กลยุทธ์
ตอนที่ 268 กลยุทธ์
บนกำแพงเมืองจิ่นหยาง จ้าวเฉินเป่าลมหายใจอุ่นใส่มือ พลางหดไหล่ด้วยความหนาว ก่อนจะเงยหน้ามองไกลสุดสายตา
แม้จะง่วงจนลืมตาแทบไม่ขึ้น แต่เขาก็ไม่กล้าผ่อนคลายแม้เพียงลมหายใจเดียว
เพราะคืนนี้…ไม่ปกติเอาเสียเลย
เมืองด้านในวุ่นวาย เมืองด้านนอกก็วุ่นวายไม่แพ้กัน
เมื่อครู่ยังมีคนขี่ม้ากว่าสิบคนมาถึงหน้ากำแพง ร้องบอกให้เปิดประตูเมือง
อ้างว่าด่านหู่เวยแตกแล้ว พวกเขาช่วยแม่ทัพกวนชางชิงหนีมา ต้องเข้าเมืองพบท่านเจ้าเมืองด่วน
จ้าวเฉินยืนอยู่บนกำแพง ฟังแล้วแทบหลุดหัวเราะออกมา
ด่านหู่เวยสำคัญเพียงใด กันชนทั้งแดนเหนือ จะเสียไปง่ายๆ โดยไม่มีแม้แต่สัญญาณเลยได้อย่างไร
ไม่เห็นสัญญาณเพลิง ไม่เห็นควันศึก แม้เงาก็ไม่มี แล้วจะบอกว่าด่านแตกแล้ว
เรื่องจริงหรือไม่ยังมิทันรู้ แต่ต่อให้จริง คนแค่สิบกว่าคนจะฝ่าทัพศัตรูนับหมื่นเข้าไปช่วยแม่ทัพได้อย่างไร
จ้าวเฉินเห็นว่าไร้สาระนัก
ทว่า…เมืองจิ่นหยางอยู่ใกล้ชายแดน แม้สงครามสงบมากว่า 20 ปี ก็ไม่เคยลดระดับการป้องกันลง
นายทหารผู้ดูแลกำแพง มิได้เพราะข่าวฟังแปลกหูแล้วปฏิเสธเปิดประตูในทันที
กลับให้คนพวกนั้นรายงานชื่อแซ่ แล้วจึงส่งคนไปรายงานท่านเจ้าเมือง
โชคประหนึ่งฟ้าลิขิต หากเป็นคืนอื่น เจ้าเมืองก็คงหลับไปแล้ว ไม่มีใครกล้าปลุกง่ายๆ
แต่บังเอิญว่าเมื่อคืนในเมืองเพิ่งเกิดเรื่องใหญ่
คฤหาสน์ตระกูลถังถูกทำลายจนเละเหมือนสนามรบ ทั้งไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
บางคนเล่าว่าเห็น ‘กระบี่สวรรค์’ นับไม่ถ้วนฟาดฟันทั่วฟ้า ลำแสงพุ่งดั่งสายน้ำเชี่ยว
อีกคนก็สวนกลับว่า "เจ้าเพิ่งตื่นหรือไร ฝันไปมากกว่า!"
เรื่องวุ่นวายจึงแพร่สะพัด แม้แต่จ้าวเฉินบนกำแพงยังได้ยินผู้คนพูดคุยกันสนุกสนาน
มีทหารเวรดึกมือดีแอบลอบไปดู กลับมาเล่าเสียงดังจนทั้งกำแพงเมืองได้ฟังกันหมด
แต่ก็เป็นเพียงข่าวลือ หัวเราะกันสนุก ไม่ได้มีใครตามสืบลึกซึ้งจริงจังอะไร
ตัวเจ้าเมืองเองก็เพราะเรื่องนี้เอง จึงยังไม่ได้หลับ กำลังจัดการเหตุวุ่นวายภายในเมือง
จนเมื่อได้ยินรายงานว่ามีผู้ขี่ม้ามาขอพบ เขาจึงรีบไปดูด้วยตนเอง
ไม่รู้เขาเห็นอะไร จึงสั่งเปิดประตูทันที แล้วเชิญคนทั้งหมดเข้าเมือง
ส่วนจ้าวเฉินก็ไม่รู้รายละเอียดอีก ทหารตัวน้อยอย่างเขาไม่มีสิทธิ์รู้เรื่องของเบื้องบน
หน้าที่ของเขา…ก็แค่เฝ้ากำแพงท่ามกลางสายลมหนาวจัด
แต่เพราะเรื่องนี้ ปรากฏเป็นลางร้ายในใจเขา ทำให้ต่อให้เหนื่อยล้าเพียงไร ก็ไม่กล้าหลับตาเลยแม้แต่น้อย
ทว่าเพื่อนร่วมเวรของเขากลับงีบไปหลายรอบแล้ว หดตัวอยู่หลังเชิงเทินอย่างสบายใจ
พอเห็นจ้าวเฉินยังยืนมองฟ้าอยู่จึงหัวเราะเบาๆ
“วันนี้เจ้ายังไม่ง่วงหรือไร”
จ้าวเฉินไม่กล้าบอกว่าใจไม่สงบ กลัวถูกหัวเราะว่า ‘กลัวตาย’ คิดมากไปเองว่ากองทัพแคว้นชิงจะบุกมา
จึงตอบเพียงว่า
“นายทหารบอกให้เฝ้าระวังเป็นพิเศษคืนนี้…ข้าเลยไม่กล้าเผลอไผล”
เพื่อนร่วมเวรหัวเราะหยันเล็กน้อย
“เขาว่าเช่นนี้ทุกวันเถิด แต่ผ่านมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว ก็ยังสงบดี เจ้าจะเชื่อว่า ‘ด่านหู่เวยแตก’ จริงๆ หรือ”
เขาหาววอดหนึ่ง พ่นไอขาวพรูออกมา
“เจ้าเฝ้าไปเถอะ ข้าจะหลับแป๊บหนึ่ง ถ้านายทหารมาตรวจ อย่าลืมปลุกข้าด้วยล่ะ”
“อื้อ”
จ้าวเฉินพยักหน้าเบาๆ
จริงก็ว่าจริง…นี่เป็นวิถีคนบนกำแพงเมืองชายแดนมานานแล้ว
สองสามปีแรกยังเข้มแข็งดี แต่เมื่อ 20 ปีผ่านไป ไม่เคยเห็นแม้เงาทัพแคว้นชิงด้วยซ้ำ
ด่านหู่เวยตั้งตระหง่านดังภูผา คอยคุ้มกันเมืองจิ่นหยางอย่างมั่นคง จะเสียไปเฉยๆ โดยไม่มีสัญญาณเตือน…ช่างไม่น่าเชื่อเกินไป
การผ่อนคลายจึงเป็นเรื่องธรรมดา
แม้ผู้บังคับบัญชายังเตือนเสมอว่าต้องระวัง ทว่าทหารชั้นผู้น้อยส่วนใหญ่…คิดถึงแต่การทำงานกินเงิน ใช้ชีวิตกับครอบครัว
ใครจะอยากตายบนกำแพง มีช่องหลีกก็หลีก มีช่องพักก็พัก
จ้าวเฉินเองก็ไม่ต่างกัน เขาส่ายหัวน้อยๆ รู้ตัวว่าตนคงกังวลเกินไป
“ท่านเจ้าเมืองคงแค่รู้จักพวกเขา…ถึงรับตัวเข้าเมืองเอง แม่ทัพกวนชางชิงเล่าจะพ่ายศึกได้อย่างไร”
เขาอมยิ้มเบาๆ กำลังจะหันไปงีบตามเพื่อนบ้าง
แต่ในเสี้ยววินาที เขากลับรู้สึกบางอย่างผิดแปลก
อาจเป็นลมที่แรงขึ้น
อาจเป็นพื้นเมืองสั่นน้อยๆ
หรืออาจเป็นผืนฟ้าอันมืดทะมึนราวพายุหิมะกำลังลากหางลงมา
เขาจับมองไปยังเส้นขอบฟ้า ตากลมเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ
ทันใดนั้น เขาก็ผลักเพื่อนร่วมเวรเต็มแรง
เพื่อนสะดุ้งตื่น หันมามองอย่างไม่เข้าใจ
“หา นายทหารมาแล้วรึ”
“มา…มะ…มาแล้ว!!”
จ้าวเฉินชี้นิ้วไปยังทิศเหนือ มือสั่นเทา
“ดูนั่นสิ…นั่นมันอะไร!”
ก่อนเพื่อนจะได้มองชัด เสียงฝีเท้าเร่งด่วนก็ดังมาถึงกำแพง
นายทหารผู้ควบคุมกำแพงขึ้นมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ไม่เคยเห็นเขาตึงเครียดเท่านี้มาก่อน
เขาตะโกนลั่น
“จุดสัญญาณเพลิง!!”
หัวใจจ้าวเฉินวูบหลุดไปในทันที
“จุดสัญญาณเพลิง”…
คำนี้มีความหมายเพียงอย่างเดียว
กองทัพแคว้นชิงบุกเข้ามาแล้ว!!
เขามองกระบี่ข้างเอวตัวเอง มองเสื้อเกราะที่ซีดขาวเพราะผ่านการซักหลายครั้ง
ความหวาดกลัวไหลย้อนขึ้นจากส้นเท้าถึงท้ายทอย
เขาอยากหนี…อยากหนีสุดหัวใจ
แต่เพื่อนร่วมเวรที่เพิ่งหลับเมื่อครู่กลับลุกขึ้นอย่างแข็งขัน เขาจึงได้แต่กัดฟันตาม
ตอนนี้ไม่ใช่เวลาคิดหนี หนีไปจะให้ใครปกป้องครอบครัวเล่า
พ่อแม่ของเขา เมียของเขา ลูกสามคนโดยเฉพาะคนเล็กที่เพิ่งครบสามเดือน หากเขาวิ่งหนี แล้วคนพวกนั้นจะทำอย่างไร
แล้วจะหนีไปที่ไหน หนีไม่ได้เป็นอันขาด!
ตาจ้าวเฉินแดงก่ำ เขากัดฟันจนคางสั่น สูดลมหายใจลึกเพื่อกดความกลัว
เขาช่วยกันจุดสัญญาณเพลิง ควันดำหนากรุ่นขึ้นสู่ฟ้า
จากนั้นทหารทุกคนก็เริ่มขนศาสตราวุธ
หีบลูกธนู โล่ใหญ่ หน้าไม้ ถูกลากขึ้นกำแพงทีละลัง
นายทหารหนุ่มผู้บังคับบัญชาใบหน้าแดงก่ำเพราะลมหนาว แต่แววตาไร้ความหวั่นไหวแม้เสี้ยวเดียว เขาสั่งแจกจ่ายอาวุธอย่างเฉียบขาด
จ้าวเฉินได้รับโก่งธนูหนึ่งอันพร้อมลูกธนูเต็มซอง
เขาถือธนูอยู่นานกว่าจะจดจำได้ว่าต้องขึ้นสายอย่างไร
แม้จะหวาดกลัว แต่เขาก็ฝึกฝนมาแล้ว ชักธนูได้พอใช้ ตราบใดที่ยืนหลบหลังกำแพงสูง คงยังพอปลอดภัยบ้าง
หลังจากเตรียมที่มั่นเสร็จ นายทหารจะให้กำลังพลลงไปขนก้อนหิน
ในยามศัตรูใช้บันไดปีนกำแพง ต้องใช้ก้อนหินทุ่มลงไปให้บันไดและศัตรูร่วงลงมา ตกจากที่สูงย่อมเจ็บสาหัสจนถึงตายได้
จ้าวเฉินกำลังช่วยยกหินอย่างลนลาน ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าอีกชุดหนึ่งดังขึ้น
เขาหันไปมอง แล้วชะงักงัน
ผู้ที่เดินนำเป็นสตรีงดงามสวมชุดแดง ใบหน้าซีดเซียว มีชายหนุ่มผู้หนึ่งประคองอยู่ข้างๆ ทั้งสองไม่ใช่ขุนนาง ไม่ใช่ทหาร แต่มองจากอากัปกิริยา…ไม่ใช่ชาวบ้านสามัญธรรมดาอย่างแน่นอน
จ้าวเฉินถึงกับคิดเล่นๆ
มาดูสงครามบนกำแพงหรือไร โง่เง่าจริงๆ
พอคิดเสร็จ เขาก็ด่าในใจตัวเอง จะมีชาวบ้านหน้าไหนขึ้นมากำแพงได้!
คำตอบมาถึงทันที
เจ้าเมืองกำลังเดินตามหลังทั้งสองด้วยท่าทางนอบน้อมยิ่งนัก
จ้าวเฉินถึงกับอึ้ง
คนใหญ่คนโต…ยังต้องนอบน้อมถึงเพียงนี้
เขาไม่รู้ว่าคนพวกนี้เก่งกาจเพียงใด
แต่กลับหวั่นใจ…หากถูกคนใหญ่บังคับใช้ความคิดผิดๆ ความหวังพวกเขาคงดับสิ้น
นายทหารของพวกเขานั้นเก่งแท้ แต่ถ้าเจ้านายใหญ่สั่งผิด…เหล่าทหารตัวน้อยอย่างพวกเขาจะทำอย่างไร
ทหารรอบข้างของเขาก็มีสีหน้ากังวลเช่นกัน ต่างมองหน้ากันไปมา
และในตอนนั้นเอง มีคนกลุ่มใหม่ขึ้นกำแพงมาอีกชุดหนึ่ง
นำหน้าโดยบุรุษร่างใหญ่ กล้ามแน่น ใบหน้าซีดขาวแต่ยังสง่าดุดัน
พอเห็นสองหนุ่มสาวด้านหน้า เขาก็ชะงักและคุกเข่าลงดัง ปุ!
“กระหม่อมขอคารวะองค์หญิงใหญ่!”
องค์หญิงใหญ่!
หัวใจจ้าวเฉินกระตุกโครม
หญิงสาวที่เขาเพิ่งจ้องเสียจนเพลิน…คือองค์หญิงใหญ่ของแคว้น!
เขารีบก้มหน้าจนเกือบติดพื้น
เสียงคุกเข่าดังเป็นชุดรอบกำแพง ทหารทุกคนกระแทกเข่าลงพร้อมกัน
เสียงขององค์หญิงใหญ่ดังขึ้นอ่อนโยน
“ลุกขึ้นเถิด ศึกอยู่ตรงหน้า ละเว้นท่าทีมารยาทได้ทั้งสิ้น”
หลังสิ้นคำ ทุกคนจึงรีบลุกขึ้นอย่างล่กๆ
จ้าวเฉินรีบยกธนูประจำตำแหน่งไว้ให้เท่าที่ดูดีที่สุด เผื่อองค์หญิงจะเหลือบมามอง
กองทัพเบื้องหน้าใกล้เข้ามาทุกลมหายใจ
แม้ยังไม่ถึงกำแพง แต่เสียงฝีม้าดังเหมือนฟ้าคำรามในฤดูหนาว กดดันจนหายใจแทบไม่ออก
อีกไม่นาน…ศึกใหญ่จะเริ่มขึ้นจริงๆ
ขณะนั้นเอง ก็ได้ยินเสียงองค์หญิงใหญ่เอ่ยขึ้นว่า
“กองทัพแคว้นชิงรุกลงใต้ ก่อนอื่นก็ใช้กลอุบายชิงเอาด่านหู่เวยไป บัดนี้ยังเร่งม้าฝ่าแดดฝ่าลมมาทั้งคืน คิดจะตีเมืองจิ่นหยาง ฟันพ่อแม่พี่น้องของพวกเราให้สิ้น”
“เรื่องเช่นนี้ ข้าย่อมไม่ยอมให้พวกเขาได้สมหวัง เพื่อครอบครัวที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อผืนแผ่นดินที่ยืนอยู่ใต้เท้า เพื่อแคว้นจินฉาน”
“ขอเหล่าทหารทั้งหลาย จงร่วมรบไปกับข้า! ข้าขอสาบาน…ว่าจะยืนหยัดปกป้องเมืองนี้จนถึงลมหายใจสุดท้าย!!”
“สาบานปกป้องเมือง!!”
“สาบานปกป้องเมือง!!”
“สาบานปกป้องเมือง!!”
เสียงคำรามดังสนั่นเสมือนภูผากู่ก้องไปทั่วกำแพง
จ้าวเฉินเองก็เผลอตะโกนตามอย่างสุดเสียง ความหวาดกลัวในอกกลับเหมือนถูกคำพูดเมื่อครู่ลบเลือนจนหมด
แม้แต่องค์หญิงยังยอมร่วมเป็นร่วมตายกับพวกเขา… พวกเขาจะหวาดกลัวสิ่งใดกัน!
ชั่วพริบตาเดียว ความฮึกเหิมโหมเข้าใส่ จ้าวเฉินรู้สึกได้ว่าต้นแขนที่เคยสั่นอยู่ กลับแน่นดุจศิลาภูผา
“ดี! ใจเป็นหนึ่งเดียวเช่นนี้ กองทัพย่อมใช้การได้!”
เสียงทุ้มใหญ่ดังขึ้นตามลม
จ้าวเฉินจำได้ทันที นี่คือเสียงของบุรุษร่างกำยำที่เพิ่งขึ้นมาก่อนหน้า
“แม่ทัพกวน…ลำบากท่านแล้ว”
องค์หญิงใหญ่ทอดถอนใจ
“ตำหนักสวรรค์เป็นเพียงกลุ่มโจร แต่ไม่คิดเลยว่าจะกล้าล่วงเกินราชสำนัก…จนทำให้ท่านต้องทนทุกข์มานานกว่าครึ่งปี”
“องค์หญิง ที่ตรงนี้มิใช่ที่สนทนา เข้าไปข้างในก่อนเถิด”
เสียงของเจ้าเมืองดังขึ้น เหล่าบุคคลสำคัญจึงทยอยเข้าไปในหอค่ายทหาร
ถึงตอนนี้ จ้าวเฉินจึงผ่อนลมหายใจ ปล่อยสายธนูที่ดึงค้างมานานจนแขนสั่นตุบๆ
เขายกมือขึ้นนวดแขนเบาๆ แต่หันไปเห็นเพื่อนร่วมเวรทำท่าเดียวกัน ทั้งสองจึงหัวเราะให้กันเบาๆ ก่อนจะกลับไปประจำที่
แต่เมื่อคิดว่าองค์หญิงอยู่ไม่ไกลนัก ใจก็รู้สึกอุ่นขึ้นมานิดหนึ่ง
กำลังจะหันกลับไปดูท้องฟ้า ทว่าเขากลับรู้สึกว่าข้างกายเหมือนมีใครสักคนยืนอยู่
พอหันขวับไปกลับไม่เห็นเงาใด
ก่อนจะรู้ตัวอีกที คนผู้นั้นกลับไปยืนบนเชิงเทินแล้ว
จ้าวเฉินจำได้ทันที นั่นคือชายหนุ่มที่คอยประคององค์หญิงใหญ่อยู่ข้างกาย
เขาสัมผัสมือองค์หญิง แถมยังโอบเอวนาง… ใครเห็นก็อดอิจฉาไม่ได้
เขาเป็นว่าที่สวามีของท่านหรือ รูปโฉมก็งามสง่าอยู่หรอก
แต่การแต่งกายดูเหมือนคนจรจากยุทธภพมากกว่าคนในราชสำนัก
จ้าวเฉินเคยเห็นผู้คนในยุทธภพจำนวนมาก รู้ดีว่าความเป็น ‘คนพเนจร’ นั้นปลอมแปลงไม่ได้
องค์หญิงใหญ่อายุเท่าไรก็มิรู้ ยังไม่เคยมีข่าวแต่งงานสักครั้ง หรือว่ากำลังคิดรับชายผู้นี้เป็นสวามี
ฝ่าบาทจะยอมหรือไม่ ขณะกำลังคิดฟุ้งซ่าน ชายหนุ่มก็ยกน้ำเต้าเหล้าขึ้นดื่ม ก่อนจะหันมามองเขา
จ้าวเฉินสะดุ้งรีบก้มหน้า
ได้ยินเสียงชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ
“เจ้ามองข้าไม่วางตา…อยากดื่มหรือ”
“หา”
จ้าวเฉินอึ้งกิมกี่ ยิ่งได้ยินคำว่า “ดื่มเหล้า” ยิ่งรู้สึกคอแห้งขึ้นมาทันที
แต่เขาไหนเลยจะกล้าพยักหน้า เหล้าของคนใหญ่โต เขาจะกล้ารับได้อย่างไร
เขากำลังจะส่ายหน้าแต่ยังไม่ทันพูดออก
“รับไว้เถิด”
จ้าวเฉินเงยหน้าขึ้นทันที เห็นน้ำเต้าถูกโยนมาถึงเบื้องหน้า
เขารีบอุ้มธนูไว้แนบอก แล้วรับน้ำเต้าไว้ด้วยสองมือ พอจับได้มั่น ใจจึงค่อยสงบลงนิดหนึ่ง
ทันทีที่ได้ของมา เขาคิดจะรีบคืนกลับ เพราะเกรงอกเกรงใจ แต่เมื่อคิดไปคิดมา…คืนตอนนี้เหมือนจะไม่เหมาะนัก
เขาจึงยกน้ำเต้าขึ้น เอียงเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ปากสัมผัสน้ำเต้า ปล่อยเพียงเส้นเหล้าเล็กๆ ไหลเข้าปาก
เพียงจิบเดียวก็รู้ว่าเป็นเหล้าชั้นดี ชีวิตนี้เขายังไม่เคยลิ้มรสอะไรเช่นนี้เลย
จึงแอบจิบอีกหนึ่งอึก
เพียงสองอึกเท่านั้น ร่างกายก็ร้อนผ่าว เพิ่มความใจกล้าขึ้นมาเป็นสองเท่า
เขาเงยหน้าไปมองชายหนุ่มด้วยแววตานับถือ
เห็นอีกฝ่ายกำลังจ้องกองทัพแคว้นชิง แล้วถามขึ้นดังๆ
“ท่านไม่เข้าไปเจรจายุทธการกับพวกเขาหรือ”
“เจรจาใดกัน…ถูกหลอกเช่นนี้ ไม่ว่าชนะหรือแพ้ ก็เท่ากับเสียหน้าไปแล้ว แม้ทวงคืนด่านหู่เวยมาได้…จะทำอย่างไรได้เล่า”
ชายหนุ่มบนกำแพงเอ่ยขมขื่นเล็กน้อย
“ข้ากับฉีเทียนเยว่คิดว่าตัวเองวางหมากดีนัก แต่แท้จริงก็เป็นเพียงหมากในเกมของผู้อื่น”
ฉีเทียนเยว่น่าขันยิ่งนัก…คิดใช้โลกเป็นกระดาน ใช้ผู้คนเป็นตัวหมาก ท้ายที่สุดตนเองยังเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในกำมือคนอื่นอยู่ดี”
“นามว่า ‘กุนเหอจาย’ นี่ช่างเหมาะเสียจริง!”
( ***กุนเหอจาย ถ้าความหมายก็ประมาณว่า เจ้าเหนือหัวผู้หลงตัวเองจนไม่รู้ฟ้ารู้ดิน )
จ้าวเฉินฟังแล้วงงเป็นไก่ตาแตก
ฉีเทียนเยว่คือใคร
กุนเหอจายคือใคร
ทำไมถึงบอกว่าศึกครั้งนี้เป็น “เสียเปรียบไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร”
เขาคิดแล้วก็พูดออกไปตามตรง
“ข้าคิดว่า…ชนะก็คือชนะ เหมือนองค์หญิงใหญ่ตรัสเมื่อครู่ เพื่อปกป้องพ่อแม่พี่น้อง เพื่อปกป้องแผ่นดิน แคว้นชิงมารุกราน เราก็ต้องขับไล่พวกมันออกไป”
ชายหนุ่มบนกำแพงนิ่งไปหนึ่งอึดใจ หันมามองเขาแล้วหัวเราะเบาๆ
“เจ้าชื่ออะไร”
“ข้าน้อยชื่อจ้าวเฉินขอรับ”
“จ้าวเฉิน…”
ชายหนุ่มพึมพำเบาๆ แล้วพยักหน้า
“เจ้าพูดถูก ชนะคือชนะ แพ้คือแพ้ ก่อนคิดเรื่องอื่น ต้องรักษาสิ่งที่ควรปกป้องให้ได้ก่อน…”
แล้วก็ได้ยินเสียงเอ่ยแทรกขึ้นด้านหลัง
“ช่างน่าขำ…เจ้ามักอวดว่าตนเฉลียวฉลาด ที่แท้ยังมองไม่กระจ่างเท่าพลทหารผู้นี้เสียด้วยซ้ำ”
จ้าวเฉินตัวสั่นสุดตัว รีบทรุดเข่าลงในทันที
องค์หญิงใหญ่ก้าวเข้ามาทีละก้าว ทรงจ้องมองเขาสักครู่ แล้วกล่าวอย่างอ่อนโยน
“ลุกขึ้นเถิด ข้าบอกแล้วมิใช่หรือ ว่าไม่ต้องมากพิธี”
“ขอบพระทัยองค์หญิง!”
จ้าวเฉินรู้สึกเหงื่อผุดเต็มหน้าผากในหน้าหนาวเช่นนี้เอง
องค์หญิงใหญ่มองลงไปเห็นน้ำเต้าในมือเขา จึงเอ่ยถาม
“นี่…เหล้าของเขารึ”
“พ่ะย่ะค่ะ! ข้าน้อยเพียงดื่มสองอึก ยังมิได้แตะปากน้ำเต้าเลย!”
องค์หญิงใหญ่หัวเราะเบาๆ ก่อนรับไป
“เขาให้เจ้าดื่ม เจ้าก็ดื่มไปเถิด ไม่ต้องมาบอกข้าให้มากความ”
นางยกน้ำเต้าขึ้นดมเบาๆ
“สุราจ้งอี้…”
สุราจ้งอี้
ยังไม่ทันถาม นางก็หันไปตำหนิชายหนุ่มทันที
“ทำไมไม่ไปประชุมหาแผนรับศึกเสียเล่า มายืนทำอะไรอยู่ที่นี่…แล้วยังแอบเหล้าในช่วงเวลาสำคัญอีก”
ชายหนุ่มตอบทันควัน ทำให้จ้าวเฉินหัวใจหล่นวูบ
“ท่านก็รู้อยู่แล้วมิใช่หรือ…ข้านี่แหละคือ ‘กลยุทธ์ขับไล่ศัตรู’ ของพวกเรา”
จ้าวเฉินแทบจะสำลักลมหายใจตัวเอง
นี่มันพูดกับองค์หญิงแบบนั้นได้ด้วยหรือ!
องค์หญิงใหญ่ได้ยินเพียงยิ้มบางๆ
“ใช่ เจ้านั่นแหละคือกลยุทธ์ขับไล่ศัตรูของข้า กองทัพแคว้นชิงยกมารวดเร็วเกินคาด อีกไม่กี่ชั่วยามก็จะถึงหน้ากำแพงเมือง ต่อให้ส่งคนกลับไปร้องขอกำลังเสริม ก็ต้องใช้เวลาอีกหนึ่งถึงสองวัน”
“ด้วยกำลังของเมืองจิ่นหยางในตอนนี้ เมืองนี้…อันตรายเหลือเกิน”
“แต่ถ้าเป็นเจ้าลงมือ ไม่เพียงปกป้องเมืองนี้ได้ แม้แต่ด่านหู่เวย…เจ้าก็มีสิทธิ์ชิงคืนกลับมาได้เช่นกัน
“เพราะเช่นนั้น…เจ้าก็คือกลยุทธ์ขับไล่ศัตรูของข้า”