บทที่ 90: ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
บทที่ 90: ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
งานเลี้ยงปู
ในฐานะที่เป็นร้านอาหารบุฟเฟต์ทะเลที่ย้ายมาจากเมืองฉินเต่ามายังเซี่ยงไฮ้ จริงๆแล้วหลินเซินก็อยากจะมาลองชิมนานแล้ว
พูดแล้วก็น่าอาย ถึงแม้เขาจะอายุยี่สิบห้าแล้ว แต่ก็ไม่เคยกินอาหารทะเลขนาดใหญ่อื่นๆ เลยนอกจากกุ้งหอยปูปลาธรรมดาๆ กับหอยนางรม
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงปูอลาสก้าหรือล็อบสเตอร์บอสตัน ที่เคยเห็นแค่รูปกับวิดีโอในเน็ตเท่านั้น
ตอนนี้ พอมีรายรับวันละหมื่นกว่าจากระบบแล้ว ในที่สุดหลินเซินก็มีโอกาสได้สนองความฝันในการกินอาหารทะเลอย่างเต็มที่เสียที
ดังนั้นเขาจึงพาเจียงหว่านกับคนอื่นๆ อีกสี่คนมายังหน้าร้านงานเลี้ยงปู
นี่ทำเอาคนอื่นๆ งงไปเลย
“งานเลี้ยงปู?”
มองดูป้ายร้านที่หรูหราแล้ว จางข่ายเล่อก็เกาหัวตัวเองแกรกๆ
ถึงแม้เขาจะไม่ค่อยจะมีไหวพริบทางสังคมเท่าไหร่ แต่เขาก็รู้ดีอยู่แล้วว่าร้านนี้มันต้องแพงมากแน่ๆ!
ตอนแรกเขานึกว่าหลินเซินจะแค่เลี้ยงข้าวร้านธรรมดาๆ ทั่วไป ไม่คิดเลยว่าจะเป็นบุฟเฟต์อาหารทะเลแบบนี้!
“สวัสดีครับ ห้าท่านราคาเท่าไหร่ครับ?”
หลินเซินเดินไปถามที่เคาน์เตอร์ พนักงานสาวสวยก็ยิ้มตอบอย่างสุภาพ
“สวัสดีค่ะคุณผู้ชาย ทางเรามีแพ็กเกจราคาหนึ่งพันหยวนกับหนึ่งพันสามร้อยหยวนนะคะ แพ็กเกจหลังจะเพิ่มปูอลาสก้าให้ท่านละหนึ่งกิโลกรัม แล้วก็มีอาหารทะเลอื่นๆที่อัปเกรดขึ้นด้วยค่ะ”
“งั้นก็เอาแบบราคาหนึ่งพันสามร้อยแล้วกันครับ”
หลินเซินไม่พูดพร่ำทำเพลง หยิบมือถือออกมาสแกนจ่ายเงินทันที
นี่ทำเอาจางข่ายเล่อกับหยวนเมิ่งมองหน้ากันไปมา สีหน้าไม่ได้ดูตกใจอีกต่อไปแล้ว แต่กลับเต็มไปด้วยความทึ่งอย่างบอกไม่ถูก
ราวกับจะพูดว่า “นี่มันลูกคนรวยตัวจริง! ไม่ได้หลอกลวงกันเลยนะเนี่ย”
ส่วนหลินผิงกลับอ้ำๆ อึ้งๆ อยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็พูดไม่ออก เพราะเธอกินน้อยมาก ถ้ามากินบุฟเฟต์แบบนี้ยังไงก็ไม่คุ้มทุนแน่นอน
แต่เธอก็ไม่กล้าที่จะพูดออกมาตรงๆ ได้แต่อ้ำๆ อึ้งๆ อยู่อย่างนั้น
เจียงหว่านดูเหมือนจะสังเกตเห็นสีหน้าที่ผิดปกติของหลินผิง มือที่เคยควงแขนหลินเซินอยู่ก็กระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย เอนตัวเข้าไปกระซิบข้างหูเขาเบาๆ
“แบบนี้มันจะไม่ทำให้คุณสิ้นเปลืองเกินไปหน่อยเหรอคะ?”
“หกพันห้าร้อยเองเหรอครับ? ไม่เท่าไหร่หรอก”
“...”
กินทีเดียวหมดไปครึ่งเดือนเงินเดือนตัวเอง นี่มันยังจะไม่เรียกว่าสิ้นเปลืองอีกเหรอ?
มองดูท่าทางที่ดูเฉยเมยของหลินเซินแล้ว เจียงหว่านก็รู้สึกว่าไม่สามารถเอาทัศนคติในการบริโภคของตัวเองไปเปรียบเทียบกับเขาได้อีกต่อไปแล้ว
ตอนแรกเธอนึกว่าเงินที่หลินเซินหามาได้ก็น่าจะประมาณหลายแสนหยวนเท่านั้นแหละ
แต่ถ้าเขาสามารถใช้จ่ายฟุ่มเฟือยได้ขนาดนี้ เกรงว่าคงจะต้องมีถึงเจ็ดหลักแล้วล่ะ!
“เชิญทั้งห้าท่านด้านในเลยค่ะ”
หลังจากจ่ายเงินเสร็จแล้ว พนักงานเสิร์ฟก็นำทางหลินเซินกับคนอื่นๆ อีกสี่คนไปยังห้องส่วนตัว แล้วก็หยิบแท็บเล็ตออกมา
“อาหารทะเลในนี้สั่งได้ไม่อั้นเลยนะคะ ไม่จำกัดจำนวน วิธีทำก็มีทั้งหมดสิบสองอย่าง เลือกได้ตามสบายเลยค่ะ”
“ขอดูหน่อยนะครับ…”
หลินเซินเลื่อนหน้าจอแท็บเล็ต เปิดดูเมนูคร่าวๆ แล้วก็เริ่มสั่งอาหารตามคำแนะนำของพนักงานเสิร์ฟ
ปูอลาสก้าห้ากิโลกรัม (*สิบชั่งจีน) ครึ่งหนึ่งนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งผัดพริกเกลือ แบบนี้จะสามารถคงรสชาติที่ดีที่สุดของมันไว้ได้ แถมยังไม่ต้องกังวลเรื่องพยาธิอีกด้วย
จากนั้นก็สั่งล็อบสเตอร์บอสตันอีกห้าตัว ปูหิมะอีกสิบตัว ปูป่านเซี่ย (ปูชนิดหนึ่ง) อีกจำนวนหนึ่ง ใช้วิธีทำทั้งแบบอบเกลือ นึ่งซีอิ๊ว และอื่นๆอีกมากมาย
สุดท้ายก็สั่งชุดซาซิมิรวม กับอาหารจานร้อนเล็กๆ น้อยๆ และเครื่องดื่มอีกด้วย
“แค่นี้แหละครับ”
หลินเซินคืนแท็บเล็ตให้พนักงานเสิร์ฟ พอเขาเดินไปแล้วก็สังเกตเห็นว่า นอกจากเจียงหว่านแล้ว คนอื่นๆ อีกสามคนดูจะเกร็งๆ เล็กน้อย
“ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นก็ได้ครับ”
หลินเซินหัวเราะเบาๆ
“ก็คิดซะว่าเป็นบุฟเฟต์ธรรมดาทั่วไปก็ได้ครับ จริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกันมากนักหรอกนะ แถมบางทียังไม่อร่อยเท่าบุฟเฟต์ราคาถูกๆ บางร้านด้วยซ้ำ”
“ค่ะ/ครับ”
หยวนเมิ่งพยักหน้าเห็นด้วย ส่วนจางข่ายเล่อพอโดนท่าทีที่เป็นกันเองของหลินเซินเข้าไป ก็ค่อยๆ เริ่มจะผ่อนคลายมากขึ้น
“ว่าแต่เจ้านายหลินครับ ผมขอรบกวนถามหน่อยได้ไหมครับว่าคุณทำอาชีพอะไรเหรอครับ?”
“ลงทุนครับ”
หลินเซินรู้สึกว่าคำถามนี้โดนถามมาหลายครั้งแล้วนะ แถมบางทีพอสนิทกับใครหน่อยก็จะต้องโดนถามตลอดเลย
หรือว่าคนรวยมันรวยมาจากไหนมันสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอ?
หลินเซินรู้สึกไม่ค่อยจะเข้าใจเท่าไหร่
เพราะขั้นตอนมันคุ้นเคยมากเกินไปแล้ว ดังนั้นเขาจึงตอบได้อย่างลื่นไหลมาก แถมยังโกหกหน้าไม่แดงลมหายใจไม่หอบอีกต่างหาก ดูเฉยเมยสบายๆ
จางข่ายเล่อพยักหน้ารับคำแบบกึ่งเข้าใจกึ่งไม่เข้าใจ ภายใต้การชักนำของเขา บรรยากาศบนโต๊ะอาหารก็ค่อยๆ คึกคักขึ้นมา
แม้แต่หลินผิงที่ปกติจะไม่ค่อยพูดอะไรมากก็ยังอดที่จะพูดคุยด้วยสองสามคำไม่ได้
ไม่นานนัก อาหารก็ทยอยมาเสิร์ฟแล้ว
อย่างแรกเลยก็คือปูอลาสก้า ค่อยๆ แกะเนื้อกับไข่ปูใส่ลงในหม้อเล็กๆ คนละหนึ่งกิโลกรัม (*สองชั่งจีน) วางไว้ตรงหน้าแต่ละคนแล้วก็นึ่ง
ทันใดนั้น จางข่ายเล่อก็อาสาจะยกปูอลาสก้าของตัวเองให้หลินเซินกิน
คนอื่นๆ เห็นแล้วก็พากันทำตามบ้าง บอกว่าตัวเองไม่ชอบกินปูอลาสก้า
พวกแกชอบหรือไม่ชอบฉันจะไม่รู้ได้ยังไงกันล่ะ?
หลินเซินแอบบ่นในใจ ก่อนจะปฏิเสธข้อเสนอของพวกเขาไปตรงๆ
ไม่ใช่ว่าเขาเกรงใจหรอกนะ แต่ปูอลาสก้าตั้งห้ากิโลกรัม กินเข้าไปแล้วจะยังไปกินอาหารทะเลอย่างอื่นได้อีกเหรอ?
ความสุขที่สุดของการกินบุฟเฟต์ก็คือการได้ลิ้มลองอาหารที่หลากหลาย ไม่ใช่การเอาแต่กินอย่างใดอย่างหนึ่งจนอิ่มแปล้
ระหว่างรอปูอลาสก้ากำลังนึ่งอยู่ หลินเซินก็ลองชิมซาซิมิอาหารทะเลดู
แซลมอน กุ้งอาร์เจนตินา โอโทโร่ทูน่า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งไข่หอยเม่นกับคาเวียร์ กินเข้าไปคำหนึ่งรสชาติก็ยังคงติดอยู่ที่ปลายลิ้นไม่รู้ลืม
“ไม่เลวเลยครับ!”
หลินเซินอดที่จะเอ่ยชมออกมาไม่ได้ พอเห็นคนอื่นๆ ไม่ยอมลงมือ เขาก็เลยชวน
“พวกคุณอย่ามัวแต่มองผมกินสิครับ? พวกคุณก็กินด้วยสิ”
“ค่ะ/ครับ”
เจียงหว่านยิ้มบางๆ อาสาเริ่มกินก่อนเป็นคนแรก คนอื่นๆ เห็นแล้วก็ไม่เกรงใจอีกต่อไป
ระหว่างนั้นเธอก็คอยช่วยหลินเซินแกะกุ้งแกะขาปูอยู่เป็นพักๆ อาหารกลางวันมื้อนี้ก็ถือว่าค่อนข้างจะกลมเกลียวกันดี
แน่นอนว่าอาจจะขาดความสนุกไปบ้างเล็กน้อย
อย่างน้อยหลินเซินก็รู้สึกว่ามันไม่สนุกเท่าตอนไปกินปิ้งย่างกับเพื่อนร่วมห้องสมัยเรียนมหาวิทยาลัย รู้สึกเหมือนนอกจากตัวเองกับเจียงหว่านแล้ว คนอื่นๆ ก็ดูจะเกร็งๆ กันไปหมด
คุยกันก็ไม่ค่อยจะเข้าเรื่องเท่าไหร่
บางทีนี่อาจจะเป็นความทุกข์ของคนรวยก็ได้นะ ไม่มีเพื่อนที่สามารถจะเปิดใจคุยกันได้จริงๆ แล้ว
หลินเซินครุ่นคิดในใจเงียบๆ
หลังจากกินข้าวกลางวันเสร็จแล้ว หลินผิงก็กลับไปดูร้านหน่วนจว่าวอัว แคท คาเฟ่ต่อ หลินเซินก็เลยไปส่งเจียงหว่านกับคนอื่นๆ อีกสามคนกลับไปที่โรงเรียน
หกโมงเย็น
หลินเซินปรากฏตัวที่หน้าห้องทำงานของฉินเยว่นานตรงเวลาเพื่อรับเธอเลิกงาน พูดคุยเรื่องการปั่นจักรยานในช่วงสุดสัปดาห์กับเรื่องการไปทำงานต่างจังหวัดในสัปดาห์หน้า
ก็แหม... ภารกิจของ【แอปสุขภาพและการออกกำลังกาย】มันก็ค้างอยู่ที่ “เรียนรู้กีฬาที่ไม่เคยเล่นมาก่อน” มานานแล้วนี่นา
ตอนนี้หลินเซินต้องการจะทำภารกิจนี้ให้สำเร็จด้วยการปั่นจักรยานอย่างเร่งด่วน
ฉินเยว่นานพอเห็นเขามารับตัวเองแล้ว ภายนอกก็ดูจะนิ่งเฉย แถมสีหน้าเย็นชาก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย
แต่จริงๆ แล้วในใจก็แอบดีใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
จากนั้น ฉินเยว่นานก็ไปออกกำลังกายที่ ZB Fitness กับหลินเซินเสร็จแล้วก็ถือโอกาสไปกินปลาย่างด้วยกันมื้อหนึ่ง
ตอนกลางคืน หลินเซินก็วางแผนตารางเวลาสำหรับสุดสัปดาห์
อย่างแรกเลยก็คือการช้อปปิ้งแน่นอนอยู่แล้ว
【การ์ดใช้จ่ายฟุ่มเฟือย】มันก็วางอยู่ตรงนั้นแหละนะ ทำเอาในใจหลินเซินคันยุบยิบไปหมด
ดังนั้นเขาจึงตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะให้รางวัลตัวเองสักหน่อย ปล่อยตัวปล่อยใจให้เต็มที่!
วันที่ 16 สิงหาคม ปี 2025, วันเสาร์
อุณหภูมิ 24℃~30℃, มีเมฆเป็นส่วนใหญ่แล้วก็ครึ้มลง, ลมตะวันออกเฉียงใต้ระดับ 3
「ธนาคารเจี้ยนเซ่อ: บัญชี XXXX7946 ของท่านมีเงินเข้า ณ วันที่ 16 ส.ค. เวลา 00:01 จำนวน 10,700.00 หยวน ยอดเงินคงเหลือปัจจุบัน: 850,000.00 หยวน」
“ซ่า—!”
แปดโมงเช้า
หลินเซินค่อยๆ เปิดม่านออก ปล่อยให้แสงแดดยามเช้าที่สาดส่องผ่านกระจกเข้ามาในห้องนอน นำพาความอบอุ่นและความสดชื่นที่เป็นเอกลักษณ์ของดวงอาทิตย์เข้ามา
วันนี้เขาตั้งใจจะให้ตัวเองหยุดพักผ่อนหนึ่งวัน ไม่ได้ออกกำลังกายตอนเช้า ไม่ได้ปรับรูปร่างอะไรทั้งนั้น
ตื่นนอนล้างหน้าแปรงฟัน แต่งตัวเรียบร้อย พร้อมกับใช้【การ์ดใช้จ่ายฟุ่มเฟือย】ไปด้วย
【สถานะการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยปัจจุบันเหลือเวลา: 23:59:58】
หลินเซินหยิบกุญแจรถ ตามแผนที่วางไว้เมื่อคืน ขับรถตรงไปยังห้างสรรพสินค้าที่หรูหราที่สุดแห่งหนึ่งในเซี่ยงไฮ้ทันที
ห้างเหิงหลงพลาซ่า
อาคารพาณิชย์แบบผสมผสานที่รวบรวมทั้งห้างสรรพสินค้าปลีกกับอาคารสำนักงานไว้ด้วยกัน เป็นแลนด์มาร์คแฟชั่นและศูนย์กลางการบริโภคระดับไฮเอนด์ของเซี่ยงไฮ้
ในฐานะที่เป็นตึกที่สูงที่สุดแห่งแรกของฝั่งตะวันตกของผู่ตง ข้างในก็รวบรวมแบรนด์หรูที่มีชื่อเสียงระดับโลกไว้มากกว่าหนึ่งร้อยแบรนด์ เป็นสถานที่ช้อปปิ้งอันดับหนึ่งของบรรดาเศรษฐีมากมาย
อาศัยระบบ หลินเซินก็ได้รับเกียรติให้เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน
พอเดินเข้าไปที่ชั้นหนึ่ง เขาก็ถึงกับทึ่งกับการตกแต่งภายในที่ทั้งหรูหราและภูมิฐานตรงหน้า
ส่องสว่างระยิบระยับ อลังการงานสร้าง
ฉากที่เหมือนฝันแบบนี้ทำเอาหลินเซินที่ไม่ค่อยจะได้ออกมาเดินช้อปปิ้งเท่าไหร่ถึงกับทึ่งไปเลย แถมในใจก็ยังแอบรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูกอีกด้วย
หรูหราจริงๆ นะ!
หลินเซินเดินตามระบบนำทาง อย่างแรกเลยก็คือมุ่งหน้าไปยังร้าน Kiton ตั้งใจจะตัดสูทสั่งทำให้ตัวเองสักชุดหนึ่ง
ในฐานะที่เป็นหนึ่งใน “สามยักษ์ใหญ่แห่งวงการเสื้อผ้าบุรุษอิตาลี” คำว่า Kiton มาจากคำว่า “chitone” ซึ่งเป็นชุดคลุมยาวรัดเอวอย่างเป็นทางการที่ชาวกรีกโบราณสวมใส่ในพิธีโอลิมปิกเพื่อสวดภาวนา
คลาสสิก สง่างาม เรียบง่าย... เหล่านี้ล้วนแต่เป็นคำจำกัดความของมันทั้งนั้น
ถ้าผู้ชายอยากจะตัดสูทสั่งทำสักชุดหนึ่งสำหรับใส่ไปงานสำคัญๆ Kiton ย่อมต้องเป็นตัวเลือกอันดับแรกอย่างแน่นอน
หลินเซินก็หลังจากพิจารณามาหลายทางแล้ว สุดท้ายถึงได้ตัดสินใจเลือกที่นี่
“สวัสดีค่ะคุณผู้ชาย!”
ร้านเรือธง Kiton
พนักงานขายผู้หญิงพอเห็นหลินเซินเดินเข้ามาในร้านแล้ว เธอก็รีบวิ่งเหยาะๆ เข้ามาต้อนรับทันที
เธอสวมชุดยูนิฟอร์มที่ดูเรียบง่ายทันสมัย สองมือประสานกันไว้ที่หน้าท้อง โค้งคำนับแล้วก็เอ่ยถามพลางยิ้ม
“ไม่ทราบว่าคุณลูกค้าต้องการอะไรเหรอคะ?”
“ตัดสูทสั่งทำครับ”
“ได้เลยค่ะคุณผู้ชาย เชิญทางนี้เลยค่ะ”
พนักงานขายผู้หญิงรีบทำมือเป็นท่าเชิญ นำทางหลินเซินเดินเข้าไปยังห้องรับรองแขกด้านหลังร้าน
ทันใดนั้น ชายหนุ่มในชุดสูทเต็มยศคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหา ยิ้มพลางแนะนำตัวเอง
“สวัสดีครับคุณผู้ชาย ผมแซ่จ้าวครับ ต่อไปนี้จะเป็นที่ปรึกษาด้านสูทส่วนตัวของคุณลูกค้านะครับ ถ้าสูทมีปัญหาอะไรก็มาหาผมได้ตลอดเลยครับ ไม่ทราบว่าคุณลูกค้าแซ่อะไรเหรอครับ?”
“ผมแซ่หลินครับ”
ที่ปรึกษาด้านสูทส่วนตัว?
นี่ทำให้หลินเซินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะอดที่จะทอดถอนใจในใจไม่ได้
เดี๋ยวนี้ตัดสูทสั่งทำมันหรูหราขนาดนี้แล้วเหรอ แถมยังมีที่ปรึกษาด้วยอีกเหรอเนี่ย?
“สวัสดีครับคุณหลิน ทางนี้ขออนุญาตสอบถามข้อมูลเบื้องต้นหน่อยนะครับ”
พนักงานขายที่ปรึกษาเสี่ยวจ้าวนั่งลงตรงข้ามหลินเซินแล้วก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เนื้อหาก็ครอบคลุมไปถึงจุดประสงค์ในการตัดสูท งบประมาณ และความชอบ เป็นต้น
หลังจากหลินเซินสรุปคร่าวๆ เสร็จแล้ว เขาก็หยิบแท็บเล็ตออกมาอีกครั้ง โชว์แบบร่างของสูท เนื้อผ้า สีสันลวดลาย และรูปแบบกระดุม เป็นต้น
แบรนด์สูทระดับโลกอย่าง Kiton ให้ความสำคัญกับเนื้อผ้ามากเป็นพิเศษ แน่นอนว่าการตัดสูทสั่งทำทุกชุดก็ย่อมต้องเริ่มจากการเลือกเนื้อผ้าก่อนเป็นอย่างแรก
ก็แหม... ต่อให้ฝีมือการตัดเย็บจะดีเลิศแค่ไหน แต่ถ้าเนื้อผ้ามันไม่มีเอกลักษณ์ ฝีมือการตัดเย็บที่ประณีตที่สุดก็อาจจะกลายเป็นไร้ค่าไปเลยก็ได้นะ
“Kiton ของพวกเรามีเนื้อผ้าที่ล้ำค่าที่สุดในโลกอยู่หลายชนิดเลยนะครับ ซึ่งก็รวมถึงขนอัลปากาบริสุทธิ์ แคชเมียร์ ขนแกะคุณภาพเยี่ยม และผ้าไหม เป็นต้น แถม 100% ก็ยังมาจากแถบอังกฤษกับสกอตแลนด์อีกด้วยครับ”
“แน่นอนว่าพวกเราก็มีเนื้อผ้า Vicuña ที่ผลิตเองด้วยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นสัมผัสหรือคุณภาพ รวมถึงความทนทานต่อการเสียดสีก็ยังดีกว่าแคชเมียร์ทั่วไปเยอะมากเลยครับ”
“...”
ภายใต้การแนะนำของเสี่ยวจ้าว หลินเซินรู้สึกเหมือนสมองจะทำงานไม่ทันแล้ว
เขาเพิ่งจะเคยสัมผัสเป็นครั้งแรกเลยว่า การตัดสูทสั่งทำมันจะยุ่งยากขนาดนี้
หลังจากเลือกอยู่นานเกือบจะครึ่งชั่วโมง ในที่สุดหลินเซินก็ตัดสินใจเลือกทุกอย่างเกี่ยวกับสูทเรียบร้อยแล้ว เข้าสู่ขั้นตอนการวัดตัว
อย่างแรกเลยก็คือเสี่ยวจ้าวใช้สายวัดวัดตัวด้วยมือ แค่ยืนตัวตรงเฉยๆ ก็ใช้เวลาไปสิบกว่านาทีแล้ว
จากนั้นก็เป็นการวัดตัวด้วยเครื่องสแกน 3D ลดความคลาดเคลื่อนให้เหลือน้อยที่สุด
บริการที่ละเอียดรอบคอบและใส่ใจขนาดนี้ ทำให้หลินเซินได้สัมผัสกับชีวิตของคนรวยเสียที
สูทราคาตั้งหนึ่งแสนหยวน ก็ต้องเลือกอย่างพิถีพิถันหน่อยสิ