จอมลวงโลก

ตอนที่ 247 จอมลวงโลก



ถังซือฉิง!!



ชื่อที่ทั้งคุ้นเคย และแปลกหน้า แวบหนึ่งสะท้อนลึกถึงก้นบึ้งในใจ เจียงหรานมองหญิงชุดขาวที่สวมหน้ากากขาวตรงหน้าโดยไม่อาจละสายตาได้เลย



ในอกเขาเกิดความรู้สึกซับซ้อนเกินพรรณนา ทั้งขอบคุณ ทั้งสับสน แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือความตื่นเต้นที่แทบระเบิดออกมา



ในที่สุด...ข้าก็ได้พบเจ้าแล้ว!



แต่ในขณะที่หัวใจของเจียงหรานปั่นป่วนปานนั้น คนอื่นในห้องกลับมีเพียงความหวาดกลัว



นางผู้นี้เป็นใครกันแน่



มาอย่างเงียบงัน ไม่เห็นแม้เงาเคลื่อนไหว ชายชุดขาวเมื่อครู่ก็สิ้นชีพทันที



ฉู่อวิ๋นเหนียงที่เคยประมือกับเขา ยิ่งรู้ดีว่าพลังฝีมือของชายคนนั้นไม่ใช่ขี้ผง ถึงยิ่งตระหนักว่าหญิงลึกลับผู้นี้ หากฆ่าเขาได้ง่ายดาย ก็ย่อมฆ่าตนได้ไม่ยากเช่นกัน



นางเผลอกำกระบี่แน่น เมื่อเห็นสายตาของหญิงชุดขาวหันมาทางตน เสียงใสเย็นดังขึ้นเบาๆ



“นั่นคือกระบี่ของฉู่หนานเฟิงหรือ”



น้ำเสียงเรียบละเมียด แฝงแววใคร่รู้



ฉู่อวิ๋นเหนียงอยากเมินไม่ตอบ แต่เพียงได้ยินเสียงนั้น ใจกลับรู้สึกว่า หากไม่ตอบก็เท่ากับเป็นความผิดใหญ่หลวง จึงได้กัดฟันตอบเบาๆ



“...ใช่”



ดวงตาคล้ายเต็มไปด้วยหมู่มวลดาราของหญิงนั้นยิ้มบาง “ไม่เลวเลย”



เพียงคำนั้น นางก็ละสายตาไปอีกทาง



จนกระทั่งตอนนั้นเอง ฉู่อวิ๋นเหนียงถึงได้สูดลมหายใจแรง นางเพิ่งรู้ว่าเพียงสบตาเมื่อครู่ ตัวเองถึงกับ ลืมหายใจไปเลย!



แรงกดดันที่กดทับในใจจนแทบขาดอากาศ น่าสะพรึงกลัวถึงขั้นไม่อาจบรรยาย



แต่ถึงรู้เช่นนั้น นางกลับไม่มีแม้แต่ความกล้าจะหนี



เจ้าสำนักจั๋วเต๋า เฉินเหล่ากู่ที่อยู่ไม่ไกล เงี่ยหูฟังแล้วกล่าวเสียงทุ้ม “ท่านคือยอดฝีมือจากพรรคมารรึ”



สายตาของหญิงชุดขาวจึงหันมาหาเขาอีกครั้ง ก่อนถอนหายใจเบา ๆ



“เพียงสตรีที่ไม่มีชื่อเสียง ไม่กล้ารบกวนผู้อาวุโส… แต่เห็นสภาพท่านเช่นนี้ ข้ากลับอดสงสารไม่ได้ ไม่ทราบว่าใครทำให้ท่านบาดเจ็บถึงเพียงนี้”



เฉินเหล่ากู่หัวเราะเย็น เขาไม่เชื่อแม้ครึ่งคำ แต่ยังไม่ทันพูดตอบ หญิงชุดขาวก็ก้าวขึ้นไปอีกก้าว



“หรือ...เป็นคนพวกนั้น”



เพียงสี่คำ สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมากลับทำให้ทุกคนขนลุกซู่



ศิษย์ตำหนักสวรรค์ที่ล้อมรอบอยู่ทั้งหมดยังไม่ทันขยับ ศีรษะพวกเขาก็บิดหมุนสองรอบพร้อมกัน แล้วล้มลงสิ้นลมในเวลาเดียวกัน!



เฉินเหล่ากู่ตาเบิกกว้าง “นี่มัน...พลังแห่งจิตมาร ไม่สิ...นี่มันวิชาอะไร! ในสิบแปดคัมภีร์มารสวรรค์มีวิชาเช่นนี้ด้วยหรือ”



หญิงชุดขาวยิ้มบาง “เพียงเคล็ดลับเล็กน้อยที่ข้าคิดสร้างขึ้นเอง หามีอะไรน่าประหลาดใจไม่”



น้ำเสียงนุ่มนวลราวเสียงระฆังจากสรวง แต่ตกลงหูคนฟังกลับหนาวเยือกเหมือนเสียงกระซิบของมารปีศาจ



ทว่าผู้มากประสบการณ์อย่างเฉินเหล่ากู่ยังตั้งสติไว้ได้ เขากล่าวเสียงเรียบ “ฟังจากเสียง เจ้ายังไม่ถึงยี่สิบสองกระมัง แล้วเหตุใดถึงคิดค้นวิชาอัศจรรย์เช่นนี้ได้”



“เพียงเรื่องของวาสนา และโชคชะตาเท่านั้น” นางกล่าวพร้อมรอยยิ้มบาง “เหมือนอย่างสตรีแซ่ฉู่นางนี้ หากมิใช่โชคชะตาเอื้ออำนวย จะมีกระบี่คมกล้าเช่นนั้นได้อย่างไร”



หญิงชุดขาวกล่าวต่อ “เจ้าสำนักเฉิน ที่นี่มิใช่ที่สนทนาเรื่องเก่า บิดาของข้ามีความประสงค์จะพบท่านสักครา ไม่ทราบว่าท่านจะยินดีไปกับข้าหรือไม่”



คำว่า ‘จะยินดีหรือไม่’ ฟังสุภาพ แต่เฉินเหล่ากู่รู้ดีว่า นี่ไม่ใช่คำถาม เขาไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ



เขาหัวเราะเสียงแห้ง “เหตุใดจะไม่ยินดีล่ะ เชิญนำทางเถิด...”



ยังไม่ทันพูดจบ เสียง หวืด! ของกระบี่ก็ดังขึ้น ฉู่อวิ๋นเหนียงขวางหน้าทันที



หญิงชุดขาวเหลียวมอง “แม่นางฉู่ นี่เจ้าหมายความว่าอย่างไร”



แรงกดดันมหาศาลโถมลงบนร่างฉู่อวิ๋นเหนียงอีกครั้ง ร่างกายแทบไม่อาจขยับ นางกัดลิ้นจนเลือดคาวปาก ใช้ความเจ็บเรียกสติกลับมา



นิ้วมือที่กำกระบี่จนเส้นเลือดปูด นางเอ่ยเสียงสั่น “เจ้า...ห้ามพาเขาไป!!”



นางไม่ได้พูดเพราะผูกพันกับเฉินเหล่ากู่ แต่เพราะรู้ว่าเบื้องหน้าเป็นคนของพรรคมาร เบื้องหลังเป็นเจ้าสำนักฝ่ายอธรรม หากทั้งสองร่วมมือกันได้ ย่อมเป็นภัยใหญ่หลวงต่อยุทธภพแน่!



นางคือทายาทของฉู่หนานเฟิง คู่แค้นตลอดกาลของพรรคมาร จะยอมให้พวกมารก่อกรรมได้อย่างไร



แม้ต้องตาย ก็จะขวางไว้ด้วยชีวิตนี้!



ความคิดแวบเดียว นางชูกระบี่ขึ้น หมายหันปลายไปยังเฉินเหล่ากู่ หากจะถูกพาไป ก็ให้ข้าฆ่าเสียจะดีกว่า!



ใต้หน้ากากขาว ดวงตาเปล่งแสงราวหมู่ดาวพลันมีรอยยิ้มผุดขึ้น



รอยยิ้มที่ดูงามล้ำ...แต่กลับอาบด้วยไอสังหาร



ทว่าในจังหวะที่จะลงมือฆ่า ความลังเลนั้นกลับเกิดขึ้น หญิงชุดขาวถอนหายใจเบาๆ หนึ่งเฮือก



แล้วฉู่อวิ๋นเหนียงก็รู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวแข็งตัวกลายเป็นกำแพง มีกี่พันมือที่มองไม่เห็นจับตรึงแขนขา ล็อกคอ และบีบจนลมหายใจติดขัด



นางขยับไม่ได้แม้แต่นิ้ว แต่ยังได้ยินเสียงของอีกฝ่ายชัดเจน



“ลูกหลานของฉู่หนานเฟิง...นิสัยของเจ้าก็เหมือนเขา ดื้อดึงยอมหักไม่ยอมงอ”



“จริงอยู่ ข้าควรฆ่าเจ้าเสีย ทั้งเพราะสิ่งที่เขาทำไว้เมื่อร้อยปีก่อน และเพราะสิ่งที่เจ้าคิดจะทำในวันนี้”



“แต่...เขานั้นชอบทำความดีช่วยเหลือผู้คนเสมอ หากรู้ว่ามือข้าชุ่มด้วยเลือดของฝ่ายธรรมะ...”



“เขาคงจะตำหนิข้าเอา”



เขา...ใครกัน!



ฉู่อวิ๋นเหนียงงุนงงไปชั่วขณะ รางมารผู้นี้ก็มีคนที่นางใส่ใจหรือ แถมชายคนนั้นยังเป็นผู้ยึดถือคุณธรรม!



มีบุรุษฝ่ายธรรมะหน้าไหนกันที่ตาบอดถึงขั้นหลงรักมารปีศาจเช่นนี้!



แม้แต่ไอ้บ้าหัวร้อนอย่างถงเชียนจิน ยังไม่กล้าเข้าใกล้นางเลยด้วยซ้ำ!



ขณะที่นางยังสับสนอยู่นั้น เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นจากทางเข้า



ชายในชุดดำเดินเข้ามาช้าๆ ใบหน้าไม่คุ้นตาแต่ท่าทีสงบเยือกเย็น ไม่สะทกสะท้านต่อไอมารที่กดดันทั่วห้อง



อีกคนแล้วหรือ ฉู่อวิ๋นเหนียงคิดพลางจ้อง แต่แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น



“เป็นเจ้า...”



เสียงนั้นนุ่มแต่ชัด จนทุกคนชะงัก ผู้พูดคือเจียงหราน



ตั้งแต่ถังซือฉิงปรากฏตัว เขาก็แทบอดใจไม่ไหวจะออกมาอยู่แล้ว แต่ยังฝืนใจรั้งไว้



ทว่าพอได้ยินประโยคเมื่อครู่ เขากลับไม่อาจทนต่อไปได้อีก



เขาก้าวออกจากเงามืด ช้อนตามองร่างในชุดขาวตรงหน้า



มีคำมากมายที่อยากพูด มีคำถามนับไม่ถ้วนอยากถาม แต่ไม่ว่าบรรยากาศหรือสถานที่ ต่างก็ไม่เหมาะจะเอ่ยสิ่งใด



สุดท้ายสิ่งที่หลุดจากปากออกมากลับมีเพียงสองคำ



“เป็นเจ้า...”



ข้ารู้ว่าเป็นเจ้า และเจ้าก็ควรรู้ว่าข้าเป็นใคร



ดวงตาอันงามราวดวงดาวของถังซือฉิง พลันหวั่นไหวเป็นครั้งแรก ความสงบนิ่งถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนก



แววตานั้นราวกับท้องฟ้าแห่งดวงดาวหมุนกลับ โลกพลิกคว่ำ ดวงอาทิตย์ และจันทร์ดับมืด



ผู้คนรอบข้างที่อยู่ใต้ไอมารของนาง ต่างสะท้านกายพร้อมกัน



ดูเหมือนนาง...ตกใจจริงๆ



แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาก็ยิ่งเหนือความคาดหมาย



ถังซือฉิงหมุนตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพุ่งหนีออกไปทางประตูใกล้สุด!



เจียงหรานอ้าปาก “หนีอะไรของเจ้า!”



เขาตะโกนไล่ตาม “หยุดเดี๋ยวนี้นะ ถังซือฉิง!!”



เสียงตะโกนของเจียงหรานยังไม่ทันจาง ร่างในชุดขาวกลับยิ่งเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นราวกับลมพายุ



เจียงหรานไม่รอช้า เงาร่างดำเคลื่อนไหววาบราวแสงวูบ วิชาตัวเบา และลมปราณที่แผ่ซ่านทั่วร่างผลักให้เขาพุ่งตามไปเหมือนดาวตกทะยานผ่านท้องฟ้า



ทั้งสองต่างใช้วิชาตัวเบาระดับที่คนทั่วไปในยุทธภพแทบไม่อาจจินตนาการได้ เพียงแค่ใจคิดก็หายลับตา ไม่มีแม้เงา



ขณะนี้เองแรงกดดันมหาศาลในห้องใต้ดินที่กดทับทุกคนพลันมลายหายไปเหมือนหมอกควัน ฉู่อวิ๋นเหนียงหมดแรงทรุดฮวบลงบนพื้น เหงื่อเม็ดเล็กละเอียดเกาะทั่วหน้าผาก



ถังฮว่าอี้เหลือบมองเยี่ยจิงเสวี่ย สายตาทั้งคู่ต่างเต็มไปด้วยความฉงน



หญิงในชุดขาวผู้นั้น แข็งแกร่งถึงขั้นทำให้พวกตนแทบหายใจไม่ออก แต่พอเห็นเจียงหรานกลับวิ่งหนีไม่คิดชีวิต มันช่างเหลือเชื่อเกินไป



เยี่ยจิงเสวี่ยคิดในใจ หากนางเป็นคนของพรรคมารจริงๆ และถังฮว่าอี้ก็เป็นมารเช่นกัน อีกทั้งถังฮว่าอี้เคยบอกว่าพี่สาวของนางมีฝีมือสูงกว่านาง และสูงกว่าเจียงหรานเสียอีก…



เมื่อต่อข้อเข้าด้วยกัน หญิงคนนั้นจะเป็นใครไปได้นอกจากพี่สาวของถังฮว่าอี้!



นางหันไปมอง ถังฮว่าอี้พยักหน้าเบาๆ ยืนยันความคิดนั้น



เยี่ยจิงเสวี่ยถึงกับกลืนน้ำลาย รีบคิดในใจ ต้องเขียนจดหมายเตือนพี่สาว ขืนยังคิดจะชิงเจียงหรานต่อไป เกรงว่าชีวิตคงจะสั้นนัก... นี่มันภรรยาแท้ๆ ที่ห้ามแตะต้อง!



ต่างจากความคิดของสองสาว หลิวปู้อี้ตอนนี้มีเพียงความสั่นสะท้านอยู่ในหัว เขารู้สึกเหมือนโลกทัศน์ทั้งชีวิตถูกพลิกคว่ำ วิชากระบี่อย่างเขาที่เคยภูมิใจในฝีมือ วันนี้รู้แล้วว่าบนโลกยังมีคนที่เหนือฟ้าขนาดนี้อยู่จริง



หากมิใช่เพราะใจคงมั่นคงดังหินผา เขาคงสิ้นศรัทธาในวิถีกระบี่ไปแล้ว



ทันใดนั้น เสียงลมพัดแหวกดัง ‘ฟู่!’ ผู้ที่ขยับตัวก่อนคือเฉินเหล่ากู่



เจ้าสำนักจั๋วเต๋ามิได้มัวตกใจ เขาแค่ยืนยันว่าพลังที่กดทับรอบกายหายไปแล้วก็รีบตัดสินใจหนีทันที



เพียงแต่ดวงตาของเขามืดบอด ต้องอาศัยคนนำทาง เขาจึงคว้าฉู่อวิ๋นเหนียงไว้ในมือทันที



ลูกหลานของฉู่หนานเฟิง...คงมีค่าไว้ต่อรองแน่ เขาคิดในใจ



ถ้าข้าได้ ‘วิชากระบี่เร้น’ มาครอบครอง วันหนึ่งข้าจะใช้มันล้างแค้นแทนสำนัก!



ด้วยพลังมหาศาลของเขา ฉู่อวิ๋นเหนียงที่ยังไม่ฟื้นจากแรงกดดันของถังซือฉิงจึงไร้เรี่ยวแรงขัดขืน ถูกคว้าตัวไปอย่างง่ายดาย สองร่างหายไปในเงาประตูในพริบตา



“ตามไป!!” ถังฮว่าอี้ตะโกนก้อง พร้อมทะยานออกไป “อย่าให้เจ้าสำนักจั๋วเต๋าหนีไปได้ มันสำคัญต่อเขามากนัก!!”



เยี่ยจิงเสวี่ยไม่เข้าใจเหตุผล แต่ก็ไม่ลังเล รีบก้าวตามด้วยกำลังภายในเต็มกำลัง หลิวปู้อี้ก็ไม่กล้ารั้งอยู่ข้างหลัง ทั้งสามจึงพุ่งหายเข้าไปในเงามืด



เพียงครู่เดียว เสียงฝีเท้ากลุ่มใหม่ดังขึ้นแทน



ผู้มาก่อนคือ ‘คนประหลาดหานเจียง’ เยี่ยนดูซิง เขามองรอบๆ ด้วยสีหน้าไม่พอใจ “นี่มันที่อาถรรพ์อะไรกัน! คนที่เชิญเรามานี่มันคิดร้ายอะไรกันแน่!!”



อีกคนตอบ “เมื่อครู่ยังเห็นมีคนต่อสู้กันอยู่ชัดๆ ถ้าไม่ใช่แผ่นดินไหวเราคงไม่เจอทางลับนี่หรอก!”



“ดูนั่นสิ มีบ่อเลือดด้วย! หรือศพที่ตายทั้งหมดเลือดมันไหลมาที่นี่หมดแล้ว”



ทุกคนมองหน้ากัน สับสนทั้งโกรธ และหวาดกลัว ไม่รู้จะระบายกับใครดี





ในขณะเดียวกัน ท่ามกลางพายุแห่งความวุ่นวายใต้เรือนหลิว เจียงหรานกับถังซือฉิงได้ออกจากที่นั่นไปแล้ว



ร่างขาววูบหนึ่งทะยานออกจากทางลับ พริบตาเดียวก็พ้นระยะสิบจั้ง



ร่างดำอีกสายไล่ตามติด ไม่ทันใดทั้งสองก็หายวับไกลเกินสายตา



วิชาตัวเบาของถังซือฉิงมิได้ด้อยกว่าวิชาวิหคแสงของเจียงหรานแม้แต่น้อย นางเคลื่อนไหวอย่างเงียบงามเหมือนละอองฝุ่นใต้แสงจันทร์ ทั้งสงบ และรวดเร็วในคราวเดียว



แต่เจียงหรานเองก็ไม่แพ้ วิชาวิหคแสงของเขาเป็นยอดวิชาตัวเบาเช่นกัน



เพียงครู่เดียว ทั้งคู่เหยียบผ่านระยะเกือบร้อยลี้ราวกับสายลมพัดผ่าน



ขณะที่ระยะระหว่างทั้งสองเริ่มสั้นลง จู่ๆ เสียงร้องเจ็บของเจียงหรานก็ดังขึ้น “อ๊าก!!” แล้วร่างก็หยุดนิ่งไม่ขยับ



ถังซือฉิงที่วิ่งอยู่ข้างหน้าเบรกกะทันหัน หันกลับมามองด้วยความลังเล



“เจ้า...อย่าคิดหลอกข้านะ! เจ้าพลังฝีมือสูงส่งถึงเพียงนั้น จะมาล้มลงง่ายๆ ได้อย่างไร!”



แต่คำตอบมีเพียงความเงียบ



หัวใจนางกระตุกวูบ หรือว่า...เขาบาดเจ็บจริง



สุดท้ายกัดฟันกระโดดกลับมา หยุดอยู่บนก้อนหินเหนือธารน้ำแข็งที่ยังไม่ละลายจากหิมะเมื่อวันก่อน



เสียงน้ำไหลช้าๆ ดังประสานกับเสียงลมหนาว



ร่างของเจียงหรานนอนนิ่งอยู่ข้างลำธาร น้ำแข็งเกาะตามชายเสื้อขาวดำ



ถังซือฉิงมองเขา สีหน้าร้อนรน “เจียงหราน! ตื่นสิ! เจ้า...อย่าหลอกข้าอีกนะ!”



“แค่ก...แค่ก...” เสียงไอเบาๆ ดังขึ้นจากพื้น



ถังซือฉิงสะดุ้ง ตั้งท่าจะถอย แต่พอเห็นว่าเขาไม่ได้ลุกขึ้นไล่ตาม ก็รีบกลับมาอีกครั้ง ประคองร่างเขาขึ้นเบาๆ



เจียงหรานพูดพลางหอบ “ข้า...ข้าบังคับลมปราณผิดทาง...เส้นลมปราณปั่นป่วน... โรคเก้ามรณะของข้ากำเริบ...เกรงว่าจะ...สติหลุดลอยเสียแล้ว...”



“ว่าอย่างไรนะ!”



สีหน้าถังซือฉิงซีดเผือด ก่อนจะทิ้งทุกอย่าง พุ่งเข้าไปประคองหลังเขา “อย่ากลัว ข้าอยู่ตรงนี้ ข้าจะถ่ายทอดลมปราณให้เจ้า เจ้าจะไม่เป็นอะไร!”



เสียงนางสั่นจนแทบฟังไม่ชัด นางลืมไปเสียสนิทว่าตนคือหญิงผู้โหดเหี้ยมเพียงใด



แต่เจียงหรานเพียงยอมให้นางประคอง แล้วมือก็ขยับขึ้นอย่างรวดเร็ว ฉึบ! หน้ากากขาวหลุดออกมาอยู่ในมือเขา



ความงามที่แทบเกินมนุษย์ปรากฏตรงหน้าอีกครั้ง ดวงตาทั้งคู่สบกันแน่นิ่ง



“สวยจริงๆ...” เขาพูดเบา ๆ



เลือดฝาดผุดบนแก้มนางในทันที ร่างสั่นนิดๆ ก่อนจะหันหนี “เจ้าบ้า!”



แต่เจียงหรานไม่ให้หนีง่ายๆ เขาคว้าข้อมือนางไว้แน่น ดึงเบาๆ ร่างอันอ่อนช้อยลื่นเข้าสู่อ้อมอกของเขาโดยไม่ตั้งใจ



ตัวเขาเองก็ตกใจ แค่ต้องการหยุดนางไว้คุยเท่านั้น ไม่คิดจะถึงขั้นนี้ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว เขาก็หัวเราะเบาๆ “ดีเลย อย่างน้อยคราวนี้ เจ้าหนีไม่พ้นแล้ว”



ถังซือฉิงพยายามขัดขืน แต่พอได้ยินคำพูดนั้นกลับนิ่งไป “เจ้า...เจ้าเป็นคนหลอกลวง” นางพึมพำเสียงแผ่ว



เจียงหรานหัวเราะเบา ๆ “เจ้ารู้อยู่แล้วไม่ใช่หรือ ว่าข้ามีใครเป็นอาจารย์ แล้วไยยังถูกหลอกได้อีก”



หญิงสาวเงียบไปครู่ ก่อนจะตอบเสียงเบา “บางที...อาจเพราะเต็มใจให้หลอก”



เจียงหรานมองนางนิ่ง ก่อนจะถามอย่างอ่อนโยน “แล้วทำไมต้องหนีด้วย”



ถังซือฉิงลังเลเล็กน้อย ก่อนผลักหน้าอกเขาเบา ๆ “ปล่อยก่อน...ข้าไม่หนีแล้วจริงๆ”



เจียงหรานยิ้มมุมปาก “เจ้าคือมารสาวอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพ คำของเจ้าข้าเชื่อได้หรือ”



“มารสาว...ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนที่ข้ายอมอ่อนข้อให้” เสียงของนางแผ่วเบาแฝงความน้อยใจ “แต่เจ้าต่างหาก...เจ้าคือจอมลวงโลก”



เจียงหรานหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะค่อย ๆ คลายอ้อมแขน มือประคองไหล่ของนางไว้ แล้วดวงหน้าก็แปรเปลี่ยนกลับเป็นรูปลักษณ์เดิม



เขามองนางด้วยแววตาที่อ่อนลง “มีหลายอย่าง...ที่ข้าอยากพูดคุยกับเจ้าเหลือเกิน”




ตอนก่อน

จบบทที่ จอมลวงโลก

ตอนถัดไป