เคล็ดวิชาแปรสังขาร

ตอนที่ 121 เคล็ดวิชาแปรสังขาร



“ท่านบรรพจารย์ ท่านคิดว่าเป็นการเคลื่อนไหวแบบไหน ถึงจะไปเข้าตาพวกสำนักใหญ่เหล่านั้นเข้า?”



อวิ๋นซูเพิ่งกลับถึงเรือนพักก็ถามขึ้นทันที



“หืม?” เสียงปฐมบรรพจารย์แฝงความหยอกล้อเล็กน้อย “เจ้าอย่าบอกนะว่าคิดว่าพลังแค่นี้จะทำให้สำนักเซียนระดับสูงรำคาญใจจนต้องส่งคนมาฆ่าเจ้าน่ะ?”



“ก็มนุษย์เรา หากไม่มองการณ์ไกล ก็ต้องเดือดร้อนในอนาคตมิใช่หรือ” อวิ๋นซูถอนหายใจ



“ที่เจ้ากังวลก็ไม่ผิดนัก ความก้าวหน้าของเจ้ารวดเร็วเกินไป ทำให้คนมองว่าสำนักหมื่นกระบี่เริ่มจะฟื้นตัว อีกทั้งการเปิดของหอกุมกระบี่ย่อมเป็นจุดสำคัญที่ใครๆ ก็ต่างจับตามอง” ปฐมบรรพจารย์ครุ่นคิดแล้วเอ่ย



จากนั้น ท่านก็ออกมาจากมุกแก้วมายา



อวิ๋นซูมองท่านครู่หนึ่ง ไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่ม การออกมานั้นเกิดจากการที่เขายินยอม และขยับความคิดเล็กน้อยเท่านั้น



ปฐมบรรพจารย์ในชุดคลุมม่วง แลดูหรูหราโบราณ รูปโฉมงดงามประหนึ่งเซียนผู้ยืนอยู่เหนือเมฆา เส้นผมสีดำยาวราวสายน้ำตก เป็นปริมาณเส้นผมที่น่าตีราคายิ่งนัก



“ข้าขอดูสำนักเราตอนนี้ก่อน”



บรรพจารย์เพ่งมองไปยังพลังรอบกาย แต่สีหน้ากลับดำคล้ำลงทีละนิด ก่อนนั่งลงบนเก้าอี้ไม่ไกล



“ค่ายกลหลักของสำนัก…ไม่ได้เปิดใช้งานมาหลายร้อยปีแล้วสินะ”



“ศิษย์ทั้งหลาย ขั้นก่อรากฐานก็ถือว่าดีมากแล้ว?”



“มีหนึ่งคนขั้นแก่นทอง…แต่ยังบาดเจ็บถึงรากฐาน นี่คือผลจากการฝืนใช้วิชาก้นหีบของสำนัก อีกคนกำลังพยายามฝ่ายเข้าสู่ขั้นแก่นทอง แต่เก้าส่วนมองไปก็ยากสำเร็จ เขาแก่เกินไปแล้วอายุร้อยปีแล้วยังติดอยู่ขั้นก่อรากฐาน พลังชีวิตแทบไม่หลงเหลือ”



อวิ๋นซูกะพริบตา แน่นอน เขารู้ว่าบรรพจารย์หมายถึงซ่างกวนอี้



ในสายตาของบรรพจารย์ ไม่มีคำว่าขั้น “ขั้นแก่นเทียม”



ในยุคที่ขั้นจิตเทพยังเป็นแค่ “ผู้บำเพ็ญเซียนรุ่นเยาว์” แนวคิดเรื่องพลังแต่ละขั้นย่อมแตกต่างจากยุคปัจจุบันมาก



สมัยนี้ ขั้นแก่นเทียมสำคัญยิ่งนัก ผู้มีอายุมากหากไม่สามารถทลายคอขวด ก็จะหมดลมหายใจตามอายุขัย



“ยังมีอีกคนขั้นวิญญาณก่อเกิด…” บรรพจารย์นิ่งไปครู่หนึ่ง



“ทำไมพลังภายในร่างเขาถึงปนเปื้อนเช่นนี้…อ้อ ที่แท้ใช้เคล็ดสี่ลักษณ์เทียมสวรรค์ดูดปราณโลหิตอสูรจากเหมืองโบราณมาเสริมพลังสินะ”



“แม้สำเร็จไปแล้ว แต่ไม่กลัวถูกพลังมารย้อนกลับงั้นหรือ แรงอาฆาตนั้นทบทวีหนาแน่น สุดท้ายอาจกลืนจิตเขาได้ทุกเมื่อ”



“เขาเป็นอาจารย์ของข้า” อวิ๋นซูอธิบายเบาๆ “สำนักถูกกดดันจากสำนักใหญ่ หากไม่มีใครก้าวขึ้นเป็นหลักค้ำยัน พวกเขาจะถูกเหยียบจนแหลก อาจารย์จึงต้องฝืนฝ่าด่านเพื่อข่มศัตรู”



บรรพจารย์ส่ายหน้า



“โง่เง่าเกินไป สำนักพังทลายก็สร้างใหม่ได้ แต่การฝืนฝ่าเข้าสู่ขั้นวิญญาณก่อเกิด ไม่ควรเร่งรีบขนาดนั้น”



อวิ๋นซูมองปฐมบรรพจารย์อย่างประหลาดใจ



แม้สีหน้าท่านไม่ดีนัก แต่เหมือนท่านคาดการณ์ไว้แล้วว่าเรื่องนี้จะเกิด จึงไม่ได้โกรธหรือหวั่นไหวมากมาย



“ส่วนเด็กสาวคนนั้น…” บรรพจารย์พูดต่อ



“กลิ่นอายบนตัวนาง ไม่ใช่ของแดนมนุษย์ ข้าได้มอบเคล็ดจิตหมื่นมายาให้นาง ถือว่าเป็นการผูกบุญสานสัมพันธ์เอาไว้”



อวิ๋นซูพยักหน้า ไม่แปลกเลย ยอดคนที่เคยก้าวสู่แดนเซียน ย่อมจับกลิ่นอายจากแดนนั้นได้ทันที



“แล้วเราควรรับมือแรงกดดันจากสำนักใหญ่อย่างไร? หอร้อยสมบัติยังตั้งร้านอยู่เชิงเขา” อวิ๋นซูถามต่อ



“ถ้าเป็นหอร้อยสมบัตินั่น เจ้าก็ไม่ต้องกังวลไป” ปฐมบรรพจารย์หัวเราะเบาๆ



“คนที่อยู่เชิงเขา ไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียวกับซือถูคง เขาเป็นเพียงหนึ่งในผู้ก่อตั้งเท่านั้น หอร้อยสมบัติเป็นหอการค้า มีหลายกลุ่มอำนาจผสานกัน เขาไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด”



“อีกอย่าง เขาได้รับบาดเจ็บจนถึงรากฐานตั้งแต่ศึกเมื่อพันปีก่อน ตอนนี้อาจยังรักษาตัวอยู่ หากไม่ถึงสามถึงห้าพันปี คงไม่อาจฟื้นคืนกลับมาได้”



อวิ๋นซูเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นี่เป็นข่าวดีอย่างพอเหมาะพอดี



“อย่างนั้นก็ไม่ต้องกังวลมากนักแล้ว?”



“ก็ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเอง หากเจ้าไม่ปล่อยให้พลังจริงๆ ของตนรั่วไหลออกไป ก็ไม่น่ามีปัญหา แต่ถ้าพรสวรรค์ของเจ้าส่องแสงมากเกินไป…อาจมีคนมาชักชวนเจ้าเข้าพวกก็เป็นได้”



ปฐมบรรพจารย์ยิ้มด้วยน้ำเสียงสบายๆ



“เวลาผ่านมานานถึงเพียงนี้ ความแค้นของสำนักหมื่นกระบี่ก็จางไปแล้ว เหลือเพียงกระบี่หนึ่งที่ยังไม่ยอมปล่อยวาง”



“ดังนั้นหากพวกสำนักใหญ่เห็นพรสวรรค์ของเจ้า พวกเขาจะไม่คิดฆ่าเจ้า หากแต่จะดึงเจ้าเข้าพวกเสียมากกว่า”



อวิ๋นซูเหมือนถูกเปิดโลกในทันที



เมื่อเวลาผ่านไปมากพอ แค้นย่อมกลายเป็นลมพัดผ่าน



ทรัพย์สิน และผลประโยชน์ต่างหากคือสิ่งที่สำนักใหญ่ใส่ใจจริงๆ



เมื่อคิดดูแล้วก็สมเหตุสมผล พวกเขาเอาทุกอย่างไปหมดแล้ว ฆ่าคนก็ทำไปแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่…ก็ไม่มีค่าพอจะไล่ตามต่อ



ดังนั้นตราบใดที่เขาไม่ก่อเรื่องใหญ่ ก็ไม่มีใครอยากหาเรื่องเขา



“ขอบคุณท่านบรรพจารย์ที่ชี้แนะ”



บรรพจารย์หัวเราะเบาๆ



“เพราะงั้นมนุษย์ถึงควรเรียนรู้โลกให้มากขึ้นบ้าง หากเจ้าดื้อด้านเหมือนพวกเราสามคนในอดีต…ผลลัพธ์คงมีแต่ตายด้วยกันทั้งสองฝ่ายเท่านั้น”



“ตอนนั้นเราสามคนทำลายสำนักเซียนระดับสูงไปสามสำนัก แต่สำนักเราก็ถูกลากลงเหวไปด้วย อีกสองสำนัก หอร้อยสมบัติ และสำนักมรรคาฟ้าก็ได้ผลประโยชน์ไปเต็มๆ เจ้าจำไว้เพียงว่า…ตอนนี้เจ้าเพียงต้องระวังสองสำนักนี้ก็พอ”



“แดนอวิ๋นยังมีสำนักเซียนระดับสูงอีกมาก อย่าเหมารวมว่าทุกคนเป็นศัตรู เจ้าสามารถยืนขึ้นได้จากช่องว่างเล็กๆ ระหว่างมหาอำนาจเหล่านั้น”



อวิ๋นซูพยักหน้าอย่างหนักแน่น



หากต้องรับแรงกดดันจากห้าสำนักเซียนระดับสูง เขาคงยังไม่กล้าคิดด้วยซ้ำว่าจะก้าวขึ้นไปสู่จุดสูงสุด



แต่ถ้าต้องระวังเพียงสองสำนัก มันก็ยังพอเห็นหนทางอยู่บ้าง



“ส่วนเรื่องที่ต้นไม้สูงเกินไปย่อมดึงสายลม และความโดดเด่นทำให้ถูกหักโค่นลงง่าย…เรื่องนี้เจ้าก็รู้ดีอยู่แล้ว ไม่ต้องให้ข้าพูดมาก”



ปฐมบรรพจารย์พร่ำสอนอีกหลายเรื่อง



อวิ๋นซูรู้สึกเหมือนได้เปิดประตูใหม่ทั้งบานในวันนี้ สิ่งที่ได้ฟัง มีค่ากว่าตำราเล่มใดเสียอีก



สุดท้ายแล้วปฐมบรรพจารย์คือผู้ที่ผ่านพายุลูกใหญ่ที่สุดในชีวิตมนุษย์มาแล้ว แม้สำนักจะล่มสลายไปใต้การนำของท่าน แต่ก็เป็นเพียงปลายทางของวีรบุรุษ มิใช่ความผิดพลาดของคนธรรมดา



ประสบการณ์หลายร้อยปีบนจุดสูงสุดของแดนมนุษย์ คือสมบัติอันหาค่ามิได้ของเขาในตอนนี้



ปฐมบรรพจารย์มองทุกอย่างได้รอบด้าน และลึกซึ้งยิ่งกว่าที่ใครในสำนักหมื่นกระบี่ยุคนี้จะเทียบเคียงได้ เพียงไม่กี่คำก็ทำให้เขาขบคิดได้หลายเรื่อง



เมื่ออธิบายครบถ้วนแล้ว ปฐมบรรพจารย์ก็กลับเข้าไปในมุกแก้วมายา โดยทิ้งประโยคหนึ่งไว้…



“เห็นสภาพสำนักตอนนี้แล้ว ข้าอารมณ์เสียจะตายอยู่แล้ว”



อวิ๋นซูทำเพียงเลือกจะ “ฟังผ่าน” เท่านั้น



ก็ในเมื่อสมัยที่มีสามปฐมบรรพจารย์คุมสำนักเอาไว้ สำนักหมื่นกระบี่ก็ยังถูกทำลายจนสิ้นซาก ตอนนี้เหลืออยู่เพียงแมวสองสามตัว จะคาดหวังอะไรได้อีก?



แม้แต่ถอยไปตั้งหลักใหม่ พูดให้สุดทาง ต่อให้สำนักมีผู้แข็งแกร่งระดับสุดยอด… ก็เคยเกิดขึ้นแล้วมิใช่หรือ?



ดังนั้นทางเดียวคือ เดินไปทีละก้าว



ไม่เร่งรีบ



ไม่กังวล



สะสมไปทีละส่วน



หลังสงบอารมณ์ อวิ๋นซูก็เริ่มตรวจสอบผลกำไรทั้งหมด



และผลลัพธ์ครั้งนี้…มหาศาลจนแทบลืมหายใจ



อย่างแรก กระบี่ลืมนามแห่งสิบแดน พลังของมันไม่ด้อยกว่าในยุครุ่งเรือง เพราะมีเศษเสี้ยววิญญาณปฐมบรรพจารย์หลอมรวมเข้าไป กลายเป็นศาสตราเซียนในความหมายที่แท้จริง



อย่างที่สอง เจตกระบี่เก้าสาย นี่คือสมบัติสูงสุดของวิถีกระบี่ การมี “รากเจตกระบี่” ตั้งแต่เริ่มต้น ช่วยให้เขาทะยานสู่ระดับลึกซึ้งได้อย่างรวดเร็ว



แต่การจะเติบโตขึ้น ต้องใช้…หินวิญญาณอย่างมหาศาล



ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ถ้าต้องการความแข็งแกร่งจริงๆ



อย่างที่สาม ความเข้าใจสายหลอมกายของปฐมบรรพจารย์หลิงอี้ สิ่งนี้ในอนาคตจะช่วยประหยัดหินวิญญาณจำนวนล้นเหลือ เป็นรากฐานอันล้ำค่า แต่ต้องใช้เวลา ไม่ใช่ของที่เห็นผลทันที



ปฐมบรรพจารย์ประจำกาย นี่เป็นสมบัติชั้นยอดเหนือสิ่งอื่นใด เพราะท่านมีทั้งประสบการณ์ สติปัญญา และวิสัยทัศน์ที่เหนือมนุษย์ แต่ก็ต้องค่อยๆ ค้นคว้าศักยภาพของท่าน เหมือนขุมทรัพย์ไร้ก้นบึ้ง



อย่างที่ห้า เคล็ดแยกภพจิต และเคล็ดจิตหมื่นมายา



เคล็ดจิตหมื่นมายา เป็นสุดยอดเคล็ดหลอมจิตของปฐมบรรพจารย์ มูลค่ายิ่งกว่าเคล็ดหลอมจิตทุกอย่างในสำนัก รวมประสบการณ์ทั้งหมดของท่านที่ฝากเอาไว้



มีบรรพจารย์คอยชี้แนะอยู่ใกล้ๆ ใครจะไม่หวั่นไหวบ้าง?



เคล็ดแยกภพจิต เป็นเคล็ดวิชาที่เขาได้มาจากด่านทดสอบแรก แม้ระดับชั้นไม่สูงจนเปลี่ยนโลก แต่สำหรับพลังปัจจุบันของเขา ถือว่าเป็นสุดยอดวิชาอย่างแน่นอน



เมื่อเขาอ่านครบทุกบรรทัด หัวใจแทบหยุดเต้น



“นี่มัน…เคล็ดวิชาแปรสังขาร?”



เสียงบรรพจารย์ดังขึ้นในหัวทันที



“ไม่สิ ยังห่างไกลจากเคล็ดวิชานั้นมาก”



“เคล็ดวิชาแปรสังขารเป็นสิ่งที่ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นจิตเทพหรือสูงกว่าเท่านั้นจึงจะฝึกได้ แต่เคล็ดวิชานี้…เป็นเพียงการสร้างหุ่นเชิดที่มีเจตจำนงบางส่วนของตัวเองได้เท่านั้น”



“มันมี ‘จิตนึกคิด’ แต่ไม่สามารถใช้พลังของตัวเจ้าจริงๆ ได้"



อวิ๋นซูอึ้งไปครู่ใหญ่



นี่มัน… ถึงจะไม่ใช่ร่างแยกอย่างแท้จริง แต่ความสามารถระดับนี้ สำหรับผู้บำเพ็ญเซียนขั้นก่อรากฐานอย่างเขา



ถือว่าเกินมาตรฐานแดนมนุษย์ไปไกลหลายชั้นแล้ว…!



เคล็ดวิชานี้จะเปิดทางให้เขามี “ร่างแทน” ที่มีสติปัญญา ใช้ตรวจสอบหรือจัดการงานต่างๆ แทนได้ ไม่ต้องเสี่ยงตัวเองไปทุกเรื่อง



เป็นความได้เปรียบที่อาจเปลี่ยนทุกอย่างในอนาคต



และเขายังมี “เคล็ดจิตหมื่นมายา” คอยสนับสนุนอยู่ด้วย…



โอกาสครั้งนี้ เรียกได้ว่า ก้าวกระโดดทั้งสำนัก และก้าวกระโดดทั้งชีวิตของตัวเขาเอง



“สิ่งนี้ ตอนข้าทำขึ้นมาก็เพียงทำเล่นๆ เท่านั้น แต่ในเมื่อเอาไว้เป็นรางวัล ย่อมมีประโยชน์ของมันอยู่ ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าว่าจะใช้มันได้หรือเปล่า”



เสียงของปฐมบรรพจารย์ดังขึ้นในจิตของเขา



อวิ๋นซูไม่ตอบในทันที เขากำลังตั้งใจอ่าน และทำความเข้าใจทีละบรรทัด



แม้ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน แต่การอ่านซ้ำหลายรอบก็ยิ่งทำให้เข้าใจลึกซึ้งขึ้น



เมื่อเข้าใจทุกส่วนแล้ว เขาก็รู้ได้ทันที เคล็ดวิชานี้แน่นอนไม่อาจเทียบกับเคล็ดวิชาแปรสังขารได้ แต่สำหรับเขาในตอนนี้…



เพียงเท่านี้ก็เกินพอแล้ว ไม่ใช่การกล่าวเกินจริงเลย



นี่เทียบได้กับการสร้าง “ตัวเขาอีกคนหนึ่ง” อยู่ภายนอกร่าง



โดยใช้ปราณวิญญาณควบคุมร่างที่สอง แต่ต้องมีพลังจิตที่แข็งแกร่งอย่างมหาศาล เพราะการควบคุมร่างหนึ่งต้องเข้าใจมันอย่างละเอียดทุกกระเบียดนิ้ว เพื่อให้ร่างนั้นเคลื่อนไหวได้เหมือนมนุษย์จริงๆ



ถ้าทำได้ถึงขั้นต่อสู้แทนจริงๆ ก็ถือว่าเป็น “ร่างแยกสมบูรณ์แบบ” แล้ว



“ร่างนี้…ต้องสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมดหรือ?” อวิ๋นซูมองแล้วรู้ทันทีว่าไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย



แน่นอน ต้องการทั้งวัสดุ และลำดับพิถีพิถันมากมาย



ปฐมบรรพจารย์ถามด้วยความประหลาดใจ



“เจ้าคิดจะฝึกจริงๆ หรือ? ข้านึกว่าไม่มีใครโง่มาฝึกวิชานี้เสียอีก ทั้งลำบาก แถมประโยชน์ก็ไม่มากนัก”



“แถมถ้าร่างแยกถูกทำลาย วิญญาณของเจ้าก็จะได้รับผลกระทบ อาจเสียสติไปเลยก็ได้ ข้าไม่ได้ขู่เจ้านะ แต่นี่เป็นเรื่องจริง”



อวิ๋นซูวางคัมภีร์ลง



“ท่านก็พูดเองว่า หากร่างแยกถูกทำลาย ก็เพียงกระทบต่อตัวจริงเท่านั้น ถ้าพลังจิตแข็งแกร่งพอ ก็ซ่อมแซมกลับมาได้เร็ว แลกกับประโยชน์ที่ทำได้มากมาย ถือว่าคุ้มค่าอยู่ดี”



ปฐมบรรพจารย์ถอนหายใจ



“ตามใจเจ้าเถิด ถึงจะฝึกสำเร็จ ก็ยังมีปัญหาอีกมาก”



จากนั้นท่านพูดต่อ



“แต่มีวิธีหนึ่ง ที่ไม่ต้องแยกวิญญาณ เพียงแบ่งพลังจิตออกบางส่วน ก็สามารถควบคุมร่างทั้งสองได้พร้อมกัน”



อวิ๋นซูตาเป็นประกาย



“มีวิธีการแบบนั้นด้วยหรือ?”



แน่นอน วิธีแบ่งวิญญาณนั้นอันตราย แต่สำหรับคนที่ “ตัวคนเดียวทำงานไม่ทัน” อย่างเขา การมีร่างหนึ่งไปหาเงิน อีกร่างหนึ่งอยู่ที่สำนักเพื่อฝึกฝน มันคือความฝันอันหวานล้ำ



ร่างแยกที่สร้างจากเคล็ดวิชานี้ ยังไม่ใช่สิ่งมีชีวิตแท้จริง เป็นเพียงหุ่นเชิดที่ต้องสร้างขึ้นใหม่ และต้องใช้วัสดุราคาแพงก็เท่านั้น



แต่ข้อดีคือ ร่างทั้งสองใช้ความคิดเดียวกัน ทำงานต่างสวนทางกันได้เหมือนใช้มือซ้าย และมือขวา



อวิ๋นซูคิดในใจ นี่มัน…เหมือนเครื่องฟาร์มเงินเคลื่อนที่เลยนี่นา



เพียงแต่วัสดุในการสร้างร่างแยกนั้นแพงหูฉี่ อย่างต่ำต้องใช้หินวิญญาณหลายหมื่นก้อน



ยิ่งไปกว่านั้น ยังต้องเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการหลอมศาสตราด้วย พอคิดตรงนี้ เขาก็อดถอนหายใจไม่ได้



ต่อให้เคล็ดวิชาแข็งแกร่งเพียงใดก็ตาม โลกความจริงก็สอนเขาทันทีว่าไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ



แต่ถึงอย่างไร เขาก็ไม่คิดจะเลิก เขายังเคารพ และกลัวพลังของเคล็ดวิชานี้อยู่ จึงไม่คิดจะเร่งรีบผิดจังหวะ



หลังอ่านขั้นตอนการหลอมสร้างร่างแยกอย่างละเอียดจนจบ อวิ๋นซูจึงล้มตัวลงพัก



วันนี้เขาผ่านเรื่องที่เกินจินตนาการมามากเกินไป



ทั้งรับสืบทอดมากมาย ได้ศาสตราเซียน ได้เคล็ดหลอมจิต ได้ปฐมบรรพจารย์ และ…ได้ศัตรูเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่ง



สมองของเขาหมุนราวพายุ ต้องพัก เพื่อให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง




ตอนก่อน

จบบทที่ เคล็ดวิชาแปรสังขาร

ตอนถัดไป