ดังภูตพราย ดังมารปีศาจ

ตอนที่ 261 ดังภูตพราย ดังมารปีศาจ



ค่ำคืนนี้ไร้สายลมและแสงดาว ตั้งแต่สองวันก่อน ฟ้าก็เปลี่ยนแปรไม่หยุด เดี๋ยวใส เดี๋ยวหิมะโปรยปรายลงมา หิมะที่ตกก่อนหน้าก็ยังไม่ทันละลาย กองใหม่ก็เริ่มทับอีกชั้น



หิมะเริ่มตกตั้งแต่ยามจวี๋ ( ประมาณสองทุ่มกว่า ) พอมาถึงยามนี้ พื้นดินขาวโพลนหนาราวครึ่งนิ้ว ทุกย่างเท้าที่เหยียบลงบนพื้นหิมะล้วนมีเสียงนุ่มแผ่วเบาดังขึ้น



ผู้มาเยือนมีสองคน คนหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่ สวมอาภรณ์ดำคลุมทับด้วยเสื้อคลุมยาวสีเดียวกัน แต่สิ่งที่เด่นที่สุดคือกระบี่บนหลังของเขา กระบี่เล่มนั้นยาวผิดธรรมดา ปกติคมกระบี่ทั่วไปยาวราวสามฉื้อ แต่กระบี่ของเขากลับยาวเกือบห้าฉื้อ ด้วยความยาวเช่นนั้นจึงไม่อาจเหน็บข้างเอว ต้องสะพายไว้บนหลังแทน ด้ามกระบี่ฝังอัญมณีสีแดง สะท้อนแสงยามราตรีราวหยดโลหิต



ส่วนอีกคนเป็นชายร่างผอม ผมขาวแซมเทา ใบหน้าออกจะเก้อเขิน และประหม่า พอมาถึงลานบ้าน เขากวาดตามองรอบด้าน ก่อนเอ่ยเสียงแผ่วเบา



“มี...มีคนอยู่มั้ย”



“พวกเรา...เรามาฆ่าคนน่ะ”



ทันใดนั้นชายชุดดำข้างๆ ถึงกับเหลือบตามองอย่างจนใจ “เทียนเยว่ น้ำเสียงนั้นนุ่มเกินไปหน่อยมั้ย เรามาฆ่าคน ไม่ได้มาขโมยของ เจ้าจะเสียงสั่นไปทำไม”



“ข้า...ข้าไม่ได้สั่น” ชายผอมนามฉีเทียนเยว่ยืดหลังตรงขึ้น



“ก็แค่...เอ่อ...รู้สึกเกรงใจนิดหน่อย”



“ถึงอย่างไร การฆ่าคนไม่เคยเป็นเรื่องน่าภาคภูมิ โดยเฉพาะในวันนี้ที่ต้องฆ่าผู้เฒ่ากับชายหนุ่มผู้หนึ่ง ตาแก่นั้นก็ร่อแร่อยู่แล้ว แม้ชนะมาก็ไร้เกียรติ และใครจะไปยกย่องการที่พวกเราผู้อาวุโส ที่ร่วมมือกันฆ่าชายหนุ่มผู้หนึ่ง ไม่ต่างจากผู้ใหญ่รังแกเด็ก นั่นไม่งามเลย”



“งั้นก็กลับ” ชายชุดดำพูดเสียงห้วน



“เฮ้อ...ให้กลับก็คงไม่ได้หรอก” ฉีเทียนเยว่ออกปากถอนหายใจ “คำนวณไว้ถึงเพียงนี้แล้ว โอกาสดีเช่นนี้คงไม่มีอีก ถ้าไม่ฆ่าครานี้ ต่อไปคงต้องหนีหัวซุกหัวซุนแน่ ข้าถึงไม่อยากรังแกผู้น้อย แต่ก็ไม่อยากเป็นคนเร่ร่อนเช่นกัน...”



เสียงประตูไม้ดังเอี๊ยดขัดจังหวะถ้อยคำ ทั้งสองเงยหน้าขึ้น เห็นประตูห้องด้านหน้าเปิดออก เจียงหรานกำลังเข็นต้วนตงหลิวออกมาจากภายใน



ฉีเทียนเยว่มองชายหนุ่มครู่หนึ่ง แววตาฉายแววซับซ้อนก่อนถอนหายใจเบาๆ



“หนุ่มผู้นี้เป็นยอดวีรบุรุษโดยแท้ หากท่านจ้าวตำหนักสามารถดึงตัวเขาเข้าตำหนักสวรรค์ได้ แม้ข้าตาย ก็ถือว่าช่วยคุ้มครองตำหนักได้อีกหลายปี”



ชายชุดดำหัวเราะเย็น “คนที่เคยคิดเช่นเจ้า ล้วนตายคากระบี่ของเขาหมดแล้ว อย่าได้ใจอ่อนในยามนี้”



“เฮ้อ...ชีวิตคนเรานี่หนอ เก้าในสิบล้วนแต่ไปด้วยขวากหนาม” ฉีเทียนเยว่ถอนใจอีกครั้ง



เจียงหรานมองทั้งคู่ สีหน้าแปลกประหลาด



“นั่นคือ...ฉีเทียนเยว่จริงๆ รึ”



ต้วนตงหลิวพยักหน้า “ใช่แล้ว เจ้าคิดว่าเป็นอย่างไร”



“ผิดจากที่จินตนาการไว้มาก...” เจียงหรานส่ายหัว “ข้านึกว่าฉีเทียนเยว่คงเป็นคนเย็นชาเงียบขรึมเสียอีก แม้สำนักจั๋วเต๋าจะเคยเตือนว่า เขาไม่โกหกต่อหน้า แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นคนแบบนี้”



“ใครว่าข้าไม่โกหกล่ะ!” ฉีเทียนเยว่ที่ได้ยินถึงกับเงยหน้าขึ้นเถียง “ข้าเพียงแต่...เอ่อ...คนมีคุณธรรมย่อมไม่พูดหลอกลวงต่อหน้า”



เจียงหรานยกคิ้ว “งั้นที่ว่าไม่โกหกต่อหน้า หมายถึง...โกหกลับหลังได้อย่างสบายใจสินะ”



ฉีเทียนเยว่เก้อเขินตอบ “ก็...เจ้าคงเคยได้ยินว่าผู้มีคุณธรรมย่อมห่างครัว เห็นคนฆ่าสัตว์ยังไม่กล้าดู เลือดก็ไม่กล้าสัมผัส เพราะฉะนั้น...ข้าไม่อาจหลอกลวงเจ้าต่อหน้า แต่ถ้าไม่เห็นหน้า...ก็ไม่รู้สึกผิดอะไร”



เจียงหรานถึงกับหัวเราะขมขื่น “ข้าต้องยอมรับว่าเจ้าไม่ใช่คนธรรมดาจริงๆ ได้เปิดหูตาไม่น้อยเลย”



“ฮ่าๆๆ มิกล้ารับหรอก” ฉีเทียนเยว่รีบคำนับตอบ แต่ชายชุดดำข้างๆ กลับทำหน้ามืด



“เจ้าคิดว่าเขากำลังชมเจ้ารึ”



“อ้าว...ไม่ใช่หรือ”



ชายชุดดำถอนหายใจหนัก “เจ้ารู้มั้ย ทำไมทั้งที่ฝีมือเจ้าไม่ด้อยกว่าข้า ปัญญายังเหนือกว่าแท้ๆ แต่กลับเป็นได้แค่รองจ้าวตำหนักฝ่ายขวา ไม่ใช่ฝ่ายซ้าย”



“ข้ารู้ดี” ฉีเทียนเยว่ยิ้มเล็กน้อย “นิสัยข้าไม่เข้ากับคนอื่น หากเป็นฝ่ายซ้าย คนในตำหนักคงไม่ยอมเชื่อฟัง ดังนั้นท่านจ้าวตำหนักจึงให้ข้าขึ้นดำรงตำแหน่งรองจ้าวตำหนักฝ่ายขวาแทน เพราะเห็นว่าข้ายังมีประโยชน์อยู่”



ชายชุดดำชื่อ ซือคงหมิง รองจ้าวตำหนักสวรรค์ฝ่ายซ้าย กล่าวช้าๆ “ใช่แล้ว ท่านจ้าวตำหนักมองเห็นว่าเจ้ามีสติปัญญาเหนือคน ถึงให้เจ้าคุมฝ่ายขวา แต่รู้มั้ย ถ้าใครได้เห็นหน้าเจ้ากับนิสัยเจ้าพร้อมกัน...ทุกอย่างจะพังทลายจนหมด”



ในใจของเขายังคิดเสมอว่า ฉีเทียนเยว่แท้จริงแล้วโกหกเก่งยิ่งกว่าใคร ใบหน้า และท่าทีของเขาเองนั่นแหละ คือคำลวงที่แนบเนียนที่สุด



เจียงหรานมองซือคงหมิง ก่อนเอ่ยถามต้วนตงหลิว “งั้นเจ้าก็คือรองจ้าวตำหนักสวรรค์ฝ่ายซ้ายสินะ”



“ถูกต้อง” ต้วนตงหลิวพยักหน้า “ซือคงหมิงแห่งตำหนักสวรรค์ ไม่คาดคิดเลยว่าพวกเขาจะยอมยกกำลังมาด้วยตัวเองเพียงเพื่อจัดการข้าที่เป็นคนแก่ใกล้ตายเช่นนี้ ช่างสิ้นเปลืองแรงคนเหลือเกิน”



“ไม่ ไม่เลย!” ฉีเทียนเยว่ยกมือโบก “กระบี่ของท่านในร้อยปีก่อนคืออันดับสองของใต้หล้า แม้วันนี้จะไร้ชื่ออันดับหนึ่ง แต่ก็ยังเป็นคมกระบี่ที่แหลมคมที่สุดในรอบร้อยปีนี้”



“ยี่สิบปีก่อน ท่านถือกระบี่เดียวบุกทั้งสำนักจั๋วเต๋า หุบเขาพิษ และหอทะเลมายา ไม่มีผู้ใดต้านทานได้ โดยเฉพาะหอทะเลมายา ประมุขหอนั้นมีฝีมือว่ากันว่าเกือบเทียบฉู่หนานเฟิงในอดีตได้ แต่ท่านกลับบุกเข้าไปกลางทะเล คืนเดียวก็กลับออกมา ทำให้หอนั้นหายไปจากยุทธภพตั้งแต่นั้นมา”



“แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว พวกข้าก็ต้องระวังตัวเต็มที่แล้ว ต่อให้ท่านบาดเจ็บสาหัส ก็ไม่อาจประมาท เพราะหากสัตว์ร้ายจนตรอกยังมีเขี้ยวเล็บ พวกเราก็ไม่แน่จะรับคมกระบี่สุดท้ายของท่านได้”



ต้วนตงหลิวพยักหน้าช้าๆ ก่อนเงยหน้าขึ้น



เพียงชั่วอึดใจ ลมปราณคมกล้าก็ปะทุขึ้นทั่วร่างเขา หิมะที่ลอยกลางอากาศถูกแบ่งออกเป็นสองในพริบตา ราวกับเวลา และลมทั้งโลกหยุดนิ่ง



ซือคงหมิงก้าวขึ้นข้างหน้า ยืนขวางหน้าฉีเทียนเยว่ แววตาแฝงเงามรณะ แต่ในรัศมีสามฉื่อรอบกายกลับไม่มีหิมะตก เหมือนลมปราณแผ่ครอบโอบล้อมเอาไว้



เสียงต้วนตงหลิวดังขึ้นช้าๆ แฝงเสียงโลหะกระทบกัน



“ในเมื่อรู้ว่าข้ายังเหลือคมกระบี่สุดท้ายแห่งชีวิต… งั้นพวกเจ้าสองคน ใครจะออกมา ‘รับความตาย’ ก่อน”



ทุกคำที่กล่าว แรงกดดันรอบตัวก็ขยายออกไปอีกสามฟุต



พอสิ้นประโยค กระบี่ยาวหลังซือคงหมิงก็ชักออก เสียงโลหะสะท้อนก้องดังขึ้น แสงคมกระบี่สว่างวาบเหนือท้องฟ้ายามราตรี หมุนเวียนอยู่กลางอากาศก่อนปักลงพื้นเสียงดัง ‘ปัง!’



คมกระบี่จ่ออยู่ห่างปลายเท้าเขาไม่ถึงหนึ่งฉื่อ มือที่ยื่นไปจับกลับสั่นระริกไม่กล้าคว้า เหงื่อเย็นไหลจากขมับเป็นสาย ดวงตาเต็มไปด้วยเงาแห่งความหวาดหวั่น



เจียงหรานมองภาพนั้น แววตาสั่นไหวเล็กน้อย หรือว่าวิธีนี้จะทำให้สองคนนี้หนีไปก่อน แต่พอคิดอีกที เขาก็เข้าใจเจตนาของอาจารย์ทันที



มือของเขาเลื่อนลง กดบนด้ามกระบี่ตรงเอวช้าๆ เตรียมพร้อมเอาไว้...



...



ในอีกด้านหนึ่ง ท่ามกลางความเงียบสงัดของป่าห้วยน้ำดำ



ทุกอย่างสงบจนแม้เสียงหิมะตกบนใบไม้ยังได้ยินชัด ถังฮว่าอี้ที่ปลอมตัวของเจียงหรานยืนอยู่ข้างหน้า ด้านหลังมีศิษย์ทั้งเจ็ดสำนักใหญ่ และยอดฝีมือจากพรรคมารร่วมเดินด้วยกัน



ยามนี้สองฝ่ายดูเข้ากันได้อย่างไม่น่าเชื่อ สำหรับเหล่าศิษย์เจ็ดสำนักใหญ่แล้ว คนเหล่านี้คือ ‘สหายของยอดฝีมือเจียงหราน’ การรวมกำลังกันเพื่อปราบตำหนักสวรรค์ถือเป็นการช่วยให้ยุทธภพสงบสุข พวกเขาจึงมองพรรคมารเหล่านี้ด้วยสายตาชื่นชมเต็มเปี่ยม...



ถ้าไม่ติดว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาสมควร พวกเขาก็คงอยากชวนมานั่งคุยดื่มเหล้าด้วยกันจริงๆ



ถังจั่วเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ แปะหนวดเคราปลอมไว้เต็มหน้า จากชายร่างท้วมผู้มั่งคั่ง กลับกลายเป็นโจรภูเขาได้ในพริบตา



ถ้าในมือนั้นถือกระบี่หนักด้ามทองอีกสักเล่ม เดินออกถนนไม่กี่ก้าวคงถูกทหารยามเมืองจับไปทันที



เขายืนอยู่ใกล้ถังฮว่าอี้ เอ่ยเสียงเบา



“ได้เวลาแล้วหรือยัง”



ตอนนี้พวกเขาซุ่มอยู่หน้าคฤหาสน์กลางป่าห้วยน้ำดำมานานแล้ว แต่ถังฮว่าอี้ยังไม่สั่งให้ลงมือ



นางเพียงจ้องแผ่นป้ายหน้าคฤหาสน์ซึ่งเขียนไว้สามตัวอักษรว่า ‘คฤหาสน์น้ำดำ’ ชื่อที่ดูเหมือนตั้งลวกๆ จากสภาพแวดล้อมรอบตัว เห็นได้ชัดว่าฉีเทียนเยว่มัวแต่ทุ่มสติไปทางจัดการต้วนตงหลิว จนไม่มีเวลาคิดเรื่องชื่อหรือป้ายคฤหาสน์เลย



แม้แต่เนื้อไม้และหินที่ใช้สร้าง ก็เห็นร่องรอยว่าเป็นวัสดุที่หาได้จากพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งทำได้ก็มีแต่พวกขุมกำลังใหญ่เท่านั้น หากเป็นพรรคเล็กหรือกลุ่มเร่ร่อนสิบคนร้อยคน ต่อให้ทำจนตายก็คงสร้างไม่เสร็จทันเวลา



ได้ยินเสียงพ่อถาม ถังฮว่าอี้เพียงส่ายหน้าเบาๆ



“รออีกหน่อยเถิด...”



ถังจั่วไม่รู้บุตรสาวรออะไร แต่ก็ไม่ได้เร่ง เพียงเฝ้ามองเงียบๆ



เขารู้ดี ลูกคนนี้ต่างจากเดิม



ผู้เป็นพ่อย่อมรู้ดีที่สุด ถังจั่วย่อมรู้ว่าบุตรสาวหัวไว มีไหวพริบ รู้พลิกแพลงต่อยอด แม้สติปัญญาไม่เทียบพี่สาวถังซือฉิงที่ถูกขนานนามว่าอัจฉริยะพันปีของพรรคมาร แต่ก็เด็ดเดี่ยวไม่แพ้ใคร



แต่เดิมนางเป็นบุตรสาวคนเล็ก เอาแต่ใจจนเคยชิน มีทั้งพ่อแม่ตามใจ พี่สาวคอยดูแล ชีวิตไร้ความกังวล มักทำเรื่องเหลวไหลเป็นส่วนใหญ่



ทว่าครั้งนี้พอกลับจากภารกิจใหญ่ ราวกับคนละคน ความซุกซนยังอยู่แต่ลดลงมากขึ้น มีความสุขุม และเฉียบแหลมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด



ถังจั่วคิดถึงเช้าวันนั้นที่เจียงหรานพูดแผนการยาวเหยียดในโต๊ะอาหาร ตัวเขาเองยังต้องใช้เวลาทบทวน แต่ถังฮว่าอี้กลับเข้าใจทุกอย่างทันที มิหนำซ้ำยังต่อยอดวางแผนเสริมด้วยความทะเยอทะยานของตนเองอีกชั้น



เขาอดถอนใจในใจไม่ได้



“คนที่จะทำให้หญิงสาวเติบโตขึ้นได้...ก็มีแต่ชายคนหนึ่งเท่านั้นสินะ”



แต่พอคิดถึงว่าบุตรสาวทั้งสองต่างมีใจให้ ‘เจียงหราน’ เหมือนกัน เขาก็ไม่รู้จะเรียกว่าดีหรือร้าย



ดีตรงที่อีกฝ่ายให้ความสำคัญกับบุตรสาวของเขาทั้งคู่ นั่นเป็นวาสนาที่หาได้ยาก



อีกทั้งหากสองพี่น้องอยู่ในเรือนเดียวกัน ย่อมมีคนดูแลกันเอง ต่อให้วันหนึ่งเจียงหรานมีเมียหลายคน ก็ไม่ต้องกลัวว่าพวกนางจะถูกรังแก



ส่วนข้อเสีย…



คิดไปคิดมา ถังจั่วก็พบว่าคงมีแต่ภรรยาเขาที่ไม่พอใจเท่านั้น นอกนั้นไม่มีอะไรให้ต้องกังวลเลย



ระหว่างที่เขาเผลอคิดเพลิน เสียงขยับตัวเบาๆ ดังขึ้นจากใกล้ถังฮว่าอี้



คนผู้หนึ่งก้าวออกจากเงามืด ค้อมตัว



“คุณชาย ทุกอย่างพร้อมแล้วขอรับ”



ถังฮว่าอี้ยิ้ม “ดี...งั้นก็ได้เวลาแล้ว”



ยังไม่ทันจบ ถังซือฉิงก็ยื่นมือมาจับมือนางไว้ บีบเบาๆ



ภายนอกดูเหมือนเจียงหราน ( ในคราบถังฮว่าอี้ ) ถูกหญิงสาวคว้ามือไว้โดยไม่คาดคิด ทำให้บางคนรีบเบือนหน้าไปทางอื่นอย่างเกรงใจ แต่ภายในใจของสองพี่น้องกลับสื่อถึงกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำ



“รอก่อน...มีคนมา”



ถังฮว่าอี้ชะงักทันที



แม้แต่ถังจั่วที่มีกำลังภายในไม่อ่อนด้อย ก็ยังจับเคลื่อนไหวไม่ทัน ต้องผ่านไปพักหนึ่งจึงเริ่มรู้สึกถึงคลื่นลมปราณบางเบา แล้วเงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้น



คนผู้นั้นเคลื่อนไหวราวปีศาจหมอก เห็นอยู่ตรงหน้าแต่เหมือนอยู่ไกลลิบ มองแล้วใจสั่นวาบ



ถังฮว่าอี้เผลอกำมือพี่สาวแน่น ถึงนางเป็นนางมารน้อยแห่งพรรคมาร แต่ก็มีจุดอ่อนเพียงหนึ่งเดียว…



นาง ‘กลัวผี!’



แม้แต่คนปลอมเป็นผีหลอก นางก็หวาดกลัวจนตัวสั่น แต่ตอนนี้นางคือ ‘เจียงหราน’ จะเผยพิรุธไม่ได้เด็ดขาด!



หากเรื่องนี้แพร่ออกว่า ‘เจียงหรานกลัวผี’ คงกลายเป็นเรื่องขบขันทั้งยุทธภพ แล้วพวกหลอกผีทั้งหลายคงแห่มาท้าทายไม่เว้นวัน เจียงหรานคงสังหารเรียบ แต่นางล่ะ นางคงได้แต่หลบเข้าผ้าห่มทุกคืนเป็นแน่



นางกัดฟันแน่นในใจ นั่นไม่ใช่ผี นั่นคือคน! ต้องคนเท่านั้น!



แต่แล้ว ‘คน’ ผู้นั้นกลับหันมามองพวกนางตรงๆ ใต้แสงหิมะปรากฏใบหน้าปีศาจแสยะยิ้ม!



แม้ศิษย์เจ็ดสำนักใหญ่บางคนยังอุทานออกมาเบาๆ ก่อนรีบปิดปากตัวเอง



พอเพ่งมองชัด ก็เห็นว่ามันไม่ใช่หน้าแท้ แต่เป็น ‘หน้ากากปีศาจ’ และใต้หน้ากากนั้นคือดวงตาคู่หนึ่ง...ขาวโพลนทั้งดวง!



ทันใดนั้น ถังฮว่าอี้ก็รู้ได้ทันที ใจเต้นแรง “คนผู้นั้นคือ...จ้าวตำหนักภูตมาร!”



'จ้าวตำหนักภูตมาร' ยื่นมือข้างหนึ่งออกไป



เพียงแค่ฝ่ามือยังไม่แตะประตูคฤหาสน์ ระยะห่างสามชุ่นนั้น ประตูไม้ใหญ่ก็ยุบลงเองราวรับแรงมหาศาล ‘ปัง!’ เสียงดังสะเทือน พร้อมแตกกระจายกลายเป็นเศษไม้ปลิวว่อน!



เสียง ‘ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว!’ ดังถี่ยิบ เศษไม้กลายเป็นลูกศรนับพันพุ่งทะลวงเข้าใส่ศิษย์ตำหนักสวรรค์ที่ได้ยินเสียง และรีบออกมาดู เพียงพริบตาเดียวก็กลายเป็นร่างพรุนทั่วลาน



บรรดายอดฝีมือในคฤหาสน์ต่างกรูกันออกมา แต่ไม่เห็นเงาผู้บุกรุก



ถังฮว่าอี้รีบออกสัญญาณมือให้ทุกคนยังไม่เผยตัว



ไม่กี่อึดใจต่อมา พวกศิษย์ตำหนักสวรรค์ที่ออกมาตรวจตรา ก็ถูกเงามืดด้านหลังฉีกกระชากไปทีละคน มือขาวซีดคว้าเข้าที่อกเหมือนจิ้มลงในเต้าหู้ พอชักมือออกมา ฝ่ามือก็มีหัวใจคนติดมาด้วย



เสียงดังแผ่ว ทุกคนหันกลับ แต่ด้านหลังว่างเปล่า เหลือเพียงซากศพที่ร่วงลงพื้น



ชายคนหนึ่งตั้งใจจะร้องเตือน แต่ยังไม่ทันเปล่งเสียง ก็รู้สึกถึงมือเย็นเฉียบที่จับคอ บังคับให้หันมาเผชิญหน้า...เจอกับดวงตาขาวซีดคู่นั้นตรงๆ



เพียงสบตา เขาก็รู้สึกขวัญหนีแทบสิ้นสติ หันมองรอบข้าง ศิษย์ที่มากับเขาล้วนล้มตายเงียบงันหมดแล้ว



เสียง ‘กร๊อบ’ ดังเบาๆ ที่ลำคอ ร่างเขาก็ทรุดลงทันที



ร่างไร้วิญญาณถูกโยนทิ้งลงพื้นอย่างไม่แยแส 'จ้าวตำหนักภูตมาร' เหลือบมองมาทางที่ถังฮว่าอี้และพวกซ่อนตัวอยู่ ก่อนหันกลับเข้าไปในคฤหาสน์อย่างสงบเยือกเย็น



เขาไม่พูด ไม่ตะโกน มีแต่เข่นฆ่าสังหารเท่านั้น



เสียงแตกหักดังลั่นลาน ทำให้คนในคฤหาสน์แตกตื่น ยอดฝีมือมากมายโผล่จากทุกมุม ล้อมเข้าหาผู้บุกรุกจากสี่ทิศ



แต่ไม่ว่าพวกนั้นจะมากเท่าไร แข็งแกร่งเพียงใด 'จ้าวตำหนักภูตมาร' เพียงยื่นมือก็ควักหัวใจอีกดวง ห้านิ้วแทงทะลุอกเหมือนเด็ดดอกไม้ในสวนบุปผา



เพียงชั่วครู่ ลานหน้าคฤหาสน์ก็เต็มไปด้วยศพ



ทันใดนั้น เสียงตะโกนลั่นฟ้าดังขึ้น



“ผู้ใดกล้าบุกตำหนักสวรรค์ของข้า!”



เสียงก้องก่อนที่เงาร่างหนึ่งจะพุ่งทะยานลงจากหลังคา เป็นชายในอาภรณ์สีเขียวอ่อน ถังฮว่าอี้มองเพียงแวบเดียวก็จำได้ทันที เจ้าสำนักฟ้า!



เขาเคยเห็นชายคนนี้บนยอดหอซิ่นเทียนในคืนนั้น อยู่ข้างพวกตำหนักสวรรค์แน่ชัด



ทว่าทันทีที่ชายคนนั้นก้มลงมองเห็นหน้าผู้บุกรุก ความโกรธบนใบหน้ากลับแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดผวา “เป็นเจ้า!”



ยังไม่ทันพูดจบ เขาก็หันหลังหนีทันที ทิ้งลูกน้องไว้เบื้องหลัง วิ่งหนีเหมือนสุนัขสิ้นเจ้าหรือปลาในอวนที่กำลังลอดแห



และในชั่วขณะนั้นเอง 'จ้าวตำหนักภูตมาร' ก็ยกมือขึ้นเป็นครั้งแรก พร้อมเสียงหญิงสาวเย็นเยียบดังลอดจากหน้ากาก



“กลับมา!”




ตอนก่อน

จบบทที่ ดังภูตพราย ดังมารปีศาจ

ตอนถัดไป