คดีฆาตกรรม
ตอนที่ 352 คดีฆาตกรรม
เจียงหรานรับฟังถ้อยคำขององค์หญิงใหญ่อย่างเงียบงัน มิได้ตอบกลับทันที
ไม่ใช่เพราะซาบซึ้งในความจริงใจในคำพูดนั้น เพราะวาจางดงามเช่นนี้…ใครก็เอ่ยได้
เพียงแต่ คำตอบที่องค์หญิงใหญ่ให้ในเวลานี้ เป็นคำตอบที่เจียงหราน “รับได้”
ส่วนเรื่องวันหน้า…ก็รอให้ถึงวันหน้าแล้วค่อยว่ากัน เขาเงียบ เพราะกำลังครุ่นคิดเรื่องอื่นอยู่
องค์หญิงใหญ่รอเขาอยู่พักใหญ่ เห็นเขาไม่ตอบ จึงเงยหน้ามองเขาแล้วเอ่ยถามว่า
“ข้าพูดมาถึงขนาดนี้แล้ว เจ้าไม่มีอะไรอยากจะพูดกับข้าบ้างเลยหรือ”
เจียงหรานคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ
“เรื่องพวกเลือดจันทรา…ต้องจัดการให้เร็วที่สุด ไม่งั้น ต่อให้เราออกจากนครหลวงไป ก็ไม่มีวันได้อยู่อย่างสงบ”
“ข้ามีแผนหนึ่ง… ท่านจะฟังหรือไม่”
“ก็พูดมาสิ!”
องค์หญิงใหญ่ถลึงตามองเขา
“หากเจ้ามีแผนอยู่แล้วทำไมไม่พูดออกมาตั้งแต่แรก!”
“อย่างน้อยข้าต้องแน่ใจก่อนว่า…ท่านพอจะไว้ใจได้จริงหรือไม่”
“…แล้วตอนนี้ล่ะ เจ้าคิดว่าข้าไว้ใจได้หรือยัง”
“ก็พอใช้ได้”
เจียงหรานยกมือตบไหล่นางเบาๆ
“แต่ยังต้องพยายามอีกเยอะนะ”
“…”
องค์หญิงใหญ่กัดฟันกรอด นางคือองค์หญิงใหญ่แห่งแคว้นจินฉาน ต้อง “พยายาม” เพื่อให้คนอื่นเชื่อใจงั้นรึ
น่าหมั่นไส้ยิ่งนัก!
แต่สุดท้าย นางก็ได้แค่จ้องเขาอย่างหัวเสีย แต่ไม่กล้าพูดอะไร
“เลิกอ้อมค้อมสักที บอกมาเร็วๆ !”
“เอาหูมาใกล้ๆ”
เจียงหรานกวักมือเรียก
องค์หญิงใหญ่ลังเลเล็กน้อย แต่ก็โน้มตัวเข้าไปใกล้
“ทั้งที่ที่นี่ก็เป็นที่ลับอยู่แล้ว ยังจะต้องกระซิบกระซาบอะไรอีก…”
“ลับบ้าลับบออะไร”
เจียงหรานกลอกตาใส่
“ถ้าลับจริง พิษบนกล่องนั่นมาจากไหน โค่วซินคนนั้นเป็นยอดฝีมือ ถึงข้าจะใช้วิชาก้าวเร้นวิญญาณ แต่เขาก็ยังสัมผัสถึงความผิดปกติได้”
“มีคนระดับนี้คอยเฝ้าคลังลับ ท่านคิดว่ามีสักกี่คนในโลกที่จะเข้ามาที่นี่ได้โดยไม่มีใครรู้ตัว เว้นเสียแต่ว่า”
“โค่วซินมีปัญหา!”
องค์หญิงใหญ่เข้าใจทันที
ที่ผ่านมา นางไม่เคยคิดเพราะไม่รู้ว่าฝีมือของโค่วซิน ‘สูงส่งเพียงใด’
แต่หากเจียงหรานยังเรียกเขาว่า ‘ยอดฝีมือ’ ก็ย่อมไม่ธรรมดาเป็นแน่
นางจึงสูดลมหายใจลึก
“แคว้นจินฉานตอนนี้เหมือนกระชอน มีรูรั่วอยู่ทั่ว…เจ้ารีบพูดเถอะ แผนการของเจ้าคืออะไร!”
เจียงหรานจึงโน้มตัวไปกระซิบข้างหูนาง บอกเล่าทีละส่วน
แรกๆ องค์หญิงใหญ่ยังเผลอขนลุก เพราะลมหายใจของเจียงหรานรดใบหู
ยิ่งเมื่อนึกถึง ‘บทเรียนเฉพาะกิจ’ ที่เจียงหรานเพิ่งสั่งสอนนางเมื่อก่อนหน้า ใบหูนางก็ยิ่งร้อนผ่าว หัวใจเต้นแรงราวจะกระดอนออกมา
แต่พอฟังไปเรื่อยๆ นางก็ค่อยๆ ตั้งสติ คิ้วบางขมวดเข้าหากัน สลับกับแววตาที่ พลันสว่างวาบเมื่อเข้าใจแต่ละขั้นตอน
จนกระทั่งฟังจบ… ใบหน้านางกลับเคร่งขรึมลงทันที
นางหันมองเจียงหรานแล้วกล่าวว่า “แผนนี้…อันตรายเกินไป และจะทำลายชื่อเสียงของเจ้าอย่างมาก”
“ให้เจ้าต้องยอมถูกตราหน้าว่าตัวเองเป็นคนชั่ว… ข้ารู้สึกผิดยิ่งนัก”
“อ้อ”
เจียงหรานยิ้มน้อยๆ
“ท่านคิดว่าข้าเป็นคนแคร์ชื่อเสียงตั้งแต่เมื่อไรกัน”
“เหล่าชาวยุทธ…จะไม่รักชื่อเสียงของตนเองเล่า”
องค์หญิงใหญ่ส่ายหน้าอย่างหนักใจ
“แต่ถ้าต้องให้เจ้ารับกรรมที่ไม่เป็นความจริง… ใจข้ารู้สึกไม่ดีเลยจริงๆ”
“ไม่เป็นไร สิ่งที่ต้องเกิด ก็ต้องเกิด ลากไปนานๆ มีแต่จะยุ่งเหยิง สู้ตัดให้ขาดเสียที”
“แต่ในการต่อสู้ที่กำลังจะเกิดขึ้น…ต้องเต็มกำลังเท่านั้น ไม่เช่นนั้นจะดูไม่สมจริง”
เจียงหรานว่าแล้ว ก็หยิบจดหมายอื่นๆ จากช่องลับออกมาดู
เขาเปิดอ่านทีละฉบับ
นอกจากจดหมายสำคัญฉบับนั้น ยังมีจดหมายอื่นอีกหลายฉบับที่เขียนโดย ‘เงา’
ไม่ระบุวันเวลา
จากเนื้อหาในแต่ละฉบับ เจียงหรานประเมินว่าคนผู้นั้นติดต่อกับแคว้นจินฉานมานานกว่า 3 ปี
ทั้งสองฝ่ายพูดกันเพียงถ้อยคำทั่วไป ไม่เคยเปิดเผยเป้าหมายที่แท้จริง เพราะเป้าหมาย ‘ตรงกัน’ โดยไม่ต้องพูดออกมาตรงๆ และคดีเมื่อยี่สิบปีก่อน…เจียงหรานก็เริ่มเข้าใจแนวทางของมันแล้ว
ดูเหมือนคนในพรรคมารเองก็ต้องการสิ่งหนึ่งจึงยอมร่วมมือกับราชสำนัก
การที่เจียงเทียนเย่ก่อสงครามห้าแคว้น อาจไม่ใช่เพราะเขาเลือดร้อนเพียงอย่างเดียว
แต่เพราะถูกคนเบื้องหลังชักใยให้เดินสู่หนทางแห่งความพินาศ
เมื่ออ่านครบทุกฉบับ เจียงหรานถาม
“มีอะไรอีกหรือไม่”
“ไม่มีแล้ว”
องค์หญิงใหญ่ส่ายหน้า ก่อนจะพูดต่อ
“แต่เรายังพอมีเวลาค้นหาในคลังนี้ เผื่อจะมีเบาะแสอื่น”
เจียงหรานมีวิชาเจ็ดศาสตร์ช่างสวรรค์ เขาจึงถนัดด้านนี้ ทั้งคู่จึงช่วยกันค้นในคลังลับอีกครั้ง
และก็พบของมากมาย… อย่างเช่น จดหมายลับขององค์หญิงบางนางที่แอบลักลอบติดต่อกับบุตรขุนนางใหญ่ หรือเรื่องชู้สาวของสนมกับขันที รวมถึงหนังสือภาพวาบหวิวที่ฮ่องเต้องค์ก่อนซุกซ่อนเอาไว้…
แต่เรื่องเมื่อยี่สิบปีก่อน ไม่มีอะไรเพิ่มเติมอีก
ทั้งสองจึงออกจากคลังลับกลับไป
เมื่อองค์หญิงใหญ่เสด็จออกมา โค่วซินก็รีบวิ่งเข้ามาประคองอย่างเอิกเกริก
ทว่าเขากลับรู้สึกได้ว่า…องค์หญิงใหญ่เดินกะเผลกเล็กน้อย
ลักษณะเช่นนี้ โค่วซินเคยเห็นมามากแล้ว คนที่ถูกลงโทษด้วยกระบองมักจะเดินแบบนี้
แต่พอคิดว่าองค์หญิงใหญ่ถูกเฆี่ยนในคลังลับก็รู้ทันทีว่าตัวเองคงคิดเพ้อเจ้อเกินไป
เพราะในคลังลับไม่มีผู้ใด…และต่อให้มี ใครจะบังอาจตีองค์หญิงเล่า
โค่วซินส่งองค์หญิงขึ้นรถม้าเรียบร้อย ค่อยโล่งใจ แต่เมื่อรถจากไป รอยยิ้มของเขาก็หายไปทันที
“เสด็จมาคลังลับถึงสองครั้งติด… หรือว่าจะ…”
เขามองตามรถ แล้วรีบหันหลังกลับไปยังคลังลับอย่างเร่งรีบ
…
…
“โค่วซินมีปัญหาแน่ แต่เรื่องนั้นค่อยว่ากันภายหลัง”
เสียงเจียงหรานดังขึ้นข้างองค์หญิงใหญ่ในรถม้า นางสะดุ้งรีบหันไปมอง ก็เห็นเขานั่งอยู่ข้างๆ แล้ว
นางจึงพยักหน้าเบาๆ
“ได้ ข้าเข้าใจแล้ว ต่อไปเราต้องไปที่ใดอีกหรือ”
เจียงหรานส่ายหน้า
“กลับตำหนักองค์หญิงเลย”
“ก็ได้”
รถม้าวิ่งตรงไปยังตำหนักองค์หญิง ไม่มีเรื่องใดขวางทาง
แต่พอไปถึงหน้าประตูตำหนัก กลับพบผู้มาเยือนกลุ่มหนึ่งกำลังรออยู่
ไม่นานก็มีคนมาแจ้งว่า พวกเขาคือบ่าวไพร่จากที่ว่าการเมือง
ครั้งนี้…ดูเหมือนลางร้ายกำลังซ้ำรอยเดิม เพราะเหตุที่พวกเขามา เกี่ยวกับ ‘เจียงหราน’ อีกครั้งหนึ่ง
เมื่อคืนเกิดคดีฆาตกรรม
ผู้ตายไม่ใช่ขุนนาง ไม่ใช่ยอดฝีมือ เป็นเพียงหญิงสาวจากครอบครัวชาวบ้านคนหนึ่ง
แต่ถูกทรมานอย่างโหดเหี้ยมก่อนเสียชีวิต
พ่อแม่ของนางเป็นผู้พบศพบุตรสาวในตอนเช้า มารดาช็อกจากเหตุการณ์จนสติวิปลาสทันที ผู้เป็นพ่อทนไม่ได้ จึงไปโห่ร้องขอความเป็นธรรมที่หน้าที่ว่าการ
เขากล่าวหาว่า ‘เจียงหราน’ คือฆาตกร!
เหตุผลเพราะเมื่อคืน เขาและภรรยา เห็นเจียงหรานเดินออกจากห้องของบุตรสาวด้วยตาตนเอง
พอพวกเขาตะโกนถาม เจียงหรานก็ทะยานขึ้นฟ้า…แล้วหายลับไป
เมื่อฟังจบ องค์หญิงใหญ่ก็หันมามองเจียงหรานโดยไม่พูดอะไร
เจียงหรานหัวเราะเบาๆ
“เริ่มแล้วสินะ… หลังจากนี้ ก็ขึ้นอยู่กับท่านแล้วล่ะ”
“ดี”
องค์หญิงใหญ่สูดลมหายใจลึก
“ข้าจะจัดการเอง แต่คนของเจ้า…เจ้าไปจัดการให้เรียบร้อย ไม่อย่างนั้น ตำหนักองค์หญิงคงถูกพวกเขาทุบจนราบในสองวันแน่”
เจียงหรานหัวเราะหึๆ
“อืม ก่อนข้าจะออกไป ข้าจะเตรียมทุกอย่างให้พร้อมสรรพ”
เมื่อพูดคุยกันจนเรียบร้อย ทั้งสองก็ลงจากรถม้า แล้วตรงเข้าไปในตำหนักองค์หญิงทันที
องค์หญิงใหญ่แยกไปยังโถงหลักด้านหน้าเพื่อพบผู้มาเยือน ส่วนเจียงหรานเดินไปยังเรือนจรดอักษร
เขาเรียกถังซือฉิงกับเยี่ยจิงซวงมาพูดคุยสั่งความนัยบางอย่าง
ถังซือฉิงฟังอย่างตั้งใจ ครั้นฟังจบจึงพยักหน้า
“ไม่ต้องห่วง เรื่องนี้มอบให้ข้าจัดการเอง”
“มีเจ้าคุมกันอยู่ที่นี่ ข้าก็วางใจได้มากเลยทีเดียว”
เจียงหรานยิ้มตอบ เยี่ยจิงซวงกลับขมวดคิ้วแน่น
“จำเป็นต้องทำถึงเพียงนี้เลยหรือ”
“นี่เป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดแล้ว”
เจียงหรานยิ้มน้อยๆ ให้แก่นาง
“ตอนนี้ในสายตาคนส่วนใหญ่ ฐานะของข้าไม่ธรรมดาเอาเสียแล้ว ไม่ว่าข้าไปที่ใด ล้วนถูกจับตามอง เมื่อเทียบกับข้า…ข้ากลับเป็นห่วงพวกเจ้ามากกว่า”
“ดังนั้น ก่อนจะได้รับอนุญาตจากข้า ห้ามทำอะไรโดยพลการเด็ดขาด”
“ได้…”
เยี่ยจิงซวงได้ยินเขาเอ่ยเช่นนั้น ก็ทำได้เพียงพยักหน้าอย่างจำใจ
หลังจากจัดเตรียมทุกอย่างแล้ว เจียงหรานก็เดินไปยังห้องรับรอง
ครั้งนี้ ผู้มาเยือนหาใช่เพียงบ่าวไพร่จากที่ว่าการเหมือนครั้งก่อน ผู้ที่มาคือ ผู้ว่าการนครหลวง มาด้วยตนเอง
เมื่อเห็นเจียงหราน เขารีบลุกขึ้นคำนับโดยไม่อวดฐานะว่า
“กระหม่อมต่งไป๋เฮ่อ ขอคารวะคุณชายเจียง”
เจียงหรานยกมือโบกเบาๆ
“ใต้เท้าต่งไม่ต้องมากพิธี ข้าเป็นเพียงคนธรรมดา ไม่คู่ควรให้ท่านคำนับเช่นนี้”
เพียงมือเดียวที่เจียงหรานยื่นออกไป ต่งไป๋เฮ่อยืนตัวตรงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เขาใจหายวาบ ยอดฝีมือถึงขั้นนี้จะประมาทได้อย่างไรเล่า
เขาจึงยิ้มแล้วกล่าว
“ท่านไม่ธรรมดาจริงๆ ข้าย่อมต้องให้ความเคารพ เมื่อครู่ข้าได้กราบทูลต่อองค์หญิงใหญ่แล้วว่า คดีนี้มีข้อสงสัยมากมาย คลุมเครือหลายประการ ดังนั้นเรายังไม่อาจสรุปได้ว่า เป็นฝีมือของท่านอย่างแน่นอน”
“แต่เมื่อมีผู้ร้องทุกข์ถึงฝ่าบาท ตัวข้าเองก็ไม่อาจนิ่งเฉย จึงจำต้องมาทูลเชิญคุณชาย ไปที่ว่าการเพื่อร่วมสอบสวนอย่างเป็นทางการ”
“เมื่อความจริงปรากฏ ข้าจะมาเอ่ยคำขอโทษกับท่านด้วยตัวเอง”
เจียงหรานกล่าวอย่างสงบ
“ใต้เท้าต่งวางใจเถิด ข้าไม่ใช่ที่มีชนักติดหลัง ไม่ต้องเกรงกลัวผู้ใดกล่าวหา ต่อให้คนชั่วปลอมแปลงทำเลวแทนข้า ก็ไม่อาจปิดเรื่องได้ตลอดไป”
“เมื่อมีท่านยึดถือความยุติธรรม และองค์หญิงใหญ่ช่วยติดตามเรื่องนี้ ความจริงย่อมปรากฏในไม่ช้า”
องค์หญิงใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็เอ่ยเสียงเย็น
“แต่ใต้เท้าต่ง…ข้าบอกเจ้าตั้งแต่เมื่อไรว่าท่านจะพาตัวเขาออกจากตำหนักข้าได้”
ต่งไป๋เฮ่อสะดุ้งโหยง ยิ้มฝืด
“เรื่องนี้…กระหม่อมก็ลำบากใจนัก แต่พวกชาวบ้านโวยวายจนไม่อาจเมินเฉยได้”
“แล้วยังไง”
องค์หญิงใหญ่ขมวดคิ้ว
“ชาวบ้านทั่วไปไม่รู้ความลับของยุทธภพ ไม่รู้กลอุบาย ไม่รู้ว่ายังมีวิธีมากมายที่ทำให้คน ‘แปลงโฉม’ ได้เหมือนตัวจริงทุกประการ”
“คนสะเพร่าเชื่อแค่ตามที่ตาเห็น ก็ย่อมหลงกลได้ง่าย ใต้เท้าต่ง…เจ้าต้องมองให้ทะลุเปลือกเรื่องนี้”
“ขอรับๆ กระหม่อมย่อมทราบดี”
เหงื่อผุดเต็มหน้าต่งไป๋เฮ่อ
เจียงหรานเห็นดังนั้น ก็ยิ้มเอ่ยห้าม
“พอเถอะ อย่าเพิ่งกดดันเขามากนัก เขาแค่ทำตามหน้าที่ ไม่มีใครผิดอะไร ในเมื่อเขามาเชิญแล้ว ข้าก็จะไปตามที่เห็นสมควร”
“ท่านน่ะ…รีบเข้าวังไปเถอะ ขอให้ฮ่องเต้กำชับให้สอบสวนอย่างยุติธรรมเท่านี้ก็พอแล้ว”
องค์หญิงใหญ่เหลือบมองเขา ก่อนถอนหายใจ
“ก็ได้…แต่พวกเขาต้องสอบสวนให้ดีจริงๆ”
นางกล่าวเน้นทุกคำอย่างชัดเจน ต่งไป๋เฮ่อรีบค้อมศีรษะ
“แน่นอน กระหม่อมไม่ปล่อยให้คุณชายเจียงถูกใส่ร้ายเป็นแน่”
องค์หญิงจึงพยักหน้า แล้วหันกลับไปมองเจียงหราน
“เจ้ามิต้องกังวล จะไม่มีเรื่องร้ายเกิดขึ้นกับเจ้า”
เจียงหรานหัวเราะเบาๆ
“ข้าไม่เคยกังวลอยู่แล้ว”
เขาหันไปกล่าวกับต่งไป๋เฮ่อ
“เชิญใต้เท้า”
“เชิญคุณชาย!”
ต่งไป๋เฮ่อรีบผายมือ แล้วนำเจียงหรานออกจากตำหนัก เกรงว่าถ้าชักช้า องค์หญิงใหญ่จะกลับคำสั่งอีก
เมื่อออกถึงหน้าประตู ก็มีเกี้ยวเตรียมไว้พร้อมแล้ว เสียง ‘ยกเกี้ยว!’ ดังขึ้น ขบวนก็เคลื่อนมุ่งสู่ที่ว่าการทันที
ที่นั่น พ่อแม่ของผู้ตายยืนรอจนตาแดงก่ำ ฟูมฟายแทบขาดใจ
ทั้งคู่มีลูกคนเดียว เกิดยามแก่ชรา เพิ่งจะหมั้นหมาย เตรียมจัดงานแต่งงาน กลับต้องพบชะตากรรมโหดร้ายเช่นนี้
เมื่อเจียงหรานถูกพาไปยังห้องหลังของที่ว่าการ ด้านหน้าเสียงตะโกน ‘ขึ้นศาล!’ ดังลั่น
เขายกถ้วยชาขึ้นจิบ ฟังต่งไป๋เฮ่อซักถามพยานจนจบ เสียงพ่อแม่ร่ำไห้สะอึกสะอื้นดังต่อเนื่อง
โดยเฉพาะมารดาของผู้ตาย บางครั้งร้องไห้ บางครั้งหัวเราะ บางครั้งสับสน ไม่รู้ว่าตนเองอยู่ที่ใดยังพูดว่า ‘ลูกสาวกำลังจะแต่งงาน ทำไมไม่กลับบ้านไปเตรียมของ…’
ฟังยิ่งนาน สีหน้าเจียงหรานยิ่งมืดครึ้ม ถ้วยในมือเกิดรอยร้าวขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ไม่นาน ต่งไป๋เฮ่อก็เรียกเขาขึ้นหน้าโถง พบกับพ่อแม่ผู้ตาย
พอเขาเดินเข้ามายังประตูใหญ่ของโถงพิพากษา พ่อแม่ทั้งสองก็หันมามองพร้อมกัน
ในชั่วพริบตา แววตาของมารดาผู้ตาย จากสับสน กลายเป็น ‘หวาดผวา’ อย่างรุนแรง
นางมองซ้ายมองขวาอย่างตื่นตระหนก เหมือนกำลังหาบางสิ่ง
สุดท้ายหาไม่เจอ นางก็ทรุดนั่งหมดแรง
ส่วนผู้เป็นพ่อ ดวงตาแดงก่ำ ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อเจียงหราน
เขาชี้หน้าแล้วคำรามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“เจ้าคนชั่วช้า!! ต่อให้เจ้า…ถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน ข้าก็จำหน้าเจ้าได้!!”
“เช้านี้ ข้าเห็นเจ้ากับตาของข้า! เจ้าออกมาจากห้องลูกสาวข้า!!
“เจ้า…เจ้า ฆ่าลูกสาวข้า! ข้า ข้า…!!”
เขาคว้าไม้ประหารจากมือทหารหวังพุ่งเข้าใส่เจียงหราน แต่โดนตวาดห้ามทันที
“หยุดเดี๋ยวนี้!!”
พ่อของผู้ตายหยุดนิ่ง สั่นเร่าๆ แต่สายตายังคงเต็มไปด้วยความแค้นจนแทบล้นออกมา
เจียงหรานทอดถอนใจ เขาเข้าใจดี ในเวลานี้ ไม่ว่าพูดอะไร คนเป็นพ่อก็ไม่มีวันเชื่อ
เขาจึงเพียงคารวะใต้เท้าต่ง
“ข้าน้อยเจียงหราน คารวะท่านผู้ว่า”
ต่งไป๋เฮ่อพยักหน้า
“ท่านรู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าจึงเรียกท่านมาในวันนี้”
“…”
เจียงหรานถอนใจ
“รู้”
คำตอบนั้นทำเอาต่งไป๋เฮ่อที่เตรียมจะท่องตามรูปแบบ แทบพูดต่อไม่ได้ เขาจึงเข้าสู่คำถามสำคัญทันที
“ยามย่ำรุ่งวันนี้…ท่านอยู่ที่ใด”
เจียงหรานคิดครู่หนึ่ง แล้วตอบ
“ถนนเทียนจิ้ง”
“อะไรนะ”
ต่งไป๋เฮ่อเลิกคิ้ว
“ส่วนไหนของถนนเทียนจิ้ง”
“หน้าร้านหนังสือหลางหวน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ต่งไป๋เฮ่อก็ลอบสะดุ้ง เพราะร้านหนังสือแห่งนั้นถูกทำลายย่อยยับเมื่อคืน… แปลว่าคนที่ลงมือ ทำลายร้านหนังสือ อาจอยู่ตรงนี้แล้ว
แต่ยังไม่ทันถามต่อ เสียงพ่อผู้ตายก็โพล่งขึ้น
“โกหก! ข้ารู้ว่าข้าเห็นอะไร!! เจ้าอยู่หน้าห้องลูกสาวข้า ไม่ใช่ถนนเทียนจิ้งอะไรนั่น!”
เจียงหรานมองเขา แล้วส่ายหน้าเบาๆ
“ท่านลุง…ท่านรู้หรือไม่ว่า ‘สิ่งที่เห็นด้วยตา อาจไม่ใช่ความจริง’”
“เจ้า เจ้าอย่ามาใส่ความว่าข้าพูดเท็จ! ข้าอาจไม่รู้หนังสือ แต่ข้าไม่เคยโกหกสักครั้ง!”
“ถ้าข้าปั้นเรื่องแม้ครึ่งคำ ขอให้ฟ้าผ่าตาย!”
แต่ยังไม่ทันที่เขาพูดจบ เจียงหรานก็ยกแขนเสื้อขึ้นปิดหน้าตนเพียงสะบัดเบาๆ แล้วลดแขนลง
ใบหน้าของเขา… กลับเปลี่ยนกลายเป็น หน้าของพ่อผู้ตายอย่างไม่มีผิดเพี้ยน!
เพียงเห็นแค่นั้น พ่อผู้ตายก็แทบช็อกตายคาที่