ราชโองการ

ตอนที่ 331 ราชโองการ



ทั้งเรื่องเดิมทีสามารถยุติลงอย่างสงบ หลังอาจารย์ของเซินถูเหลี่ยปรากฏตัว



แต่กลับเพราะถานจื้อแทรกกลางขึ้นมากะทันหัน เหตุการณ์จึงปะทุเป็นคลื่นสั่นสะเทือนอีกระลอก



ผู้คนทั้งในและนอกลานต่างจับจ้องภาพตรงหน้า ถึงกับกลั้นหายใจไปชั่วขณะ



ถานจื้อคือ องค์รัชทายาท



เจียงหรานคือ ยอดฝีมือผู้มีชื่อกระบี่สะท้านภพ



ฐานะทั้งสองต่างกันดั่งฟ้ากับดิน ทว่าตอนนี้… ถานจื้อกลับยืนอยู่เบื้องหน้าเจียงหราน



อย่าว่าแต่อยู่ในตำแหน่งองค์รัชทายาทเลย ต่อให้เป็นฮ่องเต้เองก็เถอะ หากเทียบกับวรยุทธ์ของเจียงหรานแล้ว จะฆ่าก็เพียงชั่วอึดใจเดียว



ปัญหาเพียงข้อเดียวคือ… เจียงหราน จะฆ่าหรือไม่ฆ่า



ฆ่าคนน่ะง่าย แต่ถ้าฆ่าองค์รัชทายาทขึ้นมา…ผลลัพธ์ย่อมเกินจินตนาการ



นับแต่นั้น แคว้นจินฉานจะไม่มีที่ยืนให้เจียงหรานอีกต่อไป



ราชสำนักต้องออกประกาศจับทั่วแผ่นดิน ศีรษะของเจียงหราน…ย่อมกลายเป็นค่าหัวล้ำค่าหาที่เปรียบมิได้



แต่ถ้า ไม่ฆ่า … คำพูดทั้งหมดที่เอ่ยก่อนหน้า ก็ไม่ต่างอะไรจากลมปาก



คนด้านนอกลานมิอาจได้ยินว่าทั้งสองฝ่ายคุยอะไรกัน แต่ผู้ที่อยู่ในลาน…ได้ยินทุกถ้อยคำชัดเจน



สำหรับคนพเนจรพึ่งพากำลังตนเองเป็นสำคัญ ศักดิ์ศรีคือ ชีวิต



หากเจียงหรานผิดคำพูด ชื่อเสียงเขาย่อมถูกกระหน่ำด้วยเสียงหัวเราะเยาะ



แต่การลังเลต่อหน้ารัชทายาท ก็หาใช่ความอับอายอะไร จึงทำเอาผู้คนทั้งลานมีสีหน้าซับซ้อนปนหนักใจ



อวี่เหวินถิง และเซินถูเหลี่ยในใจล้วนหวังลึกๆ ว่า เจียงหรานจะลงมือกับองค์รัชทายาทเสีย



เรื่องระหว่างเจียงหรานกับองค์หญิงใหญ่ก็จะสลายสิ้นไปเอง แค้นของเซินถูหงก็จะได้มีทางตอบแทน



กลับเป็นเจี้ยนอู๋เซิง ที่สายตาลุ่มลึก เอ่ยเตือนเบาๆ



“จอมยุทธ์เจียง…จงคิดให้รอบด้าน”



ถานจื้อหัวเราะเบาๆ



“ถูกแล้ว เจียงหราน ข้าเองก็อยากให้เจ้าคิดให้ดี แม้เจ้าจะฝึกวรยุทธ์สูงล้ำเพียงไหน ท้ายที่สุดก็ยังเป็นคนของแคว้นจินฉาน หากเจ้ากล้าลงมือกับข้า นั่นก็คือ ‘ผู้ต่ำล่วงเกินผู้สูง’ เจ้าต้อง…”



ไม่ทันสิ้นคำ ก็ได้ยินเสียง กร๊อบ! ดังลั่น



ถานจื้อมองงงงัน ก้มดูเพียงพริบตาก็พบว่า นิ้วก้อยของตนถูกบิดจนหักงอผิดรูป



ความเจ็บปวดเพิ่งทะลักขึ้นสมอง ทว่าปากเพิ่งอ้าออก ก็รู้สึกมีบางอย่างถูกยัดเข้าไป



เจียงหราน ยัดถ้วยสุราทั้งใบเข้าไปในปากเขา!



เพียงชั่วอึดใจ หลังมือเจียงหรานสะบัดเบาๆ



เพล้ง!



ถ้วยสุรากระจายแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอยู่ในโพรงปาก เศษแตกบาดเนื้อจนเลือดสาด แผดเสียงร้องดังลั่น



เขาอยากถอยหนีเต็มที แต่กลับถูกเจียงหรานคว้าคอเสื้อ กดลงบนโต๊ะอย่างง่ายดาย



เจียงหรานเอ่ยเสียงเย็น



“องค์รัชทายาทบอกว่าผู้ต่ำล่วงเกินผู้สูง…เช่นนั้นหรือ”



อวี่เหวินถิงตัวสั่นไปทั้งร่าง



เขาทำจริง!



แต่นั่นคือโทษ ‘ประหารทั้งเก้าชั่วโคตร’!



เจียงหราน เจ้าช่างมุทะลุเหลือเกิน!



อวี่เหวินถิงค่อยๆ ถอยออกไปอย่างระทมทุกข์ ลูบแก้มตนเองพลางคิดหนี



แค่ให้เขาออกไปได้เรื่องก็จบสิ้นแล้ว เจียงหรานจะกลายเป็นกบฏ เป็นคนทรยศ เป็นมหันตโทษของแผ่นดิน



หนึ่งก้าว… แต่ยังไม่ทันเหยียบก้าวที่สอง ความเย็นเยียบดั่งเงามัจจุราชก็ไหลผ่านกระดูกสันหลังขึ้นถึงกระหม่อม



เขาชะงักงัน หน้าเสีย หันซ้ายแลขวา เจียงหรานกำลังกดรัชทายาทอยู่ ไม่ได้แม้แต่สนใจเขา



แล้วไอเย็นยะเยือกนี้…มาจากไหน



สายตาลากผ่านเซินถูเหลี่ยและอาจารย์ ก่อนจะหยุดที่เจี้ยนอู๋เซิง



เจี้ยนอู๋เซิงยกยิ้มบางๆ



“เชิญท่านอวี่เหวิน ถามตนเองดูก่อนว่าจะไปที่ใดกัน”



“…เจ้า!”



อวี่เหวินถิงแทบไม่อยากเชื่อ



“เจ้ากล้าขวางข้า”



“ตราบใดที่เรื่องนี้ยังไม่ถึงที่สุด ไม่มีผู้ใดก้าวออกจากลานนี้ไปได้”



เจี้ยนอู๋เซิงหันไปมองเซินถูเหลี่ย



“เซินถูเหลี่ย ตัวเจ้าเองก็รู้…ถึงเวลาต้อง ‘เคลียร์ลาน’ แล้ว”



เซินถูเหลี่ยฝืนใจยิ่งนัก แต่เมื่อมองลึกลงในดวงตาเจี้ยนอู๋เซิง ก็รู้ทันที



หากเขาไม่ทำ คนที่ลงมือแทนคงเป็นเจี้ยนอู๋เซิง และผลลัพธ์คงเลวร้ายกว่าไม่ใช่น้อย



เขาเปลี่ยนสีหน้าเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเบาๆ



“จอมยุทธ์เจียง ได้โปรดหยุดมือสักครา”



พร้อมทั้งคิดจะสั่งให้ลูกน้องไปไล่ผู้คนด้านนอกออกไปให้หมด



การพูดออกมาเช่นนี้ ก็เพื่อประกาศจุดยืน



เขาไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เจียงหรานทำ ไม่เช่นนั้น แคว้นจะถือว่าเขา ‘ให้ที่พักพิงคนล่วงเกินรัชทายาท’



กระนั้นลึกๆ เขาก็หวังว่าเจียงหรานจะไม่ถึงขั้นฆ่าต่อหน้าต่อตาเขาจริง



แต่ยังไม่ทันก้าวเท้า เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นด้านนอก



“คืนนี้นครหลวงประกาศตั้งกฎห้ามออกยามราตรี! ทุกผู้จงกลับเรือน ห้ามเดินเพ่นพ่านบนท้องถนน!”



เสียงดังสะท้อนสี่ทิศ แสดงถึงลมปราณล้ำลึกของผู้ตะโกน



พร้อมกันนั้น ประตูคฤหาสน์ซานไห่ถูกเปิดออก



เหล่าทหารใส่เกราะหอกยาวเคลื่อนพลเข้ามาเป็นระเบียบ เป้าหมายตรงดิ่งสู่หลังลาน



ชาวยุทธเห็นทหารหลวงเข้ามา ต่างถอยร่นกันเป็นระเบียบ



ไม่มีใครกล้าสอดรู้แม้แต่น้อย แต่ทุกสายตายังเต็มไปด้วยความอยากรู้ว่าคืนนี้จะลงเอยเช่นไร



คือเจียงหรานจะเปิดศึกนองเลือดทั่วนครหลวงหรือจะยอมจำนนต่อราชโองการ



เพราะไม่ว่ากรณีใด เขาทำร้ายรัชทายาท ย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย



กองทหารเคลื่อนพลจนถึงลานหลังในพริบตา



เซินถูเหลี่ยขมวดคิ้ว



“ทหารองครักษ์หลวงหรือ”



เขาหันไปหมายจะถาม แต่ทว่ามีเสียงหนึ่งดังขึ้นก่อน



“โอ้โฮ ที่นี่มีอะไรกันนักนะ ดูคึกคักไม่เบาเลยนี่”



“หืม เสด็จพี่ข้าไฉนปากเต็มไปด้วยเลือดเช่นนั้น”



ผู้คนหันไปมอง เห็นหนุ่มสวมเกราะเต็มยศ แต่ท่าทาง…ไม่ต่างจากคนไม่เคยรบพุ่ง เดินไม่กี่ก้าวก็หอบ มองเกราะบนตัวอย่างรำคาญ



แต่เพียงชั่วอึดใจ สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นร่าเริง ยิ้มกว้างมองถานจื้อ



ถานจื้อเห็นเขาถึงกลับสีหน้าดำมืด



“ถานชง…”



เพราะเจ็บปาก พูดก็ยังไม่ถนัด



เจียงหรานเหลือบตามอง



“เจ้ามาได้อย่างไร แต่อย่างไรก็ดี ข้ามีเรื่องถาม บิดาเจ้ามีบุตรกี่คน”



“…คำถามนี้ทำข้าหวาดหวั่นใจเหลือเกิน”



ถานชงหัวเราะฝืดๆ



“จอมยุทธ์เจียง ถึงตอนนี้แล้ว ช่วยไว้หน้าข้าสักครั้งเถิด ปล่อยเรื่องนี้ให้จบเพียงเท่านี้จะเป็นไร”



เจียงหรานเลิกคิ้ว



“ตั้งแต่เมื่อใดที่โอรสองค์รองมีใบหน้าใหญ่โตถึงขั้นเรียกให้ข้าหยุดมือได้”



“ขะ…ข้าเองก็ไม่กล้าอวดอ้างเช่นนั้นหรอก”



ถานชงยิ้มแหยๆ



“แต่ถ้าเจ้าฆ่าเขา เรื่องจะวุ่นวายยิ่งกว่าเดิม ไม่ว่าข้า องค์หญิงใหญ่ หรือแม้แต่เสด็จพ่อล้วนไม่อยากเห็นเรื่องบานปลายไปเช่นนี้”



“เจ้าว่าข้าพูดถูกหรือไม่”



“ตั้งแต่เล็กพี่ข้าไม่เคยถูกผู้ใดขัดใจ จึงนิสัยเช่นนี้ ได้โปรดให้อภัยสักครั้งเถิด ทำเรื่องใหญ่ให้กลายเป็นเรื่องเล็ก เรื่องเล็กให้มลายหายสิ้น”



คำของเขาทำเซินถูเหลี่ยกับอวี่เหวินถิงแทบสำลักเลือด



อะไรคือเรื่องเล็ก!



นี่มันเรื่องใหญ่ระดับสั่นสะเทือนราชสำนักทั้งแผ่นดิน!



ถานจื้อกัดฟันกรอด



“ถานชง…เจ้ามาที่นี่เพื่อเยาะเย้ยข้าหรือ เจียงหรานมันกล้าทำถึงเพียงนี้…”



“เจ้าหุบปาก!”



ถานชงถลึงตาใส่พี่ชาย



ถานจื้ออ้าปากค้าง ไม่อยากเชื่อว่าถานชงจะกล้าขัดคำเขา



“เจ้า…ว่าอะไรนะ”



“ข้าบอกให้เจ้าหุบปากซะ”



เขาหันมายิ้มให้เจียงหราน



“ข้ารู้ว่าหน้าข้าไม่ค่อยมีราคา แต่…อีกเดี๋ยวคนที่หน้า ‘มีราคา’ จริงๆ กำลังจะมาถึง”



เจียงหรานหัวเราะบางๆ



“เจ้ามาเพราะอะไร”



“ก็ได้ยินว่าที่นี่มีเรื่องสนุก”



“ใครเป็นคนบอก”



“กงโหวส่งคนมาแจ้ง”



เจียงหรานพยักหน้า เข้าใจเรื่องทั้งหมดในชั่วครู่



เขาจึงนั่งลงบนโต๊ะ ปล่อยคอเสื้อถานจื้อเสียที



ถานจื้อรีบถอยห่างสุดชีวิต แต่ยังไม่ทันก้าวพ้นระยะ… เสียง หึ่ง! ก็ดังขึ้น ก่อนตามด้วยเสียง กร๊อบ!



ถานจื้อเส้นเลือดที่หน้าผากเต้นตุบ เขามองโต๊ะเบื้องหน้า มือข้างหนึ่งของตัวเองถูกตะเกียบเพียงแท่งเดียว ปักตรึง จนติดแน่นอยู่กับพื้นโต๊ะอย่างโหดเหี้ยม



เขาอยากจะยื่นอีกมือไปดึงมันออก แต่เพียงแค่ขยับปลายนิ้ว ความเจ็บก็แล่นขึ้นจนแทบขาดใจ



จะมีปัญญาที่ไหนไปถอนมันออกได้



ทั้งร่างเขาสั่นเทิ้มด้วยความปวดจนควบคุมไม่ได้



ได้ยินเสียงเจียงหรานเอ่ยขึ้นอย่างสบายๆ



“องค์รัชทายาทเสด็จมาดื่มสุรากินอาหารที่นี่ วันนี้ก็ดื่มไปไม่น้อยแล้ว เพื่อกันไม่ให้ท่านลุกหนีระหว่างรอ… ข้าก็เลยช่วยตกแต่งเล็กน้อยเท่านั้น”



“เช่นนี้องค์รัชทายาทก็จะได้… นั่งรออย่างว่าง่าย จนกว่า ‘ท่านผู้มีหน้าตาเหนือกว่า’ จะมาถึงอย่างไรเล่า”



“เจียงหราน…ขะ…ข้า…ข้าเป็นองค์รัชทายาทแห่งแผ่นดิน เจ้ากล้า…กล้าเหยียดหยามข้าเช่นนี้! เจ้ามัน…เจ้ามันอาจหาญนัก! บังอาจจนเกินไปแล้ว!!”



ถานจื้อกัดฟันกรอด มองเจียงหรานด้วยความโกรธแค้นและเหยียดหยาม



สถานการณ์แบบนี้ เขาไม่เคยจินตนาการถึงมาก่อน



เขาคือองค์รัชทายาท! ตั้งแต่เล็กจนโต มีแต่คนต้องยำเกรงเขา



แต่วันนี้ ผู้ที่ควรยำเกรงกลับกล้าลงมือ ‘ตอบโต้’ เขาอย่างไม่ไว้หน้า!



ในแผนของเขา เพียงแค่สี่ยอดฝีมือออกทดสอบวรยุทธ์ของเจียงหราน



ไม่ว่าเจียงหรานชนะหรือแพ้ ถึงที่สุดก็แค่โต้เถียงกันสักสองสามคำ หรือนิ่งกล้ำกลืน… จบ



ใครจะคิด ว่าคนผู้นี้ กล้าทำจริง!



กล้าทำราวชีวิตเขาไร้ค่า!



เจียงหรานตอบเสียงเรียบ



“แล้วมันอย่างไร”



เขาหยิบถั่วลิสงขึ้นมาเม็ดหนึ่ง ดีดใส่หน้าผากถานจื้อดัง แปะ



“ก่อนหน้านี้ข้าบอกไปแล้วมิใช่หรือ ว่าท่านอย่าได้ลองดีนัก ไม่เช่นนั้นฮ่องเต้องค์ต่อไป…อาจไม่ใช่ท่าน แต่เป็นถานชง”



“ส่วนที่ข้าใช้เจ้าอวี่เหวินถิงเป็นบทเรียนสั่งสอนลิงนั้น… ดูเหมือนลิงตัวนั้นจะไม่สนใจเลยสักนิด”



“ข้าก็ได้แต่หวังว่า ระหว่างข้าอยู่นครหลวง เราจะ ‘ต่างคนต่างอยู่’ แต่ดูท่าวันนี้…องค์รัชทายาทคงไม่ได้ฟังข้าแม้ครึ่งคำ”



“บอกว่ามาดูเรื่องสนุกก็นับว่าพอรับไหว เพราะต่างคนต่างไม่ก้าวล่วงกัน”



“แต่ตอนนี้ล่ะ เหตุใดจึงดิ้นรนหาที่ตายเช่นนี้เบื่อชีวิตแล้วหรือ หรือคิดว่าข้าเป็นคนปล่อยอะไรไปง่ายๆ”



เจียงหรานดีดถั่วลงบนศีรษะถานจื้ออีกเม็ด ทีแรกยังเบา



แต่แรงดีดก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนทุกเม็ดทำถานจื้อร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด



ถานชงมองแล้วสะท้านใจ



“จอมยุทธ์เจียง…พอเถิด รบกวนผ่อนแรงหน่อย…”



“ผ่อนทำไม”



เจียงหรานเหยียดยิ้ม



“เจ้านี่ช่างซื่อตรงเกินไปหน่อยกระมัง ตอนนี้แคว้นจินฉานอยู่ในสถานการณ์คับขัน หากจำเป็น ฝ่าบาทยอมตัดทิ้งองค์รัชทายาทร้อยคน…แต่ไม่มีวันยอมเสียข้า”



“นี่มิใช่โอกาสของเจ้าแล้วหรอกหรือ”



“ข้าตีเขาให้โง่ไปสักหน่อย คนโง่ออกว่าราชการไม่ได้ ย่อมเป็นรัชทายาทไม่ได้ เมื่อเขาหลุดจากตำแหน่ง เจ้าซึ่งเป็นโอรสองค์รอง…ก็มีโอกาสขึ้นมาแทนที่มิใช่หรือ”



“อ่า…”



ก่อนหน้านี้ถานชงยังไม่คิดถึงจุดนี้ แต่พอฟังเจียงหรานเอ่ย…ใบหน้าเขาก็พลันแจ่มใสขึ้นมา



“ฟังดู…ก็เข้าท่าดีเหมือนกันนะ!”



ถานจื้อทั้งโกรธ ทั้งเจ็บ ทั้งหวาดกลัว ทั้งแทบสิ้นสติ เมื่อได้ยินยิ่งเดือด ร้องลั่น



“ถานชง…เจ้าก็คิดทรยศข้าด้วยหรือ!”



“ถ้าข้าทรยศจริง ป่านนี้คงไม่มาอยู่ตรงนี้เพื่อช่วยเจ้าแล้วล่ะ”



ถานชงถอนใจเฮือกใหญ่



“จะว่าไป พี่ข้าเหมือนจะไม่เข้าใจโลกเอาเสียเลยนะ…”



ถานจื้อชะงัก พอเงยหน้าขึ้นเห็นสายตาของน้องชาย สงบนิ่งจนทำเขาพูดอะไรไม่ออก



ด้านนอก ชาวยุทธถูกไล่ออกไปหมดแล้ว



ในลานเหลือเพียงทหารองครักษ์หลวง เซินถูเหลี่ยกับอาจารย์ของเขา เจี้ยนอู๋เซิง และอวี่เหวินถิงผู้หน้าเสีย



ไม่มีผู้ใดกล้าแทรกแม้แต่คำเดียว



แต่คำพูดของเจียงหราน… กลับทำทุกคนต้องครุ่นคิด



เขาบอกว่า ‘แคว้นจินฉานอยู่ในสถานการณ์คับขัน’ ย่อมหมายถึงภัยจากแคว้นชิง และแคว้นหลี



แต่เจียงหรานมีบทบาทใดถึงขั้น ฮ่องเต้ต้องรักษาเขาเหนือองค์รัชทายาท



ถ้าจริง สิ่งที่เขาทำทั้งหมดในคืนนี้ ไม่ใช่ความหุนหันพลันแล่น



แต่เป็น…การกระทำของผู้ที่ ‘มีหลังพิง’



กำลังคิดกันอยู่ จู่ๆ เสียงหนึ่งลอยเข้ามา



“องค์หญิงใหญ่เสด็จ!!”



ทุกคนสะดุ้งเฮือก



มาแล้ว คนที่ถานชงเรียกว่า “ใบหน้ามีราคาเหนือกว่าทุกคนที่นี่”



องค์หญิงใหญ่ก้าวพรวดมาด้วยฝีเท้าเบาคล่อง จนมาถึงลานในเพียงชั่วลมหายใจ



ภาพแรกที่เห็นคือ เจียงหรานนั่งกินถั่วไป ดีดใส่หัวถานจื้อไปพลาง



องค์หญิงใหญ่หัวเราะเบาๆ



“นัดว่าจะมาพบเซินถูเหลี่ย เหตุใดถึงกลายเป็นทะเลาะกับเจ้าเด็กน้อยไปเล่า”



ถานจื้อหน้าเหยเก เขายังจำได้ที่ก่อนหน้านี้เซินถูเหลี่ยถูกลดศักดิ์โดยไม่ตั้งใจ



แต่ตอนนี้ เขาต่างหากที่ถูกลดศักดิ์ต่อหน้าผู้คน!



เขารีบร้องขอความช่วยเหลือ



“เสด็จป้าโปรดทรงช่วย! เจียงหรานมันเหิมเกริม ทำตัวเหนือกฎหมาย กล้าทำร้ายข้าอย่างร้ายกาจ โปรดลงโทษมันด้วย!”



“พอแล้ว”



องค์หญิงใหญ่สีหน้าเคร่ง เอ่ยขึ้นเสียงหนัก



“ราชโองการ!!”



ทุกคนตาเบิกโพลง องค์หญิงใหญ่นำราชโองการมาเอง!



แปลว่าสิ่งที่ถานชงพูดก่อนหน้ายังไม่ใช่คนที่ ‘หน้ามีราคา’ สุดท้าย



แต่คือ ฮ่องเต้



เมื่อราชโองการถูกยกมา เซินถูเหลี่ย อาจารย์ของเขา และอวี่เหวินถิงรีบคุกเข่า ทหารองครักษ์หลวงก็ก้มกราบ



มีเพียงเจี้ยนอู๋เซิงที่ยืนนิ่ง กอดกระบี่ไว้ คนเช่นเขา ชาวยุทธพเนจรผู้ถือคมกระบี่เป็นชีวิต



‘บ่าไม่ก้ม เข่าไม่คุก’ เป็นกฏที่เขายึดถือ



องค์หญิงใหญ่ไม่ว่าอะไร เปิดราชโองการเตรียมอ่าน



แต่ถานจื้อรีบร้องแทรก



“เสด็จป้า…ข้า…ข้าในสภาพนี้ จะรับราชโองการได้อย่างไร!”



“ก็รับอย่างที่เจ้าเป็นอยู่นี่แหละ”



องค์หญิงใหญ่เอ่ยเฉียบ ก่อนกางคำประกาศ



“ด้วยเดชะบารมีสวรรค์ ฮ่องเต้มีพระราชโองการตรัสว่า องค์รัชทายาทถานจื้อ ไม่สำรวมกิริยา ไม่ตั้งมั่นอยู่ในคุณธรรม ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ให้สำนึกผิดอยู่ในตำหนักรัชทายาทมิให้ก้าวออกนอกประตูแม้แต่ครึ่งก้าว หากฝ่าฝืนลงโทษตามอาญาหลวง ราชโองการนี้จักมีผลทันที จบความ!”



“อะไรนะ!”



ถานจื้อช็อกจนตาค้าง



“เหตุใด! เหตุใดเสด็จพ่อต้องให้ข้าขังตัวเองสำนึกผิด! ข้า…ข้าทำผิดอะไร!!”



“ก็ให้เจ้าใช้เวลาเอาไปคิดหาสาเหตุเอาเอง”



องค์หญิงใหญ่พับราชโองการ วางต่อหน้าเขา แล้วมองเจียงหราน



“ปล่อยเขาเถิด เรื่องนี้ฝ่าบาทจะให้คำตอบแก่เจ้าเอง”



เจียงหรานหัวเราะในลำคอเบาๆ



“คำตอบหรือ”



“ใช่”



องค์หญิงใหญ่พยักหน้า



เจียงหรานเกาศีรษะเบาๆ เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง



เซินถูเหลี่ย อาจารย์ และอวี่เหวินถิงต่างลอบมองหน้ากัน



ทุกรู้ ราชโองการมิได้ตำหนิเจียงหรานสักคำ กลับตำหนิรัชทายาทโดยตรง



นี่มันออกหน้าให้เจียงหรานอย่างไม่ปิดบัง!



แต่เจียงหราน…ยังทำหน้าลังเล!



ลังเลเรื่องอะไร!



เขายิ้มบางๆ



“ก็ได้…ในเมื่อเป็นพระพักตร์ของฝ่าบาท ข้าก็ต้องเห็นแก่บ้าง แต่ถ้า ‘ขังตัวอยู่ในตำหนัก’ ก็แปลว่า…ช่วงหนึ่ง เขาย่อมใช้ขาไม่ได้ใช่หรือไม่”



เจียงหรานเอ่ยอย่างเรียบนิ่ง



“ดังนั้น ก็ให้เขานอนพักบนเตียงไปอีกสองสามเดือนแล้วกัน ถือว่าเป็นการฝึกจิตอย่างหนึ่ง”



ถานจื้อหน้าถอดสี



“เจ้าอย่า…!”



เขายังพูดไม่ทันจบ กร็อบ! กร็อบ!



เสียงกระดูกหน้าแข้งทั้งสองข้างถูกดีดนิ้วหักในชั่วพริบตา



ความเจ็บปวดพุ่งทะลุจิตใจ เขาทรุดฮวบคุกเข่าลงอย่างหมดรูป ดวงตาพร่าเลือนเหมือนสติจะหลุดหายไป



ท่ามกลางสติที่เลือนราง เขาได้ยินองค์หญิงใหญ่พูดกับเจียงหรานว่า



“ขอบใจที่เจ้าผ่อนแรงให้”



ผ่อนแรง…!



ผ่อนตรงไหนกัน!



เขาคือองค์รัชทายาทนะ!!



ความคับแค้นจนแทบระเบิดทำให้เลือดพุ่งออกจากปาก และเขาก็หมดสติไปในทันที



เจียงหรานมองอย่างเฉยชา



“ก็บอกแล้วว่าเจ้าก่อเรื่องใหญ่หลวงนัก เจ้ากลับไม่ยอมเชื่อ เฮ้อ…พาตัวไปเถอะ”



เขาดึงตะเกียบออกจากมือถานจื้อลวกๆ แล้วโบกมือให้ถานชงมารับตัวไป



ถานชงรีบเรียกทหารมาหามพี่ชาย จัดการพันแผลกันอลหม่าน ก่อนรีบพารัชทายาทเดินทางกลับตำหนัก



เขาหันมายกมือคารวะเจียงหราน แล้วรีบก้าวตามขบวนออกไป



เจียงหรานหันไปบอกเซินถูเหลี่ย



“ค่ำคืนนี้ข้าขอตัวก่อน ไว้พบกันใหม่”



เซินถูเหลี่ยอ้าปาก แต่พูดไม่ออกสักคำ



องค์หญิงใหญ่ยิ้มบางๆ แล้วเอ่ยว่า



“ไปเถอะ ฝ่าบาทกำลังรอเจ้าอยู่ในวังหลวง”




ตอนก่อน

จบบทที่ ราชโองการ

ตอนถัดไป