เชิญพักอยู่ด้วยกันก่อน

ตอนที่ 289 เชิญพักอยู่ด้วยกันก่อน




วันนี้ทั้งวันเงียบสงบไร้เหตุการณ์




ช่วงเวลากลางวันที่ผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งยามโพล้เพล้ กู้คายเอียนกับเยี่ยจิงซวงจึงกลับถึงสำนักกระบี่หลิวหยุน




พวกนางซื้อมามากมายจนถือกลับกันไม่ไหว สุดท้ายต้องจ้างรถม้า เพื่อนำของทั้งหมดกลับเข้ามาในสำนัก




ระหว่างทางก็พบผู้คนมากหน้าหลายตา




กู้คายเอียนยิ้มทักทาย พูดคุยถามไถ่ กระทั่งฟ้ามืด ทั้งสองถึงกลับถึงเรือนพัก




พอเข้าห้องและปิดประตูลง สีหน้าของกู้คายเอียนก็ทรุดฮวบ นางกลั้นเสียงครางมาตลอด ระหว่างเดินมานี้ทรมานไม่น้อย




เยี่ยจิงซวงรีบประคองอาจารย์ให้นั่งลงบนเตียง




“ไม่ควรฝืนเช่นนี้เลยเจ้าค่ะ ควรรออีกสักหนึ่งวัน…”




“เขาเป็นกังวลอยู่ในใจ เจ้าก็เป็นกังวล ไม่ว่าอย่างไรย่อมต้องแก้ไขให้เสียสิ้น เรื่องแบบนี้ยิ่งเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น เจ็บน้อยลงวันหนึ่งก็นับว่าดีมากแล้ว”




กู้คายเอียนยิ้มบาง




“ที่ข้าเหนื่อยก็เพราะยังใช้ลมปราณมากไม่ได้ โชคดีที่กลับมาด้วยรถม้าทำให้ประหยัดเรี่ยวแรงไปได้เยอะ”




นางเหลือบมองท้องฟ้านอกหน้าต่าง แล้วกล่าวแผ่วเบา




“เตรียมอาหารเย็นเถิด กินเสร็จแล้วเจ้าก็กลับห้องเสีย หากเขาคาดการณ์ไม่ผิด ไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้… ข้าพูดถูกหรือไม่”




“ผู้อาวุโสกล่าวถูกต้องแล้ว”




เจียงหรานก้าวออกมาจากเงามืด




เยี่ยจิงซวงสะดุ้งหันกลับมา




“พี่เจียง! ท่านอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน…”




นางไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย




แม้แต่กู้คายเอียนเอง ถึงจะรู้ว่าเมื่อกลางวันเจียงหรานต้องคอยคุมสถานการณ์อยู่ใกล้ๆ ไม่เช่นนั้นเรื่องที่นางดีดนิ้วใส่อันธพาลคงไม่เกิดขึ้น




แต่ก็ไม่คิดว่าเขาจะอยู่ใกล้ถึงเพียงนี้ แนบเนียนไร้เสียงปราณแม้แต่น้อย




กู้คายเอียนขมวดคิ้วเบาๆ




“นี่เจ้าฝึกวิชาของสำนักโสวเสินเมื่อหลายปีก่อนอย่างนั้นรึ”




“ผู้อาวุโสสายสายตาแหลมคมนัก”




เจียงหรานพยักหน้า




“เป็นวิชาก้าวเร้นวิญญาณของสำนักโสวเสินขอรับ”




“คนเราว่ากันว่าชีวิตหนึ่ง ฝึกได้อย่างมากเพียงหนึ่งวิชาเท่านั้นถึงจะถึงยอดเขาได้”




“แต่เจ้าสิ…ทั้งวิชาเก้ากระบี่สะท้านภพ วิชามหาพรหมวัชระ…อีกทั้งยังมีวิชาก้าวเร้นวิญญาณนี้อีก”




“เรียนมาก ฝึกดีทุกบท…ช่างน่าตกใจยิ่งนัก”




คำพูดของกู้คายเอียนนั้นจริงใจล้วนๆ




เจียงหรานส่ายหน้าแผ่ว




“เป็นเพียงโชคชะตาพาให้พบพานเท่านั้นเอง…พวกท่านทำการตามเดิมเถิด ไม่ต้องนึกถึงข้าเพียงแค่คืนนี้ และคืนพรุ่งนี้ ข้าคงต้องอาศัยในห้องนี้ด้วย ต้องรบกวนผู้อาวุโสแล้ว”




กู้คายเอียนฮึเบาๆ




“รบกวนอะไร หากข้าอ่อนวัยลงอีกยี่สิบปีล่ะก็ เจ้าไม่ต้องรอให้เอ่ยปาก ข้าก็ไล่เจ้าออกจากห้องแน่ ตอนนี้อายุปูนนี้แล้ว จะถือสาอะไร…เจ้าก็ซ่อนอยู่ในนี้ตามสบายเถิด”




“ขอรับ”




เจียงหรานประสานมือ แล้วเหลือบตามองเยี่ยจิงซวงเล็กน้อย ก่อนจะจมหายกลับเข้าเงามืดอีกครั้ง




เขาไม่ได้หายตัว แต่กระทั่งเยี่ยจิงซวงที่จ้องมองอยู่ ยังฟังเสียงหายใจของเขาไม่ได้เลย




พอหลุบตาหลุดโฟกัส แม้จะกวาดสายตากลับมา ยังมีชั่วพริบตาหนึ่งที่จับภาพเขาไม่ติด




นางรู้สึกตกตะลึงไม่หยุด




เมื่อนึกถึงครั้งแรกที่พบกัน เขามีเพียงวิชาเก้ากระบี่สะท้านภพเท่านั้น




แม้แต่เบื้องต้นของวิชาตัวเบา นางยังเป็นคนสอนให้เองกับมือ




แต่ตอนนี้…ไม่เพียงเรียนหลายวรยุทธ์ แต่แต่ละวิชากลับลึกซึ้งจนหาตัวจับได้ยาก




นี่ไม่ใช่ระดับคนธรรมดาจะทำได้เลย




หลังเตรียมอาหารเย็นเสร็จ ทั้งนาง กู้คายเอียน และเยี่ยจิงเสวี่ย มาร่วมรับประทานกันสามคน กินเสร็จ กู้คายเอียนก็โบกมือไล่สองพี่น้องกลับห้อง




ความเงียบกลับคืนสู่เรือน




กู้คายเอียนไม่พูดอะไร เพียงเปลี่ยนชุดเข้าที่เข้านอน




เจียงหรานยืนนิ่ง เฝ้ารอเวลา




นาทีแล้วนาทีเล่า ผันผ่านไปช้าๆ




อีกด้านหนึ่ง ในห้องของสองพี่น้อง เยี่ยจิงซวงกับเยี่ยจิงเสวี่ยก็นอนไม่หลับเช่นกัน




สองวันนี้พวกนางเล่าความหลังทุกอย่างให้กันฟังหมดแล้ว




สุดท้ายความพูดก็วกกลับมาที่ ‘เจียงหราน’




ในสายตาเยี่ยจิงซวง เขาดีไปหมดทุกอย่าง เยี่ยจิงเสวี่ยไม่ปฏิเสธ แต่อดคิดไม่ได้ว่า




พี่สาวยังไม่รู้เลยว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคมาร นั่นทำให้นางกังวลยิ่งนัก




อยากจะบอก แต่ก็รู้ว่านี่ไม่ใช่หน้าที่ของตน เรื่องนี้ควรเป็นเจียงหรานบอกด้วยตัวเอง




“เจ้าเป็นอะไรไป”




เยี่ยจิงซวงถามเมื่อเห็นน้องสาวเงียบไป




เยี่ยจิงเสวี่ยส่ายหน้า แล้วยิ้มจางๆ




“พี่สาวมีเขาอยู่ในใจ ผู้ชายทั้งใต้หล้า สำหรับพี่…คงไม่ใช่ผู้ชายเสียด้วยซ้ำกระมัง”




“พูดบ้าอะไรของเจ้า…”




เยี่ยจิงซวงหน้าแดง รีบหงุดหงิดกลบเกลื่อน




“พอเลย หลับได้แล้ว”




เยี่ยจิงเสวี่ยหัวเราะเบาๆ ก่อนเป่าลมใส่ตะเกียงให้น้ำมันดับ




“ก็ได้…หวังว่าเมื่อเช้าตรู่พรุ่งนี้ ทุกอย่างจะกลับสู่ปกติ”




เยี่ยจิงซวงอยากพูดถึงแผนของเจียงหราน ว่าจะรอศัตรูเดินมาติดกับได้หรือไม่ แต่ก็กลัวว่าหูของคนลอบซุ่มอาจอยู่ใกล้กว่าที่คิด




เผลอพูดผิดคำเดียวอาจทำให้ทั้งเจียงหราน และอาจารย์ตกอยู่ในอันตราย




เยี่ยจิงเสวี่ยลืมตาข้างหนึ่ง เหลือบมองพี่สาว แล้วลูบแขนปลอบเบาๆ




“ไม่ต้องห่วง…”




ทันใดนั้นเอง นางขมวดคิ้วเล็กน้อย




รับรู้ได้ถึง “บางสิ่ง” ที่เคลื่อนผ่านหลังคาอย่างรวดเร็ว




เพียงครู่เดียว เงาดำหนึ่งก็เหินผ่านกลางฟ้า ลงสู่บนหลังคาห้องสองพี่น้อง




ในเวลาเดียวกัน เจียงหรานที่ซ่อนในเงา เปิดดวงตาขึ้น เบือนสายตาไปทางเรือนของสองพี่น้องตระกูลเยี่ย ก่อนจะเบือนกลับมาอย่างเงียบๆ




เพราะเสียง “แกร็ก” เบาๆ ดังขึ้น หน้าต่าง…ถูกเขี่ยเปิดจากด้านนอก




ศีรษะล้านวาววับในเงามืด ค่อยๆ โผล่เข้ามาในสายตาเจียงหราน




จากนั้นร่างทั้งร่างก็ย่างเท้าเข้ามาด้านในเงียบสนิท เขาเหลือบมองไปที่เตียง




เดินตรงดิ่งเข้าไป มือยกผ้าม่านขึ้น ม้วนแขวนไว้




จากนั้นเพ่งมองกู้คายเอียนที่นอนนิ่งอยู่ พึมพำเบาๆ




“ใกล้ถึงเพียงนี้ ยังไม่รู้สึกตัว…หายดีแล้วจริงหรือ”




เขาวางสองนิ้วลงบนข้อมือนาง ส่งลมปราณตรวจสอบ เพียงชั่วอึดใจ คิ้วเขาก็คลายลง




“หลอกกันนี่เอง… แล้วจะหลอกไปทำไมกัน”




ยังไม่ทันต่อประโยค สีหน้าของเขาก็ซีดเผือด




“แย่แล้ว”




“แย่ตรงไหน ข้าเห็นว่าดีนัก”




เสียงดังด้านหลัง




พร้อมกับฝ่ามืออุ่นหนักวางลงบนกลางหลังเขา




เขายกมือจะผละออกจากข้อมือกู้คายเอียน แต่ปลายนิ้วกลับเหมือนถูกตรึงด้วยพลังลึกลับ ขยับออกไม่ได้เลยสักนิด




มือเขาถูกยกขึ้น พร้อมกับข้อมือของกู้คายเอียนที่ถูกดึงตามขึ้นมา




เขาพยายามตัดลมปราณคืนสู่ตันเถียน แต่ลมปราณกลับถูกกระแทกสวนขึ้น ไหลพุ่งออกจากร่างอย่างไร้อำนาจควบคุม




“เจ้าเป็นใคร!!” เขาตวาดอย่างสิ้นหวัง




เจียงหรานกล่าวเบาๆ




“ขอยืมลมปราณของเจ้า…สักหน่อย”




“อย่า!”




ถ้อยคำยังไม่ทันจบ




เขาก็รู้สึกว่าลมปราณทั่วร่างถูกยกขึ้นเหมือนน้ำพุใต้บาดาล ไม่อาจฝืน ไม่อาจหนี ไม่อาจกลั้น




มหาสมุทร ย่อมกลืนลำธาร ความต่างของพลังนั้น ใหญ่หลวงจนเขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะขัดขืน




เขาถูกพลังของเจียงหรานลากหอบ ลมปราณในกายไหลทะลักออก เหมือนถูกทะเลกวาดไปทั้งสาย




สายน้ำเล็ก…จะต้านคลื่นยักษ์ได้อย่างไร




สุดท้าย เขาตระหนักเพียงคำเดียว หมดสิ้นหนทาง




เขาถูกกำลังภายในบังคับจนไร้เรี่ยวแรง สีหน้าดำคล้ำ อยากจะตายเสียเดี๋ยวนั้นให้พ้นจากการถูกบงการ




ในขณะเดียวกันนั้นเอง ที่เรือนของสองพี่น้องตระกูลเยี่ย ผู้ยังไม่ทันหลับสนิท




เยี่ยจิงซวงพลันรู้สึกถึงความผิดปกติ




“มีคน!”




นางผุดลุกขึ้น คว้ากระบี่ยาวที่หัวเตียง และโยนกระบี่ประจำกายให้น้องสาวอย่างรวดเร็ว




ทั้งสองเพิ่งตั้งท่าได้ ก็มีเสียง “ปัง!” ดังลั่น




ประตูถูกผลักเปิดออก




“เจ้าเป็นใคร”




เยี่ยจิงซวงขมวดคิ้ว เหลือบมองหญิงสาวผู้ยืนอยู่ตรงธรณีประตู




“หากข้าไม่จำผิด เจ้าควรจะชื่อลั่วลั่วมิใช่หรือ…ยามค่ำมืดเช่นนี้ ไม่พักผ่อนในห้องของตัวเอง มาทำอะไรที่นี่”




หญิงผู้นั้นยิ้มหวาน




“มาชวนแม่นางเยี่ยทั้งสอง ไปพบกันที่ช่องเขาตัดสายน้ำเพียงชั่วครู่”




น้ำเสียงนางอ่อนหวาน แต่ถ้อยคำกลับเย็นเฉียบ




“ขอร้องอย่าต้าน หากไม่เช่นนั้น คงต้องลำบากกันมากหน่อย”




“ช่องเขาตัดสายน้ำ…”




เยี่ยจิงซวงชะงัก นางรู้แผนการของเจียงหรานดี




ในวันแรกที่มาถึงสำนักกระบี่หลิวหยุน เจียงหรานก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังอย่างละเอียด




นางจึงเข้าใจได้ในทันที แต่ก็ยังสงสัย




“ทำไมต้องเป็นเจ้า เจ้าก็เป็นแค่นางคณิกาแห่งหอโคมแดงมิใช่หรือ”




ไม่เพียงเยี่ยจิงซวงที่ตกใจ เยี่ยจิงเสวี่ยเองที่รู้อยู่ก่อนแล้วยังอดประหลาดใจมิได้ ว่าผู้ลงมือจะเป็นหญิงคนนี้จริงๆ




หญิงผู้นั้นเหลือบมองไปทางเรือนของกู้คายเอียน แล้วยิ้มเบาๆ




“ยังพอมีเวลา คิดว่าที่เจียงหรานต้องใช้กำลังภายในช่วยเยียวยาอาจารย์ของเจ้า ย่อมต้องใช้เวลาไม่น้อย”




“เช่นนั้น ก่อนจะลงมือ ข้าจะตอบข้อสงสัยให้เจ้าเล็กน้อยก็ได้”




“เอาเข้าจริง เรื่องนี้ก็แค่ความบังเอิญ เดิมทีเรามีแผนจะมารับตัวแม่นางเยี่ยอยู่แล้ว และข้าก็ถูกส่งมาทำหน้าที่นี้”




“ระหว่างทางมาที่นี่ เกิดพบกับคู่รักที่กำลังหนีหัวซุกหัวซุนอยู่พอดี”




“ได้ยินเจ้าเด็กชื่อม่อปู๋ฝานพูดว่า บิดาของเขากับปรมาจารย์อวิ๋นแห่งสำนักกระบี่หลิวหยุนรู้จักกัน ข้าจึงเกิดความคิดขึ้นมา”




“เพราะจะจับตัวเจ้าออกไปจากสำนักกระบี่หลิวหยุน มันไม่ใช่เรื่องง่าย หากก่อความวุ่นวายมากไป จะยุ่งยากมากขึ้น”




“แต่จู่ๆ ตัวตนของ ‘ลั่วลั่ว’ กลับถูกส่งมาอยู่ตรงหน้า”




“ข้าจึงฆ่าลั่วลั่วตัวจริง แล้วสวมรอยแทน ก่อนยุยงม่อปู๋ฝานให้พามาที่นี่”




“แต่ไม่คิดเลยว่า เจียงหรานกับน้องสาวของเจ้าก็จะมาที่นี่ด้วย…”




เยี่ยจิงเสวี่ยสีหน้าดิ่งลง




“แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไร ว่าคนที่ตามพวกเรามา…คือเจียงหราน”




หญิงนั้นหัวเราะน้อยๆ




“เพราะมันประจวบเหมาะจนเกินไป เขามาถึง…แล้วกระบี่เบิกฟ้าก็หายเป็นปลิดทิ้ง”




“วันนี้ข้าตามเจ้าไปในเมือง และพบว่าแม้เจ้ากับกู้คายเอียนจะดูเหมือนมาด้วยกันสองคน แต่ความจริงมีใครบางคนคอยตามอยู่ด้านหลังตลอดเวลา”




“ที่ร้านน้ำชา ผู้ที่ทำให้พวกอันธพาลบาดเจ็บ ไม่ใช่กู้คายเอียน แต่เป็นเจียงหราน”




“ตามที่เรารู้…หลี่เทียนซินไม่มีความสามารถถึงขั้นนั้นแน่นอน”




“เมื่อโยงเหตุการณ์ทั้งหมดเข้าด้วยกัน คำตอบก็ชัดเจน เจียงหรานทำทุกอย่างเพียงเพื่อรักษากู้คายเอียนจากพิษฝ่ามือทลายหทัย”




“คืนนี้ ไม่ใช่แค่เขาสองคนกำลังรอ ข้าเอง…ก็รอ




“จนกระทั่งเจ้าบ้าหัวล้านคนนั้นแอบย่องไปที่เรือนของกู้คายเอียน ข้าถึงออกมาที่นี่ โอกาสแบบนี้มีไม่มาก”




“หวังแต่เพียงเราจะไม่เสียเวลาไปมากกว่านี้ เพราะถ้าเจียงหรานมาถึง…ข้าก็เกรงว่าจะต้านไม่อยู่”




“น่าขำสิ้นดี!”




เยี่ยจิงซวงเหยียดยิ้มเย็น




“นี่คือสำนักกระบี่หลิวหยุน เจ้าคิดว่าเจ้า ‘จับ’ ข้าได้จริงหรือ”




สิ้นคำกระบี่ยาวในมือนางหมุนวูบ เสียงหวีดดังสะท้าน




ปลายกระบี่พุ่งเข้าหาอกของหญิงปริศนาอย่างเฉียบคม




หญิงนั้นกลับหัวเราะเบาๆ




“กระบี่ของเจ้าน่าชื่นชมยิ่ง เชื่อว่าบรรดาผู้กล้าในยุทธภพไม่น้อยต้องพ่ายแพ้เจ้าแน่ เสียดาย…ยังขาดอีกสามส่วน หากจะรับมือข้า”




สิ้นคำ มือเรียวของนางสะบัด นิ้วทั้งห้าดีดไปมาดุจผีเสื้อ




เบี่ยงคมกระบี่ออกอย่างน่าอัศจรรย์ พร้อมตวัดขึ้นหมายคว้าลำคอเยี่ยจิงซวง




เยี่ยจิงซวงหน้าซีด แต่ไม่เสียจังหวะ กดกระบี่ลง ตวัดปลายให้บานเป็นกระบี่บุปผา กันคมเล็บเฉียดหัวได้เฉียดฉิว




ทว่าอีกฝ่ายแยกนิ้วออกอย่างแยบยล หมุนข้อมือหนึ่งที พลังนิ้วหลอกล่อหลายทิศ




แทรกฝ่า ‘กระบี่บุปผา’ พุ่งตรงเข้าหานาง




คว้า!




นางถูกจับที่ไหล่ กระแสปราณถูกตัด แขนทั้งข้างชาไปถึงลำตัว




กระบี่ยาวแทบจะหล่นจากมือ




“ไปเถอะ”




หญิงปริศนาหัวเราะเบาๆ




เยี่ยจิงเสวี่ยตวาดลั่น




“ปล่อยพี่สาวข้านะ!!”




หญิงนั้นหมุนตัว หันไปมองเยี่ยจิงเสวี่ย ส่ายหน้าเบาๆ




“กระบี่ของเจ้าดียิ่ง เหนือกว่าม่อปู๋ฝานอีก”




“แต่เจ้าก็ยังเด็กนัก กำลังภายในอ่อนด้อยกว่าเยี่ยจิงซวง จะต้านข้าได้อย่างไร”




“เอาเถอะ จับหนึ่งก็จับ จับสองก็ไม่ต่างกัน เจ้า…มากับข้าด้วยดีมั้ย”




วาจาจบ มือเรียวของนางสะบัดหมายจะจับอีกครั้ง




แต่เยี่ยจิงเสวี่ยมิได้ร่างตรง นางหมุนปลายเท้า วาดกายเฉียงหลบ เคลื่อนไหวดุจสายน้ำไหลเอื่อย




นี่คือท่วงท่าในวิชากระบี่ดอกบุปผา ชื่อท่า บุปผาโรยธาร ร่างนางลื่นไหล สอดคล้องกับกระบี่ รวดเร็วไร้ช่องโหว่




หญิงปริศนาเห็นแล้วถึงกับพยักหน้า ทว่าก็ทุบพื้นเบาๆ




ตึง!




พื้นสั่นวาบ เยี่ยจิงเสวี่ยเสียหลัก ท่วงท่ากระจัดกระจาย




มือข้างหนึ่งตวัดลงหมายจะคว้าตัวนางอีกครั้ง




แต่ครานี้ ดวงตาของเยี่ยจิงเสวี่ยสว่างวาบ ประกายปราณแลบออกจากดวงตา




“แย่แล้ว…”




หญิงปริศนาหัวใจหดตัว รู้ว่าพลาดไปหนึ่งก้าว




แต่ก็สายไปแล้ว




ฟุ่บ!




ประกายกระบี่โผล่ขึ้นราวสายรุ้ง งดงามประดุจดอกไม้โปรยปราย




คมกระบี่พุ่งซัดใส่นิ้วมือของอีกฝ่าย เสียงโลหะกระทบดังระรัว




ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง!




ในชั่วพริบตา หญิงปริศนาถูกบีบให้ล่าถอย เสียทั้งจังหวะ และไหล่มือ ถึงกับถูกเฉือนสามแห่งบนไหล่จนเลือดโชก




นางก้มดูบาดแผล ก่อนเงยหน้าแล้วขมวดคิ้ว




“กำลังภายในลึกล้ำขนาดนี้…เด็กอย่างเจ้าไม่น่ามีได้ เมื่อวาน…เจ้า… เจ้าจงใจแสร้งทำเป็นอ่อนแอ”




เยี่ยจิงเสวี่ยยิ้มบางๆ




“พี่เจียงนับว่ามองการณ์ไกล เรารู้ว่าเจ้ามีพิรุธ แต่ไม่คิดว่าจะเล็งมาที่พี่สาวข้า”




“เขาให้ข้าซ่อนฝีมือเอาไว้ แสดงเพียงเหนือกว่าสหายรุ่นเดียวกันเล็กน้อย เพื่อให้เจ้าประมาท”




“เปิดช่องให้มีโอกาสเล่นงาน เรื่องนี้…ง่ายกว่าที่คิดมาก”




หญิงปริศนาขมวดคิ้วแน่น




“แต่…เจ้ารู้ได้อย่างไร ว่าข้ามีปัญหา”




นางมั่นใจว่าการปลอมตัวสมบูรณ์แบบ




ม่อปู๋ฝานยังอยู่ด้วยทุกวัน เพิ่งจะเริ่มจับผิดได้บ้างในสองวันหลัง และต้องไม่รู้แน่ว่าตนคือคนละคนแล้ว




ส่วนเจียงหรานกับเยี่ยจิงเสวี่ยก็ไม่เคยสนิทกับลั่วลั่วจะรู้ได้อย่างไร




ทันใดนั้น นางก็เหมือนจะเข้าใจ




“คนที่ช่วยพวกเราในคืนนั้น…คือพวกเจ้า!”




เยี่ยจิงเสวี่ยหัวเราะเบาๆ




“ช่างบังเอิญนัก คนที่ช่วยพวกเจ้าคือตัวเราเอง ตอนนั้นพี่เจียงก็รู้แล้วว่า เจ้าเจอที่ซ่อนของเราเข้า จึงรู้ว่าเจ้าไม่ใช่แค่หญิงสาวธรรมดา”




“แต่เราก็คิดไม่ถึง…ว่าเจ้าจะฆ่าลั่วลั่วตัวจริงเพื่อสวมรอย เพื่อจับตัวพี่สาวข้า ช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก”




หญิงปริศนายิ้มเย็น




“ทำงานก็ต้องทำให้สำเร็จเท่านั้น”




นางเหลือบมองบาดแผลตนเองเล็กน้อย แล้วส่ายหน้า




“คืนนี้ไม่เหมาะจะอยู่ต่อแล้ว… แต่ในเมื่อจียงหรานอยู่ในสำนักกระบี่หลิวหยุนจริง เราก็ไม่จำเป็นต้องรอไปถึงช่องเขาตัดสายน้ำอีกต่อไปแล้ว ลาก่อน”




สิ้นคำ นางดีดปลายเท้า พุ่งออกจากห้องเร็วดุจสายฟ้า




“หยุดนาง!!”




เยี่ยจิงซวงกับเยี่ยจิงเสวี่ยพุ่งออกตามทันที




ทว่าอีกฝ่ายมีวิชาตัวเบาสูงล้ำ เพียงชั่วพริบตาก็กระโดดไกลออกไปกว่าสิบจั้ง กำลังจะหลุดพ้นระยะไล่ตาม




ทันใดนั้น




ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!




แสงกระบี่พุ่งออกจากความมืด ม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นคดเคี้ยว ประหนึ่งทะเลกระบี่ซัดกระหน่ำเป็นลูกคลื่น




หญิงปริศนาหน้าซีดเผือด




เยี่ยจิงเสวี่ยอุทาน




“ชมสมุทรคราม!”




เยี่ยจิงซวงกำลังจะถามว่าเป็นวิชาอะไร แต่ก็มีเสียงหนึ่งดังมาจากที่ไกลในเงามืด




“ในเมื่อมาถึงแล้ว… จะรีบร้อนไปไหนเล่า เชิญพักอยู่ด้วยกันก่อนเถิด”





ตอนก่อน

จบบทที่ เชิญพักอยู่ด้วยกันก่อน

ตอนถัดไป