ไฉนถึงเป็นเจ้า!

ตอนที่ 359 ไฉนถึงเป็นเจ้า!



สองสามคำเรียบง่าย กลับเหมือนมีพลังบางอย่างที่อธิบายไม่ได้



สามารถทำให้ใจคนมั่นคง หยุดศึก หยุดการเข่นฆ่าได้ในพริบตาเดียว



ให้ทุกคนเรียกขวัญ และความหาญกล้ากลับคืนมา!



แววตาของชายชุดเงินผู้เป็นหัวหน้าเปลี่ยนไปในฉับพลัน



พลังฝ่ามือที่เขาฟาดออกมา มิอาจกล่าวว่าอ่อนด้อยแม้แต่น้อย



ทุกสิ่งภายในขอบเขตพลังฝ่ามือ ล้วนบิดเบี้ยวไปหมด เกวียนที่ล้มอยู่ใต้เท้าเกิดเสียงระเบิดประหลาดดังปัง



ดินทรายลอยฟุ้ง ก้อนหินแตกกระจายทันที ก่อนถูกฝ่ามือกวาดพัดรวมเข้ามาเป็นแรงสนับสนุนเช่นภูตผีปีศาจ



แม้แต่เจี้ยนอู๋เซิงเผชิญหน้าฝ่ามือนี้ จิตกระบี่ที่ไม่เคยดับของเขา ยังสั่นไหวอย่างไม่มั่นคง



ตั้งใจจะทุ่มสุดกำลังสกัด แต่ร่างกลับเหมือนถูกตรึงอยู่ในปลักโคลน



ลมปราณนับร้อยสายกดทับลงมาจากฟากฟ้า เขาขยับไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียว



แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ม่านพลังคุ้มกันสายหนึ่งก่อตัวขึ้นอย่างเฉียบพลัน พริบตาก็กลายเป็นครึ่งวงกลม



ปกคลุมเจี้ยนอู๋เซิง ฮ่องเต้ และองค์หญิงใหญ่ไว้ทั้งหมด



ฝ่ามือที่นำพาความสิ้นหวังเมื่อครู่ทิ้งตัวลงมาพอดี



กระแทกกับพลังม่านพลังครึ่งวงกลมนั้น กลับไร้เสียงใดเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย



มีเพียงลม!



กระแสลมหมุนคว้าง ฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งสี่ทิศ



แรกสุดไม่อาจรู้สึกอะไร มีเพียงลมอ่อนพลิ้วแตะผิว เสียดสีเย็นสบาย



แต่ทันใดนั้นเอง แรงระเบิดกลับปะทุขึ้นมหาศาล



ภายในชั่วพริบตา กวาดล้างสี่ทิศแปดทาง!



เสียงระเบิดกึกก้องดังลั่น ผู้คนลอยกระเด็นออกไปเป็นวงกว้าง



ไม่ว่าผู้ติดตามขององค์หญิงใหญ่ หรือคนของหอร้อยสมบัติ กับพวกหอฝนพร่ำ รวมถึงมือสังหารเลือดจันทรา



ทั้งหมดถูกแรงปะทะที่เกิดจากการประมือของทั้งสองฝ่ายเหวี่ยงกระเด็นไปตามกัน



ดีที่นี่เป็นเพียงคลื่นพลังสืบเนื่องจากการประมือของเจียงหรานกับชายชุดเงินผู้นั้น แม้รุนแรง แต่ไม่แหลมคมพอให้ถึงตายจริงๆ



ถึงกระนั้น ทุกคนก็ล้มระเนระนาด เวียนหัวตาลายไปตามกัน



ผู้ที่ยังยืนหยัดภายในกระแสลมปราณอันดุร้ายนี้ได้ นอกจากชายร่างยักษ์แห่งเลือดจันทรา และซวี่มู่ที่ต่อสู้กับเขาอยู่



ก็มีอีกสามคนของเลือดจันทรา ชายถือขลุ่ย ชายคาดกระบี่ และชายมือเปล่า



ส่วนเต๋าเชวี่ยนั้น พอคลื่นพลังโหมเข้า เขาเพียงสะบัดแขนเสื้อครั้งหนึ่งก็สลัดลมปราณออกไปอย่างง่ายดาย



แล้วนั่งมองอยู่บนก้อนหินใหญ่ ราวกับพายุเมื่อครู่ไม่เกี่ยวข้องกับตนเลยแม้แต่น้อย



พอเขาแหงนหน้าขึ้น ก็เห็นว่าชายชุดเงินถูกซัดไปไกล แต่ดูท่าไม่ใช่ถูกแรงสะท้อนกระแทก หากเป็นการถอยกลับด้วยตัวเอง



เขาลงสู่พื้นด้านข้างสหาย แววตาลุกวาบไม่มั่นคงนัก



ส่วนเจียงหราน ไม่รู้มาตั้งแต่เมื่อไร แต่ตอนนี้เขายืนอยู่ข้างองค์หญิงใหญ่แล้วเอ่ยเสียงเบาเหมือนหยอกล้อ



“ท่านจะตะโกนเสียงดังทำไม ข้ายังไม่แก่จนหูตึงขนาดนั้นเสียหน่อย”



องค์หญิงใหญ่เพิ่งผ่านความเป็นความตาย



แม้ชายชุดเงินจะลงมือเพียงฝ่ามือเดียว แต่นางรู้ดีว่า หากพลังนั้นถึงตัวจริง แม้เพียงเฉียดปลายเล็บ ทั้งฮ่องเต้ และตัวนางล้วนต้องตายอย่างแน่นอน



พอได้ยินเจียงหรานพูดเช่นนั้น นางอดยกมือทุบหน้าอกเขาไม่ได้



“ยังจะพูดอีก…เมื่อครู่นี้ข้าเกือบสิ้นใจแล้วนะ!”



“คำว่าสิ้นใจนี่ท่านพูดเอง ไม่คิดว่ามันฟังดูแปลกหรือ”



เจียงหรานถอนหายใจเบาๆ



“ศักดิ์ศรีราชวงศ์ ท่านจะไม่เหลือไว้สักนิดเลยหรือไง”



ฮ่องเต้ที่เพิ่งรอดตายมาเหมือนกันกลับไม่รู้สึกหวาดเสียวเท่าองค์หญิงใหญ่ เขาพยักหน้ารัวๆ



“เจียงหราน เจ้าพูดถูก เจ้าช่วยบอกนางทีเถอะ เป็นถึงองค์หญิงใหญ่ ยังมาทำตัวเช่นนี้ได้อย่างไร”



“ศักดิ์ศรีกินได้หรือ” องค์หญิงใหญ่สวนกลับทันที แถมยังค้อนใส่ฮ่องเต้หนึ่งที



ฮ่องเต้เม้มริมฝีปาก ถอยไปก้าวหนึ่ง ไม่อยากต่อล้อต่อเถียง



เจียงหรานหัวเราะแผ่ว



“ก็จริงของนาง”



“เจ้าเนี่ยนะ ถูกกล่อมง่ายเกินไปหรือไม่!” ฮ่องเต้บ่นทันที



“เพราะนางพูดมีเหตุผลนี่”



กล่าวจบ เจียงหรานก็เหล่มองเต๋าเชวี่ย



“ตาเฒ่า สบายดีหรือไม่ หลายวันไม่พบหน้ากัน คิดถึงจนแทบแย่”



เต๋าเชวี่ยสำลักคำตอบเล็กน้อย



“…ดีๆ อยู่ ค่อนข้างดีเสียด้วย”



แม้ความจริงจะไม่ค่อยดีนัก เพราะเรื่องดาดฟ้าบ้านพังของศิษย์พี่ศิษย์น้องยังค้างคา



แต่เขาก็ไม่อาจเล่าให้ใครฟังได้ ทำได้เพียงตอบสั้นๆ ดีมาก ดีเหลือล้น!



เจียงหรานไม่ติดใจจึงมองไปยังชายชุดเงินผู้เป็นหัวหน้า



“เจ้านี่ฝีมือช่างสูงส่งนัก ฝ่ามือเมื่อครู่ไร้รอยบาดเจ็บแม้แต่น้อย ข้าอยากรู้ว่าเป็นเคล็ดวิชาใดกันแน่”



ชายชุดเงินผู้นั้นไม่ตอบ แต่หันไปมองซ่งเวยแทน



สีหน้าซ่งเวยมืดคล้ำ ตัวเขาเผยโฉมแล้ว แต่สหายยังไม่ถูกเปิดเผย หากเรื่องบานปลายเช่นนี้จะเป็นผลเสียใหญ่หลวงต่อเลือดจันทรา



ความคิดแล่นว่องในหัวของทั้งสอง เหลือเพียงสองเส้นทาง



หนึ่ง ฆ่าเจียงหราน และทุกคนที่นี่ เพื่อปิดปาก



สอง หนี!



และเมื่อคิดถึงความน่ากลัวลึกล้ำของเจียงหราน หนีก็คือคำตอบเดียวที่เป็นไปได้



“เลือดจันทราฟังคำสั่ง ขวางทางเจียงหรานเอาไว้!!”



ซ่งเวยตะโกนลั่น ทั้งคู่คว้าตัวศิษย์ผู้ถือกระบี่สั้น แล้วพุ่งขึ้นฟ้า



แต่พอหันหลัง



เจียงหรานก็ยืนอยู่ตรงหน้าแล้วตั้งแต่เมื่อไรไม่อาจรู้ได้



วิชาวิหคแสงของเขาเร็วเกินกว่าจะตามมองทัน ประกายร่างเหมือนแสงพริบวาบ



เขายืนขวาง ง่ายดายราวเดินเล่นยิ้มบางๆ



“แบบนี้ไม่ถูกนะ…เวลานี้คิดหนี ไม่เป็นประโยชน์ต่อพวกเจ้าเลย เลือดจันทราจะพังพินาศเพียงเพราะความผิดพลาดนี้…”



“เจ้าคือไท่จื่อไท่ฝู อาจารย์ขององค์รัชทายาท หวังพึ่งองค์รัชทายาทให้ลอบช่วยเหลือ เป็นไปไม่ได้”



“วันนี้พวกเจ้าลอบปองร้ายฝ่าบาท องค์รัชทายาทย่อมถูกลูกหลงไปด้วย หากเขาเผยพิรุธแม้แต่นิดเดียว ฝ่าบาทจะไว้ชีวิตหรือ”



ฮ่องเต้ขมวดคิ้วเล็กน้อย



“เรามิใช่คนเลือดเย็นเช่นนั้น!”



องค์หญิงใหญ่พัดหน้าตัวเองเบาๆ



“ตระกูลเราไร้เยื่อใยนักล่ะ”



ฮ่องเต้หันไปดุทันที



“ถ้าตระกูลเราไร้ใจ ตอนเจ้าด่าข้าว่า ‘จักรพรรดิสุนัข’ ข้าคงประหารเจ้าตั้งแต่วันนั้นแล้ว!”



ขณะเดียวกัน เหล่ายอดฝีมือของเลือดจันทราที่เหลือต่างลงมือพร้อมกัน



ชายถือขลุ่ยยกขลุ่ยขึ้นเตรียมเป่า แต่ในฉับพลัน มือหนึ่งพุ่งมาคว้าขลุ่ยไป!



เขาตกใจสะดุ้ง หุบกายหลบ แต่กลับพบว่าห้าปลายนิ้วของคู่ต่อสู้คล้ายตามติดเงา



ล้ำลึกเกินคาด!



เมื่อมองชัด คนที่ยื่นมือมาคว้าขลุ่ยคือ เต๋าเชวี่ย!



เขาเอ่ยพลางพุ่งเข้าคว้า



“เมื่อกี้เจ้าเล่นลับๆ ล่อๆ อยู่ในป่า ข้าอุตส่าห์ออกกระบี่ไร้ประมาณไปหนึ่งกระบวน แต่ทำไมเจ้าถึงยังยืนอยู่ได้อีกเล่า”



“ขลุ่ยหยกนี่มันอะไรกันแน่ หรือว่าเป็นขลุ่ยเสียงสวรรค์ที่เล่าลือกัน เร็วๆ เอามาให้ข้ายืมเล่นสองวัน เล่นเสร็จจะคืนให้!”



เชื่อเจ้าได้ที่ไหนกันเล่า! ตาเฒ่าจอมกะล่อน!



ชายถือขลุ่ยไม่เชื่อแม้แต่ครึ่งคำ



ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นี้ไม่เพียงต้องการแย่งของในมือเขา หากของตกไปอยู่ในมืออีกฝ่ายแล้ว



ต่อให้สัญญาจะคืนให้ในภายหลัง มันก็ไม่ต่างอะไรกับการขุดหลุมฝังตัวเองแล้วเอาขลุ่ยเสียงสวรรค์ลงไปฝังเป็นเพื่อนเท่านั้น!



เขาจึงต้องคอยหลบหลีกการตามติดของเต๋าเชวี่ย พลางพยายามจะยกขลุ่ยขึ้นเป่าเพื่อโต้กลับ



ทว่าไม่ว่าพยายามเพียงใด ปลายขลุ่ยก็เหมือนไม่อาจถึงริมฝีปากได้เลยสักครั้ง ด้วยเพราะวิชา และฝีมือของเต๋าเชวี่ยเหนือชั้นเกินคาด



ดีที่ในจังหวะนั้นเอง เกิดแรงลมหมุนวูบหนึ่ง คลื่นลมปราณสาดเข้าใส่ เป็นสหายของเขาเข้ามาช่วย!



เขาเพิ่งมีจังหวะแทรกเพื่อจะเป่าขลุ่ย แต่แสงเงินเส้นหนึ่งกลับพุ่งเฉือนฟ้ามาในพริบตาเดียว



คมกระบี่ตามติดมาในวินาทีนั้น



ชายผู้ถือขลุ่ยเสียงสวรรค์ผงะสุดตัว เจี้ยนอู๋เซิง!



คนทั้งยุทธภพต่างรู้ว่ากระบี่ของ ‘เจี้ยนอู๋เซิง’ นั้นร้ายกาจ แต่ไม่เคยมีใครรู้ว่า…ร้ายกาจถึงเพียงไหน!



แม้ชายถือกระบี่สั้นที่เพิ่งสู้กับเขาไปเมื่อครู่ ต่อให้พลิกฟ้าคว่ำดิน ตั้งแต่กลางเวหาจนถึงพื้นดิน



แม้จะสู้จนแผ่นดินสะเทือน ผืนป่าฉีกขาด วิหคนับร้อยตกใจบินหนี แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าเขาต้องแลกอะไรไปบ้างเพื่อยื้อกับเจี้ยนอู๋เซิงเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น



ต้องอาศัยทั้งทรัพยากรอันล้ำค่า ทั้งการหล่อเลี้ยงจากเลือดจันทรามานับไม่ถ้วน สู้อาบเลือด ฝึกแหลก จึงมาได้ถึงวันนี้…



แม้สำนักใหญ่ทั้งสำนักทุ่มเทสร้างคนหนึ่งขึ้นมาทั้งชีวิตก็ยังไม่อาจชนะเจี้ยนอู๋เซิงได้



ดังนั้น เพียงกระบี่เดียวในตอนนี้ ก็ทำให้ชายถือขลุ่ยรู้สึกว่าตนตายไปแล้ว!



แม้แต่ความคิดจะยกมือขึ้นต้านรับ… ยังทำไม่ได้



ไม่ใช่ว่าเจี้ยนอู๋เซิงเก่งกาจกว่าเต๋าเชวี่ย หากเป็นเพราะวิชาของทั้งสองต่างแนวกันโดยสิ้นเชิง



กระบี่ของเจี้ยนอู๋เซิง ย่อมหมายถึง “สังหาร” เป็นอันดับแรก



กระบี่หนึ่งกำลังจะทะลวงลำคอของชายผู้ถือขลุ่ยเสียงสวรรค์ แต่ในเสี้ยวพริบตาเดียว คมกระบี่สว่างจ้าดุจอสนีบาตฟาดผ่า!



วิชากระบี่เทพสังหารฟ้าทมิฬ!



คมกระบี่สายนี้อบอวลด้วยไอสังหารอันท่วมท้นเสียงปะทะเพียง “เพียะ”



กระบี่ของชายชุดดำ ไม่รู้ออกมาจากที่ใดฟาดปะทะคมกระบี่ที่หมายมุ่งเอาชีวิตไว้ได้



เจี้ยนอู๋เซิงสะบัดข้อมือเบาๆ แต่ชายคาดกระบี่กลับต้องถอยหลังไปสามก้าวเต็มๆ



เขาเงยหน้า คำแรกที่ลอดจากริมฝีปากคือ



“เจี้ยนอู๋เซิง…เจ้านี่มันยอดเยี่ยมมาก!”



ส่วนชายร่างยักษ์ยังคงต่อสู้ติดพันกับซวี่มู่ ทุกยอดฝีมือในสนามรบล้วนมีคู่ต่อกรของตนเอง



เว้นก็แต่เจียงหรานที่ยืนมองภาพทั้งหมดราวคุมกระดานหมาก



เขายิ้มน้อยๆ



“ดูท่า วันนี้ทุกคนคงหนีไม่พ้นแล้ว…”



“ในเมื่อองค์รัชทายาทไม่อาจใช้เป็นเกราะกำบังให้พวกเจ้า เวลานี้ยังคิดจะหนี นั่นแสดงว่ายังมีคนสำคัญกว่านั้นรออยู่”



“และคนผู้นั้น…ก็คงจะเป็นเจ้าหมอนี่สินะ



“สหาย ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วเหตุใดไม่ถอดหน้ากากออก ให้เราคุยกันให้กระจ่างสักที”



ซ่งเวยได้ฟังก็ทอดสายตารอบกาย ก่อนถอนหายใจเบาๆ แล้วกล่าวกับสหายร่วมทุกข์ร่วมสุขมาหลายสิบปี



“เจ้ากับข้าอยู่ด้วยกันมานาน…ปะทะคารมไม่รู้กี่ครั้ง ข้าก็ถือว่าผิดไปมาก”



ชายชุดเงินนั้นรู้ดีว่าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไร จึงคว้าแขนชายถือกระบี่สั้น ศิษย์ของสหายเข้ามาใกล้ตัวแล้วกล่าวว่า



“ไม่ต้องกังวล”



“ดี!”



คำว่า “ดี” ยังไม่ทันจบสิ้น ซ่งเวยดีดข้อมือเบาๆ ปรากฏกระบี่สั้นเล่มหนึ่งขึ้นมาในมือ



“กระบี่คือราชันแห่งสรรพอาวุธ แต่กระบี่สั้นเล่มนี้…ห่างไกลจากคำว่าองอาจ เจียงหราน รับกระบี่ของข้า!!”



เพียงเขาเงยหน้า จิตกระบี่คมกริบก็พรั่งพรูออกมาจนสิ้น



ผู้ชมรอบด้านต่างรู้สึกได้ว่า เมื่อครู่นี้เขายังยืนนิ่ง แต่พริบตาต่อมา กระบี่เล่มนั้นอยู่ตรงหน้าของเจียงหรานแล้ว!



จากนั้น กระบี่สั้นก็ทะลุศีรษะของเจียงหรานโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันแม้แต่จะขยับ



แต่ภาพนั้นเพียงวูบเดียว ร่างเจียงหรานก็สลายไปเหมือนหมอกควัน



เป็นเพียงภาพลวงตา!



ผู้คนทั้งสนามรบถึงกับอึ้งงัน



และเมื่อมองหาอีกครั้ง ก็เห็นว่าเจียงหรานได้ลากตัวชายหนุ่มคนหนึ่งไปไกลถึงสามห้าชั่วก้าวแล้ว



ซ่งเวยมองไปยังสหายสนิทอย่างตะลึงงัน ชายชุดเงินก็จ้องเจียงหรานตาไม่กะพริบ



เจียงหรานยิ้ม



“ยิ่งพวกเจ้าหวงแหนเขาเท่าไร ข้าก็ยิ่งสนใจมากเท่านั้น… สหาย เจ้าเป็นใครกันแน่”



แม้เป็นคำถาม แต่มือของเขาก็แตะไปที่หน้ากากของชายหนุ่มแล้ว



คมกระบี่สั้นฟาดวาบ แสงกระบี่พลิ้วไหวราวสายน้ำหลั่งรินในท้องธารา



“กระบี่ดี!”



เจียงหรานเอ่ยชม แต่ร่างของเขากลับสลายไปอีกครั้งเป็นหมอกควัน



นี่มิใช่วิชาตัวเบาธรรมดา หากเป็นเพราะเขาใช้วิชาหลายอย่างซ้อนทับกัน ทิ้งเงาร่างหนึ่งไว้ข้างหน้า หลอกล่อให้คมอาวุธกวาดผ่าน



ภาพลวงนั้นไม่ใช่เพียงเงา แต่เป็นร่างจำแลงจากวิชามหามารหมื่นภพ แทบแยกจากตัวจริงไม่ได้ หากจำเป็น เขายังสามารถคงสภาพ และให้มันระเบิดพลังจริงได้ทันที



กระบี่นั้นฟันพลาด ชายถือกระบี่สั้นรู้ทันทีว่าตนเสียท่าแล้ว



เขาไม่คิดแม้แต่น้อย เพียงกระทืบเท้าก็เตรียมจะทะยานหนีขึ้นฟ้า



วันนี้ทั้งหมดชี้ขาดที่เขา หากเขาหนีได้อาจารย์ และชายชุดเงินย่อมหมดกังวล หากหนีไม่ได้…ก็ย่อมจบเช่นกัน



เขาจึงต้องหนีสุดชีวิต!



แต่เพียงหวิวเดียว เขาก็รู้สึกว่าหลังคอถูกบีบรัด กำลังภายในอันมหาศาลไหลผ่านสันหลังจนร่างทั้งร่างชาเป็นหินแข็งทื่อ



ลอยอยู่กลางอากาศ ยังไม่มีแม้แต่แรงจะขยับปลายเท้า



เจียงหรานหมุนตัวเขากลับมา ยกมือขึ้นหมายจะถอดหน้ากากออก



“หยุด!!!”



เสียงก้องกังวาน พรั่งพรูด้วยโทสะดังมาจากทั้งซ้ายและขวา



เจียงหรานปรายตามอง ชายชุดเงินผู้เป็นหัวหน้าฟาดฝ่ามือหนึ่งลงมา ซ่งเวยก็แทงคมกระบี่หนึ่งตามติด



ฝ่ามือสะเทือนฟ้า กระบี่ก่อเกิดลมฝนฟ้าคำราม



เจียงหรานปล่อยลมปราณหมุนก่อเป็นพายุ ปราณอมตะ เทพสยบชะตา!



กลางพายุลมปราณ เขายื่นมือไป คว้าเอาหน้ากากมาไว้ในฝ่ามือ



เพียงรูดลง หน้ากากก็หลุดออกอย่างง่ายดาย



เจียงหรานชะงัก หัวใจสั่นสะท้าน



ในเวลาเดียวกัน ฝ่ามือและคมกระบี่ของทั้งสองก็ปะทะกับปราณอมตะของเขา แต่ไม่อาจทำอันตรายได้



เจียงหรานถอนหายใจยาว



“ดี…ดีมาก…ตั้งแต่ข้าออกเดินในยุทธภพมา ยังไม่เคยถูกใครหยอกล้อได้ถึงเพียงนี้”



สิ้นคำ เขากดฝ่ามือเบาๆ ลงสู่พื้น



เสียงปะทะสนั่นดังโครม! ชายชุดเงิน และซ่งเวยกระเด็นคนละทิศคนละทาง



คนหนึ่งถอยกระแทกพื้นสองสามก้าว อีกคนเซไปถึงเจ็ดแปดก้าวกว่าจะยืนมั่น



แต่เจียงหรานไม่มองแม้แต่น้อย เขายกตัวชายหนุ่มในมือขึ้น หันไปทางฮ่องเต้และองค์หญิงใหญ่



“เชิญทอดพระเนตร ดูสิว่าเขาเป็นใครกัน”



ทั้งสองก้มมอง



เพียงแวบเดียวก็อุทานพร้อมกัน



“ถานชง!”



องค์หญิงใหญ่เบิกตากว้าง เสียงสั่นเครือ



“เป็นไปไม่ได้…ทำไมถึงเป็นเจ้า!”




ตอนก่อน

จบบทที่ ไฉนถึงเป็นเจ้า!

ตอนถัดไป