บทที่ 80: ไปรับสาวมั่นสุดเย็นชาหลังเลิกงาน
บทที่ 80: ไปรับสาวมั่นสุดเย็นชาหลังเลิกงาน
หลังจากทานอาหารบ้านๆ ที่สาวใหญ่คนสวยหลินผิงทำให้อย่างเอร็ดอร่อยแล้ว ตอนบ่ายหลินเซินก็พาเธอกลับไปที่หน่วนจว่าวอัว แคท คาเฟ่อีกครั้ง
เพราะดีไซเนอร์จากบริษัทรับเหมาตกแต่งติดต่อเขามา ตั้งใจจะมาดูสถานที่จริงว่าจะตกแต่งยังไงดี
“คุณคือคุณหลินเซิน คุณหลินใช่ไหมครับ?”
บ่ายสามโมง, ภายในร้านหน่วนจว่าวอัว แคท คาเฟ่
ชายหนุ่มท่าทางสุภาพเรียบร้อยคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้านแล้วก็จับมือกับหลินเซินอย่างเป็นกันเอง
“ผมชื่อโจวปินครับ เป็นหัวหน้าทีมดีไซเนอร์ของบริษัทจวี้ทงเหิงจวง นี่นามบัตรส่วนตัวของผมครับ”
“อ๋อ?”
พอเห็นโจวปินยื่นนามบัตรส่วนตัวให้ตัวเอง หลินเซินก็มีความคิดเห็นใหม่ๆเกี่ยวกับความเป็นมืออาชีพของเขาทันที
บนนั้นนอกจากจะมีข้อมูลส่วนตัวคร่าวๆ ของเขาแล้ว ยังแนบประวัติการได้รับรางวัลจากการประกวดออกแบบต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศอีกด้วย
ดูแล้วก็ไม่เลวเลยนะ เพียงแต่ไม่รู้ว่าพอเอาเข้าจริงแล้วจะเป็นยังไง
“ก็ไม่เลวเลยครับ”
“ขอบคุณสำหรับคำชมครับ”
หลังจากได้รับการยอมรับจากหลินเซินแล้ว โจวปินก็หยิบโน้ตบุ๊กออกมาจากกระเป๋าอย่างมืออาชีพ วางลงบนโต๊ะแล้วก็โชว์แบบร่างดีไซน์ของตัวเองให้เขาดู
ในตอนนี้ หลินผิงที่อยู่ข้างๆ ก็โน้มหน้าเข้ามาดูด้วยความสงสัย
“ผมได้ปรับปรุงแก้ไขแบบร่างของคุณลูกค้าเล็กน้อยนะครับ อย่างแรกเลยก็คือระบบระบายอากาศ…”
โจวปินเริ่มจะอธิบายแผนการตกแต่งต่างๆ สำหรับคาเฟ่แมวให้หลินเซินฟังอย่างคล่องแคล่ว
ตัวอย่างเช่น ผนังจะต้องทาสีน้ำอะคริลิกกันความชื้นและรอยขีดข่วน พื้นปูด้วยอีพ็อกซี่เรซิ่น หน้าต่างก็ต้องติดตั้งมุ้งลวดนิรภัย เป็นต้น
ถึงแม้จะมีศัพท์เฉพาะอยู่เยอะมาก แต่โชคดีที่โจวปินอธิบายได้ค่อนข้างจะละเอียดและเข้าใจง่าย
อย่างน้อยหลินเซินก็พอจะฟังเข้าใจ แถมยังมีการพูดคุยหารือเกี่ยวกับแผนการตกแต่งกับเขาเป็นพักๆ อีกด้วย
แต่ทว่า... หลินผิงกลับไม่ค่อยจะเข้าใจเท่าไหร่ เธอจึงหลบออกไปต้อนรับลูกค้าข้างนอก พร้อมกับถือโอกาสชงกาแฟมาให้คนทั้งสองด้วย
สี่โมงครึ่งเย็น
หลังจากพูดคุยหารือกันมากว่าหนึ่งชั่วโมง หลินเซินก็พอจะตกลงเรื่องแผนการปรับปรุงคาเฟ่แมวกับโจวปินได้คร่าวๆ แล้ว
ส่วนที่ต้องตกแต่งมีอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ก็ไม่ได้ถึงกับต้องรื้อทำใหม่ทั้งหมด เพียงแต่ก็ยังคงจะเกิดเสียงดังรบกวน ส่งผลกระทบต่อประสบการณ์ของลูกค้าอยู่ดี
ดังนั้น หลินเซินจึงตั้งใจจะให้หลินผิงปิดร้านเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งเธอก็ยินดีตกลงด้วย
“แผนงานของพวกเราก็คงจะประมาณนี้ไปก่อนแล้วกันนะครับ”
โจวปินลุกขึ้นยืนอาสายื่นมือขวามาให้หลินเซินแล้วก็เอ่ยถามพลางยิ้ม
“พรุ่งนี้ทีมตกแต่งของพวกเราจะเข้ามานะครับ ถึงตอนนั้นจะให้ติดต่อกับคุณลูกค้าโดยตรง หรือว่าติดต่อกับคุณผู้หญิงท่านนี้ดีครับ?”
“ติดต่อกับเธอแล้วกันครับ”
หลินเซินหัวเราะเบาๆ
“พรุ่งนี้ผมมีธุระน่ะครับ”
“ได้เลยครับคุณหลิน ถ้าคุณลูกค้ามีปัญหาอะไรก็ติดต่อผมมาได้โดยตรงเลยนะครับ”
“อืม”
หลังจากโบกมือลาโจวปินแล้ว หลินเซินก็หันไปกำชับหลินผิง
“พรุ่งนี้คุณมาดูร้านด้วยนะ อย่าลืมดูแลแมวให้ดีๆ ล่ะ อย่าให้พวกมันเครียดเพราะการตกแต่งนะ”
“ค่ะ”
“แค่นี้นะครับ ผมยังมีธุระต้องไปทำต่อ ขอตัวก่อนนะครับ”
“ได้เลยค่ะเจ้านาย คุณเดินทางดีๆ นะคะ”
หลังจากมองตามหลินเซินที่เดินออกจากร้านไปแล้ว หลินผิงก็มองตามแผ่นหลังของเขาอยู่นาน ไม่สามารถละสายตาไปได้เลย
หกโมงเย็น
หลินเซินเดินเข้าไปในอาคารหัวเม่า ใช้สถานะ “พนักงานทำความสะอาด” ของตัวเอง รูดบัตรเข้าบริษัทได้อย่างสบายๆ
มองดูฉากที่คุ้นเคยรอบๆ แล้ว เขาก็อดที่จะคิดถึงช่วงเวลาที่เคยทำงานอยู่ที่นี่ไม่ได้เลยจริงๆ
ถึงแม้ช่วงเวลาที่เคยเป็นมนุษย์เงินเดือนนั้นมันจะทั้งเหนื่อยยากและเหนื่อยล้า แต่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ครั้งสำคัญในชีวิตเลยทีเดียว
อย่างน้อยมันก็สอนให้หลินเซินรู้ว่า ทุกอย่างมันก็ต้องมีวันที่ฟ้าสดใส อุปสรรคมันก็จะผ่านพ้นไปในที่สุด
หลินเซินขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นสามของบริษัทโฉ่งโย่วเจีย เดินไปยังหน้าห้องทำงานผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดอย่างคุ้นเคย
ก๊อก ก๊อก ก๊อก—!
“ประตูไม่ได้ล็อคค่ะ”
พอได้ยินน้ำเสียงเย็นชาของฉินเยว่นานดังมาจากในห้อง มุมปากของหลินเซินก็ยกขึ้นเล็กน้อย ผลักประตูเข้าไป
ในตอนนี้สาวมั่นสุดเย็นชาคนนี้กำลังนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน สายตาจดจ่ออยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ ดูเหมือนจะไม่ทันได้สังเกตเห็นว่าใครเข้ามา
“ว่ามาสิคะ”
“ไม่มีอะไรหรอกครับ รอพี่เลิกงาน”
หืม?
พอได้ยินเสียงที่คุ้นเคยนั้น ฉินเยว่นานก็เงยหน้าขึ้นมา สีหน้าที่เคยสงสัยก็เปลี่ยนเป็นตกใจสุดขีด
“หลินเซิน? คุณมาได้ยังไงคะ?”
“ผมเป็นผู้ช่วยของพี่นี่ครับ หรือว่าจะมาไม่ได้เหรอครับ?”
หลินเซินพูดแซว นั่งลงบนโซฟาอย่างสบายๆ แล้วก็ไขว่ห้าง
“จะเลิกงานเมื่อไหร่เหรอครับ?”
“ใกล้แล้วค่ะ”
บางทีอาจจะเป็นเพราะได้เจอหลินเซิน น้ำเสียงที่เคยเฉยเมยของฉินเยว่นานก็พลันมีชีวิตชีวาขึ้นมา มุมปากก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เหมือนจะยิ้มก็ไม่ใช่ ไม่ยิ้มก็ไม่เชิง
แต่ทว่า... พอเธอกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ทันใดนั้นก็นึกถึงเรื่องโรแมนติกที่เกิดขึ้นเมื่อคืนขึ้นมา สีหน้าก็พลันดูประหม่าทำอะไรไม่ถูก สายตาก็หลบเลี่ยง
“เอ่อ... เลิกงานแล้วไปกินข้าวเย็นด้วยกันไหมคะ?”
“ไม่อย่างนั้นล่ะครับ?”
หลินเซินพูดแซวพลางยิ้มเจ้าเล่ห์
“หรือว่าจะไปหาบาร์นั่งดื่มกันสักแก้วสองแก้วดีไหมครับ?”
“...”
ฉินเยว่นานได้ยินแล้วก็รู้ทันทีว่าหลินเซินกำลังพูดแซวเธอเป็นนัยๆ ถึงเรื่องเมื่อคืนนี้
นี่ทำให้ใบหน้าที่ขาวเนียนของเธอพลันแดงระเรื่อขึ้นมาทันที ก่อนจะถลึงตาใส่หลินเซินอย่างโมโห
“ไม่ดื่มค่ะ!”
“น่าเสียดายจังเลยนะครับ”
หลินเซินทิ้งตัวลงนอนตะแคงอยู่บนโซฟาเลย สองมือประสานกันไว้ใต้แก้มแล้วก็หัวเราะเบาๆ
“ก็แหม... ดื่มเหล้ามันช่วยให้นอนหลับสบายไม่ใช่เหรอครับ”
“หลินเซิน!!”
ฉินเยว่นานโมโหจนกัดฟันกรอดๆ กับท่าทางทะเล้นๆ ของหลินเซิน หัวใจก็เต้นไม่เป็นส่ำ
เธอรู้สึกว่าปกติแล้วตัวเองก็ควบคุมอารมณ์ได้ดีมากเลยนะ แม้แต่คนรอบข้างก็ยังบอกว่าเธอเย็นชา
แต่พอมาอยู่ต่อหน้าหลินเซินทีไร เธอก็เหมือนกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย อารมณ์แปรปรวนเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย
ดังนั้น ฉินเยว่นานจึงปิดโน้ตบุ๊กทันที งานการก็ไม่ทำแล้ว เดินออกมาจากหลังโต๊ะทำงาน ตรงมายังหลินเซินที่ลุกขึ้นนั่งตัวตรงแล้ว ตั้งใจจะไปบิดหูเขาสั่งสอนความกำเริบเสิบสานเสียหน่อย
ผลลัพธ์คือใครจะไปรู้ว่า พอเพิ่งจะยื่นมือไปได้ครึ่งทางก็โดนเขาจับไว้แน่น แล้วก็ดึงเข้าไปในอ้อมกอดเสียอย่างนั้น
เอ๊ะ!?
ฉินเยว่นานชะงักไปครู่หนึ่ง พอเธอได้สติกลับมาก็โดนหลินเซินโอบเอวไว้เสียแล้ว
วันนี้เธอสวมชุดทำงาน OL เต็มยศ กระโปรงค่อนข้างจะรัดรูป ดังนั้นจึงขับเน้นให้เห็นส่วนโค้งของสะโพกที่สวยงามของเธอได้อย่างชัดเจน
ดังนั้นพอหลินเซินโอบเอวเธอไว้ มือก็เลยเลื่อนลงไปลูบไล้ต่ำลงไปอีกหน่อย สัมผัสได้ถึงความอวบอิ่มและความตั้งชันของสะโพกสวย
นี่ทำให้ใบหน้าของฉินเยว่นานแดงก่ำขึ้นมาทันที ตีไหล่เขาอย่างแรงแล้วก็พูดอย่างทั้งอายทั้งโมโห
“คุณบ้าไปแล้วเหรอ? นี่มันห้องทำงานนะ!”
“เวลานี้คงจะไม่มีใครเข้ามาหรอกใช่ไหมครับ?”
หลินเซินยอมปล่อยให้ฉินเยว่นานดิ้นหลุดออกจากอ้อมกอดของเขาไป พลางจัดกระโปรงไปพลางจ้องเขาอย่างโมโห
“ถ้าคุณยังทำแบบนี้อีกต่อไปนี้ก็ไม่ต้องมาแล้วนะ!”
“ก็ได้ครับ”
พอเห็นท่าทางที่ดูจะน้อยใจของหลินเซินแล้ว ถึงแม้จะรู้ว่าเขากำลังแกล้งทำ แต่ในใจฉินเยว่นานก็อดที่จะรู้สึกสงสารไม่ได้
ดังนั้นเธอจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ หลายครั้ง ปรับอารมณ์ให้คงที่แล้วก็ยื่นมือขวามาให้หลินเซิน
“ไปกันเถอะค่ะ ไปกินข้าว”
“ครับ”
หลินเซินยิ้มพลางจับมือฉินเยว่นานไว้แน่น พอเพิ่งจะลุกขึ้นยืนเธอก็รีบสะบัดมือออกทันที
“คุณไปก่อนเลยค่ะ เดี๋ยวฉันตามไป”
“ทำไมล่ะครับ? ในใจพี่นานผมมันดูจะเอาออกงานไม่ได้ขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”
หลินเซินพูดแซว ก่อนจะโดนฉินเยว่นานเหลือบมองด้วยหางตาอีกครั้ง
“คุณก็รู้ว่าฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นสักหน่อย”
“ผมเข้าใจครับ”
หลินเซินเข้าใจดีอยู่แล้วว่า ความรักในที่ทำงานมันเป็นหัวข้อที่ละเอียดอ่อนมากในทุกบริษัท
ยิ่งไปกว่านั้นฉินเยว่นานยังเป็นถึงผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ตำแหน่งสูงขนาดนี้สำหรับผู้หญิงที่ยังสาวอย่างเธอแล้ว เรียกได้ว่าอนาคตไกลมากเลยทีเดียว
หลินเซินไม่อยากจะไปขัดขวางอนาคตของเธอ ดังนั้นเขาจึงเดินนำหน้าไปขึ้นลิฟต์ไปยังชั้น B1 ก่อน
ไม่กี่นาทีต่อมา ฉินเยว่นานก็เดินตามลงมา
“ตอนเย็นจะกินอะไรดีคะ?”
ขณะที่ฉินเยว่นานกำลังจะเข้าไปนั่งที่เบาะคนขับของ Volvo S90 ของตัวเอง จู่ๆ หลินเซินก็เข้ามาขวางไว้แล้วก็ดันเธอไปติดกับประตูรถ
พูดให้ถูกก็คือคล้ายๆกับท่าคาเบะด้ง (ท่าที่ผู้ชายใช้มือยันกำแพงกักตัวผู้หญิงไว้) นั่นแหละนะ
การกระทำที่กะทันหันนี้ทำเอาฉินเยว่นานไม่ทันได้ตั้งตัว เผลอหลบสายตา เบือนหน้าหนีไปทางอื่น พึมพำเบาๆ
“ที่นี่มันลานจอดรถนะ จะมีคนมาเห็นได้”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ มุมนี้ไม่มีใครมาหรอก”
หลินเซินยิ้มบางๆ ก้มหน้าลงไป จูบที่ริมฝีปากของฉินเยว่นานเบาๆ ราวกับผีเสื้อแตะดอกไม้ ก่อนจะรีบผละออกทันที
“ผมอยากจะกินอันนี้ครับ ได้ไหมครับ?”
“...”
ฉินเยว่นานกะพริบตาคู่สวยมองใบหน้าที่กำลังยิ้มเจ้าเล่ห์ของหลินเซิน หัวใจก็เต้นเร็วขึ้นมาทันที
ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหวานๆ ที่กระซิบข้างหู หรือท่าทางที่ชวนให้คิดและดูจะแข็งกร้าว
สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้ฉินเยว่นานเคลิบเคลิ้มไปพักหนึ่งเลยทีเดียว หรี่ตาคู่สวยที่ดูจะพร่ามัวไปด้วยม่านน้ำตาลงเล็กน้อยแล้วก็พูดเบาๆ
“แน่นอนสิคะ”
วินาทีต่อมา ฉินเยว่นานก็อาสาสอดสองแขนเข้าไปโอบรอบคอหลินเซิน ดึงใบหน้าของเขาเข้ามาใกล้แล้วก็จูบลงไป
มุมที่มืดสลัวและเงียบสงัดของลานจอดรถชั้น B1 ปรากฏเงาร่างสองร่างที่แนบชิดกันอยู่ข้างรถคันหนึ่ง
ริมฝีปากพันเกี่ยวกันอย่างดูดดื่มและเหนียวหนึบ
จนกระทั่งแสงไฟรถสาดส่องผ่านมา พอรู้ตัวว่ามีคนมาแล้ว ฉินเยว่นานก็รีบผลักหลินเซินออกไปเบาๆ ใบหน้าแดงระเรื่อพลางใช้หลังมือเช็ดริมฝีปากที่ชุ่มชื้นของตัวเอง
“พอใจหรือยังคะ? รีบไปกันได้แล้ว!”
“ครับ”
หลินเซินเลียริมฝีปากตัวเองอย่างพึงพอใจ หลังจากได้ลิ้มรสความหอมหวานในริมฝีปากของสาวมั่นสุดเย็นชาแล้ว เขาก็รู้สึกว่ามันอร่อยกว่าอาหารเหลาหูฉลามทุกอย่างเลยทีเดียว
ทั้งสองคนเดินหน้าหลังกัน ขับรถออกจากลานจอดรถใต้ดินไป
เดิมทีหลินเซินตั้งใจจะพาฉินเยว่นานไปกินอะไรดีๆ หน่อย ไปร้านอาหารหรูๆ สัมผัสกับชีวิตของคนรวยดูบ้าง
แต่เธอกลับยืนกรานจะเลือกกินปูทะเลผัดซอสโร่วเซี่ยเปา
นี่ทำให้หลินเซินงงไปเลยทีเดียว
ครั้งที่แล้วก็ไก่ตุ๋นหม้อดิน ครั้งนี้ก็เปลี่ยนเป็นปูทะเลผัดซอส
ประธานบริษัทเงินเดือนเป็นล้านชอบที่จะเป็นบล็อกเกอร์สายอาหาร ไปค้นหาร้านอร่อยๆตามริมทางกับในซอกซอยงั้นเหรอ?
จะว่าไปแล้วก็เลี้ยงง่ายดีเหมือนกันนะ เพียงแต่รู้สึกว่ามันไม่ค่อยจะเข้ากับสถานะเท่าไหร่เลย
แต่ก็ช่วยไม่ได้ ในเมื่อฉินเยว่นานอยากจะกิน หลินเซินก็ต้องตามใจเธอ หาร้านปูทะเลผัดซอสชื่อดังที่สุด
ร้านพั่งเกอเหลียง!
เนื้อปูที่สดใหม่ในหม้อปูทะเลผัดซอสผสมผสานกับตีนไก่ที่นุ่มละมุนลิ้น รสชาติกลมกล่อมเป็นเอกลักษณ์ มันฝรั่งกับข้าวโพดและเครื่องเคียงอื่นๆ ก็มีให้เลือกมากมาย
ที่สำคัญที่สุดก็คือ น้ำซอสที่เข้มข้นมันเหมาะที่จะเอามาคลุกข้าวมากเลยนะ สุดยอดกับข้าวเลยจริงๆ!
หลินเซินซัดข้าวสวยไปทีเดียวสามชามรวด เติมคาร์โบไฮเดรตอย่างบ้าคลั่ง
ยังไงซะเขาก็มีบัฟ “จะไม่เสื่อมถอย” ที่ได้มาจากแอปสุขภาพและการออกกำลังกายอยู่แล้ว ไม่ว่าจะกินอาหารฟุ่มเฟือยแค่ไหน กล้ามเนื้อหน้าอกกับหน้าท้องที่อุตส่าห์ฝึกมาก็จะไม่หายไปไหนอย่างแน่นอน
พอเห็นหลินเซินกินอย่างเอร็ดอร่อยขนาดนั้น ความอยากอาหารในกระเพาะของฉินเยว่นานก็ถูกปลุกขึ้นมาทันที
ปกติแล้วเธอกินข้าวแค่ชามเดียวเท่านั้น แต่วันนี้กลับสั่งเพิ่มมาอีกครึ่งชามเป็นพิเศษ
ฉินเยว่นานใช้ตะเกียบคุ้ยข้าวในถ้วยคำเล็กๆ นานๆ ครั้งก็เงยหน้าขึ้นมาแอบมองหลินเซิน สุดท้ายก็ทนความอึดอัดในใจไม่ไหว ดึงหัวข้อสนทนาระหว่างคนทั้งสองกลับเข้าสู่ประเด็นหลัก
“เรื่องเมื่อวานนี้ ขอบคุณมากนะคะ”
“ขอบคุณผมเรื่องอะไรเหรอครับ?”
หลินเซินเคี้ยวตีนไก่พลางพูดอย่างงงๆ
“พี่ไม่ใช่เหรอครับที่บอกว่าเมามาก จำเรื่องเมื่อวานไม่ได้แล้วน่ะ?”
“ใช่ๆๆ! ฉันจำไม่ได้แล้ว!”
ฉินเยว่นานกัดก้ามปูอย่างโมโห ก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่องคุยทันที พูดเบาๆ
“อีกสักพักฉันต้องไปทำงานต่างจังหวัด คุณจะไปเป็นเพื่อนฉันไหมคะ?”