ทำพิธีล้างเคราะห์

ตอนที่ 338 ทำพิธีล้างเคราะห์



ในเสี้ยวอึดใจนั้น ความคิดหลากหลายผุดขึ้นในหัวเจียงหราน



ความคิดแรก เขาเกือบอยากกดตัว ‘อวี่เหวินเหม่า’ ลงกับเบาะให้รู้แล้วรู้รอด แล้วดูว่าทางเลือดจันทราจะตอบสนองอย่างไร



…แต่ก็แค่คิดเท่านั้น



ความคิดถัดมา ทำไมอวี่เหวินเหม่าถึงมากับกงฉวนซื่อได้



เจียงหรานจึงถามตรงๆ



“ท่านโหว เหตุใดถึงเสด็จพร้อมกับท่านอวี่เหวินได้เล่า”



อวี่เหวินเหม่าพอแนะนำตัว ก็รอปฏิกิริยาอยู่เต็มที่



แต่เจียงหรานกลับไม่ชายตาแม้ครึ่งครั้ง และหันไปถามกงฉวนซื่อเสียอย่างนั้น



กงฉวนซื่อยกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ



“วันนี้เช้า เดิมข้าตั้งใจจะเข้าไปพบเต๋าเชวี่ย ระหว่างทางบังเอิญเจอเขาเข้า เขาบอกว่ามีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย”



“แม้ข้าจะปฏิเสธว่าไม่ว่าง เขาก็ยังดื้อดึงจะคุยให้ได้ สุดท้ายก็ต้องให้เขาขึ้นรถมาด้วย”



“เรื่องคุยกันก็จบไปแล้ว จะให้เขาลงกลางทางก็กระไรอยู่ เลยต้องพาไปถึงสำนักเต๋ออีนี่แหละ”



“อ้อ อย่างนี้นี่เอง”



เจียงหรานพยักหน้า ก่อนพาสองพี่น้องตระกูลเยี่ยทั้งสองนั่งลง แล้วตัวเองก็ทิ้งตัวนั่ง ข้างๆ อวี่เหวินเหม่า พอดีราวจงใจ



“ท่านอวี่เหวิน ช่วยขยับหน่อยได้หรือไม่ นั่งสี่คนตรงนี้มันคับแคบเกินไปหน่อย”



อวี่เหวินเหม่าหน้าดำเป็นหมึก



“บ้าบิ่น ไร้มารยาท นิสัยต่ำทราม สมควรไม่ได้รับตำแหน่งใดทั้งสิ้น!”



เขาถอยไปนั่งข้างกงฉวนซื่ออย่างหงุดหงิด



เจียงหรานยิ้มบางๆ ไม่ใส่ใจ แล้วถามกงฉวนซื่อต่อ



“แล้วเขามีธุระอะไรกับท่านรึ”



อวี่เหวินเหม่าคิ้วกระตุก เงื้อมือหมายจะโต้



“เรื่องราชการลับเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย”



แต่กงฉวนซื่อพูดขัดขึ้นอย่างเรียบเฉย



“เขากล่าวว่าฝ่าบาทตัดสินใจผิดพลาด ที่ให้เจ้าเป็นผู้คุ้มกันองค์หญิง เขาอยากให้ข้าไปร่วมทูลเกล้าตักเตือนฝ่าบาทว่าไม่ควรเลือกเจ้า”



“ท่านโหว!!”



อวี่เหวินเหม่าหน้าดำเขียว



“อย่างนี้นี่เอง”



เจียงหรานพยักหน้าแล้วยิ้ม



“เดิมที ‘ราชการลับ’ ที่ท่านว่าจะเกี่ยวข้อง เหตุใดจึงเกี่ยวกับข้าด้วย ช่างคาดไม่ถึงจริงๆ”



“แล้วจะอย่างไร!”



อวี่เหวินเหม่าฟาดเสียงใส่



“เจ้ามิใช่ทหารองครักษ์หลวง มิใช่ขุนนาง เป็นแค่คนเร่ร่อนในยุทธภพ…ยิ่งไปกว่านั้น ”



สายตาเขาเหลือบมองสองพี่น้องตระกูลเยี่ย



“ความประพฤติป่นปี้ บ่งชี้ชัดว่าชื่อเสียงที่ร่ำลือ ก็ปนด้วยคำเท็จมากเพียงใด”



“เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเจ้ามีสิทธิ์อันใดจะนำทัพกององครักษ์จินฉาน”



“มีสิทธิ์อันใดปกป้ององค์หญิงของแคว้นเรา!”



เจียงหรานหลุดหัวเราะ จะว่าเสเพลก็พูดมาเถอะ ยังอุตส่าห์บอกว่า ‘ความประพฤติป่นปี้’ อีก



เขาจึงตอบด้วยรอยยิ้ม



“ข้ากับองค์หญิงนอนร่วมเตียงเดียวกันหลายคืน ท่านอวี่เหวินคิดว่าอย่างไร”



“โอ๊ย…”



เสียงหลุดจากเยี่ยจิงเสวี่ย ไม่ใช่เพราะคำพูด แต่เพราะโดนเยี่ยจิงซวงหยิกแรงหนึ่งที



เยี่ยจิงซวงเก็บอารมณ์ได้แย่กว่าถังฮว่าอี้มากขำจนอดกลั้นไม่ได้ ก็เลยหยิกน้องสาวแก้เขินแทน



เยี่ยจิงเสวี่ยหน้าแดงจัด รีบขอขมาแก้เก้อ



“ขออภัย…ท่านๆ เชิญพูดต่อเถิด”



อวี่เหวินเหม่าหน้าสั่น เขาแทบกระอักเลือด



“ลามก! ไร้ยางอายที่สุด!! แม้ความสามารถไม่ว่ากัน แต่สันดานหยาบช้าถึงเพียงนี้ น่าตกใจยิ่งนัก!!”



เจียงหรานยิ้มกว้างขึ้น



“ท่านอวี่เหวินตกใจแค่นี้ ไม่เท่าไหร่หรอก”



“แถมเรื่องของข้ากับองค์หญิง ไม่ได้เกี่ยวกับท่านเลยสักนิด จะว่าข้าเสเพลหรือไร้ยางอาย ข้าก็รับเองทั้งหมด”



“แต่นี่ข้ากับองค์หญิงเป็นเช่นนี้ทุกคืนอยู่แล้ว ท่านกำลังกลัวอะไร กลัวจะทำราชวงศ์ขายหน้าอย่างนั้นหรือ”



“ข้าถามจริงๆ เถิด คนแคว้นเราไม่มีชีวิตสมรสกันหรือไร”



“และถ้าท่านอวี่เหวิน ‘สูงส่งนัก’ แล้วบุตรชายของท่านมาจากไหน เก็บมาจากข้างทางหรือ”



ชุดคำพูดฟาดรัวเหมือนมีดคมกริบ อวี่เหวินเหม่าหน้าซีดสลับแดง หายใจหอบ จวนจะสำรอกเลือดออกมา



กงฉวนซื่อรีบตบหลังเขา



“พอๆ เจ้าไม่ใช่คู่มือเขาเรืองฝีปากหรอก เป็นถึงขุนนาง จะไปเถียงเด็กรุ่นหลังไปทำไมกัน”



อวี่เหวินเหม่าพยายามกลั้นโทสะ



“เลวทรามที่สุด…เลวทรามที่สุด!”



เจียงหรานกล่าวนิ่งๆ



“ท่านอวี่เหวิน ถ้าพูดไม่ออก ก็เงียบได้ ไม่ว่ากัน”



“แต่อย่างที่ว่าเรื่องบุตรชายของท่าน ข้าก็มีความเห็นอยู่บ้าง เรื่องของข้ากับองค์หญิงใครๆ ก็รู้กันดี”



“ท่านอวี่เหวินควรเตือนบุตรชายเสียเถิด ฝันกลางวันเสียมาก ไร้ประโยชน์”



“ตั้งใจเข้ารับราชการ เขาอาจยังมีหวังได้สืบตำแหน่งเจ้ากรมคลัง มัวฝันลมๆ แล้งๆ ต่อไป ก็คงเป็นได้แค่ ‘นักฝัน’ เท่านั้นเอง”



“เหลวไหลที่สุด!!!”



อวี่เหวินเหม่าจะลุกขึ้น



“ตำแหน่งเจ้ากรมคลัง เป็นพระราชทานจากเบื้องสูง มิใช่สืบทอด! เจ้า เจ้ามันคนหยาบคาย กล้าพูดจาดูแคลนราชสำนักเช่นนี้!”



“อวดดีสิ้นดี!”



เจียงหรานยิ้ม



“อ้อ แปลว่าไม่ได้สืบทอดใช่มั้ย”



“ข้านึกว่าดูจากท่าทางบุตรชายท่านวันนั้นในหอฝนพร่ำ เขาคิดว่าตนเป็น ‘เจ้ากรม’ ไปแล้วเสียอีก กิริยาท่าทางราวกับเหนือกว่าองค์รัชทายาทเสียด้วยซ้ำ”



“เจ้ากล้าพูดถึงองค์รัชทายาทอีก!”



อวี่เหวินเหม่าหน้าแดงก่ำ



“รัชทายาทกอปรด้วยเมตตาธรรม ถูกเจ้าฉุดรั้ง ตอนนี้ถูกกักบริเวณในตำหนักตะวันออก”



“แถมเจ้ากล้าหักขาพระองค์! เป็นการอวดดีแข็งข้อ ไร้ซึ่งเคารพ!! เจ้าเป็นคนต่ำช้าอย่างถึงที่สุด!”



เจียงหรานยักไหล่



“แล้วอย่างไรล่ะ”



“ข้าเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีพ่อแม่ให้เคารพ จะให้ข้าเคารพ ‘พ่อของบ้านเมือง’ ได้อย่างไร”



“คนยุทธภพเดินตามใจ ไม่มีพิธีรีตองฟ้าดินที่ไหนทั้งนั้น”



“แต่แม้ท่านมองว่าข้าชั่วช้า ท่านทำอะไรข้าได้บ้าง”



“ข้าหักขารัชทายาท ผลคือ ฝ่าบาทสั่งกักเขาไว้ในตำหนักตะวันออก”



“วันนี้ ถ้าข้าหักขาท่านบ้าง ฝ่าบาทจะทำอย่างไรได้”



“คิดว่าข้ากลัวเรอะ!”



อวี่เหวินเหม่าหัวเราะ



“ข้าเป็นคนอ่านหนังสือ ย่อมไม่กลัวพวกใช้กำลัง ส่วนฝ่าบาท…ฝ่าบาททรง”



“อวี่เหวินเหม่า!!”



เสียงตวาดของกงฉวนซื่อหนักดั่งฟ้าผ่า ตัดบทก่อนที่คำต้องห้ามจะหลุดปากออกมา



อวี่เหวินเหม่าราวถูกสาดน้ำเย็น เขาตัวสั่น



“ขะ…ขอรับ”



เมื่อสติกลับคืน เขารู้สึกได้ถึงความผิดปกติของตัวเอง



ทำไมคุยกับเจ้าเด็กนี่เพียงไม่กี่ประโยค จิตใจก็ปั่นป่วนจนควบคุมไม่ได้



นี่มันเหมือนตอนวัยรุ่นทะเลาะกันมากกว่าเป็นขุนนางผู้ใหญ่เสียอีก



ถ้าไม่ใช่เพราะกงฉวนซื่อห้ามไว้ เขาคงพูดคำต้องห้ามออกมา และนั่นคือโทษประหาร



เขาเหลือบมองเจียงหรานอีกครั้ง เห็นฝ่ายนั้นยังคงนั่งนิ่ง สีหน้าไร้อารมณ์



แต่มองแล้วกลับรู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก



เจียงหรานหัวเราะเบาๆ



“ท่านโหว สมเป็นแม่ทัพที่ผ่านศึกมามาก เพียงคำเดียว ก็กดข่มได้ทั้งคันรถเลยทีเดียว”



กงฉวนซื่อมองเจียงหรานคืน



“บนโลกนี้มีนักสู้มากมาย ผู้มีวรยุทธ์ล้ำลึก ยิ่งหาที่สุดมิได้”



“แต่ระดับที่เจ้ามาถึง ยังคงนับเป็นจำนวนปลายนิ้ว เพียงแต่อวี่เหวินไม่รู้วิชา ต่อให้เจ้าไม่ลงมือ เขาก็เสียเปรียบแล้ว”



“เมื่อครู่เจ้ากดดันเขามากเกินไปหน่อย”



เจียงหรานยิ้มบาง



“บางทีเขาอาจไม่รู้วิชา แต่บางเวลา…อาจมีอำนาจมากกว่านักสู้ทั่วไปเสียอีก



“ข้าที่พูดไปเมื่อครู่ ไม่ถือว่าเอนเอียงหรือบีบคั้นเขา และนี่ก็เป็นรถม้าของท่านโหว ทั้งหมด ก็แล้วแต่ท่านจะตัดสิน”



แต่ถึงอย่างไร อวี่เหวินเหม่าก็เป็นถึงเจ้ากรมคลัง ไม่ใช่คนปัญญาตื้นเขิน



การที่เขาถึงขั้นโต้เถียงกับเจียงหรานบนรถม้ากงฉวนซื่ออย่างไม่มีเหลือฟอร์มนั้น



ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเจียงหราน ‘ชักนำจังหวะ’ อย่างจงใจ



อีกส่วนเป็นเพราะจิตของเจียงหรานเข้มแข็งผิดมนุษย์ธรรมดา แม้เขาไม่ได้ใช้วิชาใดอย่างจงใจ



แต่เพียงอาศัยแรงกระเพื่อมของพลังจิต ก็สามารถชักพาผู้อื่นไหลไปตามกระแสได้โดยง่าย



อวี่เหวินเหม่าไม่รู้วรยุทธ์ ย่อมไม่เห็นความเร้นลับนี้



แต่ตัวเขาเองก็เป็นนักปราชญ์ที่ฝึกปรือด้วยตำรา และอักขระมาแต่เยาว์วัยในกายจึงมี ‘พลังฮ่าวหราน’ ( พลังคุณธรรม ) ของบัณฑิตอยู่



นี่แหละสิ่งที่เจียงหรานหมายถึง



ความแข็งแกร่งของเขาในฐานะบัณฑิตนั้น บางเวลายิ่งกว่านักสู้ทั่วไปเสียอีก



ทว่าพลังจิตของเจียงหรานยังนำมาใช้ไม่ได้เต็มที่ เป็นเพียงสภาพ ‘ทำงานโดยอัตโนมัติ’



ส่วนอวี่เหวินเหม่าไม่รู้วรยุทธใดเลย ทั้งสองจึงเหมือนตีเสมอกันไป เจียงหรานถึงว่าไม่ได้ถือว่ารังแกจริงๆ



ทว่าการโต้คารมเมื่อครู่ ก็ไม่ใช่เพียงการหยอกเล่น เจียงหรานต้องการลองจับ ‘ตัวตนที่แท้จริง’ ของอวี่เหวินเหม่า



คุยไปครึ่งวัน เขากลับรู้สึกว่า คนผู้นี้แตกต่างจากที่เขาสันนิษฐานเอาไว้



หนอนหนังสือเต็มตัว อารมณ์อหังการของผู้มีการศึกษา กลับไม่มีไอสายลับสกปรกแบบ ‘เลือดจันทรา’ เลยสักเสี้ยวเดียว



นี่ก็ประหลาดอยู่…



แน่นอน เรื่องนี้ก็พิสูจน์อะไรไม่ได้มากนัก ใบหน้าอาจสะท้อนจิตใจ แต่ก็ไม่ใช่กับทุกคน



บางคนภายนอกเที่ยงธรรมใสสะอาด แต่ลับหลังทำเรื่องต่ำทรามได้ยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานเสียอีก



ดังนั้นจะตัดสินคนด้วยหน้าตาไม่ได้



อวี่เหวินเหม่าคนนี้ แม้ใบหน้าจะเต็มด้วยความเที่ยงธรรม แต่ตัวจริงเป็นอย่างไร ยังบอกไม่ได้หรือไม่แน่ เมื่อครู่เขาอาจจงใจแสร้งก็ได้ เพื่อหลอกให้เจียงหรานตัดสินผิดพลาด



แม้ความเป็นไปได้จะน้อย… แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี



สิ่งที่ทำให้เจียงหราน ‘แปลกใจจริงๆ’ กลับเป็นกงฉวนซื่อต่างหาก



ด้วยเพียงเสียงดุคำเดียว ก็ช่วยให้อวี่เหวินเหม่า ‘หลุด’ ออกจากแรงสะกดจิตของเขาได้



คนผู้นี้ ดูท่าจะไม่ใช่แม่ทัพที่มีแต่กำลังชนิดตรงไปตรงมา คงมีวรยุทธ์ล้ำลึกถึงขั้นมองไม่ออกเลยทีเดียว



ความคิดหมุนวูบไปมา เจียงหรานจึงยิ้มแล้วเอ่ยว่า



“ยังไม่ได้ถามเลยว่า ท่านโหวมาหาท่านเต๋าเชวี่ยด้วยเหตุอันใด”



กงฉวนซื่อตอบตรงๆ



“หลายปีไม่พบกัน ข้าตั้งใจจะมาเยี่ยมพักคุยดื่มชาเท่านั้น”



“ช่างประจวบเหมาะ ข้าเองก็ไม่เคยพบตัวจริง แต่ก็ตั้งใจจะมาดื่มชาพูดคุยเหมือนกัน”



เจียงหรานหันมองอวี่เหวินเหม่า



“ส่วนท่านอวี่เหวินคงเล่าความจนหมดแล้วกระมัง มิฉะนั้น ข้าจะโยนลงจากรถม้าเดี๋ยวนี้”



“……”



อวี่เหวินเหม่าเบือนหน้า หลับตาแน่น



“ไม่ต้องลำบาก ข้า…ข้าก็อยากไปพบเต๋าเชวี่ยเหมือนกัน ดื่มชา…พูดคุยกัน”



“โอ้โห ท่านราชครูนี่ท่าจะดังมาก”



เจียงหรานยกม่านหน้าต่าง



“คุยกันเพลินจนถึงนี่พอดี”



เหลือบมองออกไปก็พบว่าประตู “สำนักเต๋ออี” อยู่ตรงหน้าพอดี



รถม้าของกงฉวนซื่อ แม้เจียงหรานไม่คุ้นตา แต่คนของสำนักเต๋ออีเห็นเป็นรู้กันดี จึงไม่มีใครกีดขวาง รถแล่นตรงเข้าไปจอดหน้าประตูใหญ่



เจียงหรานพาเยี่ยจิงเสวี่ย และเยี่ยจิงซวงลงก่อน



จากนั้นจึงเป็นอวี่เหวินเหม่า และกงฉวนซื่อเป็นคนสุดท้าย



ระหว่างรอ เขายังชมรถม้าอย่างเพลิดเพลิน จนกงฉวนซื่อลงมา เขาจึงถามว่า



“ท่านโหว รถม้าคันนี้สร้างที่ใด ใครเป็นคนทำรึ”



“อะไรหรือ เจ้าเห็นว่ามันมีปัญหา”



กงฉวนซื่อมองเขาอย่างฉงน



“มิใช่ปัญหา ข้าแค่ชอบ”



เจียงหรานหัวเราะ



“ตัวข้าเองอยากต่อรถสักคัน แต่มีแค่แบบในหัว ไม่มีฝีมือสร้าง



“พอเห็นรถม้าท่านโหววันนี้ เลยอยากขอคำแนะนำหน่อย”



กงฉวนซื่อหัวเราะเบาๆ



“ตอนเจ้าเอ่ยว่าชอบ ข้าก็คิดจะยกให้เจ้าทั้งคันอยู่แล้ว



“แต่ในเมื่อเจ้าจะสร้างเอง งั้นข้าบอกได้ ผู้สร้างเป็นทหารเก่าของข้า สืบทอดงานช่างไม้จากตระกูล”



“ต่อมาบาดเจ็บจนล่าถอยจากชายแดน ข้าสงสารจึงสนับสนุนให้เปิดร้านที่นครหลวง ชื่อร้านช่างไม้โบราณบนถนนเทียนจิ้ง”



“หากเจ้าอยากต่อรถม้า ให้ไปหาเขา แต่จะทำตามแบบในหัวเจ้าได้หรือเปล่า ข้ารับรองไม่ได้”



“ซาบซึ้งใจนัก” เจียงหรานค้อมตัว



ระหว่างนั้นเอง มีศิษย์สำนักเต๋ออีออกมาต้อนรับ



“คารวะท่านโหว คารวะท่านอวี่เหวิน วันนี้…ช่างไม่เหมาะนัก ข้างในมีเหตุสำคัญ เกรงว่าท่านเจ้าสำนักจะไม่ว่าง”



กงฉวนซื่อถาม



“เหตุสำคัญอะไร”



ศิษย์ตอบด้วยสีหน้าอึดอัด



“ไม่กี่ชั่วยามก่อน กระบี่สะท้านภพ เจียงหรานส่งเทียบเชิญขอเข้าพบ”



“ปกติคงไม่เป็นไร แต่ทว่าวันก่อนเขาไป ‘หอร้อยสมบัติ’ คืนนั้นหอเกือบไหม้ทั้งหลัง ประมุขหอหายสาบสูญ”



“วันต่อมา เขาไป ‘หอฝนพร่ำ’ ตอนค่ำประมุขหอก็หายตัวไปอีก ถึงมารู้ทีหลังว่าโดนวางยาพิษ แล้วถูกเขาพากลับไปพัก”



“สองครั้งติด…เพียงเพราะเขาไป ‘เยี่ยมเยือน’ บัดนี้ท่านเจ้าสำนักกำลังทำพิธีล้างเคราะห์ เพื่อปัดเป่าลมร้ายจากตัว…เอ่อ…กวาดซวยของชายผู้นี้”



เยี่ยจิงซวงกัดฟัน



เยี่ยจิงเสวี่ยก็โดนหยิกซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ต้องกลั้นไว้



เจียงหรานหน้าดำเป็นถ่าน



“ทำพิธีล้างเคราะห์นี่…ใช้ได้จริงหรือ”



ศิษย์มองเขาอย่างสงสัย



“แล้วท่านคือ…”



“เจียงหราน”



“……”



ศิษย์หน้าเปลี่ยนสีทันที แล้วตบปากตัวเองสามที



“ข้าน้อยปากพล่อยเอง ขอท่านโปรดอย่าได้ถือสาเลย ทุกอย่างเป็นความคิดของท่านเจ้าสำนักทั้งสิ้น!”



เจียงหรานยิ้มเล็กน้อย



โธ่…ขายนายออกหน้าแบบไม่คิดชีวิตเลยหรือ



เขาส่ายหน้า ถอนหายใจ



“ช่างเถอะ ไม่อยากถือสาเรื่องไร้สาระ ในเมื่อข้ามากับท่านโหว และท่านอวี่เหวิน ก็ไม่ควรให้พวกเขาผิดหวัง พาเราขึ้นไปพร้อมกันเถอะ”



กงฉวนซื่อพยักหน้า อวี่เหวินเหม่านิ่งไม่คัดค้าน



ศิษย์ชื่อ ‘ชิงอวิ๋น’ นำทางพวกเขาเข้าไป ชายหนุ่มผู้นี้ปากค่อนข้างไว พอเดินก็พูดไปไม่หยุด



เจียงหรานอยากแทรกคำยังแทบหาโอกาสไม่ได้



เดินไปพูดไปในที่สุดก็ถึง ‘วิหารใหญ่’



หลังชิงอวิ๋นถอยออกไป อวี่เหวินเหม่าหันมาหัวเราะเยาะ



“ชื่อเสียงเจ้าโด่งดังจริงๆ นี่”



เจียงหรานมองเขาตาโต



“ท่านแน่ใจว่าจะเริ่มพูดอีก”



อวี่เหวินเหม่าสะดุ้ง รีบหุบปากทันที เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าต่อกรกับเจียงหราน วิธีที่ดีที่สุดคือ…ไม่ยุ่งเกี่ยว



เจียงหรานจึงเลิกสนใจ ทั้งสามนั่งรอ และดื่มชาไปพลาง



แต่รอหนึ่งชั่วยาม…สองชั่วยาม… ยังไร้วี่แววชิงอวิ๋นกลับมา



กงฉวนซื่อ และอวี่เหวินเหม่ายังนิ่งรอได้ ส่วนเยี่ยจิงเสวี่ยเริ่มกระวนกระวาย



เจียงหรานให้สัญญาณให้นางใจเย็น กระทั่ง…



ชิงอวิ๋นพรวดพราดวิ่งเข้ามา สีหน้าซีดเผือด



“แย่แล้วๆๆ ท่านเจ้าสำนัก…ท่าน…ท่าน ‘เหินฟ้า’ ไปแล้ว!!”



เจียงหรานกะพริบตาปริบๆ เหินฟ้ากลายเป็นเซียน



แต่พอเห็นสีหน้ากงฉวนซื่อกับอวี่เหวินเหม่าถึงเข้าใจว่า



ไม่ใช่เหินฟ้า… แต่ ‘สิ้นใจตาย’ ต่างหาก!!!




ตอนก่อน

จบบทที่ ทำพิธีล้างเคราะห์

ตอนถัดไป