คัมภีร์ลับ
ตอนที่ 254 คัมภีร์ลับ
ขณะนั้นสิ่งที่ซุนฝูคิดถึงขึ้นมาก่อนใคร คือ ‘เมืองชางโจว’ คิดถึง ‘พรรคชิงเหอ’
สิ่งที่ชัดเจนที่สุดในใจ คือภาพของ ‘กระบี่ภูตผีสะท้าน’ ของเจียงหรานที่วันนั้นผ่าทั้งพรรคชิงเหอจนแทบแยกออกเป็นสองส่วน
เมื่อครู่ตอนที่เจียงหรานใช้กระบวนท่า “ไร้สิ้นสุด” ตัวเขาเองก็เห็นชัดว่าคมกระบี่นั้นแทบจะเฉียดขึ้นสู่สวรรค์เก้าชั้น ถ้าเจียงหรานเติมกำลังภายในเข้าไปอีกนิด เกรงว่าจะฟันทะลุขึ้นไปถึงชั้นฟ้าจริงๆ
แต่ตอนนี้กระบี่นั้นกลับแตกเป็นสิบสาย สองสายฟาดลงพื้น อีกแปดสายกลับกระจายออกสู่รอบทิศ!
เพียงแค่นี้...ไม่แน่ว่าทั้งคฤหาสน์ตระกูลถังอาจถูกเจียงหรานผ่าจนแยกเป็นแปดส่วน!
สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้น กระบวน ‘ไร้สิ้นสุด’ ของเจียงหรานนั้น กำลังภายในหมุนเวียนด้วยตัวเอง ไม่มีการสูญหรือขาด จึงไม่มีทางหมดสิ้น! ถ้าหากคมกระบี่ทั้งแปดยังคงลุกลามต่อไป...จะไม่ผ่าทั้งเมืองจิ่นหยางให้กลายเป็นซากเมืองร้างแปดส่วนเลยหรือ!
เช่นนั้นตำหนักสวรรค์ของศัตรูก็คงสบาย ไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว!
ทว่าสุดท้าย เหตุการณ์ก็ไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่ซุนฝูจินตนาการเอาไว้
คมกระบี่ทั้งแปดเพียงผ่ากระจายออกไปจนทั่วลาน ก่อนจะสลายไปอย่างไร้ร่องรอย
เจียงหรานสะบัดมือเบาๆ “รู้สึกว่ากระบี่นี้มัน...ดูดีเกินไปหน่อยมั้ย เหมือนจะอลังการแต่ไม่ค่อยเห็นผลจริงจังเท่าไร”
“ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าจะใช้มันอย่างไร” ต้วนตงหลิวยังนั่งอย่างสงบ มองไม่สนใจเลยว่ารอบข้างพังไปครึ่งค่อนเรือน เขายกน้ำเต้าขึ้นดื่มอีกคำ แล้วเอ่ยเสียงสบายๆ
“ในเมื่อเจ้าสามารถ ‘จับจิตลืมรูป’ ได้แล้ว วิธีใช้มันก็ขึ้นอยู่กับความคิดของเจ้าเอง เพียงแต่...กระบี่นี้ยังมีปัญหาอยู่นิดหน่อย”
“ว่ามา” เจียงหรานกลับมานั่งข้างๆ
ต้วนตงหลิวยิ้ม “ออกแรงมากเกินไป กำลังภายในก็รุนแรงเกิน กระบี่หนักเกินไป ควร ‘เบาแต่เร็ว คมแต่บาง’ วิชาเก้ากระบี่สะท้านภพนั้นลึกล้ำยิ่ง โดยเฉพาะเก้ากระบี่รองที่มีชื่อเสียงในเรื่องพลิกผันได้ไร้สิ้นสุด
“เก้ากระบี่เอก แม้แต่ละคนฝึกแตกต่างกัน แต่ทั้งหมดสร้างบนพื้นฐานของเก้ากระบี่รอง ดังนั้นหัวใจสำคัญจึงอยู่ที่คำว่า ‘เบา ลื่น พลิกแพลง พิสดาร’ ถ้าเจ้าฝืนยึดอยู่กับรูปแบบมากเกิน จะกลายเป็นแข็งทื่อ ไม่เพียงไร้พลัง ยังเสี่ยงแพ้ผู้มีพลังฝีมือสูงส่งอีกด้วย”
เจียงหรานฟังแล้วพยักหน้าเห็นด้วย คำของอาจารย์ช่างมีเหตุผล
เขานึกย้อนถึงต้นกำเนิดของ ‘ไร้สิ้นสุด’ ที่คิดขึ้นที่เมืองเปินหม่า ครั้งนั้นใช้ฟันหยางเยว่จวินที่ดันทุรังเอาร่างตัวเองมาปะทะคมกระบี่กับเขา จนสิ้นชีวิตคากระบี่นั้นเอง
หลังจากนั้นเขาก็แทบไม่ใช้กระบวนท่านี้อีก เพราะไม่มีโอกาสเหมาะเจาะ หรือรู้สึกว่าหากใช้ผิดจังหวะศัตรูอาจหลบเลี่ยงได้
ทว่าสิบแปรที่อาจารย์ชี้แนะเมื่อครู่ กลับช่วยให้เขาเข้าใจว่า สามารถแบ่งพลังออกเป็นสิบสาย กลายเป็นกับดักแห่งคมกระบี่ล้อมกรอบทุกทิศทาง
ถ้าเพิ่มความเบา ความคม และเส้นวิถีอันพิสดารเข้าไปอีก ก็จะยิ่งร้ายกาจกว่าเดิมหลายเท่า
แต่ก็ไม่จำเป็นต้องละทิ้งกระบวนท่าเดิม เพียงเลือกใช้ให้เหมาะกับแต่ละสถานการณ์ วิชากระบี่ที่แท้จริงไม่ใช่กรอบตายตัว หากควรเป็นอิสระดังใจนึก
เมื่อความคิดผ่องใส เขาจึงพยักหน้า “เข้าใจแล้ว”
“ดี” ต้วนตงหลิวยิ้ม “สามส่วนต้องพึ่งอาจารย์ อีกเจ็ดต้องพึ่งตนเอง เรื่องบางอย่างไม่จำเป็นต้องบอกหมด เพราะถ้าไม่ผ่านการคิดใคร่ครวญด้วยตนเอง เจ้าก็ไม่มีวันได้ของจริงแท้”
“เจ้าค่อย ๆ ขบคิดไป ข้าจะพักสักหน่อย…”
“เดี๋ยวก่อน!” เจียงหรานรีบร้องเรียก
ต้วนตงหลิวเหลือบตามอง “อะไรอีก”
“เรื่องการเชื่อมต่อกระบวนท่า ท่านมีอะไรจะชี้แนะอีกมั้ย”
ต้วนตงหลิวคิดครู่หนึ่ง ก่อนควักบางสิ่งออกมาจากอกเสื้อ
เป็นสมุดเล่มหนึ่ง เจียงหรานมองอย่างสงสัยเต็มที่
ต้วนตงหลิวเห็นสายตานั้นถึงกับตวาด “สายตาแบบนั้นคืออะไร!”
“ก็ลายมือท่านมันเหมือนรอยแมวข่วน ใครจะเชื่อว่าเขียนเป็นคัมภีร์ได้” เจียงหรานย้อนทันที
“ไม่อยากได้งั้นเรอะ”
“เอา!” เขาตอบทันควัน
ต้วนตงหลิวโยนสมุดมาให้ทันที เจียงหรานรับไว้ เปิดดูหน้าปกก็เห็นสองตัวอักษรที่เขียนเหมือนรอยแมวข่วน ‘คัมภีร์ลับ!’
“ช่างเรียบง่ายสิ้นดี…” เจียงหรานถอนหายใจ
“พวกชอบประดับประดานั่นน่ะน่าอายเป็นที่สุด เรียบง่ายนั่นแหละดีแล้ว จำไว้เจ้าหนูต้องค่อยๆ เรียนรู้” ต้วนตงหลิวพูดพลางตะโกน
“ลุงซุน! ลุงซุน!”
ซุนฝูรีบปรากฏตัว “ท่านต้วน”
“พาข้ากลับห้องหน่อย เหนื่อยแล้ว ข้าอยากนอน”
“ขอรับ”
ซุนฝูพยุงเขากลับเข้าห้องอย่างระมัดระวัง
เจียงหรานมองตามครู่หนึ่ง ก่อนเก็บคัมภีร์ไว้ในอก แล้วหันไปสำรวจศพของผู้ตายเมื่อครู่
เขาหยิบหัวที่ยังติดร่างครึ่งหนึ่งขึ้นมา พอซุนฝูกลับออกมาก็เห็นภาพนั้นพอดี
ซุนฝูถึงกับรู้สึก ‘อบอุ่นในใจ’ ถึงแม้รองประมุขมารจะเติบโตมากับต้วนตงหลิว แต่ในสายเลือดก็ยังเป็นคนของพรรคมารแท้! ใจเหี้ยมอำมหิต คนตายแล้วยังต้องตัดหัวไว้ ช่างน่าชื่นใจ!
เจียงหรานหันกลับมาเห็นแววตาแปลกๆ นั้น ก็ขมวดคิ้ว “ท่านรู้ไหมว่าคนผู้นี้เป็นใคร”
เขาฆ่าแล้วก็จริง แต่ยังไม่รู้ตัวตนของศัตรูเลย
ซุนฝูขมวดคิ้วคิดครู่ “มิใช่คนของพรรคมารแน่ ข้าน้อยก็ไม่เคยเห็นวิชาของเขามาก่อน จึงไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดกันแน่”
ก็แน่ล่ะ เขาคงไม่มีโอกาสเห็น เพราะอีกฝ่ายตายก่อนจะได้ออกกระบวนท่าเสียอีก
“งั้นก็ช่างมัน” เจียงหรานโยนศีรษะลงพื้น “ให้คนมาจัดการเก็บกวาดเถอะ”
“ขอรับ” ซุนฝูตอบ ก่อนกล่าวเสริม “ท่านรองประมุขมาร ท่านจะพักที่ห้องข้างๆ ก็ได้”
“ได้”
เจียงหรานพยักหน้า เดินเข้าไปในห้อง
เขานั่งลงบนโต๊ะ รินชาให้ตนเองหนึ่งถ้วย ก่อนเปิดคัมภีร์ออก
แท้จริง ‘คัมภีร์ลับ’ ที่ว่า ก็เป็นเพียงบันทึกที่ต้วนตงหลิวเขียนไว้ตลอดหลายปีแห่งการฝึกวิชาเก้ากระบี่สะท้านภพ
เจียงหรานอ่านอย่างตั้งใจ แล้วพบว่าเนื้อหาในนั้นกลับไม่เลว ลายมือที่เขียนในเล่มดูดีเสียยิ่งกว่าปกที่เหมือนรอยแมวข่วนเสียอีก
เขาเริ่มจมดิ่งกับตัวอักษรเหล่านั้น
ตอนหนึ่งทำให้เขาสะดุดใจ
[ ระยะนี้ฝึกกระบี่ เปลี่ยนกระบวนมีอาการติดขัด หนทางก้าวหน้าแห่งวิถีกระบี่ถูกขวางกั้นไว้ เคยได้ยินว่าผู้มีปัญญาในขุนเขา ดูสัตว์ร้อยชนิดเป็นอาจารย์ เอาธรรมชาติแห่งฟ้าดินเป็นบทเรียน รู้แจ้งสู่หนทางสูงสุด ข้าคิดว่า วิธีนั้นอาจใช้ได้ผล ]
เจียงหรานอ่านทวนสองรอบ ก็รู้ว่านี่คงเป็นช่วงที่อาจารย์ติดตันกับวิชากระบี่
เหมือนกับที่ตอนนี้เขาเองก็พบช่องว่างในการเชื่อมระหว่างกระบวนท่าเช่นกัน ถูกอาจารย์มองออกได้ในพริบตา
แต่เมื่อพลิกไปต่อ กลับไม่พบว่าหลังจากนั้นต้วนตงหลิวเข้าใจอะไรจาก ‘สัตว์และธรรมชาติ’ เลย
อ่านไปถึงครึ่งเล่ม เขาเห็นบรรทัดหนึ่งเขียนด้วยอารมณ์เดือดดาลว่า
[ สรรพชีวิตนำมาสอนตนได้ ล้วนเป็นคำลวง! ข้ามองกลางวัน มองกลางคืน มองจนตาพร่า ก็ไม่ได้อะไร! ]
[ วันหนึ่งชิงหยางถามข้าว่ามองอะไรอยู่ ข้าตอบตามจริง นางหัวเราะกลั้นไม่อยู่ ยามนั้นงดงามยิ่งนัก แต่ข้ากลับอับอายแทบแทรกแผ่นดิน ]
[ ชิงยางหัวเราะแล้วกล่าวว่า ‘เจ้ารู้แจ้งทั้งเก้ากระบี่แล้วหรือ’ ข้าตอบว่า ‘ยัง’ ]
[ นางกล่าวว่า ‘ในเมื่อยังไม่รู้แจ้งจนสิ้น แล้วจะกลมกลืนได้อย่างไร’ คำพูดนั้นประหนึ่งสายฟ้าฟาดเข้าใจกลางอก ]
“ชิงหยาง…”
เจียงหรานแตะนิ้วบนชื่อนั้นเบาๆ
สองตัวอักษรนั้นถูกเขียนอย่างตั้งใจทุกขีดทุกเส้น ดูออกว่าต้วนตงหลิวขีดอย่างระมัดระวังราวกลัวจะทำให้ชื่อมัวหมอง
หัวใจเจียงหรานพลันสั่นเล็กน้อย เหมือนจะเข้าใจบางอย่าง แต่ก็ยังไม่แน่ใจ จึงกลับไปอ่านซ้ำอีกครั้ง
แล้วก็ถอนหายใจ “อย่างงี้นี่เองสินะ…”
เขาพึมพำ
“ดูจากนี้แล้ว อาจารย์คงเข้าใจผิดในตอนนั้น คิดว่าจะหลอมรวมเก้ากระบี่โดยอาศัยธรรมชาติ แต่สตรีชื่อชิงหยางคนนั้นกลับบอก เมื่อยังไม่รู้แจ้งทั้งเก้ากระบี่จะหลอมรวมเป็นหนึ่งได้อย่างไร”
“หรือว่า…ข้าก็ต้องรอให้เข้าใจครบทั้งเก้ากระบี่ก่อน ถึงจะลบรอยต่อได้”
เขาเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบาๆ ความคิดเริ่มตกผลึก
วิชาเก้ากระบี่สะท้านภพนั้น ‘เก้ากระบี่รอง’ กับ ‘เก้ากระบี่เอก’ แตกต่างโดยสิ้นเชิง
เก้ากระบี่รองนั้นลื่นไหล และซับซ้อน ทุกรูปแบบมีหลายแปรเปลี่ยน เชื่อมต่อกันได้ไร้รอยขาด เหมือนสายธารที่หมุนวนกลับต้นกำเนิดได้โดยไม่มีช่องโหว่
แต่ ‘เก้ากระบี่เอก’ กลับต่างออกไป แต่ละกระบี่มีจิตวิญญาณเฉพาะตัวจะให้ ‘ภูตผีสะท้านภูตผี’ ต่อเนื่องไปยัง ‘ไร้ลักษณ์’ อย่างสมบูรณ์ ยังมีรอยสะดุดอยู่จริง
หากคู่ต่อสู้ฝีมือด้อยกว่า ปัญหาเหล่านี้ก็ไม่สำคัญ เพราะเพียง ‘ภูตผีสะท้าน’ ก็พอให้ศัตรูตายคาที่ แต่ถ้าศัตรูระดับตำหนักสวรรค์ล่ะ… ใครจะกล้ารับประกัน
แม้จะผ่านศัตรูหนนี้ไปได้ วันหน้าก็ยังมีผู้เก่งกาจกว่าอีกมากในใต้หล้า
ยิ่งไร้ช่องโหว่ยิ่งดี เว้นเสียแต่ช่องโหว่นั้นจะถูกสร้างขึ้นเพื่อหลอกล่อศัตรู ให้หลงเชื่อว่าได้เปรียบ แต่แท้จริงกลับติดบ่วงแห่งกระบี่
นั่นแหละ...ถึงจะเรียกว่าวิชากระบี่ขั้นสูงสุด
เขาเคาะนิ้วบนโต๊ะอีกสองที ก่อนเปิดอ่านต่อไปอย่างตั้งใจ
หลังจากอ่านจบทั้งเล่ม เจียงหรานรู้สึกว่าความคิดในใจตนเองกว้างขวางขึ้นอย่างมาก ต่อจากนี้ วิชา ‘เก้ากระบี่สะท้านภพ’ ของเขาเหมือนจะมองเห็นทางก้าวหน้าอีกขั้น ราวกับเพียงยกมือก็จะสร้างกระบวนท่าที่ห้าได้ในทันที
แต่เขากลับอดกลั้นเอาไว้ ไม่ยอมทำเช่นนั้น
คัมภีร์ลับเล่มนี้คือ บันทึกความเข้าใจและประสบการณ์ของต้วนตงหลิวผู้เป็นอาจารย์ มันคือเส้นทางของอีกคนหนึ่ง ‘หินจากภูเขาอื่นสามารถลับหยกได้’ แต่ถึงอย่างนั้น หินก็คือหิน จะเอามาแทนหยกของตนไม่ได้
หากเดินตามรอยไปโดยไม่คิดด้วยตนเอง ก็เท่ากับหลงอยู่ในเงาของผู้อื่น เหมือนที่อาจารย์ว่าไว้ ไม่มีวันสร้างหนทางของตนเองได้
“ต้องย่อยทุกสิ่งที่อยู่ในนี้ให้หมด แล้วหลอมรวมกับความคิดของตัวข้าเอง จึงจะสามารถให้กำเนิดกระบวนท่าที่ห้าได้อย่างแท้จริง”
ความเข้าใจแวบผ่านจิตใจเจียงหราน พลันได้ยินเสียงฝีเท้าในลานดังมา
เขาเปิดประตูออก เห็นหิมะในลานหนาจนแทบกลืนพื้นดินไปทั้งผืน ตอนนี้ดวงอาทิตย์อยู่กลางฟ้า เกือบเที่ยงวันแล้ว
เพียงหันศีรษะ เขาก็เห็นถังจั่ว ถังฮว่าอี้ ถังซือฉิง เยี่ยจิงเสวี่ย และพรรคพวกคนอื่นๆ เดินเข้ามาพร้อมกัน
“กลับมาแล้วหรือ”
เจียงหรานยิ้มให้ถังฮว่าอี้
หญิงสาวกลอกตาขึ้นฟ้า “ข้าต้องวิ่งให้ท่านจนขาแทบหัก ส่วนท่านน่ะกลับมานั่งสบายอยู่ที่นี่…ช่างน่าชังยิ่งนัก!
“เอ้าๆ สิ่งที่ท่านขอไว้ ข้าพามาจนครบหมดแล้ว เกือบถูกไฟไหม้ตายอยู่แล้วรู้มั้ย!”
“ไหม้” เจียงหรานงง มองเห็นปลายผมของนางมีเส้นที่งอไหม้ไปหลายเส้น “เกิดอะไรขึ้น”
เยี่ยจิงเสวี่ยตอบเสียงเบา “ความลับใต้เรือนหลิวถูกคนพบ คนพวกนั้นจึงจุดไฟเผาทำลายเพื่อระบายโทสะ”
ขณะพูด นางก็เหลือบมองถังจั่วกับซุนฝูที่ยืนอยู่ไม่ไกล ถังจั่วคือบิดาของพี่น้องตระกูลถัง ย่อมเป็นบุคคลสำคัญของพรรคมาร ส่วนซุนฝูผู้เป็นเพียง ‘พ่อบ้าน’ ของตระกูลนั้น สีหน้าเยือกเย็นและลึกซึ้งจนยากเดา
เมื่อเทียบกับเจ้าสำนักจั๋วเต๋าที่เคยพบ เยี่ยจิงเสวี่ยรู้แน่ว่าตอนนี้ตนได้เหยียบเข้าสู่ศูนย์กลางของพรรคมารโดยแท้ ไม่รู้หากอาจารย์ของนางรู้เข้า ว่าศิษย์ตัวดีมาร่วมมือกับพวกมาร จะโมโหจนลุกจากหลุมกลับมาเอาพลังคืนหรือไม่...
เจียงหรานได้ฟังก็อดรู้สึกเสียดายไม่ได้ เรื่องของต้วนตงหลิวเร่งรัดเสียจนทำให้แผนการที่เรือนหลิวล่มหมด ทั้ง ‘ประกาศิตพรากวิญญาณ’ ของตำหนักสวรรค์ก็ยังไม่สำเร็จ และแผนจะพาพวกคนชั่วเหล่านั้นไปขึ้นบัญชีประกาศจับรับรางวัลจากกรมอาญากระบี่ก็ต้องพังทลาย
รู้แบบนี้ ถ้าต้วนตงหลิวไม่เป็นอะไร เขาจะรีบมาให้เหนื่อยทำไม ปล่อยให้หลอกคนอื่นเล่นเองเออเองก็ได้อยู่แล้ว
แต่ยังพอมีทางแก้ เพียงแต่ตอนนี้เขาออกหน้าเองไม่ได้ ต้องให้ถังฮว่าอี้กับพรรคพวกช่วยแทน
คิดถึงตรงนี้ เขาถอนหายใจหนักๆ ก่อนหันมามองถังฮว่าอี้ “เจ้านี่มัน…โง่หรือเปล่า”
ถังฮว่าอี้เห็นสีหน้าเขาเศร้าหมอง ยังเข้าใจว่าเขาเป็นห่วง จิตใจอบอุ่นขึ้นมานิด แต่พอได้ยินคำต่อมาก็แทบจะระเบิด
นางคว้าเหยียนอู๋ซวงที่หมดสติอยู่ข้างๆ ขว้างใส่เขา “ท่านนั่นแหละโง่! ทั้งตระกูลท่านก็โง่!!”
“ฮว่าอี้!” ถังจั่วตะโกน “อย่าลามปาม!”
“ไม่เป็นไร ๆ” เจียงหรานยิ้มมุมปาก หันมามองหญิงสาวอีกที แล้วก้มมองเหยียนอู๋ซวงที่หมดสติอยู่บนพื้น
“ข้าแค่อยากบอกว่า ถ้าไฟไหม้แล้ว เจ้าน่าจะไม่ต้องไปเอง เพื่อคนอย่างเถียนโหยวฟาง เกิดเจ้าเป็นอะไรขึ้นมา ข้าจะทำอย่างไร”
ถังฮว่าอี้ได้ยินดังนั้นใบหน้าที่บึ้งตึงก็พลันผ่อนลง “ต้องอย่างนี้สิ ถึงจะพอฟังได้ ถือว่ายังมีจิตใจเป็นผู้เป็นคนอยู่บ้าง!”
เยี่ยจิงเสวี่ยที่อยู่ข้าง ๆ ถึงกับสูดลมหายใจแรง เฮ้อ…สถานการณ์แบบนี้ พ่อกับพี่สาวก็อยู่แท้ๆ ทั้งสองยังจะพูดหยอกล้อกันได้อีก!
ถังจั่วเองก็เหลือบมองถังซือฉิง เห็นนางใบหน้านิ่งแต่แววตากลับมีประกายอ่อนโยนอยู่ลึกๆ ก็ได้แต่ส่ายหน้า ปล่อยเถอะ...ลูกหลานสุขใจก็ดีแล้ว
“เอาล่ะ อย่ายืนคุยกันอยู่หน้าประตู เข้ามาข้างในกันก่อน”
เจียงหรานหลีกทางให้
ถังจั่วพยักหน้า “พวกเจ้าคุยกันเถอะ ข้ายังมีธุระ ไม่ขอรบกวน”
“ได้” เจียงหรานคารวะ “ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ”
“แล้วอาจารย์เจ้าล่ะ” ถังจั่วถาม
“อ้อ ท่านชี้แนะข้าเรื่องวิชากระบี่อยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นทนลมหนาวไม่ไหว ก็เข้าไปพักผ่อนแล้ว”
ถังจั่วพยักหน้าอีกครั้ง เหลือบมองประตูห้องข้างๆ ก่อนหันหลังเดินจากไป
เหลือเพียงพวกเขาในห้อง
เจียงหรานวางเหยียนอู๋ซวง และฉู่อวิ๋นเหนียงที่เยี่ยจิงเสวี่ยพามาไว้บนเตียง ก่อนหันไปบอกถังซือฉิง
“วางเถียนโหยวฟางไว้ตรงพื้นก็พอ”
ต่างจากอีกสองคน เถียนโหยวฟางยังมีสติ เพียงแต่สภาพดูไม่ต่างจากกองถ่าน เขม่นมองเจียงหรานอย่างโกรธเคืองจนพูดไม่ออก ยังไม่ลืมคำพูดเมื่อครู่ว่า ‘เพื่อเถียนโหยวฟาง ถ้าเกิดเจ้ามีอันตรายจะทำอย่างไร’
งั้นแปลว่าอะไร ข้าไม่ใช่คนรึ!
“มองข้าอยู่ได้ แต่ไม่พูดสักคำ” เจียงหรานถาม
เถียนโหยวฟางเงียบกริบ
“ข้าปิดจุดเสียงของเขาไว้ ไม่อยากให้พูดมาก ขี้เกียจตอบคำถาม” ถังฮว่าอี้ว่าพลางดีดนิ้ว ปัง! เสียงเบาๆ ดังขึ้น แล้วชายคนนั้นก็ขยับคอ ก่อนเอ่ยเสียงแหบ
“แท้จริงถงเชียนจินก็คือเจียงหราน! ข้าเคยเห็นเจ้าที่นอกเมืองจิ่นหยาง!”
“เห็นก็ดีแล้ว” เจียงหรานยิ้ม “ข้ารู้ว่าเจ้ามีหลายเรื่องที่ลำบากใจ จึงอยากเชิญมาพูดคุยกัน ไม่ต้องถือสา”
เถียนโหยวฟางมองแขนขาที่ถูกตรึงอยู่ “นี่เรียกว่าเชิญรึ”
ใครเขาเชิญกันโดยยัดใส่กล่องแบบนี้วะ!
เจียงหรานยิ้ม “สำหรับคนที่ไม่ธรรมดา ก็ต้องใช้วิธีการที่ไม่ธรรมดา เจ้าฝีมือดีนัก ถ้าไม่ใช้วิธีนี้ คงเชิญมาไม่ได้แน่”
“งั้นเจ้าต้องการอะไร”
“ข้าต้องการให้เจ้าช่วยทำงานให้ข้า”
“ฝันไปเถอะ” เถียนโหยวฟางเย็นชา
“ไม่ต้องรีบปฏิเสธ ค่อยคิดอีกทีเถอะ” เจียงหรานกล่าว “แต่ข้าอยากเตือน อู๋ตี๋ยอมทำงานให้ข้าแล้ว เด็กคนนั้นซื่อ และเชื่องนัก เจ้าคิดให้ดีเถอะว่าจะเอาอย่างไร”
พูดจบ เขาก็ชี้นิ้วอีกครั้ง ปัง! เงียบสนิท เถียนโหยวฟางถูกปิดจุดเสียงอีกหน
เจียงหรานหันไปถามถังฮว่าอี้ “หัวคนอยู่ไหน”
“อยู่ตรงนี้” นางวางห่อผ้าที่บรรจุศีรษะไว้บนโต๊ะ “หัวของเจ้าสำนักจั๋วเต๋า หากนำไปที่กรมอาญากระบี่จะได้เท่าไร”
เจียงหรานลูบคาง “หัวนี้…ราคาสามหมื่นตำลึงทอง”
“สามหมื่น…ตำลึงทอง!” เยี่ยจิงเสวี่ยตาโตทันที “งานนักล่าค่าหัวนี่ร่ำรวยขนาดนี้เลยหรือ”
“จะไม่ลองมาทำด้วยกันหน่อยหรือ” เจียงหรานยิ้มกริ่ม “จริงๆ ข้ามีแผนการในใจอยู่พอดี”
“แผน” เยี่ยจิงเสวี่ยขมวดคิ้ว “แผนอะไร”
“ข้ารู้ๆ” ถังฮว่าอี้ยกมือทันควัน แย้มยิ้มอย่างรู้ทัน
ถังซือฉิงกับเยี่ยจิงเสวี่ยพากันหันมามองนาง ส่วนเจียงหรานหัวเราะเบาๆ “พวกเจ้าคุยกันเถอะ ข้าต้องรีบเอาหัวนี้ไปส่งก่อน”
“ต้องรีบขนาดนั้นเชียวหรือ” ถังฮว่าอี้ถาม “ให้ข้าไปด้วยมั้ย”
“ไม่ต้อง พวกเจ้าช่วยดูแลอาจารย์ข้าก็พอ”
เขาพูดยิ้มๆ “ข้าไปไม่นาน เดี๋ยวก็กลับมา”