ฮ่องเต้
ตอนที่ 310 ฮ่องเต้
“เฮ้ๆๆ!!”
เห็นเจียงหรานคว้ากระบี่ตั้งท่าจะเดินออกไป
องค์หญิงใหญ่รีบกระโดดพรวดจากโต๊ะหนังสือมาคว้าตัวเขาไว้แทบจะในทันที
“เจ้าอย่าใจร้อน! ใจเย็นก่อน! ยังไงเขาก็เป็นพี่ชายแท้ๆ ของข้า!”
“พี่ชายท่านก็ใช่ว่าจะเบี้ยวเงินข้าได้สิ! ยิ่งไปกว่านั้น เขาเป็นพี่ชายท่าน ไม่ใช่พี่ชายข้าสักหน่อย!”
เจียงหรานหรี่ตา
“พวกเราทำมาหากินแบบค้ากำไรน้อย ใช้ชีวิตบนปลายกระบี่ เขากล้าเบี้ยว นั่นก็เท่ากับคิดเอาชีวิตข้า”
“เขาอยากได้ชีวิตข้า ข้าก็ต้องเอาชีวิตเขา คืนกันแบบแฟร์ๆ!”
“แถมท่านก็กำลังเดือดเป็นไฟอยู่ใช่ไหมเล่า ในเมื่อเป็นแบบนี้ ข้าว่าฆ่าเขาไปเสียเลย ท่านก็ขึ้นครองบัลลังก์แทนดีหรือไม่”
“ท่านก็เคยบอกมิใช่หรือ ว่าสมัยก่อนก็มีสตรีขึ้นเป็นจักรพรรดินี ที่นี่ชื่อว่า ‘เรือนกระบี่ก้อง’ ก็ต้องให้กระบี่ก้องสะเทือนใต้หล้า ทำให้โลกรู้กันไปทั่ว!”
“เมื่อเรื่องใหญ่สำเร็จแล้ว ข้าจะไปเชือดฮ่องเต้แคว้นชิงแก้ปัญหาให้ท่าน ต่อด้วยแคว้นหลี ฆ่าฮ่องเต้ของพวกเขาให้เรียบ”
“สองแคว้นต้องวุ่นวายแตกกระเจิง ท่านก็ฉวยจังหวะชิงความได้เปรียบ พวกเรา…รวมแผ่นดินเป็นหนึ่งไปเลย ท่านคิดว่าอย่างไร”
“ข้าว่า…เรามาข้ามด่านแรกไปเลยก่อน ที่เหลือทำตามแผนได้เหมือนเดิม”
เสียงหนึ่งดังมาจากด้านข้าง พร้อมเสียงเอี๊ยดของบานตู้ มีบุรุษวัยกลางคนคนหนึ่งก้าวออกมา
เขาราวสี่สิบปลายๆ แต่งตัวธรรมดา
ทว่าความสง่างามกลับปิดไม่มิดแม้แต่น้อย เพียงแต่สีหน้าตอนนี้…ดูประดักประเดิดไม่น้อย
“อย่างไรเสีย ฆ่าฮ่องเต้น่ะ…ไม่อาจทำได้แล้วก็ควรไม่ทำ”
เจียงหรานเหลือบตามองชายคนนั้น ก่อนหันมามององค์หญิงแล้วยกยิ้มบางๆ
“นี่มันละครฉากไหนกันแน่ ตอนนี้ข้าควรคุกเข่าลงตะโกนว่า ‘ทรงพระเจริญหมื่นๆ ปี!’ หรือทำเป็นไม่รู้เรื่องแล้วพากันไปทูลเกล้าที่วังหลวงอีกที หรือจะให้เปลี่ยนคนที่นั่งบนบัลลังก์มังกรดี”
องค์หญิงใหญ่เผลอเหลือบมองสะโพกตัวเองแล้วกระแอม ก่อนพูดกับชายกลางคนว่า
“พี่ใหญ่ เขาเป็นพวกนักเลงพเนจร ไม่รู้จักธรรมเนียม ท่านก็ผ่อนให้เขาหน่อยเถอะ”
“ตอนนี้ท่านไม่มีองครักษ์ติดตัวสักคนมีอยู่ก็คงไม่ช่วย ถ้าเขาโมโหขึ้นมา มีหวังหัวท่านคงหลุดจริงๆ”
“เหลวไหล!”
ชายวัยกลางคนตวาดทันที
“เจ้าเป็นองค์หญิงจะพูดอะไรระวังปากหน่อย หัวของข้า นับเหมือนหัวสุนัขได้อย่างไร”
“แล้วเจ้าเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดของข้า ทำไมถึงได้เข้าข้างคนอื่น”
ว่าจบ เขาเหลือบมองเจียงหราน แล้วยิ้มออกมา
“กระบี่สะท้านภพ เจียงหราน แม้ข้าซ่อนตัวอยู่ในวังหลวงยังได้ยินชื่อเสียง”
“ไม่ต้องมากพิธี วันนี้ข้ามาแบบลับๆ ก็เพื่อพบเจ้า เรื่องพิธีรีตอง ตัดทิ้งได้เลย”
“……”
เจียงหรานถึงกับนิ่งไป จริงๆ เขาไม่ได้คิดจะมากพิธีอะไรตั้งแต่ต้นแล้ว
ตอนเข้ามาก็รู้แล้วว่าตู้มีคนซ่อนอยู่ และพอฟังบทสนทนาสองสามประโยคก็เดาออกทันทีว่าเป็นใคร
ดังนั้น คำพูดทั้งหมดก่อนหน้านี้ เขาจงใจแซวองค์หญิง…และแซวคนในตู้โดยตรง
ซึ่งตอนนี้ก็ได้ผล เจ้าตัวทนฟังต่อไม่ไหว โผล่หน้าออกมาแล้ว
เจียงหรานลากเก้าอี้มานั่งอย่างไม่สนใจใคร และยกถ้วยชาของตัวเองขึ้นมา
“เอาล่ะ นี่มันละครฉากใดกันแน่”
องค์หญิงอ้าปากหวังพูด แต่ฮ่องเต้กลับยกมือห้าม
องค์หญิงถอนตัวไปให้ฮ่องเต้นั่ง
เมื่อเขานั่งลง มองเจียงหรานไม่กะพริบ สายตาลึกซึ้งเหมือนจะมองทะลุหัวใจคน
เจียงหรานก็เงยหน้าสบตา ไม่หลบ ไม่ลด ไม่ผ่อนตาม ไม่ถึงกับท้าทาย แต่ไร้การยอมแพ้โดยสิ้นเชิง
หากเป็นในท้องพระโรง การสบตาฮ่องเต้แบบนี้ เท่ากับ ‘จงใจท้าทายราชอำนาจ’
แต่ที่นี่เป็นเรือนขององค์หญิง
ในห้องส่วนพระองค์ ดังนั้น…ไม่มีใครมาอาละวาดได้
ฮ่องเต้จ้องอยู่นาน สุดท้ายก็ถอนหายใจ
“น่าเสียดาย…เจ้าช่างอายุน้อยเกินไป ถ้าเจ้ามีอายุมากขึ้นอีกสักไม่กี่ปี คงดีไม่น้อย”
“หืม”
เจียงหรานงงไปครู่
“หมายความว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”
ถามกันโต้งๆ แบบไม่กลัวใคร ฮ่องเต้ถึงกับกลั้นหัวเราะ
ในฐานะฮ่องเต้ ไม่ค่อยมีใครมาถามเขาตรงๆ เช่นนี้
จากนั้นเขาก็หันไปมององค์หญิง
“ถ้าเจ้าอายุมากกว่านี้สักหน่อย ตำแหน่ง ‘สวามีแห่งองค์หญิง’ คงให้เจ้าอย่างแน่นอน”
“แต่ตอนนี้…เจ้าเด็กเกินไป หล่อเหลาเกินไป ยอดฝีมือเกินไปให้เจ้าเป็นสวามี ถือว่าเสียของไปหน่อย”
“พี่ใหญ่!!”
องค์หญิงใหญ่แทบจะถลันไปปิดปากพี่ชายตนเอง
“คิดให้ดีก่อนพูดนะ!!”
“เออๆๆ”
ฮ่องเต้โบกมือ ก่อนกล่าวช้าๆ
“นางเล่าเรื่องทุกอย่างที่ชายแดนให้ข้าฟังแล้ว ถึงข้าจะเป็นฮ่องเต้ แต่ในฐานะพี่ชาย…ข้ายังหวาดเสียวถึงกระดูก”
“คิดดูเถิด นางต้องเผชิญอันตรายแค่ไหนถึงกลับมายืนต่อหน้าข้าได้อีกครั้ง”
“เจียงหราน เจ้าช่วยชีวิตน้องสาวแท้ๆ ของข้ายังจับตัว ‘แม่ทัพโหลว’ ท่ามกลางกองทัพนับหมื่น และคุ้มกันนางจนถึงนครหลวงอย่างปลอดภัย”
“ในฐานะพี่ชาย ต่อให้ข้าขอบใจเจ้าแค่ไหนก็คงจะไม่เพียงพอ”
“และในฐานะฮ่องเต้ของแผ่นดิน ข้าจะถามเจ้าเพียงคำเดียว เจ้าต้องการรางวัลอะไร”
พอเจียงหรานจะอ้าปาก ฮ่องเต้รีบเสริมทันที
“คิดให้ดีแล้วค่อยตอบ”
“อะไรก็ได้”
เจียงหรานถามซ้ำ
ฮ่องเต้เลิกคิ้ว
“อะไรก็ได้!”
พลางเหลือบมององค์หญิงเล็กน้อย
องค์หญิงมองบนทันที ราวกับบอกว่า ‘ลองให้ดูสิ!’
เจียงหรานยิ้ม
“งั้น…เอาที่ควรได้มาก่อน แปดหมื่นเจ็ดพันตำลึงทอง แล้วก็พันตำลึงที่บุตรชายท่านติดข้าอยู่ด้วย ลูกติดหนี้ พ่อใช้หนี้ ถือเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว”
“……”
ฮ่องเต้รู้สึกสันกรามเกร็งขึ้นมาทันที แต่สุดท้ายก็ล้วงหยิบปึกตั๋วเงินออกมา
“ข้าจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว”
ส่งตรงให้เจียงหราน
เขารับมาอย่างไม่สะทกสะท้าน ในหัวเสียงระบบดัง ติ๊งๆๆ หลายอันรวด แต่เขาชินแล้ว เลยก้มลงนับเงินเป็นปกติ
ฮ่องเต้เห็นเข้า ถึงกับอึ้งค้าง
“ข้าเป็นฮ่องเต้นะ เจ้าต้องนับด้วยหรือ”
องค์หญิงใหญ่หัวเราะลอบๆ ส่วนฮ่องเต้ถอนหายใจหนัก
เจ้าหมอนี่…
รักเงิน รักในแบบน่าเอ็นดู
แต่ก็อันตราย เพราะเงินอยู่ทุกที่ ใครให้มากกว่า…คนแบบนี้ก็อาจเปลี่ยนฝ่ายได้ไม่ยาก
เขากำลังครุ่นคิดจะผูกมัดเจียงหรานด้วยวิธีอื่น
อาจจะถึงขั้น…ให้ ‘น้องสาวตัวแสบ’ ของเขาไปแต่งงานด้วยก็ได้อย่างน้อยข่าวลือเรื่อง ‘องค์หญิงมีชายบำเรอไม่ซ้ำหน้า’ จะได้จบลงเสียที
กำลังคิดเพลินๆ เจียงหรานก็เงยหน้า
“เรียบร้อย เงินครบ ข้าขอลา”
“หา”
ฮ่องเต้ยังมัวจดจ่อวางแผนการลึกซึ้งอยู่ พอได้ยินคำว่า “ขอลา” ของเจียงหราน ถึงกับชะงักจนไม่รู้จะตอบกลับอย่างไร
เป็นองค์หญิงใหญ่นั่นเองที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า พอเสียงเจียงหรานขาดคำก็ตวาดลั่นทันที
“เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้!!!”
เจียงหรานหันมายิ้ม
“องค์หญิงยังมีวิธีบังคับข้าอีกหรือ”
องค์หญิงชี้ไปที่หน้าต่าง
“ถ้าเจ้ากล้าเดินออกไป ข้าก็กระโดดลงตรงนี้เลย!”
“แล้วไงต่อ ท่านก็ใช่ว่าจะไร้วรยุทธ์ ต่อให้กระโดดลงไป จะให้ตายตรงนั้นก็คงไม่ได้ แล้วต่อให้ท่านตายจริงๆ มันเกี่ยวอะไรกับข้าด้วยล่ะ”
เจียงหรานงงจริงจัง
“งั้นก็ไม่ตายหรอก อย่างน้อยกระดูกหักสักข้างหนึ่งก็ยังดี”
องค์หญิงพูดด้วยท่าทางเหมือนวางแผนเตรียมไว้แล้ว
“แล้วข้าก็จะบอกทุกคนว่า ข้าผิดหวังจนคิดสั้น! พอคนถามว่าทำไมคิดสั้นก็จะบอกว่าข้าถูกเจ้าทิ้ง!!”
“วันนี้พวกเราเผลอพูดอะไรไปบ้าง ตัวเจ้าเองก็รู้ดีได้ยินกันตั้งกี่คน ถ้าข้าบอกว่าเจ้าทิ้งข้า ไม่มีใครสงสัยแน่”
“แล้วพอพวกเขาสงสัยว่าทำไมถูกทิ้งก็จะบอกว่า…ข้ากับเจ้ามัวประพฤติผิดก่อนแต่ง ทำให้ตั้งครรภ์อย่างลับๆ”
“แต่เพราะเรื่องเงินเพียงเล็กน้อย เจ้ากลับหนีหาย ขว้างข้ากับลูกทิ้ง! ข้าเลยคิดสั้นกระโดดลงไป!”
“เรื่องนี้จะให้ดังแค่ไหนก็ได้ พี่ใหญ่ ท่านอย่าลืมช่วยข้าแพร่ข่าวด้วย ให้ดังไปทั่วทั้งแผ่นดิน ภายในคืนเดียวเลยยิ่งดี!”
“ให้ถึงขนาดเด็กสามขวบยังรู้ว่า ‘กระบี่สะท้านภพ เจียงหราน’ เป็นคนเลวที่ทิ้งผู้หญิงท้อง!!”
“ตอนนั้นมาดูสิ เจ้าจะยังยืนผงาดบนยุทธภพได้มั้ย!”
“แล้วเจ้าก็เป็นนักล่าค่าหัวหาเงินมิใช่หรือ หากเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ลองดูสิว่าเจ้าจะไปรับงานจากใครได้อีก!”
“ท่านช่างไร้ยางอายสิ้นดี!”
เจียงหรานพึมพำออกมา
“ข้าก็ว่างั้น…”
ฮ่องเต้ขมวดคิ้วแน่น
“เสื่อมเสียพระเกียรติเหลือเกิน”
“ข้าไม่สน!!!”
องค์หญิงใหญ่แทบจะกลิ้งลงพื้น
“ถ้าเขากล้าออกไปตอนนี้ ข้าก็กระโดด!”
“……ยอมแล้วก็ได้”
เจียงหรานเหนื่อยใจสุดจะกล่าว ได้แต่นั่งลงที่เดิม
“พูดมาเถอะ อยากให้ข้าทำอะไรจะให้ข้าคุ้มกันท่านที่แคว้นชิงเหรอ งานนี้ง่ายก็ง่าย ยากก็ยากขึ้นกับว่าจ่ายเท่าไร”
“หนึ่งแสนตำลึงทอง!!”
ฮ่องเต้หลุดปากทันที
เจียงหรานมองนิ่ง
“ฝ่าบาทย่อมทราบว่าคำกล่าวของจักรพรรดิคือคำสัตย์สวรรค์”
“ข้าย่อมรู้สิ!”
ฮ่องเต้เคืองอยู่ในใจ นี่มันคิดว่าเขาไม่รู้กฎหมายหรือไง!
ต่อมาจึงเสริมว่า
“ถ้าเจ้าฆ่าฮ่องเต้แคว้นชิงได้ ข้าจะเพิ่มให้อีกหนึ่งแสนตำลึง!”
“ฆ่าฮ่องเต้แคว้นชิง”
เจียงหรานเหลือบตาดู แล้วยิ้มบางๆ
“ข้าทำไม่ได้”
“อา”
ฮ่องเต้ชะงัก
“เจ้าฆ่าข้าได้ แต่ฆ่าฮ่องเต้แคว้นชิงไม่ได้”
“ก็เพราะตอนนั้นท่านบอกจะไม่จ่ายเงินน่ะสิ”
เจียงหรานยักไหล่
“ถ้าข้าทำงานให้ฮ่องเต้แคว้นชิงแล้วเขาไม่จ่าย ข้าก็จะฆ่าเขาเหมือนกัน”
“แต่ตอนนี้…ข้าไม่ได้มีเรื่องโกรธแค้นอะไรกับเขาจะให้ไปฆ่าเขาทำไมกัน”
“เรื่องนี้ท่านไปจ้างพวกเกาะธุลีว่าง หรือพวกหอไร้ชีพนั่นเถอะ ทองหนึ่งแสนตำลึง พวกนั้นยินดีมาก”
ฮ่องเต้เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วหัวเราะเบาๆ
“จริงด้วย เจ้าคือนักล่าค่าหัว มิใช่มือสังหาร”
“ถ้าเช่นนั้น…แค่คุ้มกันองค์หญิง ส่งนางไปถึงนครหลวงแคว้นชิงอย่างปลอดภัย งานนี้อันตรายไม่น้อย”
“หนึ่งแสนตำลึงทอง… ถือว่าไม่เสียหลาย”
ถ้อยคำสิ้นสุดลง หน้าจอในหัวเจียงหรานก็ปรากฏข้อความขึ้นมา
[ ภารกิจมือมีดรับจ้าง : คุ้มกันองค์หญิงใหญ่ไปยังนครหลวงแคว้นชิง ]
[ ท่านจะรับหรือไม่ ]
เจียงหรานขมวดคิ้วเล็กน้อย
คราวก่อนคุ้มกันเข้านครหลวงแคว้นจินฉานมิได้เด้งแจ้งเตือนแบบนี้ คงเพราะครั้งนั้นองค์หญิงไม่เคยขอมาอย่างเป็นทางการ
ตอนนี้เป็นคำขอชัดเจนจากฮ่องเต้ ระบบจึงถือเป็นภารกิจจริง
เขาคิดครู่หนึ่ง ก่อนถามว่า
“แล้วออกเดินทางเมื่อไร ขบวนนำไปเท่าไร”
“หนึ่งเดือนหลังจากนี้ องค์หญิงเดินทาง ย่อมเป็นขบวนใหญ่ นอกจากองค์หญิง จะมีทูตของฝ่ายข้า และทหารอารักขาอีกจำนวนมาก ตัวเลขต้องหารือในท้องพระโรงอีกครั้ง”
“เสร็จงานแล้วจึงค่อยกลับ ตรงนี้ต้องฝากเจ้าดูแลให้ดี”
“หนึ่งเดือน…”
เจียงหรานประเมินอยู่พักหนึ่ง ก่อนพยักหน้าเบาๆ
เขาเหลือบมององค์หญิงใหญ่ องค์หญิงส่ายหน้าเบาๆ ไม่พูดอะไร
เจียงหรานหัวเราะเล็กน้อยๆ
“เอาเถอะ งานนี้ข้ารับ ในที่สุดข้าก็รู้แล้วว่าทำไมฝ่าบาทถึงเสด็จออกจากวังมาเสี่ยงตายแท้จริงก็เพราะอยากเจรจา ‘งานชิ้นใหญ่’ นี้นั่นเอง”
ฮ่องเต้ยิ้มบางๆ
“อย่าดูถูกตัวเองไป วีรกรรมของเจ้าข้าล้วนรู้ แล้วนางยิ่งชมไม่หยุดปาก แทบอยากฝากชีวิตไว้กับเจ้าเสียด้วยสิ”
“แต่เรื่องนี้ข้าไม่ยุ่ง นางตัวโตขนาดนี้ ไม่มีใครสั่งนางได้”
“เอาล่ะ ข้าว่า…ตัวเองอยู่นอกวังนานเกินแล้ว เจียงหราน ขอรบกวนเจ้าพาข้ากลับวังทีได้หรือไม่”
“ไม่มีปัญหา”
เจียงหรานลุกขึ้น
ฮ่องเต้ลุกตาม ยังไม่ทันสั่งลาองค์หญิง
เจียงหรานก็คว้าหัวไหล่เขา ฉุดออกนอกหน้าต่างทันที
องค์หญิงใหญ่รีบวิ่งไปดูที่หน้าต่าง เจียงหราน…เกือบถึงกำแพงวังหลวงแล้ว!
ร่างเคลื่อนพลิ้ว ว่องไวดั่งลม ทำให้คนดูใจเต้นไม่หยุด
ฮ่องเต้รู้สึกทุกอย่างรอบตัวเป็นเพียงแสงเงาวูบไหว ครั้นตั้งสติได้ ก็เห็นกำแพงพระราชวังอยู่เบื้องหน้า
เขาตั้งใจจะบอกให้ลงตรงนี้ก็พอ เพราะเขารู้ทางเข้าตามธรรมเนียม
ทว่า ยังไม่ทันพูด ทั้งคู่ก็โผล่ขึ้นบนหลังคาวิหารใหญ่แห่งหนึ่ง
เบื้องล่างคือ ท้องพระโรงแสงสว่าง สถานที่ขุนนางเข้าเฝ้าทุกเช้า
ความรู้สึกมองลงมาจากยอดหลังคา… ช่างแปลกตาจนฮ่องเต้เกือบลืมหายใจ
มองอยู่พักใหญ่ จนเจียงหรานถามขึ้น
“แล้วที่พักท่านอยู่ตรงไหน”
ฮ่องเต้หลุดตอบทันที
“ตำหนักเวิ่นเฉิง”
“แล้วตำหนักเวิ่นเฉิงอยู่ตรงไหน”
เจียงหรานถามกลับ
ฮ่องเต้มองรอบๆ ทำหน้าเหมือนไม่แน่ใจเท่าไรนัก
เจียงหรานอุทาน
“นี่ท่านไม่รู้บ้านตัวเองอยู่ตรงไหนหรือ”
“ข้ารู้สิ!!”
ฮ่องเต้โกรธขึ้นมา นี่มันหาว่าเขาโง่ทั้งที่เขาเป็นฮ่องเต้ชัดๆ!
กำลังโมโหอยู่ เสียงหัวเราะแหลมๆ ดังขึ้น
“คิกๆๆ!! ไม่คิดเลยว่าอีกครั้ง จะมีผู้กล้าบุกเข้าวังหลวงยามราตรี! ช่างหาญกล้าเกินคน!”
เจียงหรานขมวดคิ้ว มองฮ่องเต้พบว่าฝ่ายนั้นสีหน้ามึนงงพอๆ กับเขา
“ใคร ใครพูด”
“ข้างหลัง”
เจียงหรานเตือนเบาๆ
ฮ่องเต้หันกลับ เห็นขันทีเฒ่าผู้หนึ่งยืนก้มหลังอยู่บนหลังคาด้วยเช่นกัน
อาภรณ์ปลิวผ่าวๆ ราวไร้ลม ท่าทางเย่อหยิ่งเหลือหลาย
แต่พอเห็นว่าคนข้างเจียงหรานคือฮ่องเต้ สีหน้าเขาก็แข็งทื่อทันที
ฮ่องเต้ถลึงตาใส่ทันที
“เจ้าเป็นใคร! ดึกป่านนี้ ไม่เข้าเวร ก็จงกลับไปพัก”
“ถ้าเข้าเวร แล้วเหตุใดถึงไม่อยู่ในตำหนัก ขึ้นมาบนหลังคาทำอะไร!”
“เจ้าอยู่สังกัดไหน หัวหน้าของเจ้าเป็นผู้ใด! ตอบมาเดี๋ยวนี้!!”
ขันทีเฒ่าตัวสั่นจนชุดพลิ้วไหว เสน่ห์สง่างามเมื่อครู่หายเกลี้ยง หัวใจเหมือนถูกลมหนาวพัดจนแตกเป็นเสี่ยงๆ