บทที่ 100: เดี๋ยวค่อยให้ทีหลังนะคะ
บทที่ 100: เดี๋ยวค่อยให้ทีหลังนะคะ
ตอนเย็นกินอะไรดี?
คำถามนี้ทำเอาหลินเซินถึงกับเท้าคางครุ่นคิดไปเลยทีเดียว
เนื่องจากอาหารกลางวันบุฟเฟต์ที่โรงแรมริทซ์-คาร์ลตันมันอร่อยมากเกินไป ตัวเองก็เลยเผลอกินไปเยอะหน่อย
บวกกับนั่งอยู่ทั้งบ่ายไม่ได้ออกกำลังกายอะไรเลย ตอนนี้ก็เลยยังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่
เมื่อเทียบกับการกินอาหารแล้ว หลินเซินกลับอยากจะ “กิน” ฉินเยว่นานก่อนมากกว่า เขาจึงเสนอขึ้นมา
“หรือว่าพวกเราจะกลับไปพักผ่อนที่โรงแรมกันก่อนดีไหมครับ? แล้วค่อยมาคุยกันอีกทีว่าตอนเย็นจะกินอะไรกันดี”
“ได้ค่ะ”
พอเห็นฉินเยว่นานพยักหน้าแล้ว หลินเซินก็ติดต่อบัตเลอร์ ให้เขาจัดรถมารับ
ทั้งสองคนลงไปรอข้างล่างสักครู่ ไม่นานนัก รถเบนซ์ S-Class สีดำล้วนคันหนึ่งก็มาจอดอยู่ตรงหน้าพวกเขา
บัตเลอร์ลงมาจากเบาะคนขับ ช่วยเปิดประตูหลังให้แล้วก็เอ่ยถามอย่างสุภาพ
“คุณหลินครับ คุณผู้หญิงฉินครับ พวกท่านจะกลับโรงแรมใช่ไหมครับ?”
“อืม”
พอเข้ามานั่งที่เบาะหลังของรถแล้ว หลินเซินก็มองสำรวจภายในของรถเบนซ์ S-Class คันนี้ด้วยความสงสัย ในใจก็แอบชื่นชม
สมกับเป็นรถยนต์คู่ใจของบรรดาเศรษฐีนักธุรกิจหลายๆ คนจริงๆ นะ หรูหรามากเลย!
ไว้รอให้มีเงินมากกว่านี้แล้วฉันจะซื้อสักคันเหมือนกัน หาคนขับรถมาขับให้ด้วย
หลินเซินแอบสาบานในใจ
หลังจากกลับมาถึงโรงแรมริทซ์-คาร์ลตันแล้ว สิ่งแรกที่เขาทำหลังจากเข้าไปในห้องก็คือการถอดสูทออก
ถึงแม้ชุดที่เป็นทางการชุดนี้มันจะหล่อมากก็จริงนะ แต่ทรงเสื้อโดยรวมมันเป็นแบบเข้ารูป ทำให้เวลาทำกิจกรรมปกติมันไม่ค่อยจะสะดวกเท่าไหร่เลย
แต่ทันใดนั้น ฉินเยว่นานก็ห้ามไม่ให้หลินเซินถอดเสื้อผ้าทันที
“คุณอย่าเพิ่งถอดสิคะ!”
ฉินเยว่นานชี้ไปยังโซฟาในห้องนั่งเล่น
“คุณไปนั่งตรงนั้นหน่อยได้ไหมคะ?”
หืม?
พอเห็นสีหน้าที่สงสัยของหลินเซินแล้ว ฉินเยว่นานก็เหลือบมองไปทางอื่นเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าค่อนข้างจะเขินอาย
“ฉันอยากจะถ่ายรูปคุณสักรูปหนึ่งค่ะ แค่รูปเดียว”
“ถ่ายรูปทำไมเหรอครับ?”
พอเห็นท่าทีที่อยากจะรู้ให้ได้ของหลินเซินแล้ว ฉินเยว่นานก็รู้สึกทั้งอายทั้งโมโหเล็กน้อย เหลือบมองเขาที่ “ไม่รู้จักกาลเทศะ” ด้วยหางตาแวบหนึ่ง
“คุณจะไปสนใจอะไรมากมายขนาดนั้นกันคะ? นั่งลงบนโซฟาดีๆ ก็พอแล้วค่ะ”
“ถ้าพี่ไม่บอก ผมก็ไม่นั่งครับ”
หลินเซินทำท่าดื้อรั้น คนฉลาดอย่างเขาย่อมต้องเข้าใจความหมายของฉินเยว่นานดีอยู่แล้ว แต่ก็แค่อยากจะให้เธอพูดออกมาเอง
พอเหลือบเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปากของหลินเซินแล้ว ใบหน้าของฉินเยว่นานก็ “พรึ่บ” แดงระเรื่อขึ้นมาทันที หลังจากกัดฟันกรอดๆ ด้วยความทั้งอายทั้งโมโหอยู่พักหนึ่งแล้ว ถึงจะยอมพูดออกมาเบาๆ อย่างจนใจ
“ฉันว่าคุณหล่อก็ได้ค่ะ!”
“แบบนี้สิถึงจะค่อยยังชั่วหน่อย”
หลินเซินพูดพลางยิ้ม
พอได้รับการชมเชยจากฉินเยว่นานแล้ว ในใจเขาก็แอบดีใจอย่างบอกไม่ถูก
ก็แหม... การที่จะให้สาวมั่นสุดเย็นชาคนนี้ชมว่าคุณ “หล่อ” น่ะมันยากยิ่งกว่าการขึ้นสวรรค์เสียอีกนะ
เมื่อก่อนเธอก็ไม่เคยแสดงท่าทีคลั่งไคล้แบบนี้ออกมาเลยแม้แต่น้อย
อาการแบบนี้ในวันนี้หลินเซินเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก
นี่มันหมายความว่าอะไรกันนะ?
หมายความว่าพี่นานชอบที่ตัวเองใส่สูทมากเลยสินะ!
หลังจากจับทางความชอบของฉินเยว่นานได้แล้ว หลินเซินก็นั่งลงบนโซฟาอย่างว่าง่าย ก่อนจะหัวเราะเบาๆ แล้วก็มองไปทางเธอ
“จะถ่ายยังไงเหรอครับ?”
“คุณรอแป๊บนึงนะคะ เดี๋ยวฉันไปเอาของมาให้ค่ะ”
ฉินเยว่นานที่ปกติจะไม่ค่อยสนใจเรื่องการถ่ายรูปเท่าไหร่ ในตอนนี้กลับเกิดความสนใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
เธอไปหยิบหนังสือเล่มหนึ่งมาจากชั้นหนังสือในห้องนั่งเล่น เปิดออกวางไว้บนตักหลินเซินแล้วก็สั่ง
“คุณนั่งไขว่ห้างสิคะ แล้วก็ก้มหน้าลงพลิกหน้าหนังสืออ่านไปเรื่อยๆ ขยับมานั่งทางนี้อีกหน่อยค่ะ”
ภายใต้การสั่งการของฉินเยว่นาน หลินเซินก็นั่งไขว่ห้าง พลิกหน้าหนังสือบนตักไปมาส่งๆ
แสงสุดท้ายของวันสาดส่องผ่านหน้าต่างกระจกบานใหญ่เข้ามาในห้อง แสงสีทองอร่ามอาบไล้ไปทั่วร่างของหลินเซิน
กรอบหน้าที่เคยดูหล่อเหลาคมเข้มของเขา ในตอนนี้กลับมีแสงสีทองอ่อนๆ อาบไล้ ขับเน้นให้เห็นส่วนโค้งที่อ่อนโยน
เส้นสายที่เฉียบคมของสูทที่ตัดเย็บอย่างประณีตผสมผสานกับกลิ่นอายของความเป็นนักวิชาการ ท่ามกลางแสงสุดท้ายของวัน กลายเป็นภาพวาดที่สวยงามอย่างยิ่งเลยทีเดียว
ในตอนนี้ ฉากตรงหน้าราวกับเป็นฉากจบสุดท้ายของภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ที่ทำให้คนดูรู้สึกประทับใจไม่รู้ลืม
ฉินเยว่นานมองภาพตรงหน้าอย่างเหม่อลอยไปเลยทีเดียว ครู่ต่อมาถึงจะได้สติกลับมา หยิบมือถือขึ้นมาบันทึกภาพนั้นไว้
แชะ—!
“เรียบร้อยแล้วค่ะ”
ฉินเยว่นานเปิดดูรูปที่เพิ่งจะถ่ายเมื่อครู่ในมือถือซ้ำไปซ้ำมา มุมปากก็อดที่จะยกขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัวไม่ได้
พอเห็นสีหน้าที่ดูจะอยากจะหัวเราะแต่ก็พยายามจะกลั้นไว้อย่างสุดกำลังของเธอแล้ว หลินเซินก็ไม่จำเป็นต้องดูรูปก็รู้ได้เลยว่า ตัวเองในรูปนั้นจะต้องหล่อมากแน่ๆ
สามารถทำให้พี่นานเสียอาการได้ขนาดนี้ น่าจะเป็นรูปที่ไม่เลวเลยนะ
“ขอดูหน่อยครับ”
หลินเซินเดินเข้าไปใกล้ๆ ฉินเยว่นานด้วยความสงสัยใคร่รู้ โน้มหน้าเข้าไปดูรูปในมือถือแวบหนึ่งแล้วก็เอ่ยชมด้วยความทึ่ง
“ถ่ายออกมาสวยมากเลยนะครับ! เดี๋ยวส่งมาให้ผมด้วยนะ ผมจะเอาไปตั้งเป็นรูปโปรไฟล์วีแชท”
“ไม่ได้ค่ะ”
ฉินเยว่นานปฏิเสธอย่างเด็ดเดี่ยว ทันใดนั้นสีหน้าก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมท่าทีของตัวเองในตอนนี้ถึงได้ดูจะแข็งกร้าวขนาดนี้ ทั้งๆ ที่คำขอของหลินเซินมันก็เป็นเรื่องปกติธรรมดามาก
แต่เธอก็แคไม่อยากจะแบ่งปันรูปที่ตัวเองถ่ายให้คนอื่น
ถึงแม้หลินเซินจะแค่เอาไปตั้งเป็นรูปโปรไฟล์วีแชท ฉินเยว่นานก็ยังคงรู้สึกไม่พอใจอยู่ในใจอยู่ดี
คิดไปคิดมา สาเหตุก็น่าจะมีอยู่แค่ข้อเดียวเท่านั้นแหละ
นั่นก็คือฉินเยว่นานไม่อยากจะให้ความหล่อของหลินเซินในตอนนี้เป็นที่รับรู้ของคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงคนอื่นๆ!
ในฐานะที่เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง เธอรู้ดีอยู่แล้วว่ารูปถ่ายแบบนี้มันมีอานุภาพทำลายล้างต่อผู้หญิงมากขนาดไหน
ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันคู่แข่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ฉินเยว่นานจึงปฏิเสธไปอย่างเด็ดเดี่ยว
หลินเซินเห็นแล้วก็ถึงแม้จะงงๆ อยู่บ้าง แต่ในเมื่อท่าทีของฉินเยว่นานแข็งกร้าวขนาดนั้น เขาก็ไม่กล้าที่จะพูดอะไรมากนัก
แต่เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน หลินเซินก็เสนอข้อเรียกร้องขึ้นมาอย่างหนึ่ง
“พี่นานครับ พี่ถ่ายรูปผมแล้วก็ยังไม่ยอมให้ผมอีก ผมก็ต้องขอคิดดอกเบี้ยหน่อยสิครับ?”
มุมปากของหลินเซินยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“ผมถ่ายรูปให้ไม่ใช่ฟรีๆ นะครับ”
หืม?
ฉินเยว่นานชะงักไปครู่หนึ่ง ในใจก็แอบบ่น
คุณก็ไม่ใช่ดาราเสียหน่อย ถ่ายรูปแค่นี้จะเป็นอะไรไปกันล่ะ?
ฉันว่าจงใจหาเรื่องชัดๆ!
เห็นได้ชัดว่าหลินเซินจงใจพูดแบบนี้ แต่ฉินเยว่นานก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมา
“คุณอยากจะได้ดอกเบี้ยอะไรเหรอคะ?”
“แล้วพี่ว่ายังไงล่ะครับ?”
หลินเซินเผยรอยยิ้มที่มีความหมายลึกซึ้ง ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ๆฉินเยว่นาน ยื่นมือไปโอบเอวบางๆของเธอแล้วก็ดึงเข้ามาในอ้อมกอด
ความหมายก็ชัดเจนอยู่แล้ว
ฉินเยว่นานเม้มริมฝีปากบางแน่น พอรู้สึกถึงสายตาที่ร้อนแรงของหลินเซินแล้ว เธอก็รู้ได้ทันทีว่าไอ้หมอนี่มันคิดจะทำอะไรไม่ดีไม่งามอยู่แน่ๆ
แต่ว่า... เธอกลับไม่เกิดความคิดที่จะปฏิเสธเลยแม้แต่น้อย
ฉินเยว่นานคนเมื่อก่อนอาจจะยังคงผลักไสอยู่บ้าง แต่ตอนนี้เธอกลับโหยหาการจูบกับหลินเซินอย่างบอกไม่ถูก
ไม่ใช่สิ น่าจะเรียกว่าโหยหาการโดนเขาจูบถึงจะถูก
ถึงแม้ทั้งสองประโยคความหมายจะเหมือนกัน แต่ประธานของประโยคมันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ฝ่ายหนึ่งคือการกระทำร่วมกันของคนทั้งสอง อีกฝ่ายหนึ่งคือการโดนกระทำ
ฉินเยว่นานชอบที่จะเป็นฝ่ายตั้งรับมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่อยู่ต่อหน้าหลินเซิน
ดังนั้นเธอจึงไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ค่อยๆ หลับตาคู่สวยลง คางที่สวยงามก็เงยขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากแดงๆ ก็เผยอออกโดยไม่รู้ตัว
เห็นได้ชัดว่า “คำใบ้” ของเธอมันชัดเจนมากแล้ว
หลินเซินเห็นแล้วก็ยิ้มออกมาอย่างรู้ทัน แน่นอนว่าเขาจะไม่ปล่อยให้สาวมั่นสุดเย็นชาในอ้อมกอดต้องรอนานเกินไปหรอกนะ
ดังนั้นเขาจึงก้มหน้าลงไปทันที ประกบริมฝีปากที่อวบอิ่มแดงระเรื่อของฉินเยว่นานไว้แน่น ดูดดื่มมันเข้าไป
วิธีการจูบที่ดูจะเผด็จการขนาดนี้ ทำเอาหัวใจของเธอหยุดเต้นไปชั่วขณะเลยทีเดียว สติที่เคยแจ่มใสก็พลันเลือนลางสับสนไป
ฉินเยว่นานใช้สองมือสอดเข้าไปใต้รักแร้ของหลินเซินแล้วก็โอบรอบแผ่นหลังของเขาไว้แน่น ทั้งตัวก็เอนซบอยู่กับเขาโดยสิ้นเชิง ฝีเท้าที่สวมรองเท้าส้นสูงก็เริ่มจะยืนไม่มั่นคงแล้ว
ขาของเธอเริ่มจะอ่อนแรงแล้ว
หลินเซินสังเกตเห็นว่าร่างอรชรในอ้อมกอดจากตอนแรกที่แข็งเกร็งก็ค่อยๆ อ่อนระทวยลง แขนซ้ายที่โอบเอวเธออยู่ก็กระชับแน่นขึ้นอีกหน่อย ฐานก็มั่นคงมาก
นี่แหละคือเหตุผลที่ว่าทำไมผู้ชายถึงต้องฝึกกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวให้แข็งแรง
ถ้าเวลาจูบกับผู้หญิงแล้วยังประคองร่างกายของเธอไว้ไม่ได้ แล้วจะไปทำอะไรได้อีกล่ะ?
โชคดีที่หลินเซินขยันออกกำลังกาย ถึงได้ประคองร่างกายของคนทั้งสองไว้ได้อย่างมั่นคง
ถึงแม้เขาจะสามารถอาศัยแรงที่ฉินเยว่นานโถมเข้ามาแล้วก็อาศัยจังหวะล้มตัวลงนอนบนโซฟาได้เลยนะ แต่เขาไม่อยากจะทำแบบนั้น
เพราะมีอยู่ส่วนหนึ่งที่ถ้านั่งลงแล้วจะลูบไล้ไม่ได้อีกต่อไป
นั่นก็คือสะโพก!
สะโพกคือส่วนที่เย้ายวนที่สุดบนร่างกายของฉินเยว่นานเลยนะ หลินเซินไม่อยากจะพลาดโอกาสตอนที่เธอโดนจูบจนเคลิ้มแบบนี้ไปหรอก
ดังนั้นเขาจึงค่อยๆ เลื่อนมือซ้ายที่โอบเอวฉินเยว่นานอยู่ลงต่ำไปเรื่อยๆ เพื่อลองเชิงท่าทีของเธอ
ผลลัพธ์ดูเหมือนจะ... ไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยเหรอ?
พี่นานยินยอมแล้วงั้นเหรอ?
หลินเซินรู้สึกว่าสาวมั่นสุดเย็นชาในอ้อมกอดตอนนี้จมดิ่งอยู่กับการจูบโดยสิ้นเชิงแล้ว ในใจก็พลันดีใจขึ้นมาทันที
จากนั้น เขาก็ถือโอกาสวางมือลงบนสะโพกทรงลูกพีชที่อวบอิ่มตั้งชันของฉินเยว่นานอย่างเต็มที่
ลูบไล้ไปมาอย่างตามใจชอบ
ไม่นานนัก กระโปรงสูทของฉินเยว่นานก็ยับยู่ยี่ไปหมดแล้ว แต่เนื้อผ้าที่ค่อนข้างจะหนาก็ไม่สามารถจะบดบังความร้อนแรงในใจของหลินเซินได้เลยแม้แต่น้อย
เขาเริ่มจะไม่พอใจแค่การใช้มือเดียวแล้ว แต่กลับใช้สองมือช่วยกัน สัมผัสกับสะโพกสวยที่ทั้งอวบอิ่มทั้งนุ่มนิ่มของฉินเยว่นานอย่างเต็มที่
สัมผัสสุดยอดไปเลย!
หลินเซินอดที่จะชื่นชมในใจไม่ได้
แน่นอนว่า ฉินเยว่นานถึงแม้จะดื่มด่ำอยู่กับการจูบอย่างเต็มที่ แต่เธอก็สังเกตเห็นมือใหญ่ๆ ที่ซุกซนของหลินเซินอยู่เหมือนกันนะ
ก็แหม... เขามันเกินไปจริงๆ นะ จะว่าไปแล้วก็หยาบคายเลยทีเดียว
ฉินเยว่นานค่อยๆ ลืมตาคู่สวยขึ้นมา แต่ครั้งนี้กลับไม่ได้มีแววตาที่เย็นชาถลึงมองเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่กลับมีม่านน้ำตาบางๆ คลออยู่ที่ดวงตาแทน
สายตาที่ดูจะน่าสงสารแบบนี้ ไม่ว่าผู้ชายคนไหนเห็นก็ต้องใจสั่นไหวไปตามๆ กัน
หลินเซินก็ย่อมต้องไม่พลาดเช่นกัน
ท่าทีที่ยอมจำนนไม่ขัดขืนของฉินเยว่นานก็ยิ่งกระตุ้นความรู้สึกอยากจะเอาชนะที่อยากจะฉีกกระชากหน้ากากความเย็นชาของเธอออกอย่างรุนแรงในใจหลินเซิน
ดังนั้นหลินเซินจึงอาศัยจังหวะพาฉินเยว่นานล้มตัวลงนอนบนโซฟา หลังจากผละออกจากจูบแล้วก็ไม่ได้ละริมฝีปากออกไปไหน แต่กลับเลื่อนลงไปจูบคอหงส์ระหงกับไหปลาร้าที่สวยงามของเธอแทน ดูดดื่มกลิ่นกายหอมๆ ที่อยู่ตรงนั้น
“อื้อ—!”
ฉินเยว่นานครางออกมาเบาๆ อย่างควบคุมไม่ได้ ใบหน้าที่แดงระเรื่อก็พลันมีสีหน้าตื่นตระหนกขึ้นมา
เพราะเธอสังเกตเห็นว่า สถานการณ์มันเริ่มจะควบคุมไม่ได้แล้ว
ตอนแรกหลินเซินยังคงอดกลั้นอยู่บ้าง แต่พอเรื่องราวมันดำเนินไปเรื่อยๆ ตอนนี้เขา สายตาที่ร้อนแรงราวกับจะเผาผลาญคนให้มอดไหม้ไปเลยทีเดียว
“เดี๋ย... อื้อ!”
ฉินเยว่นานผลักอกหลินเซินยังไม่ทันจะพูดจบ ริมฝีปากที่เผยอออกก็โดนเขายึดครองไปเสียแล้ว
ทันใดนั้นสูทตัวเล็กก็หลุดออกไป หน้าอกก็พลันรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาทันที
กระดุมเสื้อเชิ้ตถูกหลินเซินปลดออกอย่างคล่องแคล่วไปหลายเม็ดแล้ว เผยให้เห็นลายลูกไม้ขอบชุดชั้นในสีดำ กับร่องอกลึกที่ถูกบีบอัดจนเด่นชัด
ไม่ได้!
ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปล่ะก็…
“เดี๋ยวก่อนค่ะ!”
ฉินเยว่นานใช้แรงทั้งหมดที่มีอยู่ในตัวผลักหลินเซินออกไป พลางหอบหายใจแรงๆ พลางหาเหตุผลมาอ้างเพื่อหนีเอาตัวรอด
“ฉัน... ฉันช่วงนี้ยังต้องยุ่งอยู่กับเรื่องงานอยู่เลยค่ะ ไว้ค่อยให้คุณทีหลังได้ไหมคะ?”