ความจำเสื่อม
ตอนที่ 191 ความจำเสื่อม
หลังเหตุการณ์ที่สำนักจันทร์ม่วงสิ้นสุดลง เรื่องราวของเจียงหรานก็ถาโถมเข้ามาไม่หยุด ทั้งคืนแทบไม่ได้พักเลย
เพิ่งส่งถังฮว่าอี้กลับไปได้ไม่นาน เหยียนอู๋ซวงก็ตามมา จากนั้นพอเหยียนอู๋ซวงกลับไป หลินวั่นอี้ก็โผล่หน้ามาอีก
แต่ต่างจากสองคนก่อนหน้า หลินวั่นอี้ไม่ได้มาคนเดียว นางพาตู้กู้สงมาด้วย
หนึ่งชายแก่หนึ่งหญิงสาวมาพร้อมกัน ทั้งคู่ไม่ยอมแม้แต่จะนั่งลง ยืนสงบนิ่งอยู่ตรงหน้าเจียงหราน
เจียงหรานเหลือบมองหลินวั่นอี้ ยิ้มบางๆ แล้วเอ่ยว่า
“คุณหนูสามตระกูลหลิน ประมุขตระกูลตู้กู้ เหตุใดพวกเจ้ามาถึงยามดึกเช่นนี้ หรือว่ามาเพื่อขอโทษเรื่องวันก่อนกัน”
ตู้กู้สงชะงักไปชั่วครู่ พลางคิดในใจว่า เจียงหรานคนนี้อายุยังน้อยแต่กลับเจ้าคิดเจ้าแค้นไม่น้อยเลย…
ตัวเขาเองแทบลืมเรื่องนั้นไปแล้ว ไม่คิดว่าอีกฝ่ายยังจำได้
เขาจึงหัวเราะฝืดๆ แล้วตอบว่า
“อย่ากล่าวเช่นนั้นเลยขอรับ วันนี้ข้ามาไม่ใช่เพื่อขออภัย…แต่เพื่อสวามิภักดิ์ต่างหาก”
ชายชราผ่านโลกมาครึ่งชีวิต พูดจาตรงไปตรงมา ตั้งใจมาแล้วก็ไม่คิดอ้อมค้อมใดๆ
เจียงหรานมองเขาอย่างครุ่นคิด ก่อนจะหันไปมองหลินวั่นอี้
“แล้วเจ้าล่ะ”
“เหมือนกันเจ้าค่ะ” หลินวั่นอี้ตอบอย่างมั่นคง “ข้ายินดีเป็นทัพหน้า เป็นผู้ติดตามคอยมองฟังคำสั่งจากท่าน”
“คำพูดนี้เป็นตัวแทนของตระกูลหลินได้หรือไม่”
“ใช่เจ้าค่ะ”
“เจ้าคิดดีแล้วหรือ หากข้าตอบรับ พันธะนี้จะไม่ใช่เพียงคำพูดเล่นเรื่องสามปีอีกต่อไป”
เจียงหรานเอ่ยเสียงเรียบ “เจ้ากำลังเดิมพันด้วยชีวิตของคนทั้งตระกูลหลินหลายร้อยชีวิตเลยเชียวนะ”
หลินวั่นอี้กล่าวอย่างหนักแน่น
“ยุทธภพยามนี้กำลังปั่นป่วน พายุใหญ่กำลังจะคืบคลานเข้ามา เดิมทีตระกูลหลินหวังใช้เวลาสามปีแลกความสงบตลอดชีวิต”
“แต่หลังเหตุการณ์สำนักจันทร์ม่วง ข้าก็เข้าใจแล้ว สามปีนั้นแลกได้เพียงความสงบชั่วครู่เท่านั้น”
“คุณชายมีฝีมือเหนือฟ้า ปัญญาเป็นเลิศ แถมยังมีอำนาจหนุนหลังยิ่งใหญ่ การติดตามอยู่ข้างท่าน ไม่เพียงได้เป็นแขนขาช่วยเหลือ แต่ยังได้อยู่ใต้ร่มปีกแห่งความคุ้มครอง นั่นจึงคือหนทางสืบทอดที่ยั่งยืน!”
นางพูดด้วยความจริงใจเต็มเปี่ยม
“ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้พรรคกระบี่โลหิตเข้าประจำอยู่ที่เมืองตงจวินพอดี ตระกูลหลินของข้าย่อมควรออกแรงช่วยเหลือ ความจริงใจนี้ ท่านเจียงหรานจะสัมผัสได้ในไม่ช้า”
“เพียงหวังว่าท่านจะเห็นแก่ความจงรักภักดีของข้า ยอมรับตระกูลหลินเข้าสังกัด”
เมื่อฟังจบ เจียงหรานก็อดไม่ได้ที่จะมองหลินวั่นอี้ใหม่อีกครั้งด้วยความชื่นชม สตรีผู้นี้มองการณ์ไกลยิ่งนัก
ยุทธภพเวลานี้ อาจใกล้ถึงคราวเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ตำหนักสวรรค์ชัดเจนว่ากำลังเตรียมการเพื่อสั่นคลอนสมดุล ตงจวินเป็นเพียงสถานที่หนึ่งที่เขาบังเอิญเข้ามาเกี่ยวข้อง ใต้เงานั้นจะมีอีกกี่ตงจวิน ก็ไม่มีใครล่วงรู้
ตำหนักสวรรค์วางหมากลึกล้ำนัก
‘ราชันย์ยุทธ์ขวา ฉีเทียนเยว่’ ปล่อยหมากลงยุทธภพแล้ว… ส่วนผลลัพธ์ของเมืองจิ่นหยางจะเป็นอย่างไร ตัวเขาเองก็ยังไม่อาจคาดเดา
เจียงหรานเคาะโต๊ะเบาๆ แล้วมองตู้กู้สง
“ท่านก็คิดเช่นนั้นหรือ”
“ใช่” ตู้กู้สงพยักหน้า
แต่จริงๆ แล้วเดิมทีเขาไม่ได้คิดเช่นนั้น…
คนแก่ผู้นี้ทะเยอทะยานที่สุดก็เพียงอยากเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งเขตตงจวิน ครั้นเห็นว่าสำนักจันทร์ม่วงมีช่องโหว่ ก็คิดจะฉวยโอกาสขึ้นมา
แต่กลับไม่รู้เลยว่าเบื้องหลังนั้นมีตำหนักสวรรค์ซ่อนอยู่!
สิบสามพรรคใหญ่ยังต้องรวมใจกันทั้งเมืองตงจวินถึงจะต้านทานได้ แล้วตัวเขาเพียงคนเดียวจะไปสู้ได้อย่างไร นั่นก็เท่ากับแส่หาที่ตาย
จนเมื่อเข้าใจคำพูดของหลินวั่นอี้ในวันนั้น เขาจึงตัดสินใจมาที่นี่ในวันนี้
“ดี”
เจียงหรานไม่ลังเลอีก
“ในเมื่อพวกเจ้าทั้งสองมีความตั้งใจจริง เช่นนั้นข้าก็จะตอบรับ สิ่งแรกที่พวกเจ้าต้องทำ คือช่วยให้พรรคกระบี่โลหิตตั้งหลักมั่นคงในเมืองตงจวินให้ได้”
“พวกข้าน้อมรับบัญชา!”
หลินวั่นอี้กับตู้กู้สงมองหน้ากัน ก่อนค้อมกายคารวะพร้อมกัน
ตู้กู้สงยิ้มพลางว่า
“คุณชายจะพักผ่อนเพียงลำพังหรือ ถ้าเช่นนั้นให้ข้าเรียก”
“ไม่ต้อง”
เจียงหรานยกมือห้ามก่อนเขาจะพูดจบ
“อย่าคิดเช่นนี้อีก นี่เป็นครั้งแรก…และจะเป็นครั้งสุดท้าย”
“ขอรับ” ตู้กู้สงโค้งตัวแล้วถอยออก
“ไปเถอะ” เจียงหรานโบกมือ
ทั้งสองรับคำ แต่ขณะตู้กู้สงหันหลังกลับ หลินวั่นอี้กลับยังยืนนิ่งอยู่กับที่
“เจ้า…” ชายชราขมวดคิ้ว
“ข้ามีเรื่องอยากเรียนคุณชายอีกเล็กน้อย”
หลินวั่นอี้หันมาบอก “ท่านโปรดไปก่อนเถิด”
ตู้กู้สงมองทั้งสองคน สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าแล้วออกจากห้องไป พลางปิดประตูให้อย่างรู้ความ
เจียงหรานมองประตู แล้วหันกลับมาทางนาง
“นั่งลงค่อยพูดเถอะ”
“มิกล้าเจ้าค่ะ” หลินวั่นอี้ทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่ง
“เรื่องเมื่อครู่ โปรดลงโทษข้าด้วย”
“เจ้าตั้งใจไม่อธิบาย เพื่อให้ตู้กู้สงเกิดความหวั่นใจสินะ” เจียงหรานถอนหายใจ
“เขาถามข้าเมื่อครู่ก็เพื่อทดสอบน้ำใจของข้า ข้าก็ยังยืนยันเหมือนเดิม ครั้งนี้ครั้งเดียว หากมีอีก จะไม่อภัย”
“เจ้าค่ะ” หลินวั่นอี้โล่งใจขึ้นเล็กน้อย แล้วจึงเอ่ยเบาๆ
“ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากเรียนถามคุณชาย เกี่ยวกับคุณชายหลี่ ท่านทราบเรื่องของเขามากน้อยเพียงใด”
“แม้จะไม่ถึงขั้นรู้ลึกรู้ตื้น แต่ก็ถือว่ารู้ไม่น้อย” เจียงหรานยิ้มบางๆ
“ข้ารู้เจ้าจะถามอะไร เขาเล่าให้ข้าฟังแล้ว เขาใช้พิณเจียวเหว่ยทำให้เจ้ากับเถียนเมียวเมียวสลบ นั่นมีเหตุจำเป็น บางเรื่องรู้มากไป…อาจอยู่ได้ไม่นาน”
หลินวั่นอี้ได้ยินดังนั้นก็โล่งใจ
“ในเมื่อท่านทราบอยู่ก่อนแล้ว ข้าก็วางใจ ที่ข้าเอ่ยเพราะเกรงว่าท่านจะไม่รู้ถึงวิธีของเขา จึงอยากเตือนให้ระวังไว้บ้าง”
เจียงหรานพยักหน้า
“ยังมีเรื่องอื่นหรือไม่”
หลินวั่นอี้นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวเบาๆ
“ข้า…ขออยู่ข้างกายท่านได้หรือไม่”
“เพราะเหตุใด”
“เถียนเมียวเมียวอาจหุนหัน คุณชายหลี่ก็เป็นสหายของท่าน แต่ท่านยังขาดคนคอยดูแลเรื่องจิปาถะ ข้าพอเหมาะดีนัก สามารถดูแลการกินอยู่รับใช้ท่านได้”
เจียงหรานเงยหน้ามองนางนิ่งๆ หลินวั่นอี้สบตาเขาอย่างมั่นคง
ครู่ใหญ่ เขาจึงหัวเราะเบาๆ
“ไม่ต้องหรอก เขตตงจวินยังมีเรื่องมากมาย เจ้าควรดูแลที่นั่นให้ดี ตู้กู้สงนั้นระแวงมาก แถมยังชอบเพ้อฝัน หากเจ้าไม่คอยกำกับดูแล ข้าคงต้องกังวลว่าเขาจะก่อเรื่องอีก”
สีหน้าหลินวั่นอี้แปรเปลี่ยนซับซ้อน ทั้งเสียดายที่ไม่ได้อยู่ใกล้เขา ทั้งโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก
“ไปเถอะ”
เจียงหรานโบกมือไล่ นางโค้งคำนับแล้วจึงออกไป
เมื่อเดินพ้นลานบ้าน ก็เห็นตู้กู้สงยืนพิงกำแพงรออยู่
“ออกมาเร็วจริงนะ” ชายชราแสยะยิ้ม
หลินวั่นอี้ไม่ตอบ เดินผ่านหน้าไปเงียบๆ
เขารีบเดินตามพลางพูดว่า
“ดูท่าคุณชายของเราไม่ใฝ่ในสตรีนะ หรือว่าเห็นว่าสามคุณหนูตระกูลหลินไม่เหมือนสตรีอื่น”
หลินวั่นอี้ปรายตามอง
“ตัวาข้าโตมากับท่าน พูดเช่นนี้ไม่อายปากบ้างหรือ”
“ข้าแค่ล้อเล่น”
“ข้าอยู่ต่อเพราะมีเรื่องต้องรายงาน ไม่ใช่เพราะอย่างที่ท่านคิด”
ตู้กู้สงพยักหน้า
“อ้อ อย่างนั้นเอง…”
พูดได้เท่านั้นก็เงียบไป ก้าวเดินออกไปพลางแหงนมองฟ้า
“เจ้าว่า ย่างก้าวนี้…ถูกหรือไม่”
หลินวั่นอี้เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า
“จะถูกหรือผิด คงรู้ได้เมื่อเดินไปจนสุดทาง แต่ตอนนี้ ข้าว่ามันถูกแล้ว”
“นั่นแหละดี หากครั้งนี้ตระกูลตู้กู้ของข้ารอดพ้นคลื่นยุทธภพครั้งนี้ได้ ข้าจะต้องตอบแทนเจ้าครั้งใหญ่แน่”
“ไม่มีทางรอด” หลินวั่นอี้ถอนหายใจเบาๆ
“อยู่ในยุทธภพ ใครจะหลีกพ้นวังวนได้ เพียงแต่หากเรานั่งอยู่บนเรือใหญ่ที่มั่นคง ต่อให้คลื่นแรง พายุหนักเพียงใด เรือก็ยังไม่จม”
“ฟังดูมีเหตุผล” ตู้กู้สงพ่นลมหายใจเบาๆ แล้วเดินจากไปอย่างช้าๆ
หลินวั่นอี้มองท้องฟ้ายามราตรีพลันเอ่ยเบาๆ
“ดึกมากแล้ว…”
……
รุ่งสางมาถึงอย่างรวดเร็ว
ยามเช้า เจียงหรานก็ต้องพบผู้คนมากมาย บางคนมาล่ำลา บางคนมาหารือ
ฝ่ายที่มาล่ำลาคือหลินวั่นอี้กับตู้กู้สง ส่วนพรรคต้าหานของซางเชียนหู่กลับจากไปตั้งแต่เมื่อคืนโดยไม่กล่าวคำใด
คนที่มาหารือคือเหยียนอู๋ซวง
นางยอมรับเงื่อนไขของเจียงหราน และลงนามในเอกสารเรียบร้อย หลังนำเอกสารไปให้ทางการประทับตรา เรื่องนี้ก็ถือว่าสิ้นสุด
แต่ในเอกสารนั้น เจียงหรานระบุไว้อย่างชัดว่า
‘บัญชีดำ’ ของเขา ยังไม่ปิด และเขามีสิทธิ์เพิ่มเติมรายชื่อได้ในอนาคต
ข้อกำหนดนี้ไม่ใช่เพื่อห้ามตำหนักสวรรค์ซื้อยาโดยตรง
เพราะต่อให้พวกนั้นซื้อไม่ได้ ก็สามารถให้คนอื่นซื้อแทนได้อยู่ดี สิ่งที่เจียงหรานต้องการ…คือ ท่าทีของหอร้อยสมบัติ
ในโลกที่ทุกฝ่ายเล่นเกมสองหน้า เขาเพียงต้องการให้พวกนั้นรู้จัก ‘ที่ทางของตนเอง’ ให้เหมาะสมเท่านั้น
ส่วนผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร ก็ต้องดูว่าหอร้อยสมบัติจะเลือกเดินทางใดในภายหลัง
แต่รายละเอียดหลังจากนี้ จะเป็นเช่นไร…ยังไม่มีใครล่วงรู้ได้แน่ชัด
เงื่อนไขนั้นที่เจียงหรานเขียนไว้ ก็เป็นเพียงการ ‘ลองหยั่งเชิง’ เท่านั้น
เมื่อจัดการเรื่องนี้เสร็จสิ้นลง ก็มาถึงเรื่องสุดท้ายของเขาในที่นี้แล้ว เถียนเมียวเมียว
หลังความวุ่นวายหน้าสำนักจันทร์ม่วงสิ้นสุดลงเมื่อวาน เถียนซีเหวินก็พาพวกพ้องหนีไปอย่างรีบร้อน ถึงขั้นไม่แม้แต่จะรับน้องสาวไปด้วย
อย่างไรเสีย นางก็เลือกแล้วว่าจะอยู่ปรนนิบัติรับใช้เจียงหราน ดังนั้นเถียนซีเหวินจึงตัดสินใจกลับไปที่เมืองตงจวินก่อน
ส่วนเถียนเมียวเมียวนั้น ย่อมตกมาอยู่ในความดูแลของเจียงหรานโดยสมบูรณ์
หญิงสาวผู้นี้…ในสายตาเจียงหราน นับว่าเป็นคนที่ฝึกฝนได้ดีนัก
โดยเฉพาะพละกำลังอันแข็งแกร่งติดตัวแต่กำเนิด หากสอนนางให้ฝึก ‘วิชาสิบสองท่าพยัคฆ์เหยี่ยวสังหาร’ เช่นเดียวกับ ‘พลังมังกร’
แม้นไม่ต้องฝึกกำลังภายใน นางก็ยังอาจก้าวขึ้นสู่ระดับยอดฝีมือได้เช่นกัน
ในเมื่อรับมาไว้แล้ว เขาย่อมตั้งใจฝึกสอนให้อย่างเต็มที่
คำนวณดูแล้ว ตอนนี้เจียงหรานมีตนเอง ถังฮว่าอี้ หลี่เทียนอวี่ และเถียนเมียวเมียว รวมเป็นสี่คนในกลุ่มเดียวกัน
ส่วนจิ่งถานจวี๋ซื่อกับกู้ซีจือ ทั้งสองคนตั้งใจจะอยู่ดูแลสำนักจันทร์ม่วงต่อไป
หลังเรื่องราวทั้งหมด ความเสื่อมถอยของสำนักนี้ก็เป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้
กวนจิ่นชิวเป็นภรรยาโดยถูกต้องของเมิ่งหวน
เมื่อเมิ่งหวนสิ้นชีวิต สำนักจันทร์ม่วงก็ถือเป็นบ้านของนาง ไม่มีผู้ใดมีสิทธิ์แทรกแซง
ดังนั้นกู้ซีจือและจิ่งถานจวี๋ซื่อจึงตัดสินใจอยู่เพื่อช่วยดูแล รักษาโรคบ้าง แก้พิษบ้าง
เพียงแต่เจียงหรานรู้ดีว่าการถอนพิษของนางไม่ใช่เรื่องง่าย
พิษนั้นได้หลอมรวมกับเลือดเนื้อ และลมปราณของนางไปแล้ว หากฝืนแยกออก ย่อมเท่ากับพรากชีวิตทันที
“ก้าวพลาดเพียงครั้ง ก็ไม่อาจหวนคืนได้อีก…”
เจียงหรานคิดถึงเรื่องของสามคนนั้น ก็ทำได้เพียงถอนใจเงียบๆ เท่านั้น
เรื่องของพวกเขา เขาไม่อาจตัดสินได้ เพราะผู้ที่ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์…ย่อมไม่รู้รสแห่งหัวใจในห้วงนั้นจริงๆ
…
หน้าสำนักจันทร์ม่วง เจียงหรานเตรียมม้า และเกวียนไว้พร้อม
ภายในเกวียนบรรทุกศีรษะมนุษย์ที่ห่อด้วยผ้าใบอาบน้ำยา และกลิ่นคาวเลือดปะปนกันจนอบอวล
หลี่เทียนอวี่คุมบังเหียน ส่วนเจียงหรานกับคนอื่นๆ เตรียมม้าขี่ตามหลัง พวกเขาหันไปประสานมือคารวะต่อหน้าจิ่งถานจวี๋ซื่อกับพวก
“ผู้อาวุโส ยามนี้ต้องจากกัน ไกลสุดฟ้า ขอท่านรักษาตัวด้วย” เจียงหรานเอ่ยเบาๆ
จิ่งถานจวี๋ซื่อผ่านโลกมานาน พอคิดตก ใจก็สงบลง มองเห็นเจียงหรานกับสหายเตรียมจะจากไป เขาก็ถอนหายใจเงียบๆ
“คุณชายเจียง ยุทธภพยากคาดเดา เจ้าต้องดูแลตนเองให้ดี วันใดมีโอกาส เราค่อยกลับมานั่งดื่มสุราพูดคุยกันอีกครั้ง”
“ได้” เจียงหรานพยักหน้า แล้วบังคับม้าออกเดินเป็นคนแรก ถังฮว่าอี้คารวะตามแล้วขี่ตามหลังไป
คณะของเจียงหรานจากไปอย่างรวดเร็ว
จิ่งถานจวี๋ซื่อกับเมิ่งซิวมองตามจนร่างทั้งหมดลับตา ต่างก็สบตากันด้วยความว่างเปล่าในใจ
แต่ขณะที่กำลังจะหันกลับ ก็ได้ยินเสียงบางอย่างเคลื่อนไหวจากพงหญ้าใกล้ๆ
จิ่งถานจวี๋ซื่อหันขวับ
“ใครอยู่ตรงนั้น!”
เสียงตกคำได้ไม่นาน เงาร่างหนึ่งก็โผล่พรวดออกมาจากพุ่มหญ้า
เป็นชายหนุ่มสภาพซอมซ่อ เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งเต็มไปด้วยโคลนและบาดแผลเล็กๆ ทั่วร่าง ดูราวกับผ่านการทรมานอันแสนสาหัสมา
เขาเงยหน้ามองประตูสำนักจันทร์ม่วงด้วยแววตาสับสน
“ที่นี่…คือสำนักจันทร์ม่วงใช่หรือไม่”
“ใช่” จิ่งถานจวี๋ซื่อขานรับด้วยน้ำเสียงระวังภัย
แม้ชายผู้นี้ดูเหมือนขอทาน แต่กลับมีออร่าอันตรายบางอย่างที่ไม่อาจบรรยายได้ ไม่ปกติแน่!
ชายหนุ่มโล่งอกเมื่อได้คำตอบ ก่อนเอ่ยถามต่อ
“พวกท่าน…รู้จักคนชื่อเจียงหรานมั้ย”
เมิ่งซิวชะงัก หันไปมองจิ่งถานจวี๋ซื่อทันที จิ่งถานจวี๋ซื่อจ้องเขาอย่างนิ่งสงบ
“เจ้าตามหาคนผู้นั้นด้วยเหตุอันใด”
“ข้า…จำไม่ได้” ชายหนุ่มตอบอย่างมั่นใจ
“แต่ข้ามั่นใจว่าต้องหาตัวเขาให้เจอ!”
“เจ้าตามหาเขามานานหรือยัง”
“นานแล้ว…” เขาตอบอย่างตรงไปตรงมา
“ข้าจำได้เลือนราง เหมือนว่าข้าเคยหาตัวเขาในเมืองเล็กแห่งหนึ่ง แต่ไม่พบ มีเพียงกองศพเต็มไปหมด”
“ต่อมาข้าไปที่ศาลาพักม้า ก็พบแต่ศพอีกเช่นกัน…กับบ่อโคลนขนาดใหญ่”
เขาพูดพลางขมวดคิ้ว มือข้างหนึ่งจับศีรษะ แล้วตวาดออกมาเสียงดัง “ห้ามเจ็บ!!”
พูดจบก็ตบหัวตัวเองดังป้าบ จนคนอื่นยังรู้สึกเจ็บตาม
แรงของเขาหนักมากจนตัวเองแทบหน้ามืด แต่กลับดูเหมือนคลายความเจ็บปวดในหัวได้บ้าง
แล้วเขาก็ถามอีกครั้ง
“พวกท่าน…รู้จักคนชื่อเจียงหรานมั้ย”
ประโยคนั้นทำให้ทุกคนมองหน้ากัน ต่างเข้าใจในทันที
ชายผู้นี้ความจำคงมีปัญหา เหลือเพียงความทรงจำที่คิดจะตามหาเจียงหราน แต่ลืมเหตุผลไปแล้ว
แต่จิ่งถานจวี๋ซื่อกลับคิดลึกกว่านั้น เมืองเล็กๆ หนึ่งแห่ง…ศาลาพักม้าหนึ่งแห่ง…
นั่นมันคือ ‘เมืองไร้ชีพ’ กับ ‘ศาลาพักม้าอวี้ชือ’ ที่พวกเขาเคยผ่านมาก่อนนี่เอง
เขาจึงยิ้มออกมา
“เจ้าคงเคยไปที่เนินสดับตะวันมาแล้วสินะ”
“ใช่!!” ชายหนุ่มเงยหน้าอย่างตื่นตะลึง “ท่านรู้ได้ยังไง!”
“แล้วเจ้ามาถึงสำนักจันทร์ม่วงนี้ได้อย่างไร”
คำถามยังไม่ทันขาดเสียง แววตาของชายหนุ่มกลับเย็นเยียบขึ้น
“ข้าเป็นคนถาม ไม่ใช่ท่าน!”
เสียงยังไม่ทันจบ เงาร่างเขาก็หายวับพุ่งตรงเข้าหาจิ่งถานจวี๋ซื่อ
ฝ่ามือจิ่งถานจวี๋ซื่อยกขึ้นเป็นฝ่ามือห้วงนภาสวรรค์ แต่ก็พลาดเป้า
ชายหนุ่มผู้นั้นเคลื่อนไหวประหลาดยิ่งนัก ทั้งช้า และเร็วปะปนกัน ไม่มีจังหวะให้จับ เพียงพริบตาเดียว ฝ่ามือของอีกฝ่ายก็พุ่งถึงหน้าอกเขา
จิ่งถานจวี๋ซื่อรีบแปรวิถีหลบออก พลางสวนกลับ แต่ชายหนุ่มยังรุกไล่อย่างต่อเนื่อง ทุกกระบวนล้วนหมายฆ่าในหนึ่งกระบวน
เพียงสองสามกระบวนเท่านั้น จิ่งถานจวี๋ซื่อก็เริ่มมองออกถึงฝีมือของอีกฝ่าย จึงเอ่ยเสียงหนักแน่น
“หากเจ้าต้องการตามหาเจียงหราน หยุดมือก่อน!”
ชายหนุ่มชะงัก แล้วชะลอฝีมือ พลางมองเขาด้วยสายตาเย็นชา
“ท่านรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหนรึ”
จิ่งถานจวี๋ซื่อปัดฝุ่นที่ชายแขนเสื้อ ยิ้มเย็น
“เจ้าหยาบคายเช่นนี้ ต่อให้ข้ารู้ก็ไม่บอกหรอก”
“แล้วท่านต้องการอะไร”
“การจะขอร้องผู้อื่น ย่อมต้องมีมารยาท เอ่ยว่า ‘ขอผู้อาวุโสโปรดบอกกล่าว’ เสียก่อนสิ”
ชายหนุ่มกัดฟัน เส้นเลือดปูดทั่วขมับ เขานิ่งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะกัดฟันพูดอย่างอาฆาต
“ขอ…ผู้อาวุโสโปรดบอกกล่าว!!”
แม้จะพูดคำว่า “ขอ” แต่เสียงกลับราวกับข่มความโกรธจนแทบอยากฆ่าคน
จิ่งถานจวี๋ซื่อหัวเราะเบา ๆ แล้วกล่าวว่า
“เจ้ารู้หรือไม่ ว่าทำไมตัวเองถึงต้องออกตามหาเจียงหราน”
“หา” ชายหนุ่มขมวดคิ้ว “ท่านรู้รึ”
“แน่นอน”
จิ่งถานจวี๋ซื่อยิ้มอย่างใจเย็น
“ข้าน่ะไม่เพียงรู้เหตุผล แต่ยังรู้ว่าเจ้าคือใครด้วย… และถ้าข้าเดาไม่ผิด เจ้าคงจำไม่ได้แม้แต่ชื่อของตัวเองแล้วใช่หรือไม่”
ชายหนุ่มชะงัก “ข้า…ข้าเป็นใครกันแน่ ท่านรู้ได้ยังไง!”
“เจ้าหรือ…” จิ่งถานจวี๋ซื่อยิ้มบางๆ
“เจ้าคือศิษย์ของเจียงหราน”
“ศิษย์” เขาอึ้งงงงัน “ข้าจะเป็นศิษย์ได้ยังไง”
“ก็เพราะเขาเป็นผู้สอนวิชาแก่เจ้า สอนให้เจ้ากลายเป็นยอดฝีมือไงล่ะ” จิ่งถานจวี๋ซื่อพูดอย่างราบเรียบ
“หากไม่ใช่ศิษย์ เหตุใดเจ้าจึงยึดมั่นตามหาตัวเขาขนาดนี้”
ชายหนุ่มชะงัก ใบหน้าฉายแววสับสนหนัก
จิ่งถานจวี๋ซื่อแหงนมองฟ้าที่มีนกบินผ่าน แล้วยิ้มอ่อนๆ
“ข้ากับเจียงหรานก็เป็นสหายกัน ข้ารู้วิธีจะหาตัวเขา เจ้ามองว่าข้าเป็นเหมือนผู้อาวุโสคนหนึ่งก็ได้”
“มาเถอะ เข้ามาคุยกัน ข้าจะเล่าให้ฟังอย่างละเอียด เรื่องทั้งหมดต้องเริ่มจาก ‘หอไร้ชีพ’ สำนักนักฆ่าอันลือชื่อ เจ้าจำชื่อหอไร้ชีพได้บ้างหรือไม่ ระหว่างเจ้ากับที่นั่น…ผูกพันลึกนักเลยล่ะ…”
ชายหนุ่มลังเล แต่ก็ยอมให้จิ่งถานจวี๋ซื่อพาเข้าไป พอเมิ่งซิวเห็นดังนั้น ก็สั่งเสียงเข้ม “ปิดประตู!”
ประตูใหญ่ของสำนักจันทร์ม่วงจึงค่อยๆ ปิดลงด้วยเสียง ครืด …
ปิดกั้นทุกแสงอรุณที่กำลังสาดเข้ามาในยามเช้า