การปลุกพรสวรรค์

“อีกไม่นานเราก็จะได้ปลุกพรสวรรค์แล้ว ตื่นเต้นชะมัด!!”


“ขอให้ได้พรสวรรค์เจ๋ง ๆ ทีเถอะ ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ฉันจะได้กลายเป็นชนชั้นสูงซะที!”


“ฉันไม่หวังมากหรอก ขอแค่พรสวรรค์ระดับ B ก็พอใจแล้ว!”


“ยังจะเรียกว่าหวังไม่มากอีกเหรอ ฉันน่ะ ขอแค่ระดับ D ก็พอใจแล้ว.”


“...”

เสียงพูดคุยอย่างตื่นเต้นดังขึ้นในห้องเรียน ม.6/2 ของโรงเรียนมัธยมริเวอร์เดลซิตี้

ท่ามกลางนักเรียนเหล่านั้น มีทั้งความตื่นเต้น ความกลัว ความคาดหวัง และความกังวล ‘การปลุกพรสวรรค์’ เมื่ออายุครบ 18 ปี ถือเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดในชีวิตของพวกเขา

หากใครได้พรสวรรค์ระดับสูง ก็หมายความว่าชีวิตนี้จะได้กลายเป็นคนที่ไม่ธรรมดา


แต่หากใครได้พรสวรรค์ระดับต่ำ ก็หมายความว่าชะตาจะผูกติดกับงานรับจ้างระดับล่าง เช่น กวาดถนนไปตลอดชีวิต แน่นอนว่าอนาคตของนักเรียนเหล่านี้จะถูกตัดสินในวันนี้

นั่นจึงเป็นเหตุให้บางคนรู้สึกหวาดกลัว เพราะหากปลุกพรสวรรค์ออกมาแล้วไร้ค่า พวกเขาก็แทบจะไม่มีความหมายอีกต่อไป

ทุกคนล้วนอยากเป็นคนพิเศษ อยากอยู่บนจุดสูงสุดของสังคม แต่ความจริงกลับโหดร้ายเสมอ

ทันใดนั้น ครูประจำชั้นก็เดินเข้ามาและยืนอยู่หน้าห้อง


เขามองทุกคนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

“วันนี้คือวันที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเธอทุกคน!”


“ในโลกนี้ พรสวรรค์คือทุกสิ่ง พละกำลังของแต่ละคนล้วนมาจากพรสวรรค์ทั้งสิ้น!”


“พรสวรรค์ถูกแบ่งออกเป็นสิบระดับ โดยระดับต่ำสุดและพบได้มากที่สุดคือ ‘ไม่มีระดับ’”


“ถัดจากนั้นคือระดับ F ไปจนถึง SSS”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของนักเรียนแต่ละคนก็เริ่มเคร่งเครียด


พวกเขาเริ่มกลัว หากได้รับพรสวรรค์แบบ ‘ไม่มีระดับ’ ชีวิตในอนาคตจะเป็นอย่างไร?

“พรสวรรค์แบบไม่มีระดับจะถือว่าแย่ที่สุด ผู้ที่ปลุกพรสวรรค์ในระดับนี้จะไม่ต่างจากคนธรรมดาทั่วไป และมีแต่จะได้ทำงานธรรมดาไร้ค่าไปตลอดชีวิต”


“เพราะมีคนปลุกพรสวรรค์ระดับนี้จำนวนมาก ระดับ F, E และ D จึงถูกจัดว่าเป็น ‘ระดับกลาง’”


“พรสวรรค์ระดับกลางมักจะเหมาะกับสายอาชีพทักษะชีวิต ทำงานเบื้องหลังหรือสายสนับสนุน”


“ส่วนระดับ C, B และ A คือพรสวรรค์ระดับสูง!”

จากนั้นครูประจำชั้นก็เริ่มพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“ผู้ที่ปลุกพรสวรรค์ระดับสูง จะกลายเป็นชนชั้นผู้นำของสังคม เป็นเสาหลักของประเทศ!”


“พวกเขาจะสามารถครอบครองความมั่งคั่งได้อย่างไร้ขีดจำกัด!”

คำพูดนั้นกระตุ้นความตื่นเต้นของนักเรียน พวกเขาเริ่มจินตนาการถึงการได้เป็นผู้ครอบครองพรสวรรค์ระดับสูง

“สุดท้ายคือพรสวรรค์ระดับ S ถึง SSS คนที่ได้ระดับนี้คือหนึ่งในล้าน! หากมีใครปลุกพรสวรรค์นี้ได้ จะกลายเป็นขุมทรัพย์ของชาติ!”


“ผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับนั้นจะได้รับการสนับสนุนทรัพยากรนับไม่ถ้วน และถูกผลักดันขึ้นสู่จุดสูงสุดของสังคมอย่างรวดเร็ว!”

นักเรียนต่างตื่นเต้น บางคนเริ่มฝันถึงการได้พรสวรรค์ระดับ SSS ขณะที่บางคนจินตนาการว่าตัวเองอยู่บนจุดสูงสุดของสังคม

เวลานั้นเอง ลู่หยู่ก็ยกมือขึ้น


ครูประจำชั้นหันไปและยิ้มพูดว่า “นักเรียนลู่หยู่ ถ้ามีคำถามอะไรก็ถามได้เลย”

ในฐานะนักเรียนที่มีผลการเรียนโดดเด่น ลู่หยู่ได้รับความเอ็นดูจากครูประจำชั้นเสมอ

ลู่หยู่ลุกขึ้นยืนแล้วถามว่า


“คุณครูครับ พรสวรรค์ที่ปลุกขึ้นมาหลังจากนี้จะสามารถวิวัฒนาการได้ไหมครับ? ถ้าปลุกมาพรสวรรค์ห่วยจริง ๆ มันหมายความว่าเราจะไร้ประโยชน์ไปตลอดชีวิตเหรอครับ?”

คำถามนี้ทันใดนั้นก็ดึงดูดความสนใจของทั้งห้อง

ครูพยักหน้าเล็กน้อย “เป็นคำถามที่ดี พรสวรรค์สามารถวิวัฒนาการได้จริง ๆ แต่มันไม่ได้หมายความว่า F จะกลายเป็น E ได้ง่าย ๆ”


“ปัจจุบันมีเส้นทางวิวัฒนาการที่รู้จักกันราวสิบเส้นทาง เช่น พลังมหาศาล ความเร็วสูง น้ำแข็ง ไฟ และอื่น ๆ...”


“เส้นทางเหล่านี้ถูกค้นพบโดยบรรพบุรุษของเรา ที่ต้องแลกมาด้วยชีวิต และไม่สามารถเดินตามได้โดยประมาท มิฉะนั้นผลลัพธ์จะร้ายแรงมาก”


“ยิ่งไปกว่านั้น หากต้องการวิวัฒนาการ จำเป็นต้องมีวัถตุดิบเฉพาะ ต้องกลั่นวัตถุดิบให้เป็นยาแล้วดื่มกิน จึงจะสามารถวิวัฒนาการได้”


“แต่วัตถุดิบเหล่านี้ส่วนใหญ่หายาก และมักอยู่ในพื้นที่อันตราย จึงหาได้ยากยิ่ง”

ใบหน้าของนักเรียนเริ่มเคร่งเครียดเมื่อได้ยินคำเตือน

เดิมทีพวกเขาคิดว่าหากได้พรสวรรค์แย่ ๆ ก็ยังพอมีทางแก้ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเส้นทางนั้นจะเต็มไปด้วยอุปสรรค

จากนั้นครูประจำชั้นก็พูดต่อด้วยสีหน้าหนักแน่น

“การหาวัตถุดิบเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น!”


“กระบวนการกลั่นยาคือสิ่งที่สำคัญที่สุด หากควบคุมปริมาณหรือสูตรไม่ได้ กินเข้าไปอาจพิการ หรือทำให้พรสวรรค์เสียหายอย่างถาวร!”

นักเรียนพากันอ้าปากค้างเมื่อได้ยินผลลัพธ์นั้น มันเลวร้ายยิ่งกว่าการได้พรสวรรค์ระดับ ‘ไม่มีระดับ’ เสียอีก!

ครูจ้องไปที่นักเรียนและกล่าวว่า


“ครูรู้ว่าพวกเธอทุกคนล้วนมีความมุ่งมั่นอยากที่จะแข็งแกร่งขึ้น”


“แต่ต้องรู้จักประมาณตน ถ้าปลุกมาแล้วได้พรสวรรค์ระดับต่ำ ก็ยอมรับมันเสียเถอะ หากฝืนวิวัฒนาการโดยไม่คิดให้รอบคอบ อาจทำลายตัวเองและครอบครัวไปด้วย”

คำพูดของครูเหมือนถูกสลักไว้ในใจของทุกคน

แต่ครูเองก็รู้ดีว่าในแต่ละปีจะมีคนที่ไม่ยอมรับชะตาชีวิตเหล่านี้อยู่เสมอ


และสุดท้าย พวกเขาก็จบลงด้วยสภาพเลวร้ายกว่าคนอื่น

ในเวลานั้น ลู่หยู่ก็นั่งลงด้วยสีหน้าสงบ


เขาไม่ได้เป็นคนจากโลกนี้ เขาเป็นผู้ทะลุมิติ

ดังนั้นในเมื่อเขามาจากอีกโลกหนึ่ง พรสวรรค์ที่เขาปลุกขึ้นมาคงไม่แย่หรอก...ใช่ไหม?

ลู่หยู่ทะลุมิติมาตั้งแต่ยังเด็ก


ในโลกนี้ พ่อแม่ของเขาเสียชีวิตไปนานแล้ว มีเพียงป้าคอยเลี้ยงดูเขามา

เมื่อ้ขาโตขึ้น ป้าผู้เสียสละทุกอย่างก็ล้มป่วยหนัก


ลู่หยู่ต้องทำงานพิเศษหลังเลิกเรียน เพื่อหาเงินมารักษาป้า

แต่ถึงทำงานหนักแค่ไหน รายได้ก็ไม่เพียงพอและอาการป้าก็ทรุดลงเรื่อย ๆ

หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ครอบครัวก็ไม่สามารถหาค่ารักษามาารักษาป้าได้อีกต่อไป

แต่ตอนนี้ ลู่หยู่มีความหวังแล้ว!


หากเขาปลุกพรสวรรค์ดี ๆ ขึ้นมา ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไป!

ถึงแม้จะไม่ได้พรสวรรค์ระดับสูง จอแค่พอทำงานได้เงินมากขึ้น เขาก็พอใจแล้ว

ตอนนี้ ลู่หยู่ก็ตื่นเต้นเช่นเดียวกับเพื่อนนักเรียนคนอื่น ๆ

ทันใดนั้น ครูประจำชั้นก็ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ เขาลุกขึ้นและกล่าวกับนักเรียนว่า

“นักเรียนทุกคน ชั้นเรียนก่อนหน้าได้ทำการพิธีปลุกพรสวรรค์เสร็จแล้ว คราวนี้ถึงตาพวกเราบ้าง ทุกคนเข้าแถวให้เรียบร้อย เตรียมตัวปลุกพรสวรรค์ได้เลย!”

ทันทีที่ได้ยินคำสั่ง นักเรียนทุกคนก็ลุกขึ้นอย่างตื่นเต้น เข้าแถวอย่างเป็นระเบียบ

⁠⁠⁠⁠⁠⁠⁠
เวลาที่จะตัดสินชะตาชีวิตของพวกเขามาถึงแล้ว!



ตอนก่อน

จบบทที่ การปลุกพรสวรรค์

ตอนถัดไป