บทสนทนายามราตรี
ตอนที่ 233 บทสนทนายามราตรี
เจียงหรานรู้สึกว่า ถังฮว่าอี้กับเยี่ยจิงเสวี่ย สองสาวนี้ชะตาคงขัดกันมาแต่เกิด
เพราะทุกครั้งที่อยู่ด้วยกัน ก็มักจะลงท้ายด้วยการโต้เถียงเสมอ ต่อให้เป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ขนไก่ขนห่าน ก็ยังสามารถเถียงกันจนหน้าแดงคอขึ้นเส้น
ถ้าปล่อยให้สองคนนั้นพูดนำ เรื่องคงจะยิ่งวกวนไม่รู้จบแน่
เจียงหรานจึงยกมือเคาะโต๊ะเบาๆ
“พอแล้วๆ พวกเจ้าสองคนใจเย็นหน่อยเถอะ เรื่องที่ผ่านมาก็ช่างมันก่อน รอให้เรื่องในเรือนหลิวจบค่อยว่ากัน ตอนนี้มาวิเคราะห์กันก่อนดีกว่าว่าในเรือนหลิวเกิดอะไรขึ้นบ้าง”
“ตัวตนของไป่ซีเชา ตอนนี้ถือว่าถูกยืนยันแน่ชัดแล้ว ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอีก แต่เจ้ายังขาดสิ่งหนึ่ง หากคิดจะปลอมตัวเป็นเขาให้สมจริง”
“สิ่งใดหรือ” เยี่ยจิงเสวี่ยถามอย่างงุนงง
เจียงหรานล้วงมือเข้าในอกเสื้อ
ตั้งแต่เขามาเรือนหลิว ทรัพย์สินสำคัญย่อมไม่พกติดตัวไว้ทั้งหมด แต่ซ่อนไว้ในที่ลับแทน ของที่พกไว้กับตัวจึงล้วนมีแต่ของจำเป็น
ในนั้นรวมถึงหน้ากากหนังมนุษย์หลายชิ้นของไป่ซีเชา
เดิมเขาคิดว่าแม้จะใช้ชื่อไป่ซีเชาไม่ได้ แต่หากตำหนักสวรรค์ไม่เผยพิรุธ เขาก็อาจปลอมตัวออกไปปั่นป่วนได้
หรือไม่ก็ใช้หน้ากากนี้หลอกล่อศัตรู ล่อให้คนพวกนั้นเผยตัว
แน่นอน วิธีนี้ไม่อาจเรียกว่าแยบยลนัก เป็นเพียงแผนสำรองเท่านั้น
แต่เมื่อเยี่ยจิงเสวี่ยมาถึง หน้ากากเหล่านี้ก็กลายเป็นของที่เหมาะเจาะที่สุด
เขาหยิบหน้ากากส่งให้นาง
“ไป่ซีเชาตัวจริงหน้าตาน่าเกลียดนัก คงไปหาช่างฝีมือดีทำหน้ากากพวกนี้ไว้หลายใบ ฝีมือประณีตมาก ซ้อนทับกันได้โดยไม่เสียทรง แกะออกหนึ่งชั้นก็เป็นอีกโฉมหน้าใหม่ ข้าก็เพิ่งรู้หลังฆ่าเขานั่นแหละ”
“แต่ไม่แน่ว่าคนของตำหนักสวรรค์จะรู้หรือไม่ ดังนั้น เจ้ารับไว้เถอะ เผื่อจำเป็นต้องใช้”
เยี่ยจิงเสวี่ยพยักหน้า
“เข้าใจแล้ว ถือเป็นการเตรียมพร้อม ขอบคุณพี่เจียง”
“ไม่ต้องเกรงใจ” เจียงหรานตอบเรียบๆ
“วันนี้ในเรือนหลักของเรือนหลิว มีเรื่องข้าวต้มลาปา และทองคำ พวกเจ้าสองคนคิดเห็นอย่างไร”
ถังฮว่าอี้กับเยี่ยจิงเสวี่ยสบตากัน ก่อนถังฮว่าอี้จะพูดก่อน
“ข้าว่าบางทีแต่แรก เราอาจเข้าใจจุดประสงค์ของตำหนักสวรรค์ผิดไปก็ได้”
เจียงหรานพยักหน้า
“หากเป็นเช่นนั้นจริง การวางแผนซับซ้อนถึงเพียงนี้จะทำไปเพื่ออะไร”
“ใต้พื้น... จะมีบางสิ่งหรือไม่” เยี่ยจิงเสวี่ยพูดขึ้น
เจียงหรานชะงัก ก่อนจะรู้สึกเหมือนมีแสงสว่างผุดขึ้นในใจ
ก็คล้ายกับสิ่งที่เขาเคยคิดไว้ตอนกลางวัน ถ้าตำหนักสวรรค์คิดจะจัดการคนเหล่านี้จริง เหตุใดต้องเสียแรงรวมคนไว้ที่เดียวแล้วค่อยสังหาร
เว้นเสียแต่ว่าสิ่งที่พวกมันต้องการ คือ ให้คนเหล่านี้ตายที่นี่
คำพูดของถังฮว่าอี้ที่ว่า พวกเขาอาจทายจุดประสงค์ผิดตั้งแต่แรก ก็หมายความอย่างนี้เอง
เป้าหมายของตำหนักสวรรค์ไม่ใช่การรวบรวมคนเพื่อใช้งาน แต่คือการฆ่าคนพวกนั้นทั้งหมดต่างหาก
เมื่อคนตาย เลือดย่อมไหลลงสู่เบื้องล่าง ถ้าเช่นนั้นที่เยี่ยจิงเสวี่ยพูดว่า ‘ใต้พื้นอาจมีบางอย่าง’ ก็ยิ่งมีน้ำหนักขึ้นมาทันที
ทั้งสามสบตากัน เจียงหรานพูดเสียงหนัก
“พวกมันคงคิดจะใช้เลือดเหล่านี้ฝึกวิชามารบางอย่างกระมัง”
ถังฮว่าอี้กับเยี่ยจิงเสวี่ยต่างก็พยักหน้า แต่สีหน้ายังเต็มไปด้วยความสงสัย
เพราะถ้าเพียงต้องการฝึกวิชามาร ด้วยอำนาจของตำหนักสวรรค์ จะฆ่าคนสักร้อยพันคนก็ง่ายดาย
เหตุใดต้องเสียเวลาจัดฉากลึกลับเช่นนี้
เรื่องนี้ถึงจะดูมีเค้าลางความจริง แต่ก็ยังไม่สมเหตุสมผลมากนัก
เจียงหรานใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ
“วันนี้พวกมันใช้ทองคำเป็นสิ่งล่อใจ... แล้วพรุ่งนี้ล่ะ พวกเจ้าคิดว่าจะเป็นอะไร”
ถังฮว่าอี้กับเยี่ยจิงเสวี่ยมองหน้ากัน สีหน้าเริ่มแปลกไป
ถังฮว่าอี้ยกยิ้มบาง หันไปทางเยี่ยจิงเสวี่ย
“ทองคำคือทรัพย์ ย่อมกระตุ้นความโลภ หากต้องการให้คนฆ่ากันเอง ก็เริ่มจากโลภ โลภทรัพย์ย่อมต่อด้วยโลภกาม สองคำนี้มักมาคู่กัน”
“ถ้าวันพรุ่งนี้สิ่งที่ปรากฏ... คือสตรีงดงามหยดย้อยนับร้อยที่แต่งกายยั่วยวน ท่านคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นเล่า คนพวกนั้นจะอดใจไหวหรือไม่”
เยี่ยจิงเสวี่ยหน้าขึ้นสีทันที
“ข้า... ข้าไม่มีทางทำอะไรเช่นนั้นแน่!”
เจียงหรานเห็นท่าทางนั้นถึงกับยิ้มมุมปาก
เยี่ยจิงเสวี่ยจ้องเขาเขม็ง “ท่านก็ห้ามคิดนะ!”
“หา ข้าไม่ได้คิดอะไรเลย” เจียงหรานเลิกคิ้ว
“ไม่ได้คิดแล้วจะยิ้มทำไม!” นางขมวดคิ้วโกรธจัด
เจียงหรานได้แต่พูดเสียงอ่อน “ข้ากำลังคิดหาทางแก้ต่างหาก”
“แล้วคิดออกหรือยัง” เยี่ยจิงเสวี่ยถาม
เจียงหรานพยักหน้า
ถังฮว่าอี้รีบพูดแทรก “ท่านห้ามเป็นฝ่ายออกหน้า! ตอนเป็นถงเชียนจิน ท่านพออ้างได้ว่าไม่ชอบสตรี ใช้เป็นข้ออ้างบอกปัดได้ แถมท่านฝึกวิชาจิตเที่ยงธรรมแห่งฟ้าดิน อาคมพวกนั้นจะใช้กับท่านไม่ได้ผล”
“แต่ถ้าท่านปลอมเป็นไป่ซีเชา แล้วต้องเผชิญสถานการณ์แบบนั้น... ท่านจะอธิบายอย่างไร”
เยี่ยจิงเสวี่ยก็จ้องเขาตาไม่กะพริบ “หรือว่าท่านคิดจะทำให้พี่สาวข้าต้องเจ็บช้ำ”
เจียงหรานยกมือนวดขมับ “เอาล่ะเอาละ อย่าพูดเหมือนมันจะเกิดจริงสิ พวกเจ้าคิดกันไปไกลแล้ว นี่มันยังเป็นแค่การคาดเดา อย่ามัดข้าไว้ในเรื่องที่ยังไม่เกิดเถอะ”
“และถึงมันจะเกิดจริง พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องเล่นตามเกมของพวกมันนี่”
“เกม”
ถังฮว่าอี้กับเยี่ยจิงเสวี่ยพูดพร้อมกัน
เจียงหรานโบกมือ “อย่าใส่ใจคำพูดข้าเลย เอาเป็นว่า ถ้ามันเกิดขึ้นจริง ก็ให้นางมารน้อยของเราหาวิธีแก้เอาเองก็แล้วกัน”
“วิธีอะไร” เยี่ยจิงเสวี่ยขมวดคิ้ว
เจียงหรานหันไปมองถังฮว่าอี้ นางเพียงแค่มองกลับมาแล้วถอนหายใจ “รู้แล้วน่า”
“อีกแล้ว พวกท่านคุยกันเองอีกแล้ว!” เยี่ยจิงเสวี่ยทำหน้างอ
เจียงหรานหัวเราะเบาๆ แล้วอธิบาย
“นางมารน้อยของเราเชี่ยวชาญเรื่องล่อลวงจิต วิชามารของพรรคมารน่ะ ตัวเจ้าเองก็รู้ว่าร้ายกาจเพียงไหน ฝีมือของนางจัดอยู่ในชั้นยอดฝีมือของพรรคเลยทีเดียว”
เยี่ยจิงเสวี่ยถึงบางอ้อ “อ้อ... อย่างนี้นี่เอง”
เจียงหรานพยักหน้า “แต่ตอนนี้พูดไว้ก่อนยังเร็วไป พรุ่งนี้จะเกิดอะไรต้องรอดูก่อน ว่าแต่พอพูดถึงเรื่อง ‘กาม’ พวกเจ้าคิดถึงอะไรบ้างมั้ย”
ถังฮว่าอี้นิ่งคิด ก่อนเอ่ยขึ้น
“ในตำหนักสวรรค์มีเคล็ดวิชาจำนวนไม่น้อยที่มาจากพรรคมาร และวิชาของพวกเรามักเกี่ยวพันกับความคิดของมนุษย์ จึงหลากหลายยิ่งนัก”
“โดยเฉพาะเคล็ดที่เกี่ยวกับเจ็ดอารมณ์หกปรารถนา ทำร้ายคนโดยไม่ต้องแตะต้องตัว ยิ่งอันตรายสุดขีด”
“บางวิชายังอาศัยเลือด และอารมณ์ของมนุษย์เป็นสื่อเพิ่มพลังอีกด้วย เหตุการณ์ในเรือนหลิวนี้ ทำให้ข้าคิดว่า หากพวกมันต้องการฝึกวิชามารเพื่อพลิกสถานการณ์”
“วิชาในหมวดหมู่นี้น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด เพียงแต่... จะเป็นวิชาใดกันแน่ ข้ายังไม่รู้”
เยี่ยจิงเสวี่ยขมวดคิ้ว “พรรคมารของเจ้าช่างเต็มไปด้วยเคล็ดวิชาแปลกประหลาดพิสดารจริงๆ”
“นั่นแหละคือความลึกล้ำของใจคน” ถังฮว่าอี้กล่าวอย่างสงบ
“ใจคนแปรเปลี่ยนไม่หยุดหย่อน มีทั้งหยินและหยาง หากรู้ตามใจปรารถนา ปล่อยวางกฎเกณฑ์ของโลกหล้า ก็จะเข้าถึง ‘ตนแท้’ ดั่งวาทะที่ว่า ใจรวมกับตน มารสวรรค์ก็คือตัวเราเอง”
“คำพูดล่อลวงคนแท้ๆ” เยี่ยจิงเสวี่ยฮึเบาๆ
“หากคนทั้งโลกคิดเช่นนี้ แผ่นดินคงล่มสลายหมดสิ้น”
“นั่นก็จริง” ถังฮว่าอี้กลับยิ้ม ไม่ได้โกรธ
เยี่ยจิงเสวี่ยถึงกับประหลาดใจ
ถังฮว่าอี้เห็นแววตานั้นก็หัวเราะ
“เจ้ารู้หรือไม่ ว่าทำไม ‘อาณาจักรมาร’ ถึงล่มไปในอดีต ครั้งหนึ่งมันเคยยิ่งใหญ่ไร้ผู้ต่อต้าน แต่สุดท้ายก็ทำลายตนเอง เพราะเมื่อเข้าใจว่าแย่งชิงโลกไม่มีค่า ก็หันมาค้นหาตัวตนแทน เราจึงอยู่ในรูปของลัทธิ ไม่ใช่อาณาจักรอีกต่อไป”
“ตราบใดที่ใจมนุษย์ยังไม่สิ้น มารก็ไม่มีวันดับสูญ”
เยี่ยจิงเสวี่ยฟังแล้วถึงกับนิ่ง ไม่รู้จะโต้ตอบอย่างไร เพราะในความจริงก็มีส่วนอยู่ ไม่ใช่ทุกคนในโลกจะเป็นนักบุญ ย่อมมีบางคนที่โหยหาความเป็นอิสระ และปลดเปลื้องพันธนาการทั้งปวง
“พอได้แล้วๆ” เจียงหรานเคาะโต๊ะอีกครั้ง
“คุยเรื่องหลักเถอะ พวกนี้ไว้ทีหลัง ตอนนี้แผนของตำหนักสวรรค์ยังมืดมนอยู่ รอพรุ่งนี้ก่อน น่าจะมีเบาะแสเพิ่มเติม”
สองสาวจึงพยักหน้าพร้อมกัน
ถังฮว่าอี้ถามขึ้นว่า
“เมื่อครู่ด้านนอกเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
เจียงหรานจึงเล่าทุกอย่างให้ฟัง ตั้งแต่มีคนวางพิษลงในหมู่ลูกน้องของเขา จนเถียนโหยวฟางต้องลงมือแก้พิษ
ทั้งเฉินเหล่ากู่ และเถียนโหยวฟางต่างพูดตรงกัน ว่ามีคนตั้งใจข่มขู่เขา เพื่อยุให้เขาลงมือกับศัตรูที่ยังซ่อนเร้นกาย
ต่อจากนั้น เฉินเหล่ากู่ก็มากระซิบอีก ว่าเถียนโหยวฟางอาจมีใจคิดเป็นอื่นแอบแฝง
เมื่อฟังจบ ถังฮว่าอี้ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“เถียนโหยวฟางผู้นั้น... หรือว่าจะกำลังคิดใช้มีดผู้อื่นฆ่าคนแทนตน”
เยี่ยจิงเสวี่ยพลันกล่าวขึ้น
“ข้านึกถึงคนผู้หนึ่ง อู๋ตี๋”
“อู๋ตี๋”
“ใช่” เยี่ยจิงเสวี่ยพยักหน้า “ตอนอยู่นอกเมืองจิ่นหยาง คุณชายจินคนนั้นก็ถูกวางพิษ ข้าจำได้ว่าตอนนั้น เขาดูเหมือนจะมีบางอย่างอยากพูดแต่ไม่ได้พูดออกมา... และเมื่อย้อนคิดถึงช่วงเวลานั้นอีกที มันช่างประหลาดยิ่งนัก”
“ตอนนั้นอู๋ตี๋เปิดเผยตนว่ามาจากเผ่าตี๋ คนรับใช้ชราของคุณชายจินรวมถึงคนข้างหลังถึงกับหน้าซีด”
“แต่พอคุณชายผู้นั้นจะพูดว่า ‘เราสองคนเป็นเพียงสหายกันเท่านั้น’ พิษกลับปะทุขึ้นเฉยๆ”
“หากคิดดีๆ แล้ว เหตุนี้ไม่น่าจะเป็นฝีมือของอู๋ตี๋เอง ไม่อย่างนั้น เขาคงไม่ปล่อยให้พิษกำเริบในเวลานั้น เพราะมันไม่ต่างบอกว่าตนเป็นผู้ลงมือ”
“กลับดูเหมือนมีคนจงใจโยนความผิดให้เขาเสียมากกว่า หากวันนั้นไม่ใช่เพราะเจียงหรานเข้าช่วยไว้ทัน อู๋ตี๋คงถูกจับไปทรมานจนตายแน่”
“และหลังจากช่วยชีวิตได้ อู๋ตี๋ก็รีบขอตัวจากไปในทันที ข้าว่าคนที่ลงมือวางพิษตอนนั้น... อาจอยู่แถวนั้นเอง ว่ามีความเป็นไปได้มั้ยว่าคนผู้นั้นคือเถียนโหยวฟาง”
นางพูดพลางมองทั้งสองคน
เจียงหรานเลิกคิ้ว “เช่นนั้นหมายความว่า... คนที่วางพิษในคืนนี้อาจจะเป็น... อู๋ตี๋”
เขายกยิ้มมุมปาก “น่าสนใจดีนี่”
ถังฮว่าอี้พูดเสียงเรียบ
“จะสรุปเช่นนั้นทันทีคงไม่ได้หรอก... แต่เรื่องนี้เราไม่จำเป็นต้องกังวลเกินไป ถ้ามันเป็นอย่างที่ว่าจริง เถียนโหยวฟางก็คงหมายจะใช้มือของท่านฆ่าอู๋ตี๋ทิ้ง”
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เขาก็จะต้องหาทางทำให้เราหลงเชื่อ รอเพียงให้เขาเผยพิรุธ เราก็ตรวจสอบได้เอง”
“และถ้าทุกอย่างเป็นไปอย่างที่คิด บางทีเรายังอาจได้พันธมิตรเพิ่มอีกคนก็ได้”
นางเว้นจังหวะแล้วหันมองเจียงหราน
“แต่เรื่องของเรา... คงบอกให้เขารู้ไม่ได้”
เจียงหรานพยักหน้า
“ถูกต้อง ยิ่งปิดบังตัวตนได้เท่าใดยิ่งดี เรายังมีวิธีอื่นจะดึงเขามาร่วมมือ โดยไม่ต้องเปิดเผยตัวจริง”
ทั้งถังฮว่าอี้ และเยี่ยจิงเสวี่ยต่างพยักหน้ารับ
“เอาล่ะ พูดมาถึงตรงนี้ก็คงพอแล้ว” เจียงหรานกล่าว
“ตอนนี้เพิ่งวันแรกที่มาถึงเรือนหลิว ยังมีเวลาอีกหลายวัน ค่อยๆ ดูไปก่อนว่าพวกมันคิดจะทำอะไรกันแน่ แล้วเราค่อยเปิดโปงพวกมันทีหลัง”
“ว่าแต่ คนที่ให้ตามเฝ้าเจ้าล่ะ” เขาหันมามองเยี่ยจิงเสวี่ย
เยี่ยจิงเสวี่ยหัวเราะ “เจ้าหมายถึงเจ้าหนูที่เหมือนหนูในครัวนั่นเหรอ ข้าใช้กลอุบายเล็กน้อยทำให้มันสลบ ตอนนี้คงนอนตากลมอยู่ในลานข้างนอกนั่นแหละ”
เจียงหรานส่ายหน้าเบาๆ “คนของตำหนักสวรรค์นี่มีทั้งดีทั้งเลวจริงๆ”
ถังฮว่าอี้ค้อนใส่ “ท่านจะถอนหายใจทำไม อย่าบอกนะว่ายังคิดจะใช้คนพวกนั้นสร้างอำนาจใหญ่โตบนยุทธภพ”
เจียงหรานหัวเราะแห้งๆ “ข้าไม่บ้าถึงขนาดนั้นหรอก”
ถังฮว่าอี้พูดต่อ “ส่วนพวกที่เหลือ ข้าจะสืบให้แน่ชัดเอง”
เจียงหรานพยักหน้าเข้าใจว่านางหมายถึงกลุ่มที่เข้ามาต่อสู้ในเรือนหลักตอนกลางวัน
คนเหล่านั้นดูเหมือนกำลังรวมตัวกันเพื่อเล่นงานเขา แต่ก็เพราะถังฮว่าอี้แสร้งเข้าร่วมอยู่ฝ่ายนั้น จึงถือว่าแฝงตัวได้สำเร็จ
“ดี แต่ก็อย่าประมาทล่ะ ตัวตนของฉีเทียนเยว่ยังไม่ปรากฏแม้แต่เงา เรื่องนี้ต้องระวังทุกฝีก้าว ถ้ามีอะไรไม่แน่ใจ ก็มาบอกข้าก่อนเข้าใจมั้ย”
เจียงหรานพูดพลางหันไปมองเยี่ยจิงเสวี่ยด้วย
“เจ้าก็เหมือนกัน”
สองสาวพยักหน้าพร้อมกัน แต่พอเงยหน้ามามองกันอีกทีก็ “ฮึ” ใส่กันพร้อมเสียง
เจียงหรานถึงกับกุมขมับ “พอแล้วๆ วันนี้พอแค่นี้เถอะ ไปพักกันได้แล้ว”
“พี่เขย... ถ้าอย่างนั้นคืนนี้ข้าไม่กลับได้มั้ย” ถังฮว่าอี้ยิ้มหวานอย่างเจ้าเล่ห์
“เมื่อครู่ข้ารู้สึกว่าผ้าห่มของท่านหอมกว่า เตียงก็อ่อนนุ่มกว่า หรือไม่... ข้านอนที่นี่สักคืนดีมั้ย”
เยี่ยจิงเสวี่ยถึงกับเบิกตากว้างราวเห็นสิ่งสกปรก
“เจ้า... เจ้าไม่มีความละอายเลยหรือ เขาเป็นพี่เขยของเจ้านะ!”
“ก็ใช่น่ะสิ เป็นพี่เขยไม่ใช่พี่แท้ ข้าก็ไม่ได้ทำผิดนี่นา เจ้าไม่รู้หรือ ว่าพี่เขยในโลกนี้ ล้วนถูกลิขิตมาเพื่อดูแลน้องสะใภ้ไง”
ถังฮว่าอี้ยักคิ้วใส่ “หรือไม่ เจ้าก็อยู่ด้วยกันเลยสิ”
หน้าเยี่ยจิงเสวี่ยแดงก่ำขึ้นมาทันที
“สารเลว... เอ๊ย ไม่สิ นางมารนี่ไร้ยางอายที่สุด! ข้าไม่อยากพูดกับคนอย่างเจ้าอีกแล้ว ข้ายังมีศักดิ์ศรี และยังต้องรักษาเกียรติของพี่สาวข้าด้วย!”
พูดถึงตรงนี้ นางชะงัก ก่อนจะขมวดคิ้วมองถังฮว่าอี้
“เดี๋ยวก่อน... แล้วพี่สาวของเจ้าคือใครกัน”
เมื่อครู่นี้นางยังไม่ทันคิด แต่พอทวนคำที่อีกฝ่ายเรียก ‘พี่เขย’ ซ้ำๆ ก็เริ่มแปลกใจ
ถังฮว่าอี้ยิ้มกริ่ม “ก็พี่สาวของข้าน่ะสิ ว่าที่ภรรยาของพี่เขยของข้า”
เยี่ยจิงเสวี่ยหันมองเจียงหรานทันที “ว่าที่ภรรยา”
เจียงหรานถอนใจหนัก นี่มันจะคุยกันถึงฟ้าสางเลยหรือไม่!
ถังฮว่าอี้หัวเราะ “ใช่สิ บิดาข้ากับอาจารย์ของเขา ตกลงกันไว้นานแล้ว”
เยี่ยจิงเสวี่ยอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนค่อยๆ ขมวดคิ้ว
“ถึงว่าล่ะ... เมื่อก่อนอาจารย์ข้าเคยพูดว่าผู้สืบสอดวิชาเก้ากระบี่สะท้านภพกับพรรคมารมีเรื่องพันพัวกันอยู่ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง...”
เจียงหรานรีบโบกมือ “พอเถอะ หยุดพูดกันได้แล้ว เจ้ากลับไปได้แล้ว!”
เขาชี้ไปที่ถังฮว่าอี้ “เจ้าก็กลับไปพักซะ”
ถังฮว่าอี้ทำหน้ามุ่ย กัดริมฝีปาก
“พี่เขย ท่านไม่ชอบข้าแล้วหรือ ถึงไล่ข้าไปไม่ให้ข้านอนที่นี่...”
เจียงหรานเริ่มชูหมัด “รีบกลับไป ไม่อย่างนั้นข้าจะ...”
“ข้าไปแล้วๆ อย่าทำร้ายข้าเลย!” ถังฮว่าอี้ยกมือยอมแพ้ แล้วหันไปมองเยี่ยจิงเสวี่ย
“ดูแลตัวเองดีๆ นะ... พี่เขย อย่ารังแกนางล่ะ”
เยี่ยจิงเสวี่ยหน้าแดงเป็นพุทราสุก
รังแก เจียงหรานเคยทำร้ายนางหรือ หรือหมายถึง... อย่างอื่น แล้วตอนนี้เขาเรียกให้นางอยู่ต่อเพื่ออะไร
แม้ใจจะบอกให้เชื่อ แต่ความคิดในหัวกลับปั่นป่วนไม่หยุด
เจียงหรานมองนางพลางเอ่ยเรียบๆ
“มานี่สิ”
เยี่ยจิงเสวี่ยลังเล “พี่เจียง... ดึกมากแล้วนะ...”
เจียงหรานกลอกตา “แล้วไง”
“ข้า... ข้าแค่รู้สึกง่วงนิดหน่อย...” นางรีบหาวกลบเกลื่อน
แต่พอเห็นสายตาของเขา ก็รู้ว่าหนีไม่พ้น จึงเดินมาหยุดตรงหน้าอย่างจำยอม
“แล้ว... จะให้ข้าทำอะไร”
“ยื่นมือมา”
“เริ่มจากมือก่อนหรือ” นางทำหน้างง ยื่นมือออกไปอย่างไม่เข้าใจ
เจียงหรานชะงัก “อะไรของเจ้าเนี่ย... พับแขนเสื้อขึ้น ข้าจะจับชีพจรให้”
เยี่ยจิงเสวี่ยโล่งใจทันที ก่อนนั่งลงตรงข้าม ยื่นแขนออกไป
“จะจับชีพจรก็บอกดีๆ สิ ทำให้ข้าคิดมากเสียได้”
เจียงหรานหัวเราะในลำคอ
“ดูเจ้าสิ คิดฟุ้งซ่านอยู่ได้ ไม่แกล้งเจ้าเสียหน่อยจะน่าเสียดายแค่ไหน”
เขาวางนิ้วลงบนข้อมือนาง พูดเสียงนุ่ม
“อย่าให้ถังฮว่าอี้ลากเจ้าไปเป็นเหมือนนางนักเลย นางเป็นนาง แต่เจ้า... จงมีสติบ้าง อย่าเถียงกันเรื่องไร้สาระอีก”
เขาพูดไปพลาง ขมวดคิ้วพลาง
“แปลกจริง... ชีพจรเจ้าดูไม่ปกติเลย...”