มอบของกำนัล
ตอนที่ 345 มอบของกำนัล
เสียง ‘ปัง ปัง ปัง’ สะท้อนทั่วผืนน้ำ คลื่นบนผิวน้ำแตกกระจายวูบวาบ พลังจากกระบี่ไร้ประมาณแผ่ซ่านไปทั่วสี่ทิศไม่หยุดหย่อน
พลังของมันนั้น…ราวกับไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ
แม้เต๋าเชวี่ยจะพยายามรวบกระแสพลังกลับ แต่ลมปราณที่ปลดปล่อยออกไปแล้วก็เหมือน ‘บุตรสาวที่แต่งออกเรือนไป’ จะดึงกลับมาอย่างไรก็ไม่ทันแล้ว
แต่แล้วเจียงหรานกลับยกมือขึ้นเบาๆ
“หวี้ง!!”
กระบี่ไร้ประมาณเลื่อนจากน้ำขึ้นฟ้า กรีดเมฆเปิดเป็นช่องราวกับฉีกฟ้าทั้งผืน แสงดาวจึงเผยให้เห็นอยู่เบื้องหลัง
เต๋าเชวี่ยเห็นดังนั้น ถึงกับยกแขนปาดเหงื่อ ก่อนจะตวาดลั่น
“ไม่อยากอยู่แล้วหรือไง!”
เจียงหรานเงยหน้ามองช่องว่างบนฟ้าอย่างพออกพอใจ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงชื่นชม
“ท่านนี่มั่นใจในตัวเองเหลือเกิน และก็ดูถูกข้าเกินไปด้วย เรื่องแค่นี้ไม่ถึงกับต้องเอาชีวิตเข้าแลกหรอก…”
“ได้ยินมาว่าแต่ก่อนมียอดฝีมือไร้นามฝึก ‘วิชาจิตเที่ยงธรรมแห่งฟ้าดิน’ จนถึงขั้นฟ้าสะเทือนฟาดเพียงหนึ่งกระบี่…ผ่าชิงไห่ แหวกเมฆหมอกครึ่งผืนฟ้า”
“แต่ข้าเคยคิดว่าเป็นแค่เรื่องเล่าเสียอีก ตอนนี้ดูท่าจะ…มีมูลอยู่ไม่น้อย ตาเฒ่า กระบี่เล่มนี้ของท่านถือว่ายอดเยี่ยมจริงๆ”
เต๋าเชวี่ยได้ฟังถึงกับเคราสั่น แหงนหน้าเชิดอย่างภาคภูมิ
“นั่นแน่นอนอยู่แล้ว วิชากระบี่มหายานไร้ประมาณของข้า ล้วน มาจากสำนัก…เอ่อ…”
เขาสะดุดคำไปครึ่งประโยค แล้วแอบเหลือบมองเจียงหราน
เจียงหรานยิ้มแบบคนรู้ทัน
“เชิญพูดให้จบสิ”
“เอ่อ…โทษที ข้าแดกดันผิดคนไปหน่อย” เต๋าเชวี่ยแสร้งกระแอม
“เจ้าเด็กนี่ ทำข้าเผลออวดของต่อหน้าเจ้าของตำราเสียได้…”
เจียงหรานกลับส่ายหัว
“สามารถสกัดความหมาย ‘ไร้ประมาณ’ ออกมาจากวิชาจิตเที่ยงธรรมแห่งฟ้าดินได้ ถือว่าท่านไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ไม่มีอะไรให้น่าอับอายหรอก”
แต่เต๋าเชวี่ยกลับส่ายหน้าแรงกว่า
“เจ้าคิดว่า ‘ไร้ประมาณ’ เข้าใจง่ายนักรึ”
“เช่นนั้นข้าขอคำชี้แนะสักหน่อยได้หรือไม่”
เต๋าเชวี่ยพ่นลมใส่ทันที
“ข้าไม่สอน! ไม่สิ เจ้ายังไม่คู่ควรจะให้ข้าสอนต่างหาก!”
แล้วเขาก็ชี้ไปทางเต๋าเยวียนที่หมดแรงนอนซวนเซอยู่
“ว่าแต่…เจ้าบ้าหรือไง เสี่ยงชีวิตมาขวางกระบี่ของข้าทำไม! ไม่มีอะไรจะทำแล้วรึ!”
เต๋าเยวียนหัวเราะหยัน “ฮึ งั้นก็ลงมืออีกที ข้าไม่กลัวอยู่แล้ว”
“เจ้านี่มัน!” เต๋าเชวี่ยกระทืบเท้า
เจียงหรานจึงเอ่ยนิ่งๆ
“ฆ่าเขายังไม่ใช่ตอนนี้ เขายังมีประโยชน์อีกมาก”
เขาหันไปถามเต๋าเยวียน
“ข้าถามอย่างเดียว เจ้าได้เคล็ดกระถางโลหิตมาจากไหน”
เต๋าเยวียนแค่นยิ้ม
“ก็…ตำหนักสวรรค์นั่นแหละ ถามอะไรมา ข้าจะตอบให้หมดเลย… แต่ ‘สักข้อเดียวก็ไม่จริง!’”
เจียงหรานพยักหน้า เหมือนจะรู้อยู่แล้ว
“เช่นนี้ก็แปลว่า เจ้าไม่ได้มันจากตำหนักสวรรค์ แต่ได้จาก ‘คนอีกกลุ่มหนึ่ง’ คนพวกนั้นล่อลวงเจ้า ให้สัญญาว่าจะอุ้มชูให้ขึ้นเป็นเจ้าสำนัก”
“เจ้าเลยเข้าใจผิด ว่าเรื่องแกล้งตายของตาเฒ่านี่…เป็นฝีมือพวกเขา”
เต๋าเยวียนแสยะยิ้ม “แล้วมันจะทำไม”
“ไม่ทำไมหรอก” เจียงหรานยักไหล่
“สำหรับพวกปากแข็ง ข้าก็ไม่มีอะไรจะถามแล้ว กลับกันเถอะ จริงสิตาเฒ่า ว่าแต่…ท่านนึกครึ้มอะไรขึ้นมาถึงแกล้งตาย”
เต๋าเชวี่ยยักคิ้ว ก่อนตอบ
“ฝ่าบาททรงขอให้เจ้าคุ้มกันองค์หญิง แล้วก็มากระซิบข้าว่า มีคนไปพูดใส่ร้ายเจ้าในงานชุมนุมหอฝนพร่ำ มีคนรู้เรื่องนี้… ทั้งที่ควรจะมีเพียงสามคนเท่านั้น”
“ข้า คนแรก อวี่เหวินเหม่าคนที่สอง กงฉวนซื่อคนที่สาม หากข่าวรั่วไหลต้องมาจากสามคนนี้แน่”
เต๋าเชวี่ยถอนหายใจ
“ตัวข้าเองก็เคยพูดเรื่องนี้ต่อหน้าเต๋าเยวียนพอดี ดังนั้นหากข่าวรั่วในสำนัก… ก็แน่นอนว่าเป็นคนของสำนักเรานี่ล่ะ”
“แต่หากข้ายัง ‘มีชีวิตอยู่’ ผู้ใดเล่าจะกล้าเผยตัวเล่า”
เขาจึงต้องแกล้งตาย เสี่ยงเดิมพันครั้งใหญ่ เพื่อเปิดโอกาสให้พวกคิดคดเผยพิรุธออกมา
แต่สิ่งที่ทำให้เต๋าเชวี่ยหงุดหงิดคือ
เจียงหรานรวบรัดทุกอย่างให้จบใน ‘วันเดียว’ จนแผนการอันซับซ้อนของเขากลายเป็นเรื่องเด็กเล่นขายของไปเลย
เจียงหรานหัวเราะเบาๆ ก่อนจะแบกเต๋าเยวียนขึ้น
“กลับไปแล้ว ท่านประกาศไปว่าเต๋าเยวียนตายแล้ว”
“แล้วบอกด้วยว่า ก่อนตายเขาทิ้งเบาะแสไว้ในห้องของตัวเองบอกวิธีสืบหาคนทรยศรายอื่น”
“แต่ท่านจะไม่รีบตรวจสอบ ท่านจะให้โอกาสทุกคน ใครมา ‘รับสารภาพ’ ในคืนนี้ถึงพรุ่งนี้เช้าก็ถือว่าจบเรื่อง…ไม่เอาโทษ”
“แต่ถ้าไม่สารภาพ ให้ถือว่าผิดตามกฎสำนัก”
เจียงหรานอธิบายราวกับเป็นเรื่องง่ายๆ
“แล้วพอตกกลางคืน ท่านก็ไปนั่งรออยู่ที่ห้องเต๋าเยวียน ดูสิว่าจะมีใครมาตกหลุมพรางหรือไม่”
เต๋าเชวี่ยทำปากยื่น
“ลูกไม้พื้นๆ แบบนั้น ข้าก็คิดได้!”
เจียงหรานยิ้ม
“ท่านเป็นถึงราชครู แน่นอนว่าต้องคิดออกอยู่แล้ว”
แล้วเขาก็พูดต่อ
“แต่ถึงจะเป็นแผนง่ายๆ ต่อให้คนในสำนักรู้ว่าเป็นกลลวง ทั้งปากแข็ง ทั้งปากอ่อนก็หนีไม่พ้นสามทาง”
“หนึ่ง มา ‘รับสารภาพ’ ใครมาคนเดียวในค่ำคืนนี้ก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นใคร”
“สอง ยังไงก็ต้องลองไปที่ห้องเต๋าเยวียนดูสักครั้ง แบบนี้…ก็ยิ่งตกหลุมพรางง่ายขึ้น”
“สาม รีบหนีออกจากสำนักตอนนี้ ซึ่งท่านก็เพียงออกคำสั่งว่า ‘ช่วงนี้สำนักไม่อนุญาตให้ใครออก หากฝ่าฝืนถือว่าทรยศ’ เท่านี้ก็จับกุมได้หมด”
เต๋าเชวี่ยพยักหน้าแรง
“มีเหตุผลๆๆ…”
เจียงหรานจึงเสริมต่อ
“ส่วนทางที่สี่คือคนที่มองออกทุกอย่าง และนิ่งเฉยจนจบเรื่อง ถ้าเจอคนแบบนั้น…ก็ไว้ค่อยจัดการทีหลัง”
เต๋าเชวี่ยถึงกับถอนใจยาว
“เจ้าเด็กนี่…เจ้าเล่ห์จริงๆ!”
เจียงหรานหัวเราะ แต่เมื่อเต๋าเชวี่ยถามว่า
“เจ้ารู้ไหมว่ามีใครอยู่เบื้องหลังเต๋าเยวียน”
เจียงหรานเพียงยิ้ม ไม่ตอบตรงๆ แค่ย้อนถามช้าๆ
“ท่านคิดว่าใครเล่า”
“คิดบ้านพ่อเจ้าน่ะสิ!!”
เต๋าเชวี่ยค้อนให้เขาทีหนึ่ง
“เจ้าจะพูดหรือไม่ก็เรื่องของเจ้า…ไม่พูดก็แล้วไป แต่ชิงหยวนบอกว่าเจอหน้าเจ้าครั้งแรกก็ถูกชะตา ข้าก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะวิชาที่เจ้าฝึกมันมีสายใยร่วมกันอยู่หรือไม่”
“แต่ไม่ว่าด้วยเหตุใด…สำหรับข้าแล้ว ข้าก็ถือว่าเจ้าเป็นเหมือนลูกหลานคนหนึ่ง”
“หยุดก่อนเถอะ อย่ามาแอบอ้างญาติผู้ใหญ่มั่วซั่ว”
“หึ…เจ้าเด็กบ้า ปกติจะให้คนมาเป็นหลานข้า ข้ายังไม่รับเลย!”
“พอกันแหละ อีกฝ่ายเขาก็ไม่ได้อยากเป็นญาติกับท่านเหมือนกัน”
“เลิกโต้เถียงกันก่อนเถอะ ที่ข้าพูดนี่…หมายจะบอกว่า หากเจ้ามีเรื่องจำเป็นเพียงใดแค่ยก ‘ตราหนึ่งเต๋า’ ขึ้นมา”
“ทั้งสำนักเต๋ออี ยกเว้นข้าแล้ว ทุกคนล้วนเป็นกำลังให้เจ้าได้ทั้งสิ้น”
สิ้นคำ เขายังเหลือบมองเจียงหรานด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
“เจ้าเด็กไม่รู้จักชั่วดี…ข้า …”
พูดยังไม่ทันจบ สายตานั้นก็ไปหยุดที่ร่างเต๋าเยวียนในมือเจียงหราน ความรู้สึกซับซ้อนพลันปรากฏในดวงตา
เขาถอนหายใจแผ่วหนึ่ง
“ถ้าเขาตาย…คืนร่างให้ข้าเถอะ อย่างน้อย…หลังภูเขาต้องมีปักป้ายหลุมศพให้เขา”
“ถ้าไม่ตาย…และไม่มีประโยชน์ต่อเจ้าแล้ว ก็ให้เขากลับมาหาข้า ข้าจะลงมือฆ่าเขาเอง เพื่อให้วิญญาณเหยื่อทั้งหลายที่เขาฆ่ามาใช้เป็นสังเวยวิชามาร…ได้คลายความแค้นลงบ้าง”
เจียงหรานพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม “ตกลง”
“ขอบใจมาก”
เต๋าเชวี่ยกล่าวจบ ก็ถอนใจยาว
“ตอนนี้ ถ้ามีเหล้าสักจอกก็คงดีนัก”
เจียงหรานมองกระบอกสุราตนเอง แล้วย้อนมองหน้าเต๋าเชวี่ย…ก็พบว่าตาเฒ่านั่นกำลังแอบชำเลืองมาที่กระบอกสุราของเขาอย่างมีเลศนัย
เจียงหรานกลอกตาใส่
“หากคิดจะชิมก็ลืมไปได้เลย สำนักเต๋ออีใหญ่โตปานนี้ สุราสักไหยังไม่มีรึ”
“ไร้สาระ! ข้าเป็นคนแบบนั้นหรือ สำนักเต๋ออีของเราจะขาดสุราได้อย่างไร!”
เฒ่าทารกทำหน้าคล้ายถูกหยามศักดิ์ศรี
“สำนักเรา…แค่ไม่มีสุราดีเท่าเจ้าก็เท่านั้นแหละ!”
เจียงหรานหน้าเขียวกว่าเดิม
“เจ้าคนพูดมากนั่น…ปากเสียจริงๆ”
เต๋าเชวี่ยถึงกับสะดุ้ง เรื่องสุราที่เจียงหรานดื่ม เขารู้จากมากฮ่องเต้ อีกฝ่ายเล่าทุกอย่างอย่างละเอียดราวกับต้องการระบายความอัดอั้น
เป็นคนที่ ‘เก็บความลับไม่ได้แม้แต่น้อย’ จริงๆ
เจียงหรานจึงคารวะ “ขอลา!”
ว่าแล้วก็เรียกเยี่ยจิงซวงกับเยี่ยจิงเสวี่ย แล้ววิ่งออกไปสุดแรง เหมือนหลังมีเสือไล่หลังอยู่
เต๋าเชวี่ยมองตามเงาเลือนลับ สะบัดแขนปัดฝุ่นฟุ้งรอบตัว
“เพี้ย เพี้ย เพี้ย… วิ่งเร็วยิ่งกว่าโจรขโมยสุราอีก เจ้าเด็กติดเหล้า”
พอแน่ใจว่าเจียงหรานไปไกลแล้ว เขาก็วิ่งโกยกลับไปที่สระน้ำทันที
ถึงตรงขอบสระ ก็พุ่งตัวลงไป ‘ตูม!’
ครึ่งชั่วยามถัดมา เขาโผล่พรวดขึ้นจากน้ำ ในมือกำพัดแส้อันคุ้นตา
“ในที่สุดก็เจอ! เล่นกระบี่ก็ว่าไปอย่าง ทำไมต้องโยนแส้ลงน้ำด้วย คิดว่ามันเท่รึไง!”
“อืม…ชิงหยวนเคยพูดว่า หากข้าใช้วิชากระบี่ไร้ประมาณ แล้วโยนแส้ลง… แสงกระบี่จะดูเหมือนเซียนจุติ”
“แต่เมื่อครู่นี้ ข้าดันลืมไปว่า… ใต้เท้าข้าคือผืนน้ำ!!”
ต่อหน้าเจ้าเด็กบ้านั่น ข้าก็ไม่กล้าดำลงไปงมหรอก… แส้อันนี้อยู่กับข้ามาสามสิบปี ถ้าหาย ข้าคงอกแตกตายแน่”
เขาบ่นไปเช็ดไป ก่อนรีบมุ่งหน้ากลับสำนักเต๋ออี
……
……
ฟ้ายังไม่ทันสว่างดี
เจียงหรานแบกร่างเต๋าเยวียนกลับมายัง “ร้านหนังสือหลางหวน” พร้อมเยี่ยจิงซวง และเยี่ยจิงเสวี่ย
เฒ่าฉินรออยู่ตั้งแต่เนิ่นๆ
เห็นเจียงหรานก็รีบลุกขึ้น
“นายน้อย ท่านมาแล้ว”
เจียงหรานประหลาดใจ
“ลุงฉิน ท่านเฝ้ารอข้าตลอดทั้งคืนเลยหรือ”
เฒ่าฉินยิ้มบาง
“เมื่อนายน้อยกล่าวว่า อาจกลับมาคืนนี้ ข้าย่อมไม่บังอาจหลับ ต้องอยู่รอรับท่านอยู่แล้ว”
เจียงหรานส่ายหน้า พลางหัวเราะอย่างจนใจ
“ไม่ต้องลำบากถึงเพียงนั้น… ท่านพักผ่อนเถิด ข้าเข้ามาเองได้ทั้งนั้น เอาล่ะ ลงไปข้างล่างกันก่อน”
ทันใดนั้น เฒ่าฉินสูดจมูกแผ่ว แล้วมองไปทางเต๋าเยวียน สีหน้าแปรเปลี่ยนทันที
เขาถอนหายใจ
“นายน้อย… ท่านไม่ควรพาคนผู้นี้กลับมา”
เจียงหรานขมวดคิ้ว
“เขามีบางอย่างผิดปกติหรือ”
“รอสักครู่”
เฒ่าฉินตรวจตามลำตัวเต๋าเยวียน ไม่นานก็หยิบถุงหอมเล็กๆ ออกมา
ไม่มีกลิ่น
เจียงหรานเปิดซองดู สีหน้าก็ซีดลงทันที
“กลิ่นลับติดตาม…”
เขาหันไปทางเฒ่าฉิน
“ดูท่า…ท่านคงอยู่ในนครหลวงต่อไปไม่ได้แล้ว”
เฒ่าฉินมีสีหน้า ‘รู้อยู่แก่ใจ’
เขาอยู่ที่นี่ก็เพราะคำสั่งอาจารย์ของเจียงหรานแต่ตอนนี้ ร้านหลางหวนถูกหมายตาแล้วจริงๆ
“เป็นข้าที่พลาดไม่คิดว่าคนพวกนั้นจะลงมือเช่นนี้ สำหรับข้าไม่ใช่เรื่องร้าย แต่สำหรับท่าน… คงลำบากแล้ว”
แต่เฒ่าฉินกลับยิ้มอ่อน
“นายน้อยอย่าพูดเช่นนั้นเลยตราบใดที่มีประโยชน์ต่อท่าน ข้าย่อมเห็นว่าดีที่สุด”
“และดูเหมือนนครหลวง… ตอนนี้ก็ไม่จำเป็นต้องมีข้าคอยเฝ้าอีกแล้ว คงถึงเวลาต้องไปเสียที”
เขากลับเข้าไปในห้อง ออกมาพร้อมสัมภาระที่จัดเตรียมไว้ล่วงหน้า พร้อมหนีทันทีหากมีเหตุฉุกเฉิน
อีกห่อหนึ่งเป็นหนังสือสี่เหลี่ยมเรียงกันอย่างดี เขาส่งให้เจียงหรานด้วยท่าทีจริงจัง
“ภายในนี้… นายน้อยต้องศึกษาด้วยตนเองให้ถี่ถ้วน”
เจียงหรานรู้ทันทีว่าเป็นวิชาเข็มเทพแปดทุกข์ และตำรายาพิษทั้งหลายจึงรับไว้โดยไม่ลังเล
“จริงๆ ท่านไม่จำเป็นต้องหนีทันที ”
“นายน้อยไม่ต้องเกลี้ยกล่อม นายท่านให้ข้ารู้เพียงอย่างเดียว เมื่อถูกพบร่องรอย ต้องหลบหนีทันที ไม่หันหลังกลับ”
“นายน้อย โปรดระวังตัวด้วย”
เขาหันไปมองเยี่ยจิงซวง
“ลาก่อน…นายหญิง”
สิ้นคำ เขาก็จากไปทันที ไม่เหลือเวลาล่ำลากันแม้ครึ่งลมหายใจ
เยี่ยจิงซวงกับเยี่ยจิงเสวี่ยอ้าปากค้าง เจียงหรานจึงว่า
“ปล่อยให้เขาไปเถิด เขาก็น่าจะมีเหตุผลของตัวเอง”
เจียงหรานจุดตะเกียง ห้องมืดก็สว่างขึ้น
เขายังไม่คิดสอบสวนเต๋าเยวียนในทันที แต่เปิดห่อหนังสือเสียก่อน
เยี่ยจิงเสวี่ยยื่นหน้ามาดู
เยี่ยจิงซวงรีบห้าม
“อย่า…ตำราเขา มีไว้ให้เจ้าของดูเท่านั้น”
“ก็เราไม่ใช่คนนอกนี่นา…”
แม้นางบ่น แต่ก็ถอยออกเล็กน้อย
เจียงหรานหัวเราะ
“ดูได้สิ ลุงฉินทิ้งไว้ให้พวกเราศึกษาร่วมกัน”
สามคนจึงก้มหน้าเปิดดูพร้อมกัน
หนังสือเล่มแรกเขียนว่า ‘บันทึกลับรักต้องห้ามแห่งจินฉาน’
เยี่ยจิงซวงตาค้าง เยี่ยจิงเสวี่ยถึงกับดีใจจนดวงตาเป็นประกาย
“อื้อหือ! ข้ารู้จักหนังสือเล่มนี้! ถังฮว่าอี้เคยเล่าให้ฟังเป็น นางเคยบอกว่าอ่านแล้วสนุกมากด้วย”
“ลุงฉินให้พี่เจียงศึกษาลึกซึ้ง… คือว่า อืม อุ๊บ!!”
นางถูกเยี่ยจิงซวงพุ่งมาปิดปากแทบไม่ทัน
เจียงหรานหน้าเข้มขึ้นเรื่อยๆ เปิดดูเล่มอื่นล้วนเป็นเรื่องชวนหน้าแดงทั้งสิ้น เช่น
ปริศนาบุปผาเรือนชาด เสน่หาหมู่บ้านดอกท้อ บันทึกหลังม่านวังหลวง
เจียงหรานยิ่งเปิดยิ่งมืดหน้า
จนกระทั่งเจอสมุดแผ่นบางๆ เพียงไม่กี่หน้าเขียนว่า ‘วิชาเข็มเทพแปดทุกข์’
เมื่อเทียบกับหนังสือก่อนหน้า… มันดูเรียบง่ายจนเกินไปจริงๆ