บทที่ 111: พวกเรามาเที่ยวกันนะ!
บทที่ 111: พวกเรามาเที่ยวกันนะ!
หา???
ถึงแม้เสียงของหลินเซินจะเบา แต่คำพูดกลับเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์
บวกกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปากกับสายตาที่ร้อนแรงถึงแม้จะยังดูง่วงงุนอยู่บ้าง
รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ทำให้ฉินเยว่นานเข้าใจความหมายของเขาทันที เธอถอยหลังไปจนสุดเตียงอย่างตื่นตระหนก สองแขนกอดอกไว้แน่น ปากก็พูดอย่างทั้งอายทั้งโมโห
“ไม่ได้นะคะ!”
ไอ้หลินเซินนี่มันบ้าไปแล้วหรือไง!
คิดจะอยู่ในโรงแรมทั้งวันเลยเหรอ?
สถานการณ์แบบนี้ ฉินเยว่นานไม่ต้องคิดก็รู้ชะตากรรมของตัวเองดีอยู่แล้ว เธอจึงปฏิเสธอย่างไม่ลังเลแล้วก็เน้นย้ำถึงจุดประสงค์ในการมาจินหลิง
“พวกเรามาเที่ยวกันนะคะ! เที่ยว! ค่ะ!”
“ก็ได้ครับ”
สีหน้าของหลินเซินดูจะผิดหวังลงอย่างเห็นได้ชัด นี่ทำให้ฉินเยว่นานจู่ๆ ก็รู้สึกสงสารขึ้นมาเล็กน้อย รวมถึงความรู้สึกเอ็นดูแบบที่พี่สาวมีให้กับน้องชายด้วย
น่าสงสารขนาดนี้... หรือว่าจะยอมเขาสักหน่อยดีไหมนะ?
พอความคิดนี้ผุดขึ้นมา ฉินเยว่นานก็รีบส่ายหัวอย่างแรง ในใจก็แอบโมโหตัวเอง
ฉินเยว่นานเอ๋ยฉินเยว่นาน เธอจะมาสงสารหลินเซินเนี่ยนะ?
เธอต่างหากที่น่าสงสารที่สุดแล้วไม่ใช่เหรอ!
ลืมไปแล้วเหรอว่าเมื่อวานโดนเขาทำอะไรไปบ้าง?
ตื่นได้แล้ว!
จะมาคลั่งรักแบบนี้อีกไม่ได้แล้วนะ!
ฉินเยว่นานสูดหายใจเข้าลึกๆ หลายครั้ง ปรับอารมณ์อยู่พักหนึ่งแล้ว ไม่ว่าหลินเซินจะทำหน้าหม่นหมองขนาดไหน เธอก็ไม่หวั่นไหวอีกต่อไปแล้ว ใบหน้าก็กลับมามีท่าทีที่เย็นชาและภูมิฐานเหมือนเดิม
ยังไงซะตอนกลางวันก็ไม่ได้เด็ดขาด!
ส่วนตอนกลางคืน... ค่อยว่ากันอีกที!
“ตื่นได้แล้วค่ะ!”
“ก็ได้ครับ”
หลินเซินถอนหายใจออกมาเบาๆ ลุกขึ้นนั่งข้างเตียงอย่างอาลัยอาวรณ์
เขามีความรู้สึกพิเศษกับกลิ่นบนผ้าห่มของฉินเยว่นานมาก ในนั้นมีกลิ่นหอมอ่อนๆคล้ายกับดอกกล้วยไม้หมึกที่หอมกว่าของตัวเองตั้งเยอะแยะ
ถ้าได้ห่มตลอดไปก็คงจะดีสินะ
แต่น่าเสียดายที่สุดท้ายก็ยังคงโดนไล่ออกไปอยู่ดี
หลินเซินแอบบ่นในใจ ลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ
อีกด้านหนึ่ง ฉินเยว่นานก็พับชุดราตรีที่ยับยู่ยี่แล้วก็วางไว้ที่ปลายเตียง เตรียมจะให้บัตเลอร์ช่วยรีดให้
จากนั้น เธอก็ไปหาชุดลำลองจากในตู้เสื้อผ้า
เสื้อยืดสีขาวเรียบๆ เปิดเอว + กางเกงยีนส์ขาสั้นสีเทาอ่อน + รองเท้าผ้าใบสีขาว
เป็นการแต่งตัวที่เรียบง่ายดูสดใสมาก แต่พออยู่บนตัวฉินเยว่นานแล้วกลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไป
เพราะกางเกงยีนส์ขาสั้นมันคือสิ่งที่สามารถขับเน้นส่วนโค้งของสะโพกได้ดีที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรจะเทียบได้
พอฉินเยว่นานใส่แล้ว ส่วนโค้งที่อวบอิ่มตั้งชันก็ยิ่งดูเย้ายวนเป็นพิเศษ
บวกกับเอวบางๆ ที่มีลอนกล้ามเนื้อหน้าท้อง (V-cut) ยิ่งดูเซ็กซี่มาก
ซ่า—!
ฉินเยว่นานเดินไปที่หน้าต่าง ค่อยๆ เปิดม่านออกไปสองข้าง
ทันใดนั้น แสงแดดที่เจิดจ้าและยิ่งใหญ่ก็สาดส่องผ่านกระจกเข้ามาในห้อง บรรยากาศที่เคยดูมืดสลัวก็พลันสว่างไสวขึ้นมาทันที
ฉินเยว่นานหรี่ตามอง สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วก็ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมา ความเหนื่อยล้าทั่วร่างกายก็หายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงแค่ความรู้สึกสบายและพึงพอใจที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในร่างกายจากเมื่อคืน
ในตอนนี้เองที่เธอเข้าใจเสียทีว่าคำพูดที่จ้าวจยาหนิงเคยพูดไว้ว่า “ความสุขแบบเฉพาะของผู้หญิง” มันหมายความว่ายังไง
มันดีจริงๆ นั่นแหละนะ
ฉินเยว่นานยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย พอหันกลับมาก็สังเกตเห็นว่า บนแผ่นหลังที่กว้างใหญ่ของหลินเซินมีรอยแดงเป็นทางยาวหลายรอยอย่างชัดเจน
นี่ทำให้หัวใจเธอสั่นไหวไปครู่หนึ่ง รีบถามด้วยความเป็นห่วงทันที
“หลังคุณเป็นอะไรไปคะ? ตอนอาบน้ำไปโดนอะไรมาเหรอคะ?”
“แล้วพี่ว่ายังไงล่ะครับ?”
พอเห็นสายตาที่ดูจะจนคำพูดและไร้เดียงสาของหลินเซินแล้ว ฉินเยว่นานก็กะพริบตาคู่สวยสองสามครั้ง ก่อนจะเบิกตากว้างทันที
พอได้สติกลับมาแล้ว เธอก็รีบซ่อนสองมือไว้ข้างหลัง ใบหน้าสวยก็พลันแดงระเรื่อขึ้นมา
น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวเมื่อครู่ ตอนนี้กลับอ่อนลงทันที พูดอ้ำๆ อึ้งๆ อย่างมีนัย
“เอ่อ... ขอโทษค่ะ เดี๋ยวไปร้านขายยาซื้อยามาหน่อยนะคะ ฉันจะทาให้คุณเองค่ะ”
“คุณคิดว่าผมเหมือนกับคนที่เป็นแผลที่นิ้วแล้วต้องไปโรงพยาบาลหรือไงกัน?”
หลินเซินเบ้ปากอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะพูดพลางยิ้มทะเล้น
“ยิ่งไปกว่านั้นนี่มันก็แสดงถึงความรักที่พี่นานมีต่อผมไม่ใช่เหรอครับ ถ้ามันไม่หายไปเลยตลอดไปก็ยิ่งดีสิครับ”
“ฟื้ดด!”
ฉินเยว่นานถลึงตาใส่หลินเซินอย่างทั้งอายทั้งโมโห ก่อนจะก้มหน้าลงมองเล็บที่ตัวเองทำมาอย่างสวยงาม ในใจก็ครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
บางทีต่อไปนี้คงจะไว้เล็บยาวขนาดนี้ไม่ได้แล้วล่ะมั้ง
กลับไปแล้วตัดออกดีกว่า
“พี่นานครับ ผมไปล้างหน้าแปรงฟันก่อนนะครับ”
หลินเซินไปล้างหน้าแปรงฟันในห้องน้ำ พร้อมกับสระผมแล้วก็จัดแต่งทรงผมไปด้วย ก่อนจะกลับไปยังห้องนอนของตัวเอง
มองดูสภาพที่ยุ่งเหยิงตรงหน้าแล้ว มุมปากเขาก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ภูมิใจโดยไม่รู้ตัว ในใจก็รู้สึกประสบความสำเร็จอย่างบอกไม่ถูก
ดูท่าความสามารถของตัวเองจะได้รับการยอมรับจากพี่นานแล้วสินะ
ส่วนเรื่องที่ว่าเธอจะยอมรับยังไงนั้น ฉากตรงหน้าก็เพียงพอที่จะอธิบายทุกอย่างได้แล้ว
หลินเซินอารมณ์ดีฮัมเพลงเบาๆ หยิบชุดลำลองออกมาจากตู้เสื้อผ้าใส่ แล้วก็ติดต่อบัตเลอร์
ไม่นานนัก เขาก็พาแม่บ้านขึ้นมา พร้อมกับเข็นรถเข็นอาหารเช้ามาด้วย
ไม่เหมือนกับความหรูหราเมื่อวานนี้ อาหารของวันนี้ถึงแม้จะเรียบง่าย แต่ก็มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก
นมร้อนเข้ากับไข่กับเนื้อกุ้ง แถมยังมีมันเทศอีกชิ้นเล็กๆ
นี่คือสิ่งที่หลินเซินตั้งใจเตรียมไว้ให้ฉินเยว่นานโดยเฉพาะ
“บำรุงร่างกายหน่อยนะครับ”
หลินเซินพูดพลางยิ้มทะเล้นแล้วก็แซวฉินเยว่นาน ทำเอาเธอหน้าแดงระเรื่อ พร้อมกับได้รับการหยิกที่ต้นแขนเป็นการตอบแทน
ทำไมผู้หญิงถึงได้ชอบหยิกคนกันนะ?
หลินเซินกุมแขนตัวเองอย่างงงๆ ส่วนฉินเยว่นานก็ไม่สนใจเขาอีกต่อไป แกะไข่อย่างสง่างาม เริ่มจะลงมือกินอย่างเอร็ดอร่อย
เมื่อคืนใช้พลังงานไปเยอะมาก เธอหิวจนไส้กิ่วไปหมดแล้ว
“คุณหลินครับ ตามที่คุณลูกค้าต้องการ นี่คือคนขับรถส่วนตัวที่คุณลูกค้าจัดเตรียมไว้ให้ในวันนี้นะครับ”
บัตเลอร์ยื่นนามบัตรใบหนึ่งให้หลินเซินแล้วก็ยิ้ม
“ถ้ามีความต้องการในการเดินทางใดๆ คุณลูกค้าก็ติดต่อเขาได้เลยครับ”
“ให้เขารอที่หน้าโรงแรมก่อนแล้วกันครับ”
หลินเซินหันไปมองฉินเยว่นาน
“พี่นานครับ พวกเราก็ไปตามแผนการท่องเที่ยวที่วางไว้ก่อนหน้านี้เลยไหมครับ?”
“อืม”
ฉินเยว่นานหยิบทิชชูขึ้นมาเช็ดปาก พร้อมกับยื่นให้หลินเซินแผ่นหนึ่งแล้วก็จ้องเขาเขม็ง
“คุณยังจะเรียกฉันว่าพี่นานอีกเหรอคะ?”
หืม?
หลินเซินชะงักไปครู่หนึ่ง พอได้สติกลับมาแล้วก็รีบโอบเอวบางๆ ของฉินเยว่นานไว้แน่น เอาหน้าไปแนบกับแก้มเธอแล้วก็กระซิบกระซาบ
“แล้วผมจะเรียกพี่ว่าอะไรดีล่ะครับ? นานนาน?”
“ไม่ได้ค่ะ!”
ฉินเยว่นานลูบแขนตัวเองไปมา รู้สึกเหมือนขนลุกซู่ไปทั้งตัว
“เปลี่ยนอันอื่นค่ะ”
“แล้วเยว่นานล่ะครับ?”
“อืม… ฟังแล้วมันแปลกๆ นะคะ”
ฉินเยว่นานจู่ๆ ก็ตระหนักได้ว่า การที่เธอกับหลินเซินจะเรียกกันและกันยังไงมันเป็นปัญหาใหญ่เลยนะ
จะให้เป็นแฟนกันแล้วยังคงเรียกชื่อเต็มอยู่มันก็ดูจะแปลกๆ ไปหน่อยนะ
แต่ถ้าจะเปลี่ยนไปเป็น “สามีที่รัก” กับ “ที่รักจ๋า” ฉินเยว่นานยิ่งรับไม่ได้ใหญ่เลย
ด้วยนิสัยที่เย็นชาของเธอ คำเรียกที่หวานเลี่ยนแบบไหนก็จะทำให้เธอรู้สึกขนลุก
คิดไปคิดมา ก็มีแค่พี่นานนี่แหละที่เหมาะสมที่สุดแล้ว
แล้วฉันควรจะเรียกหลินเซินว่าอะไรดีล่ะ?
นี่ทำให้ฉินเยว่นานคิดอยู่นานมาก ทันใดนั้นหลินเซินก็ยิ้มแล้วก็เสนอขึ้นมา
“หรือว่าผมจะเรียกพี่ว่าผู้จัดการฉิน แล้วพี่ก็เรียกผมว่าเสี่ยวเซินดีไหมครับ”
“ไม่ได้ค่ะ!”
ฉินเยว่นานรีบทำหน้าบึ้งทันที ในใจก็พลันเกิดความรู้สึกอับอายอย่างรุนแรงขึ้นมา
ยังสู้พี่นานไม่ได้เลย!
“ฉันก็จะเรียกชื่อคุณนั่นแหละ หลินเซิน”
“แล้วมันก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยไม่ใช่เหรอครับ”
หลินเซินอดที่จะรู้สึกจนคำพูดไม่ได้
สรุปคือทั้งสองคนคุยกันมาตั้งนาน สุดท้ายก็ตัดสินใจจะใช้คำเรียกเดิมงั้นเหรอ?
แต่ดูเหมือนว่าก็มีแต่แบบนี้แหละที่ฟังแล้วสบายใจที่สุด
“ไปกันเถอะครับ”
“อืม”
ก่อนที่คนทั้งสองจะลงไปข้างล่าง ฉินเยว่นานก็ดึงหลินเซินไปที่โถงทางเข้า หยิบสเปรย์กันแดดขึ้นมาฉีดไปทั่วผิวหนังที่อยู่นอกร่มผ้าของเขาทันที
แน่นอนว่าเธอก็ฉีดให้ตัวเองเยอะมากเหมือนกัน
การเดินทางหน้าร้อน สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการป้องกันแสงแดดนั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ฉินเยว่นานถึงได้ตั้งใจซื้อครีมกันแดดขวดเล็กๆของลังโคมมาหลายขวดเลยนะ ก็เพราะคิดว่าหลินเซินคงจะไม่เตรียมการป้องกันอะไรที่เกี่ยวข้องมาอย่างแน่นอน
เป็นไปตามคาด เขาก็แค่เอาเสื้อกันแดดที่บางเบาและระบายอากาศได้ดีมาเท่านั้นเอง หลักการของเขาก็คือ “ถ้าแดดเผาไม่ตาย ก็จะเผาให้ตายไปเลย!”
“ไม่รู้เลยจริงๆ ว่าผิวขาวๆ ของคุณนี่มันเลี้ยงมาได้ยังไงกันนะ”
ฉินเยว่นานเหลือบมองหลินเซินด้วยหางตาอย่างจนใจ หลังจากเตรียมตัวออกไปข้างนอกอย่างเต็มที่แล้วถึงจะขึ้นลิฟต์ลงไปข้างล่าง
ในตอนนี้ รถเบนซ์ S-Class สีดำล้วนคันหนึ่งก็จอดรออยู่ที่หน้าโรงแรมมานานแล้ว คนขับรถหนุ่มในชุดสูทก็ยิ้มแล้วก็เปิดประตูรถต้อนรับ
“คุณหลินครับ! คุณผู้หญิงฉินครับ! สวัสดีครับ ผมคือคนขับรถส่วนตัวของคุณในวันนี้ เสี่ยวหวังครับ ไปไหนก็บอกผมได้เลยครับ”
“เหนื่อยหน่อยนะครับ”
นี่ไม่ใช่คำพูดตามมารยาท แต่เป็นความห่วงใยจากใจจริงของหลินเซิน
อากาศสามสิบกว่าองศา แดดเปรี้ยงๆ อยู่บนหัว
ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ เขายังสามารถสวมสูทหนาๆยืนรอข้างรถได้ แถมเหงื่อที่หน้าผากก็ยังออกมาแล้วก็ยังคงยิ้มให้บริการอยู่อีก
ช่างจะทุ่มเทกับงานจริงๆ!
ถึงแม้โรงแรมแบรนด์หรูในต่างประเทศพอมาถึงในประเทศแล้วก็จะยกเลิกวัฒนธรรมการให้ทิปไปแล้ว แต่หลินเซินก็ยังคงหยิบธนบัตรสีแดงสองใบออกมาจากกระเป๋าแล้วก็สอดเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูทของเสี่ยวหวัง พร้อมกับตบไหล่เขาเบาๆ
“ไปสุสานหมิงเสี้ยวหลิงครับ”
“ขอบคุณมากครับคุณหลิน! ขอบคุณครับ!”
เสี่ยวหวังดีใจจนเนื้อเต้น ทัศนคติที่มีต่อหลินเซินก็ยิ่งดูจะนอบน้อมมากขึ้นไปอีก คอยดูแลให้เขากับฉินเยว่นานขึ้นไปนั่งที่เบาะหลัง
วื้ด—!
หลังจากรถออกจากหน้าโรงแรมไปแล้ว ฉินเยว่นานก็พูดขึ้นมาทันที
“เสี่ยวหวังคะ คุณช่วยจอดที่หน้าร้านขายยาใกล้ๆ นี้หน่อยนะคะ ฉันจะซื้อของหน่อยค่ะ”
“ครับ”
เสี่ยวหวังก็ไม่ได้ถามถึงสาเหตุอะไรมากนัก ทำตามที่บอกทันที
ส่วนหลินเซินก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย หันไปมองฉินเยว่นาน สีหน้าดูจะจนคำพูดมาก
“ผมไม่ได้บอกเหรอครับว่าผมไม่ต้องการ…”
“ไม่ได้ซื้อให้คุณค่ะ”
ฉินเยว่นานพูดตัดบทหลินเซิน เม้มริมฝีปากบาง ใบหน้าแดงระเรื่อโน้มหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูเขาเบาๆ
“ฉันจะซื้อยาค่ะ”
ยาเหรอ?
ยาอะไรกัน?
หลินเซินชะงักไปครู่หนึ่ง พอเห็นสายตาที่หลบเลี่ยงเพราะเขินอายของฉินเยว่นานแล้ว เขาก็เข้าใจทุกอย่างในทันที
แต่เขาก็ยังคงงงๆ อยู่บ้าง
“พี่ไม่ใช่ช่วงปลอดภัยเหรอครับ? ทำไม...”
“ฉันไม่วางใจค่ะ”
ฉินเยว่นานสองมือวางอยู่บนต้นขากำแน่น สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
“ฉันกลัวว่าฉันจะคำนวณเวลาผิด ถ้าเกิดพลาดท้องขึ้นมาจะทำยังไงกันล่ะคะ?”
“อย่ากังวลเลยครับ”
หลินเซินที่ปกติจะชอบพูดจาทะเล้น ในตอนนี้กลับดูจะสุขุมเยือกเย็นและเป็นผู้ใหญ่เป็นพิเศษ ยื่นมือไปจับมือฉินเยว่นานไว้แน่นแล้วก็ปลอบใจด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“คงจะไม่โชคดีขนาดนั้นหรอกครับ”
“ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะคะ”
พอได้ยินน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อยของหลินเซินแล้ว ฉินเยว่นานก็จับมือเขากลับแน่นขึ้น เอนศีรษะซบไหล่เขาเบาๆ
“อย่าโทษตัวเองเลยค่ะ เป็นความผิดของฉันเอง ฉันคำนวณไม่ดีเอง”
“เฮ้อ ถ้าเมื่อคืนได้ทำอีกสักสองสามครั้งก็คงจะดี…”
หลินเซินถอนหายใจออกมาเบาๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเสียดาย
การพูดแซวของเขาทำลายบรรยากาศที่เคยดูจะหนักอึ้งลงทันที ทำเอาฉินเยว่นานหน้าแดงก่ำไปเลย
แน่นอนว่าเธอรู้ดีอยู่แล้วว่า หลินเซินจงใจพูดแบบนี้ เพื่อที่จะคลายความกดดันในใจของเธอนั่นเอง
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะไม่โกรธนะ
“ยังจะมาพูดจาเหลวไหลอีก!”
ฉินเยว่นานถลึงตาใส่หลินเซินอย่างโมโห พร้อมกับแอบยื่นมือไปหยิกเนื้อนิ่มๆ ตรงเอวเขาเบาๆ
ส่วนหลินเซินก็ตอบโต้กลับไปเช่นกัน มือซ้ายโอบรอบเอวบางๆ ของฉินเยว่นานไว้แน่น ส่วนมือขวาก็ลูบไล้เรียวขาสวยที่นุ่มนิ่มลื่นละเอียดของเธออย่างตามใจชอบ แถมยังก้มหน้าลงไปจูบปากเธออีกด้วย
นี่ทำเอาดวงตาคู่สวยของฉินเยว่นานเบิกกว้างทันที ในใจก็ตกใจ
นี่มันยังอยู่ในรถนะ!