บทที่ 33 พวกเหลือขอ
บทที่ 33 พวกเหลือขอ
ไม่กี่นาทีก่อนหน้านั้น
ทั้งสองคนเดินออกจากร้านปิ้งย่าง
เพื่อไปส่งเจี่ยงซือเยว่เอารถ
หลังจากที่รถถูกเฉี่ยวไปก่อนหน้านี้ เธอไม่กล้าจอดรถไว้ข้างทางอีกต่อไป แต่แถวนั้นก็ไม่มีที่จอดรถ เธอจึงปิ๊งไอเดียจอดมันไว้ที่ปากซอยของชุมชนเก่าแห่งหนึ่ง
เมื่อพวกเขาพบกับมอเตอร์ไซค์ ‘นินจาน้อย’ สีดำรูปทรงเท่คันนั้น ก็ต้องรู้สึกพูดไม่ออกเมื่อพบว่าล้อหน้าของรถถูกล็อกไว้เสียแล้ว
“เฮ้”
“ใครมาล็อกรถฉัน!”
“มีใครอยู่แถวนี้ไหม!”
เจี่ยงซือเยว่ตะโกนเรียกอยู่สองสามครั้ง
ชายวัยกลางคนสวมเสื้อกล้าม กางเกงขาสั้น และสวมรองเท้าแตะ ก็เปิดประตูกันขโมยเดินออกมาจากบ้านที่อยู่ติดถนนในซอยนั้น
เขาดูเหมือนอายุราวห้าสิบปี หัวล้านและมีจมูกกลีบส้ม ดูแล้วน่ารังเกียจ
ยังไม่ทันเดินเข้ามาใกล้ก็ได้กลิ่นเหล้าขาวเหม็นหึ่งโชยมาก่อนแล้ว
“โวยวายอะไร? ฉันเองที่เป็นคนล็อกรถ!”
ชายวัยกลางคนจ้องมองรูปร่างของเจี่ยงซือเยว่ด้วยสายตาที่ลามกและน่าขยะแขยง
ซูอวิ๋นโจวเห็นเจี่ยงซือเยว่ขมวดคิ้ว จึงเดินไปด้านหน้าแล้วพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นรบกวนช่วยปลดล็อกด้วยครับ”
“ปลดล็อกเหรอ?” ชายวัยกลางคนเห็นว่าเขามาบังสายตา จึงพูดอย่างอารมณ์เสียว่า “พวกแกจอดรถผิดกฎหมาย แถมยังมาขวางหน้าบ้านฉันอีก”
“จะให้ปลดล็อกก็ได้ แต่ต้องเอาเงิน 500 หยวนมาให้ฉัน”
คำพูดของเขาทำให้เจี่ยงซือเยว่เริ่มทนไม่ไหว “คุณพูดอะไรผิดหรือเปล่า ฉันไปขวางหน้าบ้านคุณตรงไหน”
“คุณมาล็อกรถฉันโดยไม่มีเหตุผล แถมยังเรียกร้องเงิน 500 หยวนอีก สู้ไปปล้นเลยไม่ดีกว่าเหรอ”
ชายวัยกลางคนจมูกกลีบส้มจ้องเขม็งไปยังทั้งสองคน แล้วโบกมืออย่างหยาบคายว่า “ถนนเส้นนี้ตั้งแต่ตรงนี้ถึงตรงนั้นเป็นพื้นที่บ้านฉันทั้งหมด พวกแกจอดรถหน้าบ้านฉันก็ต้องจ่ายค่าจอด”
“ไม่จ่าย!” เจี่ยงซือเยว่ก็โมโหขึ้นมาทันที “ทำไมฉันต้องจ่ายด้วย! ฉันจะแจ้งความ!”
เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายจะแจ้งความ ชายจมูกกลีบส้มก็ยิ่งกำเริบเสิบสานมากขึ้น
“ดีเลย!”
“ตำรวจมาก็ยิ่งดี!”
“พวกแกมาขวางหน้าบ้านคนอื่นแล้วยังจะมามีเหตุผลอีก”
“……”
เสียงโต้เถียงที่นี่ดังจนดึงดูดความสนใจจากเพื่อนบ้านใกล้เคียง
บ้านที่อยู่ชั้นบนหลายหลังก็เปิดหน้าต่างมองลงมาดู
เมื่อเห็นว่าเป็นชายจมูกกลีบส้มก็ต่างพากันขมวดคิ้ว ไอ้นี่มันขึ้นชื่อเรื่องเป็นพวกเหลือขอประจำละแวกนี้ ปกติก็เที่ยวเล่นไปวันๆ ตั้งแต่เมียกับลูกถูกมันไล่ตีจนหนีไป ก็ยิ่งกำเริบเสิบสานมากขึ้น
ไม่มีเพื่อนบ้านคนไหนไม่รังเกียจมัน
แต่สังคมก็เป็นแบบนี้แหละ พวกที่ไม่มีอะไรจะเสียมักไม่กลัวใคร
ชายจมูกกลีบส้มชอบรังแกคนที่อ่อนแอกว่า มีคนเคยแจ้งความ แต่หมอนี่ก็ไม่ยี่หระ ถูกขังอยู่สองสามวันก็ถูกปล่อยตัวออกมาแล้วก็กลับมาก่อเรื่องวุ่นวายต่อ
“ดูท่าหนุ่มสาวคู่นี้คงโชคร้ายแล้ว”
“มาเจอพวกอันธพาลแบบนี้”
“คงต้องยอมเสียเงินตัดปัญหาซะแล้ว!”
ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังยื้อยุดกันอยู่
เสียงประตูกันขโมยก็ ‘เอี๊ยด’ ถูกผลักเปิดออก
มีชายฉกรรจ์ที่ดูน่ารังเกียจอีกสองคนเดินออกมาจากบ้าน พวกเขายังคงบ่นพึมพำว่าทำไมถึงออกไปนานขนาดนี้
ชายจมูกกลีบส้มจึงเล่าสถานการณ์ให้ฟังโดยย่อ
หนึ่งในนั้นส่งเสียงดังลั่นว่า “แน่นอนว่าต้องจ่ายค่าปลดล็อก! 500 หยวนยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ”
อีกคนหนึ่งตาเป็นประกายเมื่อเห็นเจี่ยงซือเยว่ เขาลูบเลียมุมปากแล้วพูดว่า “สาวน้อยคนนี้หน้าตาดีใช้ได้เลยนะ ถึงหน้าอกจะเล็กไปหน่อย แต่ขาคู่นั้นดูแข็งแรง ถ้าได้เอามาหนีบไว้คงจะฟินน่าดู”
เมื่อได้ยินคำพูดหยาบคายเหล่านี้
ใบหน้าเล็กๆ ของเจี่ยงซือเยว่ก็ซีดเผือดด้วยความโกรธ โต้ตอบกลับไปสองสามประโยค แต่อีกฝ่ายกลับหัวเราะเยาะอย่างน่าเกลียดยิ่งกว่าเดิม
เมื่อเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้
ซูอวิ๋นโจวจึงพาเธอไปอยู่ด้านหลังแล้วพูดว่า “เรื่องนี้ให้ผมจัดการเอง”
“อืม! ได้!”
เจี่ยงซือเยว่รับมือกับสถานการณ์แบบนี้ไม่ไหวจริงๆ ที่ร้านเธอก็เคยเจอลูกค้าก่อกวน แต่พวกอันธพาลที่ไม่ยอมรับฟังเหตุผลแบบนี้เป็นครั้งแรกที่เธอเคยเจอ
ซูอวิ๋นโจวเผชิญหน้ากับทั้งสามคนโดยไม่แสดงอาการลนลานเลยแม้แต่น้อย เขาก้าวไปข้างหน้าอีกก้าว ยืนนิ่งอยู่ต่อหน้าชายจมูกกลีบส้ม
“ปลดล็อกเลยครับ ผมจะโอนเงินให้ 500 หยวน”
ชายวัยกลางคนเผยรอยยิ้มที่แสดงความสะใจออกมา “นั่นเป็นราคาเมื่อกี้ แต่ตอนนี้ต้องจ่าย 700 หยวน”
“ได้!”
ซูอวิ๋นโจวพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ
เมื่อเห็นอีกฝ่ายตอบรับง่ายขนาดนี้ เขาก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่งแล้วขึ้นราคาต่อไป
“ฉัน…ฉันพูดผิดไป! เมื่อกี้ฉันตั้งใจจะบอกว่า 1,000 หยวน”
ซูอวิ๋นโจวสบตาแหลมคมของอีกฝ่ายตรงๆ “1,000 หยวนก็ 1,000 หยวน แต่ความอดทนของผมมีจำกัดนะ”
เจี่ยงซือเยว่กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ถูกซูอวิ๋นโจวใช้สายตาห้ามไว้ เขาดึงโทรศัพท์มือถือออกมาสแกนจ่ายเงินทันที
เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนเงินเข้า 1,000 หยวน
ชายจมูกกลีบส้มก็ดีใจพร้อมกับหยิบกุญแจมาไขล็อกมอเตอร์ไซค์
ผู้อยู่อาศัยที่มุงดูอยู่ชั้นบน
เห็นฉากนี้แล้วทำได้แค่ถอนหายใจ
“ไอ้หนุ่มนี่รวยจริงเว้ย!”
“ให้ตั้ง 1,000 หยวนโดยไม่กระพริบตาเลย”
“แต่ก็แปลกนะ! คนรวยขนาดนี้จะกลัวพวกเหลือขอทำไม”
“แบบนี้เขาไม่เรียกว่า ‘กลัว’ หรอก สำหรับคนรวยแล้ว เรื่องที่แก้ไขได้ด้วยเงินมันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก”
หลังจากชายจมูกกลีบส้มปลดล็อกให้
เจี่ยงซือเยว่ก็โมโหพร้อมกับสตาร์ทรถ คืนนี้เป็นคืนที่แย่สุดๆ ไปเลย
และซูอวิ๋นโจวก็มากเกินไปแล้ว...
พอเธอเพิ่งเลี้ยวรถกลับ ก็พบว่าชายฉกรรจ์อีกสองคนเดินตรงเข้ามายืนขวางหน้ารถไว้
หนึ่งในนั้นเผยให้เห็นฟันสีเหลืองซี่ใหญ่พร้อมกับหัวเราะอย่างน่าขยะแขยง
“สาวน้อยอย่าเพิ่งรีบไปสิ!”
“พี่น้องพวกเราก็ช่วยกันซ่อมถนนเส้นนี้มาบ้าง เงินเราไม่เอาก็ได้ แค่เข้ามาดื่มเป็นเพื่อนหน่อยเป็นไง”
เจี่ยงซือเยว่เป็นคนใจร้อนอยู่แล้ว พอมาถึงจุดนี้เธอก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงอ้าปากด่ากราด
แต่คนทั้งสองกลับยิ่งหัวเราะด้วยความตื่นเต้นมากขึ้น
“ด่าก็เพราะแบบนี้เองนะ ไม่รู้ว่าเวลาอยู่บนเตียง…”
“เพี๊ยะ~”
ฝ่ามืออันหนักหน่วงตบลงไป
ทำให้เสียงน่าขยะแขยงนั้นหยุดลงทันที
ชายฉกรรจ์ลูบแก้มที่กำลังร้อนผ่าวด้วยความไม่อยากจะเชื่อ เขามองไปยังผู้ชายที่ดูเหมือนจะพูดง่าย
“แกกล้าตบฉันเหรอวะ!”
“ผมบอกแล้วว่าความอดทนของผมมีจำกัด นี่คือคำเตือนครั้งสุดท้าย ได้เงินแล้วก็รีบไสหัวไปซะ”
ซูอวิ๋นโจวพูดประโยคนี้ออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
คนทั้งสามสบตากันแล้วก็ด่าทอพร้อมกับพุ่งเข้ามา ดูเหมือนว่าพวกเขาจะถือว่าคำเตือนของใครบางคนเป็นแค่ลมผ่านหู
“เฮ้อ~”
ซูอวิ๋นโจวถอนหายใจอย่างแผ่วเบา ดวงตาของเขาไม่มีแววตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย เมื่อรู้ว่าสถานการณ์ไม่ถูกต้อง เขาไม่ได้เห็นทักษะอื่นๆ จึงใช้ 8 แต้มทักษะ แลก ‘มวยแปดสุดยอดระดับต้น’
แลกเสร็จแล้วก็รู้สึกเสียดาย!
ฆ่าไก่จะใช้มีดฆ่าวัวทำไม!
‘มวยแปดสุดยอดกำหนดพิภพ’ พอได้เรียนวิชานี้แล้วถึงรู้ว่ามันไม่ใช่คำพูดเล่นๆ!
ขาดทุนย่อยยับ!
เห็นชายจมูกกลีบส้มชกหมัดอันธพาลแบบสะเปะสะปะพุ่งเข้ามาถึงตัว
ซูอวิ๋นโจวก้าวเท้าถอยหลังหลบการโจมตี พร้อมกับงอศอกขวา แล้วพุ่งไปข้างหน้าอย่างแรง
หากผู้ที่ชื่นชอบมวยแปดสุดยอดได้เห็น ก็จะต้องร้องว่า ‘ท่าศอกพุ่งกลางอกนี้ช่างงดงาม’
“โอ๊ย~”
ชายจมูกกลีบส้มถูกศอกพุ่งจนเซถอยหลังไปหลายก้าว แล้วก้นกระแทกพื้น รู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่หน้าอก
“ไอ้สารเลว! ดูเหมือนไอ้หนุ่มนี่มันจะเคยฝึกมา พวกเรารุมมันเลย! ฆ่ามันเลย! ฆ่ามัน!”
ชายฉกรรจ์อีกสองคนได้ยินดังนั้นก็รีบพุ่งเข้ามา
ซูอวิ๋นโจวทั้งหลบหลีกและใช้ท่าจากมวยแปดสุดยอดไปด้วย
“ปัง~ ปัง~”
เสียงหมัดกระทบเนื้อดังกึกก้องไปทั่วตรอก
ซูอวิ๋นโจวต่อสู้กับสามคนโดยที่ได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด แต่เพราะไม่มีประสบการณ์การต่อสู้จริงจัง ท่าหนึ่งที่เขาไม่ได้เก็บแรงไว้ดีพอจึงพลาดไปโดนกำแพง
ชุดมวยแปดสุดยอดชุดนี้กลับออกมาในรูปแบบของ ‘มวยเจ็ดทำร้าย’
เจ็บโคตรๆ เลย!
เจี่ยงซือเยว่ที่อยู่ข้างๆ เป็นกังวลอย่างมาก อยากจะเข้าไปช่วยแต่ก็ทำอะไรไม่ได้เลย เธอรู้สึกกระวนกระวายใจเหมือนมดโดนน้ำร้อนลวก
อย่างไรก็ตาม ค่าความชอบกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
[ระดับความชอบ +2]
[ระดับความชอบ +3]
[…..]