไม่พ้นความพ่ายแพ้แน่ เพราะตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เขตตงจวิน... จะเป็นของตำหนักสวรรค์แล้ว!”
เจียงหรานหรี่ตา “ที่เจ้าพูดอะไรหมายความว่าอย่างไร”
เมิ่งฟูเหรินยิ้มเยียบเย็น
“เมิ่งหวนแม้จะขี้ขลาด แต่พลังจากวิชาเคลื่อนดาราพลิกฟ้าสังหารของเขากลับลึกล้ำจนถึงขีดสุด หากไม่ใช่เพราะฝึกถึงขั้นนั้น เขาก็ไม่อาจขี้ขลาดได้ถึงเพียงนี้”
“ความขลาดของเขาทำให้ตำหนักสวรรค์เราถูกบีบให้ลงมือเร็วกว่ากำหนด แต่เมื่อเริ่มแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดหยุดเขาได้อีก”
“ทั่วทั้งเขตตงจวิน บัดนี้ไม่มีใครหยุดเขาได้ จ้าวรื่อหมิงต้องตายแน่ ส่วนเจ้าก็...”
คำพูดนางยังไม่ทันจบ มือของฮัวเยว่หรงที่กอดเอวเจียงหรานอยู่กลับเคลื่อนไหวทันที
นิ้วเรียวของนางจู่ๆ ก็กดลงตรงจุดชีพจรสำคัญของเขา!
เพียงชั่วพริบตา สีหน้าอ่อนหวานเมื่อครู่หายวับไป กลายเป็นเย็นชา และเหี้ยมเกรียม ปลายนิ้วของนางแผ่พลังออกหมายจะจู่โจมตรงจุดตายของเขา
แต่แรงนั้นกลับหายวับไปดั่งน้ำตกลงสู่เหวลึก ไม่อาจส่งพลังเข้าไปได้แม้แต่น้อย!
แววตาของนางแข็งค้าง แล้ว ‘เพี๊ยะ!’ เสียงตบก็ดังสนั่น
เจียงหรานฟาดฝ่ามือเต็มแรงเข้าที่แก้มของนางโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
“นังสารเลว! ข้ารำคาญเจ้ามานานแล้ว!!”