บทที่ 11 นี่แหละคือชีวิต
บทที่ 11 นี่แหละคือชีวิต
ภายใต้ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์
ผู้ชายจะบอกว่าไม่ไหวได้ยังไง
และใครกันจะปฏิเสธสาวใหญ่สองคนที่เห็นได้ชัดว่าเริ่มมึนเมาได้ลงคอ
ท่าทีของพวกเธอยิ่งดูมีเสน่ห์และน่าหลงใหล จริตจะก้านที่เผยออกมาทางหางตานั้นยิ่งทำให้คนเราไม่อาจต้านทาน
หลี่เหยียนสั่งเหล้าเหลืองเพิ่มอีกขวด
ด้วยความร่วมมือของสองเพื่อนซี้
ซูอวิ๋นโจวกินไปหมดแก้ว สุดท้ายก็ดื่มไม่ลงอีกต่อไป
เขาไม่อยากเสียอาการต่อหน้าผู้หญิงสองคน ทำได้เพียงถอยออกมาหนึ่งก้าวโดยบอกว่าจะงีบสักครู่แล้วค่อยดื่มต่อ แต่ผลคือล้มตัวลงบนโซฟาไม่ถึงสิบนาทีก็หลับไม่รู้เรื่องไป
หลี่เหยียนเดินเข้าไปอย่างแผ่วเบา ลองสะกิดแขนของเขาเบาๆ ซูอวิ๋นโจวไม่มีปฏิกิริยาใดๆ แถมยังเริ่มกรนเบาๆ
เธอจึงยักไหล่ให้เพื่อนสนิท พลางกางมือทั้งสองข้างออก เป็นเชิงว่าผู้ชายคนนี้คออ่อนจริงๆ
หญิงสาวทั้งสองกลับมาที่โต๊ะ
หลิวอี้อี้ยกแก้วขึ้นมาชนกับเพื่อนรักเบาๆ
หลังจากดื่มจนหมดแก้ว
หลี่เหยียนก็นั่งไขว่ห้างในท่าที่สบาย แต่กลับดูยั่วยวนอย่างยิ่ง
เธอยักคิ้วสองสามครั้งแล้วพูดว่า
“อี้อี้ เขาสลบไปแล้วจริงๆ นะ~”
หางเสียงที่ยาวและแฝงความจริตนั้น
ทำให้หลิวอี้อี้อดไม่ได้ที่จะชายตามองเธอแวบหนึ่ง จากนั้นเธอก็เอี้ยวตัวไปปลดกระดุมกางเกงยีนส์ออกหนึ่งเม็ด
“ฟู่”
“นางฟ้าคนนี้จะท้องแตกตายอยู่แล้ว!”
“ไม่ได้กินเยอะขนาดนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ?”
หลี่เหยียนหัวเราะคิกคัก พลางมองเพื่อนสนิทที่ยิ้มแก้มปริ ในใจก็นึกขึ้นมาว่า ตั้งแต่เรื่องนั้นเกิดขึ้น ก็ไม่ได้เห็นเธอผ่อนคลายแบบนี้มานานมากแล้วจริงๆ
เธอจึงเสนอว่า “ไหนๆ พรุ่งนี้ก็วันหยุดแล้ว คืนนี้เราสองพี่น้องมาดื่มให้เมาไม่กลับกันดีไหม?”
หลิวอี้อี้เหลือบมองไปยังซูอวิ๋นโจวที่กำลังหลับสนิทแล้วพูดว่า “แล้วเขาจะทำยังไง? วันนี้เขาอุตส่าห์ช่วยเปิดบิลใหญ่ให้เธอ แล้วเธอก็จะทิ้งเขาไปเลยเหรอ?”
“โอ๊ย!”
หลี่เหยียนทำปากจู๋พลางหยอกล้อ “เป็นห่วงเขาล่ะสิ?”
“เธอนี่น่ารำคาญจริง!”
หลิวอี้อี้พูดจบ ก็ฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายไม่ทันระวัง ยื่นมือเล็กๆ ออกไปคว้าเบาๆ ที่ด้านหน้า
“อุ๊ย!”
ด้วยความไม่ทันตั้งตัว
หลี่เหยียนร้องออกมาเบาๆ พลางกุมหน้าอก พูดอย่างแง่งอน “นังบ้า ลอบโจมตีฉันเหรอ!”
หลิวอี้อี้หัวเราะคิกคัก “ก็ใครใช้ให้เธอมาล้อฉันอยู่เรื่อยล่ะ ฉันว่าเธอมากกว่ามั้งที่เจตนาของนักดื่มไม่ได้อยู่ที่การดื่ม เรียกคุณซูซะหวานจนคนฟังจะละลายอยู่แล้ว”
“ฉันเพิ่งรู้จักกับเขาวันนี้เองนะ จะบ้าเหรอ?”
“นั่นก็ยิ่งแสดงว่าพัฒนาการเร็วไง! สัมผัสดีขนาดนี้ บอกมาตามตรงเลยนะว่าช่วงนี้ไปแอบมีกิ๊กมาใช่ไหม ถึงได้ดูเปล่งปลั่งขนาดนี้!”
“ซี๊ด~ ยังจะมาอีก~”
“เดี๋ยวฉันตรวจให้เธอบ้าง...”
หลี่เหยียนพูดพลางยื่นมือออกไป หญิงสาวทั้งสองก็เริ่มหยอกล้อเล่นกันอย่างสนุกสนาน
น่าเสียดายที่ฉากนี้
ซูอวิ๋นโจวไม่ได้เห็น
มิฉะนั้นเขาคงต้องทอดถอนใจ
‘บทสนทนาของสาวใหญ่นี่แหละ ถึงจะเป็นบทสนทนาสุดเผ็ดร้อนของจริง!’
หลังจากเล่นกันสักพัก
ทั้งสองก็ดื่มเหล้าเหลืองที่เหลือจนหมด
หลี่เหยียนยกข้อเสนอเมื่อครู่ขึ้นมาพูดอีกครั้ง
“คิดได้หรือยัง? ตกลงจะเอายังไง?”
หลิวอี้อี้ตอบหน้าแดงก่ำ “เราไปส่งเขาก่อน แล้วค่อยไปดื่มต่อที่บ้านฉันแบบไม่เมาไม่เลิก?”
หลี่เหยียนกะพริบตาโต “แบบนั้นมันเสียเวลาน่า! เอางี้ไหม เราไปเปิดห้องสวีท ขังเขาไว้ข้างใน แล้วเราก็ดื่มกันต่อ”
เมื่อเห็นหลิวอี้อี้ลังเล
หลี่เหยียนจึงตัดสินใจแทนเธอทันที
หลังจากกดกริ่งเรียกพนักงานสองสามครั้ง
พนักงานหญิงก็รีบเดินเข้ามา
หลี่เหยียนพูดด้วยสีหน้าที่มึนเมาเล็กน้อย “เช็กบิล แล้วก็ห่อสองจานนี้กลับบ้านด้วย”
“กรุณารอสักครูค่ะคุณลูกค้า”
ครู่ต่อมา
พนักงานก็นำใบเสร็จและเครื่องรูดบัตรมาให้
หลี่เหยียนรับใบเสร็จมาดู แล้วเปิดแอปพลิเคชันเพื่อชำระเงิน
หลิวอี้อี้ชะโงกหน้าเข้ามาดู พอเห็นราคาก็อดอุทานออกมาไม่ได้
“มื้อนี้ลดราคาแล้วยังปาไปเก้าพันแปด”
“โชคดีนะที่บริษัทจ่าย ไม่งั้นคงใจหายแย่”
หลังจากชำระเงินเรียบร้อย
พนักงานหญิงก็ถือกล่องอาหารที่ห่อแล้วเข้ามาถาม
“คุณลูกค้าคะ เห็นเพื่อนของคุณเมาแล้ว ต้องการให้เราช่วยพยุงลงไปข้างล่างไหมคะ?”
หลี่เหยียนพยักหน้าอย่างรวดเร็ว “ถ้างั้นก็รบกวนด้วยนะคะ!”
พนักงานหญิงเรียกเพื่อนร่วมงานชายสองคนผ่านวิทยุสื่อสาร
พวกเขาสองคนช่วยกันประคองซูอวิ๋นโจวคนละข้าง เดินตามหลังสาวใหญ่ที่เดินส่ายสะโพกอย่างเย้ายวนไปยังลิฟต์
หลังจากลงลิฟต์
หลิวอี้อี้ก็เป็นฝ่ายเข้าไปรับตัวซูอวิ๋นโจวที่กำลังโซเซ
พนักงานหญิงโค้งคำนับเล็กน้อย “ขอบคุณที่ใช้บริการค่ะ!”
พูดจบ
พวกเขาก็ขึ้นลิฟต์กลับไป
พนักงานชายหนุ่มสองคนสบตากัน ในแววตาเต็มไปด้วยความอิจฉาที่ผู้ชายด้วยกันย่อมเข้าใจ
ส่วนพนักงานหญิงคนนั้นมองไปยังตึกสูงระฟ้าที่ส่องสว่างเจิดจ้านอกลิฟต์ พลางตั้งปณิธานในใจ
‘ฉันจะต้องลาออกไปทำธุรกิจของตัวเองให้ได้เร็วที่สุด เพื่อที่จะได้เป็นเศรษฐินีที่ทั้งเป็นอิสระและมั่นใจเหมือนพวกเธอ สามารถเลี้ยงดูไอ้หน้าขาวได้’
***
ณ ขณะนี้
ดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่เหนือปลายกิ่งหลิว
สายลมเย็นพัดโชยมา
ซูอวิ๋นโจวได้ยินเสียงใครบางคนเรียกชื่อของเขาแว่วๆ
“ตื่นเร็วเข้า! เสี่ยวซู!”
“คุณซู? คุณยังโอเคไหม?”
ซูอวิ๋นโจวพึมพำสองสามคำ ดวงตาเลื่อนลอย ร่างกายขยับไปมา รู้สึกเพียงว่ามีบางสิ่งที่นุ่มนิ่มสองอย่างแนบชิดอยู่กับร่างกายของเขา
เขายังจำได้ลางๆ ว่ากำลังดื่มเหล้าอยู่ จึงพูดออกมาอย่างเลือนลาง
“มา...ดื่มต่อ ผม...คออ่อน...แต่คอแข็ง...”
เมื่อเห็นดังนั้น
หญิงสาวทั้งสองก็ทำหน้าจนปัญญา
หลี่เหยียนตบมือฉาดใหญ่ ทำเอาเพื่อนสนิทตกใจ
หลิวอี้อี้ถาม “เธอจะส่งเสียงดังทำไมเนี่ย?”
“เมื่อกี้ลืมห่อเหล้ากลับมาขวดหนึ่ง!” ใบหน้างามของหลี่เหยียนแสดงความเสียดาย “เดี๋ยวต้องจ่ายเงินเอง เสียดายจัง!”
หลิวอี้อี้ชายตามองเพื่อนสนิทอย่างระอา “มาช่วยกันหน่อยสิ ฉันจะพยุงไม่ไหวแล้ว!”
หลี่เหยียนมองโทรศัพท์ แล้วก้าวเข้าไปประคองแขนอีกข้างของซูอวิ๋นโจว
“อีกแค่สองร้อยเมตร! สู้ๆ ความสำเร็จอยู่แค่เอื้อม~”
***
ครู่ต่อมา
คนขับรถรับจ้างก็พาทั้งสามคนมุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทาง
เขามองผ่านกระจกหลังไปยังชายหนุ่มที่กำลังสลึมสลือและหญิงสาวสวยสองคน ในใจก็รู้สึกอิจฉาอย่างบอกไม่ถูก
จุดหมายปลายทางของพวกเขาคือ โรงแรมฮิลตัน
ไปทำอะไรน่ะเหรอ!
ใช้เท้าคิดก็รู้แล้ว
ขับรถมาตั้งนาน เพิ่งจะเคยเจอไอ้หน้าขาวโดนมอมเหล้า
นี่คือความสามารถในการทำงานไม่ถึงขั้น? หรือว่าเป็นลูกเล่นใหม่?
ห้านาทีต่อมา
หญิงสาวทั้งสองลากชายหนุ่มที่เดินโซซัดโซเซลงจากรถ มุ่งหน้าไปยังประตูโรงแรมที่หรูหราอลังการ
คนขับรถมองตามทั้งสามคนจนลับตา สูดกลิ่นหอมที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในอากาศ แล้วถอนหายใจยาวออกมา ก่อนจะเหยียบคันเร่งไปรับงานต่อไป
เออหนอ~
บางคนต้องทำงานแทบตายเพื่อหาเลี้ยงชีพ
บางคนนอนเฉยๆ ก็ได้เงิน
บางคนโศกเศร้าหลั่งน้ำตาในยามค่ำคืน บางคนมีความสุขหลั่งเหงื่อในยามค่ำคืน
บางคนยังตัดใจไม่ได้ บางคนเข้าไปรอบที่สองแล้ว
นี่แหละคือชีวิต
ชีวิตเฮงซวย
***
โรงแรมฮิลตัน
ห้องเอ็กเซ็กคิวทีฟสวีท
ใบหน้าของหลิวอี้อี้แดงระเรื่อ สายตาของพนักงานต้อนรับเมื่อครู่ตอนที่ขึ้นมา ทำให้เธออับอายจนแทบอยากจะวิ่งหนี
“ห้องนี้ก็ไม่เลวเลยนะ!” หลี่เหยียนนั่งลงบนโซฟา ถอดรองเท้าส้นสูงออก จากนั้นก็ปลดเสื้อผ้าแล้วเดินไปยังห้องน้ำ
“อี้อี้ อาบน้ำด้วยกันไหม”
หลิวอี้อี้รู้สึกพูดไม่ออกกับเพื่อนสนิทที่ปากไม่มีหูรูดคนนี้ “เธอไปอาบก่อนเถอะ! ฉันจะเฝ้าตรงนั้นไว้ เผื่อเขาตื่นขึ้นมาแล้วเราจะ...”
หลี่เหยียนมองไปยังประตูห้องนอนด้านหน้าที่ถูกโซฟาเดี่ยวขวางไว้ “กลัวอะไร? เขาคนเดียวจะสู้เราสองคนได้ยังไง?”
“เอ่อ”
หลิวอี้อี้ขี้เกียจจะต่อล้อต่อเถียงกับเธอ เริ่มนำเหล้าที่ซื้อมาและขนมขบเคี้ยวต่างๆ ออกมาวาง
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
หลิวอี้อี้ยกแก้วเหล้าขึ้นมาด้วยอารมณ์ที่ค่อนข้างพลุ่งพล่าน
“ฉันไม่เข้าใจเลย ทำไมกัน!”
“ฉันมันไม่ดีตรงไหน?”
“จะหุ่นก็มี จะหน้าตาก็มี!”
“ไอ้สารเลวนั่นยังจะนอกใจอีก!”
หลี่เหยียนร่วมวงด่าอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยกแก้วขึ้นตะโกนว่า
“มา! เรามาอวยพรให้มันนกเขาไม่ขันตลอดชีวิต!”
“ดี!”
“คิกๆๆ”
ทั้งสองหัวเราะอย่างบ้าคลั่งอยู่ในห้อง
คุยกันไปสักพัก หัวข้อสนทนาก็วนมาอยู่ที่ซูอวิ๋นโจว
หลี่เหยียนถามด้วยแววตาที่พร่ามัวจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ “อี้อี้ ฉันขอถามอะไรหน่อยสิ?”
“หือ? ว่ามาสิ?”
“เธอแอบมีใจให้เสี่ยวซูคนนี้ใช่ไหม?”
“เธอพูดบ้าอะไร?”
“โอ้! ถ้างั้นเธอไม่ชอบ ฉันจะได้ลงมือแล้วนะ!”
หลิวอี้อี้ร้อง ‘หา’ ออกมาคำหนึ่ง
“หาอะไรของเธอ? เขาทั้งหนุ่มทั้งรวย แค่ไม่รู้ว่าลีลาดีหรือเปล่า? แต่เรื่องนี้เจ๊ฝึกให้ได้น่า!” หลี่เหยียนพูดพลางเรอออกมา
“เธอเอาจริงเหรอ?” หลิวอี้อี้ถามด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้นเล็กน้อย
“คิกๆๆ”
หลี่เหยียนหัวเราะร่าขึ้นมาทันที “จริงจังกับผีสิ ล้อเล่นน่า!”
“ฉันไม่อยากได้ผู้ชายที่ไหนทั้งนั้น แล้วก็ไม่อยากได้ความรักอะไรด้วย!”
“ฉันแค่อยากจะตั้งใจหาเงินเท่านั้น”
หลิวอี้อี้เปิดขวดเหล้าส่งให้เพื่อน แล้วหยิบขึ้นมาดื่มเองหนึ่งขวด
“เพื่อนสนิทเปรียบดั่งแขนขา ผู้ชายเปรียบดั่งเสื้อผ้า”
“ความรัก? รักกับผีสิ!”
“มา! ดื่มต่อ”
“.....”