หนึ่งหมื่นตำลึงทอง

ตอนที่ 226 หนึ่งหมื่นตำลึงทอง




ร่างของ 'ไป่ซีเชา' สั่นสะท้านอย่างรุนแรง




ชายบ้าบอคนนี้…เห็นทีจะรู้ตั้งแต่ตอนกลางวันแล้วสินะ ว่าตอนเขาเผลอคว้าขอบเสื้อของนางนั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ!




ใจของนางทั้งโกรธทั้งอับอาย อยากจะชักกระบี่ออกมาฟันให้ขาดคามือ แต่กระบี่ไม่ได้อยู่กับตัว และยามนี้หากเปิดเผยความลับขึ้นมา สิ่งที่วางแผนไว้ทั้งหมดก็จะพังไม่เป็นท่า




ไม่เพียงเท่านั้น สายตาที่มองชายเบื้องหน้าก็แฝงความสับสนขึ้นมาเล็กน้อย




หากเขาเป็นเพียงคนโง่เขลาจริง เหตุใดตอนนั้นถึงไม่เปิดโปงทันที แต่กลับรอจนยามนี้แล้วถึงเอามาข่มขู่




หรือว่า...ตัวเขาเองก็เหมือนนาง ยืมร่างผู้อื่นกลับคืนมาเช่นกัน




ความคิดวูบผ่านหัวเพียงชั่วพริบตา ก่อนนางกัดฟันกลั้นโทสะ แล้วเค้นเสียงลอดไรฟัน “ข้าจะพาเจ้าไปด้วย”




“ฮ่าๆๆ รู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหาง ดีมาก! งั้นก็ขอรบกวนหน่อยนะ!”




ยังไม่ทันขาดคำ ร่างของ 'ไป่ซีเชา' ก็เคลื่อนไหวทันที




ทุกย่างก้าวของนางหนักแน่นมั่นคงราวกับคำนวณไว้ล่วงหน้า แต่ละจุดที่เหยียบลงล้วนปลอดภัยไร้พลาด พริบตาเดียวก็ผ่านเสาหินตรงหน้าทีละต้น รวดเร็วเหนือเจียงหรานหลายขุม




เจียงหรานแม้เคยเรียนรู้ค่ายกลจาก ‘จิ่งถานจวี๋ซื่อ’ แต่เวลาศึกษายังไม่นาน คำว่าฝีมือไม่ด้อยไปกว่ากันนั้น จิ่งถานจวี๋ซื่อคงแค่พูดปลอบใจ เพราะฝีมือหญิงสาวคนนี้ เห็นทีจะสูงกว่าจิ่งถานจวี๋ซื่อเสียอีก




เพียงไม่กี่ลมหายใจ ทั้งสองก็ข้ามผ่านค่ายกลเสาหินมาถึงหน้าโถงใหญ่




“ปล่อยข้า” เสียงเย็นยะเยือกดังจากปาก 'ไป่ซีเชา'




เจียงหรานหัวเราะร่วน ปล่อยมือพลางพูด “ปล่อยก็ปล่อย เจ้านี่ก็ยังมีดีอยู่นะหน้าใส ข้าเห็นแก่ความสามารถของเจ้า วันนี้จะไม่ถือโทษที่กล้าลบหลู่ข้า มิฉะนั้นคงต้องได้หน้าบานเป็นดอกท้อแน่!”




เขาหันกลับไปมองฝูงชนที่ยังอยู่ฝั่งตรงข้าม แล้วตะโกนอย่างยโส “ข้าจะเข้าไปกินข้าวต้มแล้ว พวกเจ้าจะตามมาหรือไม่!”




เสียงของเขาทำให้ทุกคนแทบกัดฟันกรอด ไอ้คนนี้น่าชังเสียจริง!




เจ้าอาศัยคนอื่นข้ามไปชัดๆ ยังจะกล้าโอ้อวดอีกหรือ!




แต่ไม่มีใครพูดอะไร เพราะยังข้ามค่ายกลไม่ได้สักคน




กระนั้นในหมู่ผู้ชมก็ยังมีจอมยุทธ์ฝีมือสูงยืนอยู่




“ถงเชียนจิน เจ้าอย่าคิดว่าคนอื่นจะยอมให้เจ้าตั้งตนเป็นใหญ่!”




“วันนี้ข้าจะข้ามไปตบหน้าเจ้าเอง!”




ร่างหลายร่างกระโจนขึ้นพร้อมกัน พริบตาเดียวเงาคนลอยเต็มฟ้า




เจียงหรานเหลือบเห็น ‘ถังฮว่าอี้’ อยู่ท่ามกลางกลุ่มนั้นด้วย เขารู้ทันทีว่านางคงใช้จังหวะที่คนอื่นดึงความสนใจไว้ แอบลอบผ่านค่ายกลไปพร้อมกัน




เขาคิดในใจว่าค่ายกลนี้คงมี ‘กลลวงสะกดจิต’ อยู่ในนั้น หากมองผิดจุดเพียงครู่เดียวก็จะหลงอยู่ในภวังค์เหมือนถูกปีศาจล่อให้หลงทาง แต่สำหรับถังฮว่าอี้แล้ว ผู้ครอบครอง ‘จิตมาร’ ที่แข็งแกร่งจนกลายเป็นต้นแบบของค่ายกลลวงจิตแบบนี้ มันคงไร้ผลโดยสิ้นเชิง




นางเพียงต้องระวังไม่ให้ตกเป็นเป้าสายตาเท่านั้น




เหล่าจอมยุทธ์ที่กระโจนขึ้นมาล้วนใช้วิธีต่างกัน บ้างใช้วิชาตัวเบา บ้างใช้ค่ายกลตอบโต้ บ้างก็ใช้ยันต์ป้องกัน เป็นการ ‘แสดงฝีมือแปดเซียนข้ามทะเล’ อย่างแท้จริง




ยังไม่ทันเจียงหรานก้าวเข้าโถง ก็มีสามคนข้ามค่ายกลมาได้สำเร็จ




พวกนั้นรีบพุ่งตรงไปยังประตูโถง เจียงหรานคำรามเสียงต่ำ กระบี่หนักในมือหมุนวูบหนึ่งรอบ ปล่อยคลื่นปราณกระแทกออกไปราวพายุโหม




เสียงลมแรงฉีกอากาศดังสนั่น ผู้คนที่กำลังจะก้าวเข้าประตูล้วนหยุดชะงัก




“ถงเชียนจิน เจ้าคิดจะกวาดเกลี้ยงหมดเลยหรือยังไง!” หนึ่งในนั้นตะโกนขึ้น “มีข้าวต้มตั้งยี่สิบสองชาม แต่ละคนเอาไปคนละชามก็พอแล้ว เจ้าคิดจะกินทั้งหมดเลยรึ! ไม่กลัวท้องระเบิดรึไง!”




เจียงหรานหัวเราะเสียงดัง “คนกล้าย่อมต้องกินให้มาก! ท้องข้ามันใหญ่พอจะใส่ทั้งโถงได้ เจ้ากลัวข้ากินหมดหรือไง! ข้าจะเป็นคนแรกที่ได้เลือกก่อน หลังจากนั้นพวกเจ้าค่อยเข้ามาทีหลังก็ยังไม่สาย!”




ชายทั้งสามสบตากัน คนที่โดดเด่นที่สุดคือ ชายแต่งกายคล้ายบัณฑิต ใบหน้าครึ่งหนึ่งขาว อีกครึ่งหนึ่งดำ ดูแล้วพิกลชวนขนลุก นี่คือ ‘ปราชญ์หยินหยาง’ จอมโหดเลือดเย็นแห่งยุทธภพ




อีกสองคนที่ตามมา หนึ่งคือหญิงชราโค้งงอถือไม้เท้าทำจากกะโหลกคน อีกหนึ่งเป็นชายหนุ่มในชุดดำคลุมทั้งตัวจนมองไม่เห็นหน้า




“เจ้าปากมากไปแล้ว ถงเชียนจิน!” ปราชญ์หยินหยางคำราม




แต่หญิงชรากลับยกมือห้าม “ช้าก่อน ยังมีข้าวต้มเหลือมาก จะให้มันกินสักชามก็ช่างเถอะ เจ้าอย่ามัวเถียงให้เปลืองแรง”




เจียงหรานหัวเราะ “ยายเฒ่า เจ้าพูดดีจริง ข้ามันชอบคนใจกว้างแบบเจ้า!”




หญิงชราเหลือบตาขึ้นเย็นเยียบ คำพูดยังไม่ทันหลุด ก็มีเงาร่างหนึ่งพุ่งผ่านพวกเขาเข้าไปที่โถงใหญ่อย่างรวดเร็ว




“พวกเจ้าค่อยพูดกันต่อเถอะ ข้าขอล่วงหน้าไปกินก่อน!”




เจียงหรานตกใจ “เดี๋ยวก่อน!”




แต่คนผู้นั้นไม่ฟัง แกว่งแขนสะบัดปลายแขนเสื้อหมายปัดมือเขาออก ทว่ากลับสะบัดไม่หลุด เพราะแรงของเจียงหรานมหาศาลเกินไป เขาดึงแรงเดียว ร่างของอีกฝ่ายถูกกระชากกลับออกมาจากประตู!




“เจ้าบ้า!” อีกฝ่ายตะโกน “ข้าเห็นแก่เจ้ามีฝีมือจึงไว้หน้าเจ้า แต่เจ้ากลับไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง!”




นางไม่ใช่ใครอื่น หากแต่คือ ‘จวินเฟิงซ่านเหริน’ ถังฮว่าอี้




สิ้นคำ นางฟาดฝ่ามือตรงเข้าใส่หน้าเขาทันที




เจียงหรานหัวเราะหึในลำคอ ยกกระบี่รับไว้ สองคนประมือกันเสียงสนั่น ลมปราณระเบิดปะทะจนผิวน้ำในคูเมืองแตกกระจาย




เพียงลานเล็กๆ หน้าประตูโถง ก็กลายเป็นสมรภูมิรบอันดุเดือด




ส่วนคนอื่นๆ เมื่อเห็นทั้งคู่สู้กัน ก็รีบใช้โอกาสนี้พุ่งเข้าสู่โถงใหญ่ทันที




เสียงก้าวเท้าดังต่อเนื่อง ราวกับประตูแห่งการทดสอบถูกเปิดออก แต่สิ่งที่รออยู่ในโถงนั้น จะไม่ใช่เพียง ‘ข้าวต้มยี่สิบสองชาม’ เท่านั้นแน่...




ดวงตาของเจียงหรานเบิกกว้าง “พวกเจ้ากล้าดีนัก! กล้าเข้าไปก่อนข้าได้ยังไง! เดี๋ยวข้าจะถล่มที่นี่ให้ราบเป็นหน้ากลอง!!”




พูดจบ เขาฟันกระบี่เหวี่ยงเป็นวง พุ่งทะยานเข้าไปในโถงทันที




ถังฮว่าอี้ที่ขวางเขาไว้แต่แรก ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นคนแรกที่เข้าอยู่แล้ว เพราะรู้ดีว่าเจียงหรานในร่าง ‘ถงเชียนจิน’ นั้นเป็นคนมุทะลุดุดัน ไม่เคยคิดมากถึงเล่ห์กลใดๆ จะให้คนอื่นเข้าก่อนเพื่อดูสถานการณ์คงเป็นไปไม่ได้




ด้วยนิสัยแบบนั้น หากเห็นคนอื่นเข้าไปก่อน ย่อมไม่มีทางทนได้แน่




ดังนั้นที่นางออกหน้ามาขวาง จึงเป็นการ ‘ช่วยรักษาบทบาท’ ให้เขาอย่างแนบเนียน แถมยังช่วยเปิดทางให้คนอื่นเข้าไปลองก่อนโดยไม่ทำให้เขาดูแปลกไปจากนิสัยของถงเชียนจินเลยแม้แต่น้อย




แต่เมื่อถังฮว่าอี้ชะโงกหน้ามองเข้าไปในโถง ก็ต้องขมวดคิ้ว เพราะคนที่เข้าไปก่อนหน้านี้กลับยืนนิ่งแข็งราวกับถูกจี้จุดไว้




“พวกนั้น…มึนงงจนร่างแข็งทื่อไปแล้วหรือไง”




เจียงหรานหัวเราะลั่น “ฮ่าๆๆ หรือว่าถ้าข้าไม่เข้าไปเอง พวกเจ้าจะไม่กล้านั่งรึไง”




ว่าแล้วก็สาวเท้าเข้าไป เมื่อมองเห็นภาพภายในโถง ตัวเขาเองก็ชะงักไปเช่นกัน




ห้องโถงนั้นกว้างขวางใหญ่โตนัก ด้านนอกที่เห็นเพียงโต๊ะใหญ่หนึ่งตัว รายล้อมด้วยเก้าอี้ยี่สิบสองตัว แต่เมื่อเข้าไปถึงกลับพบว่า ภายในมีโต๊ะเล็กๆ ยี่สิบสองตัวเรียงเป็นวง แต่ละโต๊ะวางเต็มไปด้วยทองคำแท่งเป็นสีเหลืองอร่าม




แค่กวาดตาดูก็มีไม่น้อยกว่าหลายหมื่นตำลึงทอง




สำหรับใครก็ตาม นี่คือ ทรัพย์สินมหาศาลที่เปลี่ยนชีวิตได้ แม้แต่เจียงหรานผู้มั่งคั่ง ก็ต้องยอมรับว่าทองพวกนี้มากกว่าทั้งชีวิตเขาเสียอีก




เหนือสุดของโถง มีป้ายไม้คู่หนึ่งเขียนคำไว้เหมือนกลอนหน้าประตู




ด้านซ้ายเขียนว่า ‘ดื่มข้าวต้มของข้า เป็นสหายร่วมทางของข้า’




ด้านขวาเขียนว่า ‘มอบทองพันตำลึง ให้เจ้าสู่เมฆเหนือฟ้า’




แม้ไม่สละสลวยนัก แต่ความหมายชัดเจนยิ่งนัก




ดื่มข้าวต้มล่าปา ได้รับทอง และจะได้เป็น ‘พวกเดียวกัน’ กับเจ้าบ้าน




แน่นอนว่า ‘ข้าวต้ม’ นี้คงไม่ใช่ของธรรมดา อาจมีอาคมหรือพิษบางอย่างซ่อนอยู่ และที่รอบๆ เงียบเชียบจนผิดปกติ ย่อมมีคนคอยเฝ้ามองอยู่ในที่ลับ




แต่ทองคำพวกนั้น…มันวางอยู่ตรงหน้า มือเอื้อมถึงได้ทุกเมื่อ ใครล่ะจะไม่อยากได้กัน




สายตาของคนในโถงต่างเต็มไปด้วยความโลภ แววตาเป็นประกายระยิบระยับ ราวกับสุนัขหิวโหยที่ได้กลิ่นเนื้อ




“ในยุทธภพ พวกเราสู้กันเพื่ออะไร” มีเสียงคนพึมพำ




“ก็เพื่อชื่อเสียงกับเงินทองน่ะสิ”




ชื่อเสียงยังไกลตัว แต่ทองอยู่ตรงหน้า ใครจะหักห้ามใจได้




ทว่าแม้โลภสักเพียงใด ทุกคนกลับยืนนิ่ง ไม่มีใครกล้าขยับก่อน




สายตาทั้งหมดค่อยๆ หันไปจับจ้องอยู่ที่เจียงหรานผู้เดียว




ก็แน่ล่ะ ในบรรดาคนที่อยู่ตรงนี้ มีเพียงเขาที่ดู ‘บ้าบิ่นพอ’ จะลองก่อนใคร




เจียงหรานในคราบถงเชียนจินที่ประกาศว่าจะ ‘ครองยุทธภพ’ ดูยังไงก็เหมาะจะเป็นคนเปิดเกมที่สุด




แต่แทนที่เขาจะเข้าไปหยิบ เจียงหรานกลับยืนกอดอกทำหน้านิ่ง แล้วหรี่ตาพูดเสียงเย็น “มองอะไร มองหน้าปู่พวกเจ้ารึไง”




ทุกคนแทบสำลักอากาศ เสียงหัวเราะฝืดคอเต็มโถง




ปราชญ์หยินหยางหัวเราะเย็น “ได้ยินมาว่าเจ้าอยากตั้งตนเป็นใหญ่ในยุทธภพ งั้นข้าถามหน่อย เจ้าจะเลี้ยงดูจอมยุทธ์มากมายพวกนั้นยังไง”




“เลี้ยงดู” เจียงหรานหัวเราะเสียงก้อง กระบี่หนักในมือสะบัดเบาๆ จนลมปราณสั่นสะเทือนโถงไม้ “เข้ามาอยู่ใต้บังคับบัญชาข้า ก็เป็นสุนัขของข้าแล้ว ยังอยากให้ข้าเลี้ยงอีกเรอะ มีอย่างที่ไหน สุนัขไม่เลี้ยงเจ้านาย!”




คำพูดนั้นฟังดูไร้สาระ แต่กลับทำให้ปราชญ์หยินหยางพูดไม่ออก




แม้จะรู้ว่ามันผิดหลักทุกอย่างในโลกยุทธภพ แต่เหตุผลมันก็…เข้าใจง่ายเกินไปจะเถียง




ถงเชียนจิน มันก็เป็นคนแบบนี้นี่เอง




ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังไม่อยากเชื่อว่าไอ้คนมุทะลุแบบนี้ จะไม่สนใจทองมากขนาดนั้นจริงๆ




แต่ทันใดนั้น เจียงหรานกลับหันไปตะโกนลั่น “เหล่าสมุนแห่งสำนักครองยุทธภพ อยู่ที่ไหน!”




“อยู่ที่นี่!!” เสียงของเฉินเหล่ากู่ดังขึ้นเป็นคนแรก ใบหน้าเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจราวกับชื่อนี้คือเกียรติยศอันยิ่งใหญ่




เจียงหรานพยักหน้า “ดีมาก! รีบเรียกพรรคพวกมาให้หมด ข้ามีทองอยู่เต็มโถง รีบช่วยกันขนไปให้หมดเดี๋ยวนี้!”




เสียงเฮสั่นดังขึ้นพร้อมกัน




ปราชญ์หยินหยางถึงกับกัดลิ้นตัวเองแทบขาด ใครบอกว่าไอ้นี่มันโง่วะ!




รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองเอาไปไม่ไหว มันก็สั่ง ‘ลูกน้อง’ มาขนแทนเสียเลย!




คนที่โง่ในเรื่องนี้น่ะไม่ใช่มัน…แต่เป็นพวกเขาเองที่ยังยืนอึ้งอยู่นี่ต่างหาก!




เมื่อข่าวเรื่อง ‘ทองนับหมื่นตำลึง’ แพร่ไปถึงนอกโถง เหล่าผู้ที่ยังอยู่ฝั่งตรงข้ามค่ายกลต่างพากันเบิกตาโต ลืมกลัว ลืมคิด แล้วพากันพุ่งข้ามค่ายกลเข้ามาเป็นฝูง




เสียงกระโดดตู้มลงน้ำดังระงมเหมือนหม้อต้มน้ำเดือด มีทั้งคนตกลงไปเพราะพลาดเสา มีทั้งคนกระโจนลงน้ำว่ายเข้ามาโดยไม่สนอันตราย




ความวุ่นวายปั่นป่วนไปทั่วทั้งเรือนหลิว




เจียงหรานมองภาพนั้น ยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็น ส่วนอีกฟากหนึ่ง ปราชญ์หยินหยางรู้ทันทีว่าต่อให้ค่ายกลนี้ซับซ้อนเพียงใด คนบ้าบิ่นมากขนาดนี้บุกพร้อมกัน ยังไงก็ต้องพังทลายในไม่ช้า




ดังนั้นเขาไม่รอช้า เหยียบเท้าเบาๆ แล้วพุ่งไปถึงกองทองตรงหน้า คว้าเอาทองคำแท่งก้อนใหญ่กอดแนบอกทันที




แต่ยังไม่ทันจะยกขึ้นมาเก็บให้ดี ก็ได้ยินเสียงเย็นเยียบดังขึ้นจากข้างหลัง




“แบ่งให้ข้าบ้างสิ!”




เป็นหญิงชราถือไม้เท้ากะโหลกที่พูดขึ้น มือเหี่ยวย่นของนางสะบัดเบาๆ ทันใดนั้นปลายไม้เท้าก็พุ่งจ้วงเข้ากลางหลังของปราชญ์หยินหยาง!




ปากบอกจะ ‘ขอแบ่งทอง’ แต่ที่จริง นางหมายจะชิงชีวิตเขาต่างหาก!





ตอนก่อน

จบบทที่ หนึ่งหมื่นตำลึงทอง

ตอนถัดไป