ความทะเยอทะยาน
ตอนที่ 296 ความทะเยอทะยาน
สายลมเย็นหนาว แสงจันทร์เศร้าสร้อยไร้เสียง
เซินถูหงสวมหน้ากากแดงกลับเข้าไปใหม่ ยืนเด่นเพียงลำพังบนตลิ่งริมแม่น้ำ มองสายน้ำไหลเอื่อยอย่างเงียบงัน
เขาไพล่มือหนึ่งไว้ด้านหลัง ท่วงท่าสง่างาม ดูแววผู้ดีมีชาติตระกูลอยู่ไม่น้อย
เพียงมองท่าทางเช่นนี้ คงไม่มีผู้ใดคาดคิดเลยว่า คนผู้นี้เมื่อครู่ยังยอมหมอบกราบ ต่อรองแลกชีวิตกับศัตรูของตน
เสียงฝีเท้าเบาๆ ทำลายความสงบในยามค่ำ
เหนือโขดหินข้างกาย ปรากฏชายชุดดำอีกคนหนึ่ง สวมหน้ากากดำครึ่งหน้า เขามองตามสายตาเซินถูหงครู่หนึ่ง แล้วอดถามไม่ได้
“เจ้ามองอะไรอยู่กันแน่”
“……”
เซินถูหงนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนตอบเสียงเรียบ
“ข้าก็ไม่รู้หรอก มองไปเรื่อย ไม่งั้นตอนรอคนจะให้ข้าทำอะไร จะให้นั่งยองๆ นับมดรึไง”
“ก็จริง”
ชายชุดดำพยักหน้า
“แล้วเหตุใดเจ้าถึงเรียกข้าออกมาเวลานี้”
“เพราะเขามาแล้ว”
ห้าคำของเซินถูหง ราวกับสายฟ้าผ่า ทำเอาชายชุดดำแทบกลิ้งตกจากโขดหิน
“มาแล้ว จะเร็วปานนั้นได้อย่างไร! แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไร!”
ดูออกว่าชายชุดดำร้อนรนไม่น้อย ถามมาทีเดียวสามข้อ
“เพราะ…เรือนเสี่ยวอวี่ถูกเผาวอดไปแล้ว เขารู้แล้วว่าคนในแคว้นจินฉานจะลงมือสังหารองค์หญิงใหญ่ระหว่างเดินทางกลับนครหลวง และเขาอยากให้ข้าตามเจ้ามาพบเขาด้วย”
เซินถูหงยังไม่หันมา ก็บอกทุกอย่างตามที่ตกลงกับเจียงหราน
“อีกอย่าง…ตัวตนของข้าก็ปิดไม่มิดแล้ว”
ชายชุดดำได้ฟังกลับถอนหายใจโล่งอก
“ดีแล้วๆ… เช่นนั้น…จะนัดพบที่ไหน”
“ที่นี่แหละ”
เซินถูหงตอบเรียบๆ
“เรื่องคน มีปัญหาหรือไม่”
“พวกหอไร้ชีพ พวกเกาะธุลีว่าง…ฝ่ายหอเมฆดับตายไปแล้ว อีกสองฝ่ายคงพอได้แค่ถ่วงเวลา”
“เอาของที่เตรียมไว้ใช้ที่ช่องเขาตัดสายน้ำ…ย้ายมาไว้ที่นี่ละกัน”
ชายชุดดำหัวเราะในคอ
“ให้ข้าสองชั่วยาม ก่อนฟ้าสาง เราจะให้ ‘กระบี่สะท้านภพ’ ดินกลบหน้าร่างแหลกเหลว!”
เซินถูหงเงยหน้ามองฟ้าสีหม่น ถอนหายใจเบาๆ
ชายชุดดำเหมือนจับสังเกตได้ หันมามอง
“ท่าทีเจ้าดูผิดปกติ…”
“พวกเรา…จะฆ่าเขาได้จริงหรือ”
น้ำเสียงเซินถูหงมีความลังเลที่แม้ตัวเขาเองยังไม่รู้ตัว
“สมัยก่อน เจ้าคงไม่พูดเช่นนี้”
ชายชุดดำประหลาดใจ
“เกิดอะไรขึ้นกับเจ้ากันแน่”
“พอเห็นฝีมือเขาชัดๆ ข้าก็รู้สึกว่า ต่อให้ทัพพันทัพหมื่น ก็หยุดเขาไม่ได้ เป็นเรื่องธรรมดาเสียด้วยซ้ำ”
“อุบายเพทุบาย จำนวนคนมากน้อย…ไม่ใช่สิ่งที่ใช้ต้านเขาได้อีกแล้ว”
“เรายืนอยู่ฝั่งตรงข้ามเขา ก็เท่ากับเดินบนหนทางที่มีแต่ความตาย”
เซินถูหงถอนหายใจยาว
“ตัวข้าจริงๆ แล้ว…ไม่ได้กลัวตาย เพื่อเรื่องนั้น ข้ายอมตายได้…ไม่ว่าใครในหมู่เราก็ยอมตายได้”
“แต่บางครั้งคิดให้ดี…การตายเช่นนี้มันคุ้มค่าหรือ เราอาจตายไป…โดยไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย…”
สีหน้าชายชุดดำเข้มขึ้น
“ข้าว่าเจ้าคงควรพักสักหนึ่ง สักสามเดือนเป็นอย่างต่ำ หรือจะปีหนึ่งครึ่งปีก็ได้”
“ไปตั้งหลักใหม่ ทำความเข้าใจใจตัวเองให้ดี ถ้ามันไม่ใช่สิ่งที่เจ้าต้องการจริงๆ เราไม่มีใครบังคับเจ้า”
“เจ้าพูดถูก นี่คือหนทางสู่ความตาย ใครไม่อยากเดิน ก็ไม่ใช่เรื่องผิด”
“ไม่ต้องแล้ว”
เซินถูหงส่ายหน้าเบาๆ
“ก่อนมานี่ ข้ากินยาพิษของเจียงหรานแล้ว”
“ครั้งนี้ถ้าฆ่าเขาได้ ก็ถือว่าคุ้ม ถ้าฆ่าไม่ได้…ข้าก็คงเหลือเวลาไม่กี่วัน”
“เจ้า…”
ชายชุดดำเหมือนจะพูดอะไร แต่ก็กลืนคำลงไป
ก่อนเปลี่ยนเป็นยิ้มบาง
“ถ้าเจ้าตาย จะให้ส่งศพเจ้าไปที่ใด”
“ส่งให้พี่ข้า”
เซินถูหงตอบ
“บอกเขาให้ฝังข้าที่ที่อาเหยาไม่เห็นข้า แต่ข้ายังมองนางได้ แล้วเจ้าเล่า…เจ้าตาย จะให้ข้าฝังเจ้าที่ไหน”
ชายชุดดำครุ่นคิดก่อนตอบ
“เผาข้าให้เป็นเถ้า แล้วโปรยลงแม่น้ำตี้สุ่ย ข้าก็จะได้ล่องไปทั่วแผ่นดินอีกครา!”
เซินถูหงพยักหน้า จดไว้ในใจอย่างจริงจัง
ต่อมา ชายชุดดำก็เอ่ยขึ้นใหม่
“แต่ถ้าพวกเราตายพร้อมกันล่ะ”
“อย่างน้อย…บนเส้นทางสู่เมืองผี ก็ไม่เดียวดายแล้ว”
ผู้พูดครานี้ ไม่ใช่เซินถูหง
แต่ประโยคนั้น ทำให้เซินถูหงกับชายชุดดำขนลุกพร้อมกัน
เพราะเป็นเสียงของเจียงหราน
ทั้งคู่ไม่กล้าหนี ได้แต่หันกลับไปช้าๆ ก็เห็นเจียงหรานถือไหสุราเล็กใบหนึ่ง ข้างกายมีสองสาวที่เดินตามประกบซ้ายขวา
งามดั่งเงาเงียบ กระบี่คาดเอวทั้งคู่
แต่ไม่ว่าเซินถูหงหรือชายชุดดำ ต่างไม่กล้าชื่นชมความงามแม้แต่น้อย
สายตาพวกเขาจับจ้องอยู่ที่หน้าเจียงหรานเพียงคนเดียว
เซินถูหงหน้าเขียวสลับขาว ก่อนทอดถอนใจ
“ข้าไม่น่าประมาทเลย”
“ไม่ใช่ความผิดเจ้า”
คราวนี้เป็นเจียงหรานเองที่ตอบ
“จะฆ่าข้าทั้งที นี่คือโอกาสเดียวของเจ้า ถ้าพลาดครั้งนี้ไป ต่อให้ต้องสละชีวิต…เจ้าก็จะไม่ได้อะไรกลับมาเลย”
“ไม่ส่งข่าวว่าข้าอยู่ที่นี่ ไม่ดักวางตาข่าย หวังล่อให้ข้าติดกับ… หรือว่าเจ้าคิดจะคลานอยู่แทบเท้าข้าไปทั้งชาติ”
“สำหรับข้าแล้ว เจ้าไร้ค่าต่อจากนี้ เมื่อเจ้าล่อคนผู้นั้นออกมาได้…เจ้าก็ต้องตายอยู่ดี”
“ถึงขั้นไม่ยอมให้ข้ากินยาพิษสักขวดเลยหรือ”
เซินถูหงฝืนยิ้ม
“เจ้านี่ช่างคำนวณรอบคอบจริงๆ”
“ลูกคนจนอย่างข้า ถึงวันนี้จะพอมีเงินอยู่บ้าง แต่เรื่องที่ต้องเสียเงินเสียของ ก็อดจะคิดให้ครบจบทุกด้าน”
เจียงหรานหัวเราะเบาๆ
“เอาล่ะ ดูเหมือนพวกเจ้าทั้งสองจะพูดกันจบแล้ว ตอนนี้ข้าขอถามบ้างได้หรือไม่”
“ข้าไม่รู้ว่าพวกเจ้ากำลังคิดการใด…แต่คงไม่ใช่เรื่องเล็กแน่”
“เรื่องสังหารองค์หญิงใหญ่ เห็นชัดว่าไม่ใช่การตัดสินใจชั่ววูบ และไม่ใช่ผลประโยชน์เล็กน้อย”
“ต้องมีเหตุผลใหญ่กว่านั้น ข้าอยากรู้…เหตุผลนั้นคืออะไร”
“เมื่อจอมยุทธ์เจียงถาม…พวกเราก็ไม่กล้าปิดบัง”
ชายชุดดำยิ้มบาง
เซินถูหงสีหน้าสะดุ้ง รีบพูดขึ้น
“เจ้าคิดจะทำอะไร!”
ชายชุดดำเอ่ยเสียงนิ่งสงบ
“ท่านมองโลกต่างจากเรา จึงอยากได้ความเห็นของท่าน ท่านคิดอย่างไรกับแคว้นจินฉาน และคิดอย่างไรกับใต้หล้าทั้งหมด”
เจียงหรานเลิกคิ้ว
“เจ้าต้องการพูดอะไรกันแน่”
ชายชุดดำกล่าวอย่างหนักแน่น
“ท่านไม่เห็นหรือ แม้แคว้นจินฉานยังพอสงบ แต่ประชาชนอดอยาก หนาวไร้เสื้อผ้า มีนับไม่ถ้วน และฮ่องเต้ปัจจุบัน…ได้ตำแหน่งมาอย่างไม่ชอบธรรม”
“ใช้คำยุยงใส่ร้ายท่านอู่อ๋อง ฉวยจังหวะที่อดีตฮ่องเต้สวรรคต รีบชิงราชบัลลังก์ก่อนใครทันคิดอะไรด้วยซ้ำ”
“หลังขึ้นครองราชย์ ไม่เคยทำประโยชน์แก่บ้านเมืองแม้แต่วันเดียว ปล่อยให้บ้านเมืองเสื่อมโทรมลง
“ปล่อยให้คนพาล และเหล่าผีสางในยุทธภพใช้กฎหมายเป็นผักปลา ชาวบ้านเดือดร้อนเพราะพวกชาวยุทธ มากกว่าราชสำนักเสียอีก!”
“หากปล่อยให้นานไป แคว้นจินฉานย่อมแตกเป็นเสี่ยงๆ!”
เขายิ่งพูดก็ยิ่งจริงจัง
“และนั่นยังเป็นเพียงปัญหาในแว่นแคว้น… ภายนอก เหนือมีแคว้นชิง ใต้มีแคว้นหลี ทิศตะวันตกติดแคว้นชิวเย่”
“ตะวันออกเป็นเทือกเขายาวหมื่นลี้ เต็มไปด้วยเผ่าคนเถื่อนนับไม่ถ้วน แม้ยังไม่กล้าลบหลู่แคว้นจินฉานตอนนี้ แต่อนาคต ใครจะล่วงรู้ได้”
ชายชุดดำเสียงเข้มขึ้น
“ภายนอกแม้ต่างบอกว่าอยู่กันโดยสันติ แต่เพียงลมไหวหญ้าไหวเพียงนิดเดียว ก็พร้อมฉีกหน้ากากทุกเมื่อ หมาป่าย่อมเผยเขี้ยว…”
“ผู้คนทั้งหล้า จะถูกสงครามลากลงเหวอีกครั้ง!”
เจียงหรานได้ฟัง ก็ปรบมือหนึ่งที
“พูดได้ดี…แคว้นชิงกับแคว้นหลีย่อมคิดร้ายต่อแคว้นจินฉาน ทั้งสามแคว้นไม่เคยหยุดต่อสู้กันเลย”
“แต่ทั้งหมดนี้…เกี่ยวอะไรกับฮ่องเต้งั้นรึ”
“เขาเป็นเจ้าของแผ่นดิน ตั้งแต่เรื่องใหญ่ระดับชาติ ไปจนเสื้อผ้าอาหารของราษฎรเล็กๆ น้อยๆ สิ่งใดที่ไม่เกี่ยวกับเขาเล่า!”
ชายชุดดำหัวเราะเย็น
“ท่านคือยอดยุทธ์ ไม่น่าเข้าข้างเขาเลย”
“ก็จริง”
เจียงหรานยิ้มบาง
“สรุปแล้ว…พวกเจ้าคิดจะก่อกบฏหรือ”
“หาได้ไม่!”
ชายชุดดำโบกมือทีหนึ่ง
“ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันทั้งไร้ความสามารถ ทั้งสันดานต่ำ เป็นเพียงผู้ดูแลบัลลังก์ยังพอทน แต่จะให้เขาออกศึกขยายแผ่นดิน…ย่อมเกินฝีมือ”
“แล้วเป็นเช่นนี้ พวกเราก็ต้องหาผู้ยิ่งใหญ่แท้จริงมาปกครองแผ่นดิน”
“แล้วแบบนี้ยังบอกว่าไม่คิดก่อกบฏอีกหรือ”
เจียงหรานหัวเราะเยาะ
“พูดถึงผู้ครองแผ่นดินไร้เทียมทาน…เจ้านี่มันเพ้อจริงๆ”
ชายชุดดำหัวเราะดัง
“แม้ฟ้าเบื้องบนจะมีวังหยก ก็ต้องมีเจ้าของ หากนายเหนือหัวของเราต้องการ…ก็ต้องได้!”
“และท่านไม่คิดหรือว่า ความสงบยี่สิบปีที่ผ่านมานี้ มันเป็นเพียงภาพลวงตา”
“ตราบเท่าที่ห้าแคว้นยังอยู่…ความวุ่นวายก็ไม่มีวันหายไป!”
“ดังนั้น…”
“ดังนั้น แผ่นดินแยกนานต้องรวม รวมแล้วต้องแตก! ห้าแคว้นนี้…ถึงเวลาต้องรวมเป็นหนึ่ง!”
ชายชุดดำพูดจบ เจียงหรานก็ปรบมือดัง
“ดี ใช้ได้มาก!”
ชายชุดดำตาเป็นประกาย
“เช่นนี้ ท่านก็เห็นด้วยสินะ”
“เห็นด้วยสิ!”
เจียงหรานพยักหน้ารัว
“แผ่นดินแยกนานต้องรวมเป็นหนึ่ง ข้าเห็นด้วยทุกคำ และเรื่องที่เจ้าว่า ห้าแคว้นอยู่ร่วมกันวันเดียว ความวุ่นวายก็ไม่หมด…ข้าก็เห็นด้วยเช่นกัน”
ชายชุดดำหัวเราะชอบใจ
“ยอดฝีมือก็คือยอดฝีมือ สายตากว้างไกลจริงๆ”
“แล้วเช่นนี้ ท่านยอมร่วมกับเราหรือไม่ มาจับมือกันสร้างความยิ่งใหญ่!”
เซินถูหงฟังจนตะลึง เหมือนสมองตามไม่ทัน
เจียงหรานก็พยักหน้าหนักแน่น
“ได้ ข้าตกลง! นับจากวันนี้ พวกเราก็เหมือนตั๊กแตนตัวเดียวกันบนเชือกเส้นเดียว”
“เพื่อความสงบสุขในแผ่นดิน ศัตรูใดขวางหน้า…ต้องถูกกวาดให้เกลี้ยง!”
“ถูกต้อง!!”
ชายชุดดำพยักหน้าแรงๆ
เจียงหรานถามต่อ
“แต่เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับองค์หญิงใหญ่ ไปโค่นฮ่องเต้ ข้ายังเข้าใจ แต่องค์หญิงใหญ่เกี่ยวอันใดด้วย”
ชายชุดดำยิ้ม
“ท่านอาจยังไม่รู้…นี่คือโอกาส! แคว้นชิงจะใช้ข้ออ้างว่าองค์หญิงใหญ่ฆ่าองค์ชายของพวกเขา เพื่อจุดชนวนสงคราม แคว้นหลีก็จะฉวยจังหวะคดีขององค์หญิงสร้างเรื่องขึ้นมา”
“สองแคว้นพร้อมลงมือ แคว้นจินฉานย่อมวุ่นวายแตกเป็นเสี่ยง”
“ในความอลหม่านนี้เอง วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่จึงจะก้าวออกมา โค่นล้มฮ่องเต้ไร้ความสามารถ สร้างความยิ่งใหญ่เป็นตำนานหลายร้อยปี!”
เจียงหรานลูบคาง
“ก็คือ…อยากให้บ้านเมืองสงบ ต้องทำให้มันวุ่นวายก่อน”
“ยอดถ้อยคำ! ใช่แล้ว!”
ชายชุดดำพูดอย่างสะใจ
“ตราบใดที่เราสังหารองค์หญิงใหญ่ แคว้นชิงกับแคว้นจินฉานจะหมดทางปรองดอง ไฟสงครามจุดติดทันที”
“แคว้นหลีต้องโถมเข้าเสริมอีก บ้านเมืองแตกวุ่นเป็นกลียุค และในกลียุคนั้นเองคือ เวลาที่พวกเราจะลงมือ!”
เจียงหรานถามกลับทันที
“แล้วประชาชนล่ะ”
ชายชุดดำเงียบไป ก่อนถอนหายใจ
“แน่นอนว่าประชาชนต้องเดือดร้อน แต่เพื่ออนาคตหลายร้อยพันปี ความเสียหายวันนี้…ไม่นับเป็นอะไรเลย”
“ท่านมองไกล น่าจะเข้าใจพวกเรา”
เจียงหรานพยักหน้าเชื่องช้า
“ที่แท้…เป็นแผนชั่วใหญ่หลวงเช่นนี้ ข้าล่ะอยากรู้มากว่าผู้ที่คิดแผนนี้ขึ้นมาเป็นผู้ใด
“แล้วข้าเข้าร่วมแล้ว ก็บอกข้ามาผู้ที่เราต้องภักดีคือใคร”
ชายชุดดำยิ้มจะตอบ แต่ชะงัก มองเจียงหรานอย่างหวาดระแวง
“ท่าน…ท่านคงไม่ได้หลอกข้าใช่หรือไม่”
“เหตุใดพูดเช่นนั้นเล่า”
เจียงหรานกะพริบตา
“ดูตาข้าดีๆ มีใครซื่อตรงกว่านี้อีกมั้ย”
ชายชุดดำอยากจะสบถ แต่หัวเราะแทน
“เอาเถิด ข้าเชื่อท่าน แล้วเช่นนั้น บอกไปก็ไม่เสียหาย”
“ผู้ที่เราต้องภักดี… คือท่านอู่อ๋อง!”
เจียงหรานพยักหน้า
“ก็อย่างที่ข้าคิดไว้นั่นแหละ แต่…เจ้าล่ะไม่หลอกข้าหรือ”
ชายชุดดำตาโตขึ้น
“คำนี้ท่านไปเอามาจากไหน ดูตาข้าดีๆ ซื่อกว่านี้หาไม่ได้แล้ว!”
เจียงหรานถอนใจ
“อา…คนเราจะซื่อสัตย์ก็พูดตรงๆ บอกข้ามาดีๆ ข้าจะได้ไม่ต้องลงมือหนักหน่วง”
ชายชุดดำพูดด้วยความจริงใจ
“สิ่งที่ข้าพูดทุกคำมาจากใจ ท่านไม่รู้สึกหรือว่า…มันมีเหตุผล”
“เหตุผลบ้าบอที่ไหน!”
เจียงหรานหัวเราะอย่างเย็นชา
“เอาชีวิตประชาชนไปสังเวยความทะเยอทะยานตัวเอง ทำแผ่นดินวุ่นเพียงเพื่อได้ครองอำนาจ แล้วกล้าพูดเรื่องผู้ครองแผ่นดิน”
“ถ้าเป็นคนของแคว้นจินฉานจริง ยิ่งสมควรประหารให้สิ้น!”
เขาถ่มน้ำลายเสียงดัง
“พวกเจ้าใช้เลือดคนจิ้มขนมปังแล้วแดก ยังมีหน้ามาพูดคุณธรรม—ข้าขอมอบให้สองคำ…ถุย ถุย”
เขาถ่มน้ำลายพุ่งดั่งลูกธนู ชายชุดดำสไลด์กายหลบเจ็ดครั้ง แล้วยกฝ่ามือฟาดลง
เสียงปะทะดังสนั่น พื้นสั่นสะเทือน
และมีคนหนึ่งยืนขวางหน้า เซินถูหง!
เขารับฝ่ามือเจียงหรานเต็มแรง หน้ากากแตก เลือดไหลจากทวารทั้งเจ็ด กระดูกทั่วร่างร้องโหยหวน
แต่เขายังกัดฟันตะโกน
“หนีไป!! ข้าจะขวางเขาไว้!”
ชายชุดดำมองหนึ่งแวบ ก่อนหมุนตัวหนีสุดแรง
เยี่ยจิงซวงกับเยี่ยจิงเสวี่ยจะพุ่งไล่ แต่เจียงหรานเอ่ยเสียงเรียบ
“ไม่ต้อง เขาไปไหนไม่รอดหรอก”
เขามองเซินถูหงที่แทบยืนไม่อยู่
“เจ้าทำไปทำไม
“เมื่อครู่ข้าได้ยินหมด เพื่อเรื่องไร้สาระแบบนี้ เจ้าถึงขั้นเข้าหอเมฆดับ ถึงขั้นฆ่าภรรยาแท้ๆ คุ้มค่าหรือ”
“ข้า…ไม่รู้!!”
เซินถูหงคำราม แขนทั้งสองถูกแรงกดบิดจนหัก
แต่เจียงหรานยังผ่อนแรงเล็กน้อย ให้เขาได้หายใจเฮือกสุดท้าย
เซินถูหงหอบหายใจ
“เรื่องวิญญาณครึ่งหน้า…ข้าไม่ได้บอกประมุขหอเมฆดับ เมื่อข้าตายวันนี้ ความลับนั้นจะจบไป”
“ข้าขอเพียงอย่างเดียว… อย่าส่งศพข้ากลับหอฝนพร่ำ”
ว่าจบ เขาหมุนกายโจมตีสุดชีวิต หวังสังหารเจียงหราน
แต่เจียงหรานส่ายหน้าช้าๆ ขยับร่างเพียงหนึ่งจังหวะก็หลบได้ แล้วเหยียดนิ้วออก
ปลายนิ้วแตะกลางอก เลือดพุ่งจากด้านหลังราวศรแดงพุ่งออกจากคันธนู