จู่โจมกลางดึก

ตอนที่ 282 จู่โจมกลางดึก



พอเจียงหรานกลับถึงโรงเตี๊ยม ทุกอย่างทางนี้ก็ราบรื่นดีไม่เกิดเรื่องอันใดขึ้นอีก



ถังซือฉิงนั่งรอเขาอยู่ในห้อง พอเห็นเขาเดินเข้ามาก็ดึงเขานั่งลง รินชาร้อนให้ถ้วยหนึ่ง



“เป็นอย่างไรบ้าง”



เจียงหรานก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังอย่างกระชับ



ถังซือฉิงก็แปลกใจไม่น้อย และความคิดแรกของนางก็เหมือนกับเจียงหรานเป๊ะทุกประการ



“เขาจะเป็นคนของพรรคมารของเราเหมือนกันหรือเปล่า”



พรรคมารในรอบร้อยปีที่ผ่านมาถูกฉีกเป็นเสี่ยงๆ ศิษย์สายต่างๆ ระหกระเหินไร้สังกัด พอหาที่พึ่งพิงไม่ได้ บางทีก็ไปเข้าที่อื่นเอาตามกำลัง



เช่นกุนเหอจาย เขาไปเข้าตำหนักสวรรค์ แล้วดันไต่เต้าจนถึงตำแหน่งจ้าวตำหนักได้



อาศัยอำนาจของตำหนักสวรรค์เขย่าขวัญยุทธภพ



หากมียอดฝีมือพรรคมารคนหนึ่ง เมื่อหาไม่เจอสำนักเดิม ก็เข้าไปอยู่กับพวกมือสังหาร แล้วสุดท้ายกลายเป็น ‘ประมุขหอ’ ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้



“แต่หากเป็นเช่นนั้น เหตุใดต้องหลบหน้า”



เจียงหรานยกชาขึ้นดื่มหนึ่งอึก



ถังซือฉิงส่ายหน้าเบาๆ



“หรือเขาจะคิดว่า…เจ้าจะจับเขาไปขึ้นเงินรางวัล”



“ก็มีสิทธิ์นะ…”



เจียงหรานหัวเราะในลำคอ ความจริงตอนแรกเขาก็คิดไว้แบบนั้นจริงๆ



แม้คนของหอไร้ชีพที่มาคืนนี้ ถ้าจับไปก็ขึ้นเงินได้เหมือนกัน



แต่คนระดับนั้น…จะขึ้นเงินอะไรได้มากมาย กรมอาญากระบี่คงยังไม่รู้จักชื่อด้วยซ้ำ มือสังหารล้วนทำงานเงียบกริบ ไม่ค่อยมีข้อมูลเปิดเผย



จะมีค่าหัวก็ต้องระดับ ‘ห้าจอมพิษ’ เป็นต้นไป หรือยิ่งใหญ่กว่า อย่างประมุขหอไร้ชีพซึ่งค่าหัวสูงมาก



แม้ไม่เท่าจ้าวตำหนักสวรรค์ แต่ก็เรียกว่ามหาศาลเลยทีเดียว



แถมถูกประกาศจับโดยห้าแคว้น เพราะองค์กรนี้ทำผู้คนเดือดร้อนไปทั่ว



คิดดูแล้ว ถ้าบุกไปจับเขาตอนโผล่มาให้เห็นเฉยๆ มันกลับเสียโอกาส ไม่สู้ฟังดูว่าพวกเขาต้องการอะไร แล้วค่อยสืบย้อนเข้ารัง



เจียงหรานก็ทำเช่นนั้น แต่ผลสุดท้ายกลับออกมาเหนือคาด



ทั้งคู่ปรึกษากันอยู่นานก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้



“ช่างมันเถอะ…”



เจียงหรานโบกมือ



“ดูที่การกระทำ ต่อให้เขาคิดจะเป็นมิตรหรือศัตรู สักวันก็เผยตัวเอง ระหว่างนี้ก็ปล่อยดูท่าทีไปก่อน”



เขามองออกไปนอกหน้าต่างแล้วกล่าวแผ่วๆ



“แต่ข้ากลับสนใจอีกเรื่องที่เขาบอกมากกว่า…”



“เรื่องอะไร”



ถังซือฉิงรินชาให้เขาอีกถ้วย



เจียงหรานค่อยๆ เอ่ย



“หลานชายขององค์หญิงใหญ่ ชื่อถานชงเป็นโอรสองค์รองของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ตามฐานะต้องยิ่งใหญ่สูงส่ง แต่กลับออกท่องยุทธภพจนมาถึงเมืองจิ่นหยาง วันนั้นหน้าเมืองจิ่นหยาง…”



เขาก็เล่าความเป็นมาที่เคยพบถานชงให้นางฟัง ถังซือฉิงเองก็ไม่สนใจเรื่องของถานชงเท่าไรนัก แต่พอฟังเหตุการณ์วันนั้น นางก็ครุ่นคิดขึ้นมา



“คนที่ลงมือวันนั้น…ไม่ใช่อู๋ตี๋ แล้วเป็นใคร เป้าหมายคืออู๋ตี๋…หรือถานชง”



“ทั้งคู่”



เจียงหรานยิ้มบางๆ



“คนลงมือ ตัวเจ้าเองก็รู้จักดี เขาคือเถียนโหยวฟาง”



ถังซือฉิงเบิกตาโต “เรื่องมันเป็นมาอย่างไร”



เจียงหรานก็เล่าความแค้นชุลมุนระหว่างเถียนโหยวฟางกับอู๋ตี๋ พร้อมเรื่องที่เถียนโหยวฟางเคยพูดค่ำคืนนั้น



ตามที่เถียนโหยวฟางบอก คนสั่งให้เขาไปลอบฆ่าถานชง คือ อู่อ๋องแห่งแคว้นจินฉาน



เรื่องศึกในราชสำนักเป็นที่เลื่องลืออยู่แล้ว แม้ถังซือฉิงจะไม่สนใจโลกภายนอก แต่ ‘เรื่องซุบซิบนินทาราชวงศ์’ ใครๆ ก็ต่างเคยได้ยิน



นางพึมพำ “เจ้าจึงสงสัยว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังช่วยกองทัพแคว้นชิงบุกเข้ามา…ก็คืออู่อ๋อง”



“ถ้าเป็นเช่นนั้น เราต้องทำอย่างไร”



“ไม่ทำอะไรทั้งนั้น…”



เจียงหรานหัวเราะ



“พวกเราคือชาวยุทธ เรื่องราชสำนักไม่เกี่ยวเรา เราไปยุ่งมากแค่ไหน เขาก็ไม่ยกบัลลังก์มาให้ข้านั่งหรอก”



“แล้ว…เจ้าอยากนั่งหรือไม่”



ถังซือฉิงเงยหน้ามองเขาอย่างจริงจัง เหมือนเพียงเขาพูดคำว่า “อยาก” นางจะบุกเข้านครหลวงไปลากฮ่องเต้ลงจากบัลลังก์ทันที



เจียงหรานเหยียดมุมปากรีบส่ายหัว



“ไม่น่าสนใจ ข้าไม่ใช่คนที่นั่งเก้าอี้นิ่งๆ ได้ เดินทางตามใจ อยู่อย่างอิสระ…นั่นแหละชีวิตที่ข้าต้องการ”



ถังซือฉิงพยักหน้า



“งั้นข้าก็จะเดินตามเจ้าทั่วผืนฟ้า”



หัวใจเจียงหรานสะดุดวูบหนึ่ง เขาจับมือนางเบาๆ



“ไม่ว่าไปที่ใด ข้าทำสิ่งใด…เจ้าจะอยู่เคียงข้างข้าหรือ”



“แน่นอนอยู่แล้ว”



ถังซือฉิงพูดอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย



“เจ้าลุยสวรรค์ ข้าก็ลุยสวรรค์ เจ้าลงนรก ข้าก็ลงด้วย ตราบใดที่เจ้าไม่ไล่ ข้าจะไม่จากเจ้าไปอีก”



เจียงหรานยิ้มส่ายหัวเบาๆ เขาไม่คิดว่าตนดีขนาดนั้น ให้ใครรักจนลืมตัวได้ถึงเพียงนี้



ถังซือฉิงยิ้มหวาน



เจียงหรานถอนหายใจแผ่วๆ แล้วพูดต่อ



“แต่ถ้าราชสำนักวุ่นวาย ก็เป็นผลดีต่อข้าเหมือนกัน ถ้าอู่อ๋องคิดก่อการจริง…หัวหนึ่งนั่นต้องค่าหัวมหาศาลเลยทีเดียว”



ถังซือฉิงตาเป็นประกายทันที



นางถามอย่างใสซื่อ



“ถ้าวันหนึ่งเจ้าหยุดเป็นนักล่าค่าหัว เจ้าจะทำอะไรต่อ”



เจียงหรานคิดเล็กน้อยแล้วว่า



“ก็หาที่ร่มรื่นสวยๆ ปลูกบ้านใหญ่ บนที่กว้างๆ เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงวัวเลี้ยงแกะ…”



“ต้องมีสุนัขด้วย!”



ถังซือฉิงรีบว่า



เจียงหรานหัวเราะ



“ต้องมีแน่นอน เลี้ยงสุนัขหลายๆ ตัว”



ถังซือฉิงยิ่งพยักหน้าเร็ว



เจียงหรานจึงพูดต่อ



“แล้วก็…พาคนรู้จักของพวกเราไปอยู่ด้วยกันในไร่นาผืนนั้น ฝึกยุทธ อ่านหนังสือ เขียนอักษร เล่นหมากรุก ทำอะไรก็ได้”



ถังซือฉิงนับนิ้ว



“นับรวมเยี่ยจิงเสวี่ย องค์หญิงใหญ่ ฉู่อวิ๋นเหนียง เถียนเมียวเมียว เหยียนอู๋ซวงด้วยก็ดี…”



“เดี๋ยวๆ!!”



เจียงหรานรีบโบกมือ



“เยี่ยจิงเสวี่ยยังพอว่า แต่คนหลังๆ นี่มันอะไรกัน!”



ถังซือฉิงมองงงๆ



“เจ้าไม่ชอบพวกนางหรือ”



เจียงหรานใบ้กิน



“ข้าจะไปชอบคนตั้งมากมายทำไม! แล้วอีกอย่าง…ทำไมต้องรวมทั้งเถียนเมียวเมียวกับฉู่อวิ๋นเหนียงด้วย!”



ถังซือฉิงตอบจริงจัง



“ข้าไม่รู้หรอก แต่เจ้าชอบใคร ข้าก็พามาอยู่ด้วยหมดแหละ เงินเจ้าก็มี ถ้าไม่พอ ก็ไปขอพ่อข้า”



“ถ้าพ่อข้ามีไม่พอ คนพรรคมารก็ออกไปทำมาหากิน หาเงินมาให้เราได้…”



“เจ้าคิดได้ดีเหลือเกินนะ…”



เจียงหรานดีดหน้าผากนางเบาๆ



“ไป พอแล้ว กลับไปพัก ดึกมากแล้ว”



ถังซือฉิงหน้าแดงแปลกๆ ลุกขึ้นยืน



“งั้น…ข้าไปพักแล้ว เจ้าก็พักเร็วๆ หน่อยล่ะ”



“อืม”



เจียงหรานส่งนางออกจากห้องจนเห็นว่านางกลับเข้าห้องตนเอง จึงปิดประตู



เขามองชาที่เหลือครึ่งถ้วย ยิ้มบางๆ แล้วยกดื่มหมดในครั้งเดียว



จากนั้นก็ล้มตัวลงนอน



ราตรีล้ำลึก เงียบสงัดทั่วโรงเตี๊ยม



เจียงหรานสะดุ้งตื่นขึ้นอีกครั้ง เงยตามองหน้าต่าง ข้างนอกยังมืดสนิท



แต่มี ‘คนกำลังงัดหน้าต่าง…’



เจียงหรานมองไปยังหน้าต่าง จู่ๆ ก็รู้สึก…งงงันขึ้นมาเล็กน้อย



เฮ้อคนสมัยนี้ช่างขยันขันแข็งนักรึ



คืนวันที่สามสิบแท้ๆ ไม่อยู่บ้านกินข้าวปีใหม่ กลับยังออกมาหากินอีกงั้นหรือ ปล่อยให้พวกขโมยด้วยกันมีที่ทำกินบ้างเถิด!



ความคิดเพิ่งแล่นมาถึงตรงนี้ หน้าต่างก็ถูกงัดออกแล้ว



ทันใดนั้นคนผู้หนึ่งก็กลิ้งพลิกตัวเข้ามาในห้อง พอตกถึงพื้นยังยืนโงนเงน เหมือนเท้ายังตั้งหลักไม่ทัน



นางยกมือเกาะขอบหน้าต่างค่อยๆ ปิดมันลง ก่อนจะเริ่มก้าวเซๆ มาทางเตียงของเขา



“ฮิฮิฮิ…”



พอมาถึงข้างเตียง นางก็หัวเราะแปลกๆ พร้อมพูดว่า



“คราวนี้…ข้าดูสิ ท่านยังคิดหนีไปทางไหนได้อีก…”



ว่าแล้วนางก็ล้วงมือกระชากผ้าห่มขึ้น แล้วพุ่งตัวเข้ามาข้างใน



เจียงหรานรีบคว้ามือข้างหนึ่งของนางเอาไว้ กดนางลงกับที่



“แม่ตัวแสบ คืนดึกดื่นไม่ไปนอน กลับมาป่วนข้าที่นี่ คิดจะเมาแล้วอาละวาดหรือ”



ถังฮว่าอี้ดิ้นสุดแรง



“ทะ…ท่านปล่อยข้านะ! อย่าคิดจะมาข่มเหงข้าได้!!”



เจียงหรานเห็นสภาพก็รู้ทันทีว่าคนยังไม่สร่างเมา



“เป็นจริงดังที่คิด…เมาแล้วคลั่งอยู่แน่ๆ”



เขาปล่อยข้อมือนางไป แต่ถังฮว่าอี้กลับสะบัดหน้าขึ้นมา ดวงตาสองข้างราวดึงแสงดาวลงมาเอง



เจียงหรานรู้สึกจิตสั่นวูบ จิตเที่ยงธรรมแห่งฟ้าดินหมุนขึ้นมาเองทันที เขาก็โกรธขึ้นมาเช่นกัน



“แม่ตัวแสบ เจ้ากล้าใช้จิตมารกับข้า ยังมีชีวิตอยู่เพราะข้าใจดีแล้วนะ!”



ว่าจบเขาก็จับร่างนางกดลงบนเข่า ตั้งท่าจะฟาดลงไป



ถังฮว่าอี้ยังดิ้นสุดแรง



“ชิ…ชิ ขุ่น…ขุ่นใจนัก! จิตมารเล่นงานท่านไม่ได้…แล้วข้า…ข้าควรจะใช้กำลังแบบไหนถึงจะจับกดท่านได้เล่า…”



เขาหัวเราะจนแทบสำลัก



“เจ้าคิดจะใช้กำลังเอาชนะข้าเรอะ กล้าดีนี่…”



ตบลงไปไม่ลงจริงๆ สุดท้ายเขาก็โยนนางลงข้างๆ



“รีบกลับห้องไปนอนซะ!”



ยังไม่ทันที่เจียงหรานได้บ่นต่อ ถังฮว่าอี้ก็หายใจราบเรียบไปแล้ว หลับสนิทเสียอย่างนั้น หลับไปยังหัวเราะคิกคักอีก



“ในที่สุด…ข้าก็ทำสำเร็จ…สามี…ข้าจะรับผิดชอบท่านเอง…”



“……”



หน้าเจียงหรานชาไปหมด นี่นางฝันเห็นอะไรของนางกัน



เขาหันมองทั้งหน้าต่าง ทั้งตัวนางบนเตียง แล้วได้แต่กุมขมับ



“นี่นาง…ฝันแล้วเดินตามฝันมานี่เลยเรอะ คนอื่นเวลาเดินละเมออย่างมากก็เดินไปเปิดประตู แต่นางนี่…งัดหน้าต่างบุกเข้ามา”



เขาทนไม่ได้เลยถามไปอย่างหมดแรง



“เจ้าว่าจะรับผิดชอบข้ายังไง”



“ข้า…จะ…ทำดีกับท่าน…”



“แล้วจะทำดีอย่างไร”



“ฮิฮิ…”



แล้วนางก็ไม่ตอบอีก เป็นธรรมชาติของคนหลับถามได้ แต่ตอบไม่ได้ ทำเขาหมดปัญญาไปเลยทีเดียว



เจียงหรานพลิกตัวลงนอน ไม่ไล่นางออกไปอีก ยังไงก่อนหน้านี้ก็เคยนอนเตียงเดียวกันกับคู่พี่สาวน้องสาวมาก่อน แค่ถังฮว่าอี้คนเดียว…เขาจะต้องกลัวอะไร



ทว่าไม่นานนัก เขาก็รู้ว่าตัวเองคิดผิดมาก นางนอนดิ้นราวลูกปลาถูกจับขึ้นบก เคยเห็นมาแล้วครั้งหนึ่งที่เตียงคับแคบ แต่นี่เตียงกว้าง นางมีพื้นที่ให้แผลงฤทธิ์เต็มที่







ถังฮว่าอี้รู้สึกว่าตนเองฝันดีมาก แต่พอลืมตา ทุกอย่างก็หายไปเหมือนม่านหมอกสลาย



นางลืมตามาแล้วอ้าปากหาวหวอดหนึ่ง ก่อนจะมองเพดาน และม่านเตียงที่ไม่คุ้นตานัก แต่ก็ไม่แปลกใจนัก เปลี่ยนที่พักทุกครั้ง จะจดจำได้อย่างไร



นางนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ มือ…ถูกมัดไว้



ถังฮว่าอี้ก้มลง มองดูสายคาดที่มัดมือ เป็นสายคาดเอวของเจียงหรานอย่างไม่ผิดพลาด



เป็นผ้าที่นางกับถังซือฉิงเลือกให้เขาเองจากร้านในเมืองจิ่นหยาง ทั้งเนื้อผ้า และฝีมือเย็บยังจำได้แม่นยำ



แต่ทำไม…มันมาอยู่ที่มือของนางแทนที่จะอยู่ที่เอวเขา



เมื่อนางหันไปมอง ก็เห็นเจียงหรานนอนหลับอยู่ข้างๆ ในหัวนางตีกันยุ่งเหยิงทันที เกิดขึ้นเป็นสองความเป็นไปได้



หนึ่ง นางเมาแล้วแบกสังขารมาบุกเขา ใช้กำลังไม่สำเร็จ ถูกเขาปราบลงแล้วมัดทิ้งไว้



สอง เจียงหรานเมาแล้วลักพาตัวนางไปมัดบนเตียงเขา หวังทำเรื่องไม่ดี แต่ถูกนางต้านจนไม่สำเร็จ



นางลองรู้สึกดู ร่างกายไม่มีอะไรแปลก



งั้นอย่างน้อยก็ไม่ใช่ข้อสอง ที่จริง…ถ้าเจียงหรานคิดทำจริงๆ นางคงไม่ขัดขืนด้วยซ้ำ แต่คิดแบบนี้แค่ในใจเท่านั้น



สรุปต้องเป็นข้อแรก



“น่าเสียดาย…”



เสียงถอนหายใจเพิ่งหลุดออกมา



“เสียดายอะไร”



เจียงหรานลืมตาขึ้นอย่างสงบ



ถังฮว่าอี้สะดุ้ง “ท่านตื่นแล้ว”



“ข้ารอดูอยู่ ว่าตอนเจ้าได้สติจะรู้สึกผิดบ้างหรือไม่”



“เหตุใดข้าต้องรู้สึกผิดด้วย”



นางชูมือที่ถูกมัดให้ดู



“ถ้าจะว่าเจ็บ ก็มีแต่แขนที่เจ็บเพราะถูกท่านมัด กับหัวที่เจ็บเพราะเมา จะให้รู้สึกผิดก็ต้องเป็นท่านมากกว่า”



“สาวน้อยไร้เดียงสา นอนดีๆ ในห้องของตนเอง พอตื่นมากลับอยู่ในเตียงชายหนุ่มกลัดมัน ทั้งยังถูกมัดมือ…”



ตีเหล็กต้องตีตอนร้อน ถังฮว่าอี้เข้าโหมดกลับคำให้ร้ายทันที



เจียงหรานเลิกคิ้ว



“เจ้าจำไม่ได้เลยว่าเมื่อคืนตัวเองทำอะไรไว้บ้าง”



ถังฮว่าอี้ใจหวิววาบ



“ข้า…ข้าไปทำอะไรเล่า ข้า…สำเร็จรึไม่สำเร็จ”



“ยังอยากสำเร็จเรื่องอะไรอีก”



เจียงหรานประชดกลับทันที



ถังฮว่าอี้เบ้ปาก



“ในเมื่อไม่สำเร็จ ท่านจะว่าข้าทำไม และตอนนี้ ถ้าข้าร้องสักแผดเดียว ทุกคนวิ่งเข้ามาเห็นเราสองคนในสภาพนี้”



“ท่านว่าพวกเขาจะเชื่อใคร ข้าหรือท่าน”



“เจ้าคิดว่าข้าจะเกรงกลัวรึ”



เจียงหรานสีหน้าเปลี่ยน ดึงนางจากเตียงขึ้นมา



“เดี๋ยวๆๆ ดึงก็ได้ แต่อย่าเปิดผ้าห่มสิ เย็น! เฮ้ย ท่านเอาจริงเรอะ โอ๊ย สะ…สะโพกของข้า!”



เสียงร้องดังไปพักหนึ่ง จนเขาจึงปล่อยนางลง ถังฮว่าอี้หน้าแดงจัด กัดปากแน่น ทั้งโกรธทั้งอาย แต่ไม่กล้าโต้ตอบ



“ลุกไปล้างหน้าเถอะ”



เจียงหรานเปิดม่านแล้วลุกลงเตียง



“แกะมัดให้ข้าก่อนสิ!”



“ของแค่นี้จะคุมเจ้าได้รึ แกะเองเถอะ”



เขาพูดพลางล้างหน้า



ถังฮว่าอี้ค้อนวงใหญ่ ก่อนพลิกมือแกะสายคาดออกอย่างง่ายดาย ม้วนเก็บเรียบร้อยวางบนหมอน



“อย่าลืมเอาไปคาดล่ะ”



“รู้แล้ว”



นางหันหน้า พริบตาหนึ่งก็เปลี่ยนกลับเป็นใบหน้า ‘หลี่เทียนซิน’ พร้อมบ่นงึมงำเสียงดังพอให้ได้ยินอีกว่า



“เมื่อคืนยังนอนกอดกันอยู่ดีๆ เช้านี้ให้ข้าไปตามหญิงอื่น…ผู้ชายเฮอะ น่ารังเกียจจริงๆ ข้า ฮึ!”



แล้วนางก็ผลุบออกทางหน้าต่างทันที




ตอนก่อน

จบบทที่ จู่โจมกลางดึก

ตอนถัดไป