งานประลองสี่สำนัก

ตอนที่ 128 งานประลองสี่สำนัก



ทันทีที่เขาถอนพลังยันต์ปิดเรือนออก ร่างหนึ่งก็เปิดประตูเดินสวนเข้ามาเป็นหลิวชวน



“ศิษย์น้อง เจ้าเตรียมตัวไปถึงไหนแล้ว?” หลิวชวนถามพลางเดินเข้ามา



แต่พอเขาเงยหน้า สายตากลับเห็น “เงาร่างชายหนุ่ม” สะบัดหายไปในพริบตา รูปร่างสูงสมส่วน กล้ามเนื้อกระชับ แต่… เสื้อผ้าอยู่ที่ไหน?



“ศิษย์น้อง…เมื่อครู่ ข้าคงไม่ได้เห็นอะไรที่ไม่ควรเห็นใช่ไหม?” หลิวชวนหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงแผ่ว



อวิ๋นซู “…”



อะไรคือ “ไม่ควรเห็น”!? จะเข้าใจผิดเก่งไปไหมเนี่ย!?



เขาทบทวนฉากเมื่อครู่ เขากำลังตรวจสอบร่างแยก ว่าส่วนไหนต้องเสริม ส่วนไหนยังไม่เรียบร้อย แน่นอน…ยังไม่ได้สวมเสื้อผ้า



แบบนี้จะไม่ให้คนเข้าใจผิดยังไง!?



แต่กลางวันแสกๆ เขาจะไปทำเรื่องลามกกับ “ผู้ชาย” ได้อย่างไร!



สมองหลิวชวนทำงานแบบไหนกันแน่!?



“นี่เป็นร่างแยกที่ข้าหลอมขึ้นมา” อวิ๋นซูตอบเรียบ



หลิวชวนพยักหน้า และเลิกจ้องตรวจสอบตั้งแต่หัวจรดเท้าไปในที่สุด



อวิ๋นซูยังไม่ทันได้ตำหนิเขาเรื่องบุกรุกเข้ามา อีกฝ่ายกลับทำท่าเหมือนสั่งสอนเขาก่อนเสียอีก



ต้องจำไว้…อย่าถอดพลังยันต์ก่อนตรวจสอบให้ครบถ้วน เพราะอาจมี “หลิวชวนที่ซุ่มรออยู่” โผล่มาอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้



“ศิษย์พี่ ท่านมาด้วยเรื่องอะไรหรือ?” อวิ๋นซูถาม



“อีกห้าวันก็ถึงงานประลองสี่สำนักแล้ว เตรียมตัวไว้ อีกสองวันเราก็ออกเดินทาง” หลิวชวนตอบ



อวิ๋นซูพยักหน้า “สองวัน…ดูแล้วคงเดินทางไกลไม่น้อย”



“ใช่ ถึงจะมีเรือเหินฟ้า แต่ก็สิ้นเปลืองหินวิญญาณเอาเรื่อง” หลิวชวนส่ายหน้า



“ยังไงก็ต้องใช้ ไม่งั้นสำนักเราจะดูยากจนเกินไป”



เขาถอนหายใจอีกครั้ง



“ฉู่หวงเยวี่ย ตอนนี้ถึงขั้นก่อรากฐานระดับสามแล้ว ไม่รู้เคล็ดวิชาที่นางได้มา เป็นวิชาอะไร เอ่อ…ไอปราณของนางตอนนี้ลึกล้ำจนมองไม่ทะลุ”



อวิ๋นซูยกคิ้วเล็กน้อย ข่าวนี้ไม่ใช่เรื่องดี แต่ก็ไม่มีอะไรให้น่ากังวล นางเก่งขึ้น เขาก็แค่…เอาชนะให้มากกว่าเดิมเท่านั้น



“งานประลองสี่สำนักกินเวลาครึ่งเดือน แต่ละช่วงเปิดให้ศิษย์ติดต่อกันได้ จะสนทนา จะนัดประลองลับหลัง ไม่ห้าม” หลิวชวนบ่นเสียงอ่อน



“บรรยากาศมันก็เลยดุเดือดทุกปีน่ะสิ”



เขานั่งลงอย่างว่าง่าย



“ถ้าโดนท้าประลอง ไม่รับได้หรือไม่?” อวิ๋นซูยิ้ม



“ไม่รับไม่ได้สิ! ไม่อย่างนั้นสำนักจะขายหน้าเอา งานประลองปีละครั้ง แพ้แล้วต้องรอแก้ตัวปีหน้าเลย!”



อวิ๋นซูหัวเราะเบา



“ไว้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ก็ดีเหมือนกัน”



“ไม่มีใครแลกความรู้กันหรอก มีแต่จะฟาดกันให้เละไปข้าง” หลิวชวนส่ายหน้า



“ประลองน่ะแหละเรื่องหลัก”



อวิ๋นซูถามต่อ



“แล้วรางวัลล่ะ?”



“ที่หนึ่ง โอสถระดับสามสมบูรณ์ ราคาประมาณสามแสนหินวิญญาณ” หลิวชวนชูนิ้ว



“ที่สอง กระบี่ระดับสามสมบูรณ์ ราคาประมาณหนึ่งแสน”



สามแสนหินวิญญาณ…



อวิ๋นซูชะงัก นี่มัน…ล่อใจเกินไปแล้ว



จะเอาไหม?



แน่นอนว่าต้องเอา!



ซ่อนพลังไว้ทำไม?



ตอนนี้ชื่อเขาโผล่ในข่าวสำนักทุกวัน จะซ่อนก็ซ่อนไม่มิดแล้ว



อีกอย่าง ถ้าใครคิดหมายหัวเขาจริง แค่ไม่กี่วันก็รู้แล้วว่าเขาเก่ง



ในเมื่อเสี่ยงอยู่แล้ว ก็เสี่ยงให้ผลตอบแทนสูงสุดจะดีกว่า!



“ส่วนที่สามไม่ต้องพูดถึง สำนักกระถางทองส่งศิษย์ยอดอัจฉริยะสามคนมา อ่อนสุดยังขั้นก่อรากฐานระดับสี่ อีกสองคนแตะระดับห้าแล้ว” หลิวชวนหน้าหนัก



“บางทีอาจมีขั้นแก่นเทียมก็ได้”



“แล้วฝ่ายเราล่ะ?” อวิ๋นซูถาม



“ก็…เจ้า ข้า แล้วก็หลี่เจ๋อเหยียน” หลิวชวนถอนหายใจยาว



“พวกที่ขั้นก่อรากฐานระดับสามขึ้นไปในสำนักเรา ต่างมีหน้าที่บริหารกันหมด เลยเหลือไม่กี่คนที่ว่างมาลงแข่ง”



เหตุผลนั้นฟังแล้วก็เข้าใจ สำนักหมื่นกระบี่ไม่ได้ไร้คนเก่ง แต่คนเก่งถูกดึงไปรับหน้าที่สำคัญจนหมด



ส่วนสำนักกระถางทอง มีทุนหนากว่าเป็นธรรมดา



หลิวชวนพูดต่อ



“ศิษย์รุ่นก่อนหน้าอย่างหานผิง และหลิวอวี้ ตอนนี้เป็นผู้อาวุโสหมดแล้ว ตามกฎก็ลงแข่งไม่ได้ ถ้าพวกเขายังอยู่ เราก็ไม่แพ้ใครหรอก”



ชื่อ “หลิวอวี้” ทำให้อวิ๋นซูสะดุดใจ คนที่เคยเป็นศิษย์หลักแห่งยอดเขากระบี่สวรรค์ และ “ปลื้มเขามากเป็นพิเศษ”



อีกฝ่ายชอบเขา ส่วนเขา…เกลียดขี้หน้าแทบตาย



“งั้นสองวันนี้ ข้าจะเตรียมตัวเพิ่ม” อวิ๋นซูตอบ



หลิวชวนลุก “เรื่องความปลอดภัยของทุกคน…ต้องฝากศิษย์น้องแล้ว”



อวิ๋นซู “…”



“ศิษย์พี่เป็นหัวหน้าทีม ทำไมข้าต้องดูแลความปลอดภัยด้วย?”



“ก็ข้าอ่อนแอไง!” ว่าเสร็จ เขาก็เดินออกไปอย่างภูมิใจนักหนา



อวิ๋นซู “….”



นี่เขาเพิ่งเห็นใครสักคนภูมิใจในความอ่อนแอของตัวเองแบบนี้เป็นครั้งแรก



สองวันถัดมา



อวิ๋นซูใช้เวลาทดลองร่างแยก



ตอนนี้ร่างแยกเคลื่อนไหวได้เหมือนมนุษย์จริงทุกประการ พลังสูงกว่าอวิ๋นซูคาดคิด เมื่ออยู่ใกล้ตัวเขา พลังยิ่งเพิ่มพูนขึ้น



แต่ถ้าอยู่ไกล การควบคุมจะลดลงทันที นี่คือข้อจำกัดของโครงสร้างค่ายกลเชื่อมพลังจิต



อีกสิ่งที่เขาทำคือ ยกระดับเจตกระบี่ทั้งหมด



เจตกระบี่แสงถึงขั้นสาม



เจตกระบี่กลืนวิญญาณถึงขั้นห้า



เจตกระบี่เป็น “ความเข้าใจ” ไม่ใช่พลัง จึงให้ร่างแยกใช้ได้ด้วย แต่พลังสายหลอมกายที่เรามีอยู่ ร่างแยกไม่ได้รับอานิสงส์ไปด้วย



ทั้งหมดนี้ใช้เพียงพันแต้มปราณแท้ เขายังเหลือแปดพันกว่า ไม่คิดแตะต้อง



กระทั่ง เสียงจากระบบดังขึ้นในหัว



[ ตรวจพบแหล่งพลังงานระดับสูง มุกแก้วมายา ต้องการดูดซับหรือไม่? ]



อวิ๋นซูผงะ!



ดูดซับ?



แล้วปฐมบรรพจารย์จะไปอยู่ที่ไหน!?



นี่มันไม่ต่างจาก “รื้อสุสานบรรพจารย์” เลย!



เขาปิดระบบทันที



เมื่อพร้อม เขาเดินออกจากเรือนพัก มายืนรอรวมตัวหน้าประตูสำนัก



ไม่นาน เหล่าศิษย์ทยอยมาครบ ฉู่หวงเยวี่ย หลี่เจ๋อเหยียน และคนอื่นๆ



หลี่เจ๋อเหยียนเป็นคนแรกที่เข้ามาทัก



“หลายวันไม่เจอกัน ศิษย์น้อง เอ่อ ไอปราณเจ้าเข้มขึ้นอีกนะ”



อวิ๋นซูไม่รู้สึกอะไร จนกระทั่งหลิวชวนโผล่มา



“เฮ้ย! ศิษย์น้อง สายตาเจ้าวันนี้…ลึกเหมือนเหวลึก เหมือนจะกลืนคนเข้าไปทั้งคน!”



อวิ๋นซูถึงได้รู้



เจตกระบี่กลืนวิญญาณ ทำให้แววตาเขาคล้ายโพรงมืดที่ดูดทุกสิ่งเข้าไป



ฉู่หวงเยวี่ยก็เหลือบตามอง แววตากดลึกลง



“เขา…แข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว”



เรือเหินฟ้า



นี่คือเรือเหาะเวหาหนึ่งเดียวของสำนัก ณ เวลานี้



ผู้นำขบวนคือจ้าวขุนเขากระบี่เร้น เขายกมือขึ้น พลันมีเรือขนาดเท่าฝ่ามือหลุดจากแขนเสื้อ พอปล่อยออกมา มันก็ขยายตัวท่ามกลางสายลม ก่อนร่วงลงบนพื้นอย่างงดงาม



ทั้งลำประดับด้วยทองเหลืองแวววาว ดูหรูหราโอ่อ่า ภายในกว้างใหญ่ มีห้องพักมากมาย ตกแต่งงดงามไม่แพ้จวนเจ้าเมือง



“จากที่นี่ไปยังสำนักเพลิงอรุณ ใช้เวลาหลายชั่วยาม ทุกคนขึ้นเรือแล้วเลือกห้องพักให้เรียบร้อย” จ้าวขุนเขากระบี่เร้นกล่าวขึ้น



ศิษย์ทั้งหมดยี่สิบคน คืออันดับหนึ่งถึงยี่สิบของการประลองภายในสำนัก หนึ่งคนติดธุระจึงเรียกตัวสำรองขึ้นมาแทน ไม่ส่งผลอะไรมากนัก



นอกจากนั้นคือ จ้าวขุนเขากระบี่เร้น และหลิวชวน หนึ่งเป็นตัวแทนผู้มีอำนาจของสำนัก อีกหนึ่งเป็นหัวหน้าทีมในนาม



ตัวจ้าวขุนเขาเองอยู่ในขั้นแก่นเทียม พลังน่าเกรงขาม เป็นรองเพียงเจ้าสำนัก และเหล่าจ้าวขุนเขาเท่านั้น



บัดนี้เจ้าสำนักและผู้อาวุโสสูงสุดต่างปิดด่าน เขาจึงออกหน้ามากำกับดูแลแทน



“ข้าขอพักกับศิษย์น้องอวิ๋นละกัน พอดีมีเรื่องอยากขอคำชี้แนะ” หลี่เจ๋อเหยียนยิ้มพลางพูด



หลิวชวนพยักหน้า ไม่แย้ง ห้องบนเรือมีมากอยู่แล้ว แต่พอมีคนอยาก “เบียด” มันก็ต้องเบียด



อวิ๋นซูไม่ได้ใส่ใจนัก เขาเดินขึ้นเรือแล้วเลือกห้องด้านขวา หลี่เจ๋อเหยียนก็เดินตามเข้ามาทันที



“ศิษย์น้อง บันทึกเคล็ดลับของเจ้า ข้าอ่านแล้วไม่เข้าใจอยู่หลายส่วนเลย…” เขาทำหน้าทรมาน



“ไม่เป็นไร ถ้าสงสัยก็ถามได้” อวิ๋นซูยิ้มตอบ



เรียกว่าบริการหลังการขายก็ได้ ห้าหมื่นหินวิญญาณ ข้าย่อมให้บริการเป็นอย่างดี



เพียงไม่นาน อวิ๋นซูก็ชี้แนะสองสามประโยค หลี่เจ๋อเหยียนก็เข้าใจประเด็นใหญ่ๆ ได้ถึงเจ็ดแปดส่วน



หลังจากนั้น อวิ๋นซูก็เอนหลัง หลับตาฝึกสมาธิ



เขาเคลื่อนปราณในกายโดยไม่ปล่อยออกสู่ภายนอก เพื่อทำความคุ้นชินกับพลังของตนเอง



แม้เขาไม่ได้พึ่งพาปราณวิญญาณมากนัก แต่รากฐานคือรากฐาน



หากพลังสายฝึกเซียนสูงขึ้น มันจะมีแต่จะเป็นผลดี ไม่ใช่ผลเสียใดๆ



แสงพลังอ่อนๆ ฉายรอบกายเขา ราวกับแสงดาวส่องหมอก หลี่เจ๋อเหยียนเพียงเหลือบตามองก็รีบหันไป ไม่กล้ารบกวน



สามชั่วยามผ่านไป อวิ๋นซูลืมตาขึ้น เขามองออกนอกหน้าต่าง เห็นหมู่ฝูงนกกระเรียนเหินอยู่ข้างลำเรือ เสียงร้องใสกังวาน ราวระฆังสายลม กลบทุกความกังวลในใจ



อวิ๋นซู “…”



นี่…เรือเหินฟ้าช้ากว่านกกระเรียนอีกหรือ?



ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมต้องใช้เวลาหลายชั่วยามกว่าจะถึงสำนักเพลิงอรุณ



การประลองสี่สำนักครั้งนี้จัดโดยสำนักเพลิงอรุณ และทั้งสี่สำนักหมุนเวียนเป็นเจ้าภาพทุกปี คราวนี้เป็นตาพวกเขา



“นี่คือรายชื่อศิษย์ที่จะเข้าร่วมประลองของทั้งสี่สำนัก หลิวชวนฝากให้ข้ามอบให้เจ้า” หลี่เจ๋อเหยียนยื่นแผ่นรายชื่อให้



“ขอบใจ” อวิ๋นซูรับมา กวาดตาดูเฉพาะรายชื่อระดับสูง



นอกจากสามยอดอัจฉริยะของสำนักกระถางทองแล้ว ยังมีศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักคลื่นคราม ที่บรรลุขั้นก่อรากฐานระดับห้าแล้วเช่นกัน อายุและพลังพอๆ กับหานผิง เป็นคู่แข่งตัวจริงแน่นอน



“นี่เป็นเพียงข้อมูลที่สี่สำนักยอมเปิดเผย อาจมีผู้ใดปกปิดพลังไว้ก็ได้ แต่สำหรับเจ้า…ซ่อนหรือไม่ก็ไม่ต่างกันหรอก” หลี่เจ๋อเหยียนหัวเราะแห้งๆ



อวิ๋นซูเพียงยิ้ม



“ฟ้ายังมีฟ้าสูงกว่า คนยังมีคนเก่งกว่า ข้ายังมีเรื่องที่ด้อยอยู่ พลั้งพลาดขึ้นมา ก็อาจแพ้แบบไม่รู้ตัว”



เขาพูดแบบถ่อมตัว แต่ในใจ… คนพวกนั้นไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาเลยด้วยซ้ำ



“ใกล้ถึงแล้วหรือไม่?”



“ใกล้มากแล้วเรือเหินฟ้านี่กินหินวิญญาณมากโข ไปกลับหนึ่งครั้งใช้เป็นหมื่นหินวิญญาณ” หลี่เจ๋อเหยียนบ่น



อวิ๋นซูนิ่งไปทันที



ใช้หมื่นหินวิญญาณ…เพื่อความโก้หรู?



ไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่เขารู้สึกปวดใจอย่างบอกไม่ถูก หินวิญญาณควรใช้เพื่อเสริมพลัง ไม่ใช่เพื่อโชว์รวยแบบนี้



แต่ตอนนี้เถียงก็เท่านั้น เขารู้ดีว่าเพียงหนึ่งหินวิญญาณที่ศิษย์รับใช้อย่างเขาเคยเสี่ยงชีวิตไปหา มันมีราคามากแค่ไหน



เขามองรายชื่ออีกครั้ง แล้วพับเก็บ



สำนักกระถางทองแข็งแกร่งกว่าสำนักหมื่นกระบี่อย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะจำนวนศิษย์ขั้นก่อรากฐานระดับสามขึ้นไป มากกว่าของสำนักหมื่นกระบี่สามถึงห้าคน



นี่คือ ความแตกต่างด้านฐานกำลังอย่างแท้จริง



แม้เขาเคยลงมือสั่งสอนศิษย์ของฝั่งนั้นมาแล้วหลายคน ต้องยอมรับว่าศิษย์ของสำนักกระถางทอง ล้วนดุดัน ดุร้าย แทบไม่ต่างจากสัตว์ป่า



ในขณะที่สำนักหมื่นกระบี่…กลางๆ ไปทุกอย่าง



เขาคิดในใจ วันหนึ่งต้องปฏิรูปสำนักเสียที มิฉะนั้นจะสู้ใครได้



เวลาผ่านไปไม่นาน



เบื้องหน้าเป็นทิวเขาที่เต็มไปด้วยแสงรุ้งแดงระเรื่อ เหมือนอาบด้วยสุริยันยามรุ่ง งดงามราวแดนเทพเซียน



“สำนักเพลิงอรุณ ข้าเคยมาครั้งหนึ่งตอนประลองหลอมโอสถ” หลี่เจ๋อเหยียนมองทัศนียภาพเบื้องหน้า



“ที่นี่มีคนชื่อหงชิง เป็นอัจฉริยะการหลอมโอสถ ตอนนี้เป็นศิษย์พี่ใหญ่ของสำนักพวกเขาแล้ว คาดว่าเจอกันแน่”



อวิ๋นซูมิได้สนใจทิวทัศน์มากนัก เขากวาดตรวจด้วยพลังจิต พบว่าผู้อาวุโสของอีกฝ่ายก็อยู่ที่ขั้นแก่นเทียมเช่นกัน



เสียงของปฐมบรรพจารย์ดังขึ้นในหัว



“คิดไม่ถึงว่าสำนักหมื่นกระบี่จะถดถอยถึงเพียงนี้ ไม่ต่างจากสำนักเล็กๆ แล้ว…”



“ไม่มีสิ่งใดอยู่คงทน” อวิ๋นซูตอบช้าๆ



“สำนักก็เช่นกัน”



เสียงในมุกแก้วมายาเงียบไป



ราวกับปฐมบรรพจารย์กำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง



อวิ๋นซูลุกขึ้น



“เราออกไปรอข้างหน้าเถอะ”



“อืม”



ทั้งคู่เดินไปยังหัวเรือ เบื้องหน้าคือท้องฟ้าโล่งโปร่ง กว้างใหญ่สุดสายตา ให้ความรู้สึกราวกับเหยียบย่างอยู่เหนือโลกมนุษย์



สำนักเพลิงอรุณอยู่ไม่ไกลแล้ว



ที่นี่เป็นสำนักที่รุ่งเรืองด้วยศาสตร์การหลอมโอสถ ชื่อ “เพลิงอรุณ” มาจากปรากฏการณ์แสงสีที่เกิดเวลาหลอมโอสถระดับสูง เป็นนิมิตมงคลแห่งความอุดมสมบูรณ์



“ศิษย์น้องพักผ่อนดีหรือไม่?” หลิวชวนหันมายิ้ม



“พอใช้ได้”



“เขาน่ะไม่ได้พักเลย เอาแต่ฝึก” หลี่เจ๋อเหยียนเสริม



จ้าวขุนเขากระบี่เร้นที่ควบคุมเรืออยู่หันมามอง



“ดีแล้ว เด็กหนุ่มควรขยัน ดูหลิวชวนสิ ทั้งวันเอาแต่ยืนชมวิว หากลงแข่ง คงถูกซัดกระเด็นตั้งแต่ยกแรก”



“ข้าไม่ลงแข่งเสียหน่อย…” หลิวชวนกระซิบงึมงำ



จ้าวขุนเขากระบี่เร้นทำหน้าเอือมระอา



แต่เขาก็รู้ดีว่าหลิวชวนเป็นหนึ่งในผู้สืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักที่มีสิทธิ์ที่สุด เขาบ่นได้ แต่ห้ามจริงจัง



ส่วนอวิ๋นซู… ความเร็วในการฝึกของเขาราวกับปีศาจ ยิ่งน่าเกรงขามกว่าทุกๆ คน



“ถึงแล้ว” จ้าวขุนเขากระบี่เร้นเรียกเสียงหนักแน่น



เรือเหินฟ้าพุ่งเร็วขึ้นอย่างกะทันหัน ก่อนจะร่อนลงสู่ลานกว้างริมเขาอย่างนุ่มนวล



สองข้างทางมีดอกท้อบานสะพรั่ง กลิ่นหอมหวานอบอวลทั่วภูเขา เมื่อเทียบกับสำนักหมื่นกระบี่แล้ว ทั้งทิวทัศน์และสถาปัตยกรรมของที่นี่งดงามล้ำกว่าหลายเท่า



สำนักหมื่นกระบี่ก็แค่สำนักที่มุ่งแต่ฝึกกระบี่ จะสู้สำนักที่หลอมโอสถ และรู้จักใช้ชีวิตได้อย่างไร



แต่หากวันหนึ่งแข็งแกร่งพอ อวิ๋นซูอาจย้อนกลับไปปรับแต่งภูมิทัศน์สำนักของตนให้สวยงามขึ้นบ้าง



ตอนนี้ยังไม่จำเป็น



ชีวิตมิใช่เพื่อเสวยสุข แต่เพื่อฝ่าฟัน…ฝ่าฟันไปจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ!




ตอนก่อน

จบบทที่ งานประลองสี่สำนัก

ตอนถัดไป