วันงานพิธีรับตำแหน่ง
ตอนที่ 142 วันงานพิธีรับตำแหน่ง
“ศิษย์ขอรับช่วงสำนักไม่ออกไปที่ไหน”
เสียงอวิ๋นซูหนักแน่น
เพียงเห็นแววตาอาจารย์ที่เปลี่ยนไป เขารู้ทันทีว่าอาจารย์ดีใจมากเพียงใด
ทว่าแววตานั้นกลับกลายเป็นความกังวลในวินาทีถัดมา
“สำนักเราเล็กเกินไป ไม่คู่ควรให้เจ้าเติบโต ถ้าเจ้าก้าวเข้าสำนักใหญ่ ข้าจะเปิดทางให้เจ้า”
“สหายข้าเป็นผู้ดูแลฝ่ายนอกของสำนักใหญ่แห่งหนึ่ง เจ้าจะเข้าก็ได้…ไม่ต้องเปิดเผยว่ามาจากสำนักหมื่นกระบี่”
“ด้วยความสามารถของเจ้า ย่อมยืนหยัดได้อย่างแน่นอน”
นี่คือคำพูดที่มีทั้งความห่วงใย และความจริงใจที่สุด
แต่อวิ๋นซูหัวส่ายเบาๆ
“ศิษย์ได้เริ่มเตรียมพิธีขึ้นรับตำแหน่งแล้วจะประกาศต่อทุกยอดเขา และแจ้งสำนักใกล้เคียงด้วย ส่วนเรื่องบำเพ็ญเซียน ไม่ต้องเป็นห่วง แม้เป็นเจ้าสำนัก ศิษย์ก็จะไม่หย่อนหยานแม้แต่วันเดียว”
อาจารย์ทอดสายตามองเขานานมาก ก่อนพยักหน้าช้าๆ
“ในเมื่อเจ้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะไม่ขัด หลังพิธี ข้าจะเข้าสู่การปิดด่านลึกยิ่งกว่าเก่า หากมีเรื่องใหญ่ ค่อยมาหาข้า”
“แต่อย่าลืม… อดีตเจ้าสำนักแม้บาดเจ็บจนพลังตกลง แต่วันพิธี เขาจะต้องปรากฏตัว”
“อย่าให้ผู้ใดมองออกว่าเขาพลังลดลงมากแล้ว มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาต่อสำนัก และต่อตัวเจ้าเอง”
อวิ๋นซูพยักหน้าหนักแน่น เขาเข้าใจดีว่าภายนอกอาจหมายถึงอะไร
เขาลาจากอาจารย์ และตรงไปที่ตำหนักกระบี่สวรรค์
ประตูโถงเปิดอยู่แล้ว ราวกับรู้ว่าเขากำลังจะมา หลิวชวนยืนรายงานเรื่องจัดงาน
เจ้าสำนักนั่งบนบัลลังก์ มีสีหน้าเบิกบานอย่างยากปิดบัง
เมื่อเห็นอวิ๋นซู ก็ดีใจยิ่งกว่าเดิม
“ครั้งนี้เจ้าคว้าอันดับหนึ่งมาได้อย่างงดงาม ชูชื่อสำนักขึ้นอีกครั้ง แต่วันไหนเจ้าจะรับช่วงต่อจากข้าเล่า?”
“อีกห้าวันข้างหน้า” อวิ๋นซูตอบ
“ข้าสั่งให้ศิษย์พี่เตรียมพิธีแล้ว”
“ดีมาก” เจ้าสำนักหัวเราะ
“ยืดเยื้อไปก็ไร้ประโยชน์ เพียงแต่…ในวันพิธี ข้าต้องปรากฏตัว หากคนภายนอกรู้ว่าพลังข้าตกลงมากจะยุ่งยากนัก”
อวิ๋นซูหยิบแผ่นหยกออกมา “นี่คือเคล็ดเร้นปราณที่ข้าเรียบเรียงไว้ ท่านสามารถฝึกตามได้เลย”
เจ้าสำนักรับไป ดูเพียงครู่เดียวก็ทึ่งจนลืมหายใจ
“ดี! ดีมาก! หากข้าฝึกจนถึงขั้นสูงภายในห้าวัน วันพิธีจะไม่มีผู้ใดมองออกแน่ อวิ๋นซู…เจ้ามีพรสวรรค์เหนือคนทั้งรุ่นจริงๆ”
เขาเหลือบตามองหลิวชวน
“หลังจากนี้ รายละเอียดต่างๆ ของพิธี เจ้าเอาไปเรียบเรียงมาให้ข้าดู นี่จะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ข้าทำในฐานะเจ้าสำนัก จากนั้น ข้าก็จะไปหาที่เงียบๆ ในหลังเขาเหมือนอาจารย์เจ้า”
เจ้าสำนักยิ้มแผ่ว แต่ในแววตาเต็มไปด้วยความโล่งใจ
เขาตัดสินใจแล้วว่าจะวางทุกอย่างลงอย่างสิ้นเชิง ปล่อยให้ยุคใหม่ ขึ้นแทนที่ยุคเก่า
สำนักหมื่นกระบี่ไม่มีอะไรจะแย่ไปกว่านี้ ดังนั้น…มีแต่ดีขึ้นเท่านั้น
และตัวเขาเองก็กลัวว่า ถ้าช้าเกินไป อวิ๋นซูจะ “ออกจากสำนัก” ไปเสียก่อน
จากที่หลิวชวนบรรยายให้ฟังเกี่ยวกับศึกตัดสิน อวิ๋นซูนั้นทั้งพลัง และศักยภาพราวกับยิ่งเหนือกว่าฉู่หวงเยวี่ยเสียอีก
ท้ายที่สุด เขาคือผู้ที่ทำให้นางยอมรับความพ่ายแพ้อย่างเด็ดขาด ไม่มีการผ่อนปรนให้ ไม่มีการให้เกียรติเพราะเป็นศิษย์ร่วมสำนัก ผู้ชนะย่อมคือผู้แข็งแกร่งกว่าอย่างแท้จริง
ศิษย์เช่นนี้ ต่อให้ตอนนี้อยู่เพียงขั้นแก่นเทียม หรือเพิ่งแตะขั้นแก่นทอง แต่อนาคตย่อมไร้ขอบเขต
เมื่อเขาตั้งใจจะรับช่วงต่อสำนัก ก็ปล่อยให้เขาทำตามใจชอบเถอะ
ส่วนพลังที่แท้จริงของเขานั้น…คงไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้
ตัวหลิวชวนเองเคยไปไต่ถามจี้ว่านเฟิงถึงนิสัยใจคอของอวิ๋นซู รวมถึงพลังฝีมือ แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบว่าอวิ๋นซูมีพลังมากน้อยแค่ไหนแล้ว
เมื่ออาจารย์ยังไม่รู้ คนอื่นก็ยิ่งไม่รู้
ตัวเขาเองเคยสนทนากับอวิ๋นซูไม่กี่ครั้ง แม้จะนับถือในความคิดความเข้าใจของอวิ๋นซูมาก แต่แม้เขาเองก็ยังมองไม่ทะลุพลังของอีกฝ่าย
ทว่า ก็ไม่มีความจำเป็นต้องสืบหาอีก จากงานประลองใหญ่กับงานประลองสี่สำนักที่ผ่านมา
พอจะคาดเดาได้แล้วว่าพลังของอวิ๋นซู “อย่างน้อย” ก็อยู่ในขั้นแก่นทอง
ส่วนระดับขั้นที่แท้จริง…ไม่มีความหมายที่จะรู้ เพราะถึงรู้ อีกไม่กี่วันมันก็จะสูงขึ้นอีก
“ขอบคุณท่านเจ้าสำนัก” อวิ๋นซูประสานมือคำนับ
เขาให้ความเคารพเจ้าสำนักเป็นอย่างสูง
ผู้อาวุโสท่านนี้เป็นคนตรง เป็นคนบริสุทธิ์ทั้งใจ และพลัง ทั้งแข็งแกร่ง ทั้งมีความสามารถในการนำสำนัก
เพียงแต่น่าเสียดาย ถูกคนร้ายลอบสังหารจนบาดเจ็บถึงรากฐาน ไม่เช่นนั้น แท้จริงแล้วเขาน่าจะไปได้ไกลกว่านี้อีกหลายก้าว
หลังจากนั้นก็ปลีกตัวอยู่แต่ในหลังเขา ไม่มีใครเห็นหน้า
แต่ชื่อเสียงยังดังอยู่ ยิ่งไม่ออกมา ยิ่งทำให้ผู้อื่นไม่กล้าลองดี ไม่รู้ว่าที่แท้แล้ว “ระดับพลัง” ของเขาตกลงมากเพียงใด
นี่คือความเฉียบแหลมของผู้ทำการใหญ่ ทั้งรู้จักถอย ทั้งรู้จักซ่อน ทั้งรู้จักครองใจคน
อวิ๋นซูเดินออกจากโถงใหญ่ พลางกล่าวกับหลิวชวน
“ต่อจากนี้ ขอรบกวนศิษย์พี่ด้วย”
“พูดอะไรกัน” หลิวชวนหัวเราะ
“ข้าลุยงานให้เจ้า เจ้าเขียนเคล็ดวิชาให้ข้า ก็ถูกต้องอยู่แล้ว”
“เทียบเชิญแขก ข้าก็ส่งออกไปแล้ว จะเชิญเฉพาะสี่สำนักใหญ่เท่านั้น นอกนั้นไม่จำเป็น พิธีก็เลยคงไม่ใหญ่โตอะไรมากนัก”
อวิ๋นซูขมวดคิ้ว
“เชิญแขกนอกสำนักได้ ยิ่งมากยิ่งดี คนที่ไม่ได้ติดต่อกันนานก็เชิญมา เหล่าผู้บำเพ็ญเซียนพเนจรก็เชิญ แต่ที่เชิญเขามาน่ะ…คือให้พวกเขานำของขวัญมาให้เราด้วย”
หลิวชวนค้างคาอยู่กับที่
“ของขวัญพวกนั้นเอาลงเขาไปขายเปลี่ยนเป็นหินวิญญาณ…แล้วส่งให้ข้า”
หลิวชวนมึนงงค้างอยู่ตรงทางเดิน
“ที่แท้…เจ้าคิดเรื่องนี้ไว้แต่แรก เชิญมากเท่าไหร่ ยิ่งได้ของมากเท่านั้น”
“แต่พอทุกอย่างถูกทำแบบประหยัดสุดโต่ง…มันไม่เสียหน้าหรือ? เชิญคนมากขนาดนั้น แต่จัดงานเรียบง่าย?”
เขาส่ายหัวอย่างปลงตก
“ช่างเถอะ เขาว่ายังไงก็อย่างนั้น สำนักเป็นของเขาแล้ว จะทำอะไรก็ปล่อยเขาไป”
สามวันผ่านไป
อวิ๋นซูยังคงปิดตัวฝึกตน ด้านนอกสำนักกำลังเดือดพล่าน แต่เขาไม่ใส่ใจ ทั้งหมดหลิวชวนคอยจัดการแทน
วันที่สาม หลิวชวนมาหาเขาอีกครั้ง
“เจ้านี่สบายจริงๆ นะ!”
เขายื่นแผนงานให้
“นี่คือแบบพิธี ข้าส่งให้เจ้าสำนักดูแล้ว เจ้าดูต่ออีกที ถ้าไม่มีปัญหา ก็ใช้แบบนี้เลยนะ?”
อวิ๋นซูรับมา เหลือบดูเพียงแวบเดียวก็ย่นคิ้วทันที
“รับรองแขกด้วยผลไม้ปราณ? ไม่มีจำเป็น ผลไม้ธรรมดาก็ดีแล้วหวานกว่าอีกด้วย”
“ไม่ต้องทำชุดใหม่ เอาของระดับล่างสั่งตัดเอาก็ได้”
“ขั้นตอนนี้ก็ไม่ต้อง เสียเวลา”
“ขั้นตอนนี้ยิ่งไม่ต้องแล้วใหญ่…”
หลิวชวนมองเขาด้วยสายตาว่างเปล่า จนสุดท้าย กลายเป็นถอนหายใจอย่างเหลือเชื่อ
“เจ้าไม่ใช่เจ้าสำนักตัวจริงหรอกเหรอ! พวกเขามาถึงก็ให้ของขวัญเจ้า แต่นี่คือวิธีที่เจ้าจะต้อนรับพวกเขางั้นหรือ?”
“มีอะไร ก็ใช้เท่าที่มี ไม่มี ก็ไม่ต้องสิ้นเปลืองหินวิญญาณโดยใช่เหตุ” อวิ๋นซูตอบเรียบๆ
หลิวชวนแทบหมดแรง
“เจ้าบอกให้ข้าเขียนใหม่ได้เลย… ที่สำคัญ ก่อนหน้านี้เจ้าไม่เคยบอกว่าจะให้เขียนแบบไหน พอเขียนเสร็จก็มีคำติเตียนเป็นพรวน!”
“ข้าไม่รู้เรื่องพิธีการนี่นา ก็เลยต้องอ่านของที่ท่านทำแล้วค่อยปรับ” อวิ๋นซูตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน
หลิวชวนม้วนกระดาษเก็บ
“งั้นตามนี้ ไม่มาหาเจ้าแล้ว รอวันงาน เจ้าไปดูด้วยตัวเอง”
“ได้ ฝากด้วยนะศิษย์พี่”
“ใครใช้ให้ข้ามารับงานนี้กันนะ…” หลิวชวนบ่นพลางกัดฟัน
“ตอนนี้ทั้งสำนักกำลังฮือฮา แม้แต่ซ่างกวนอี้ยังออกจากการปิดด่าน เขาตั้งใจฝ่าเข้าสู่ขั้นแก่นทอง แต่ดันมาพลาดตอนนี้”
อวิ๋นซูยิ้มบางๆ
“นั่นก็โชคชะตา ถ้าเขาได้เป็นก่อนข้า ข้าคงไม่มาแย่งกับเขา ตอนนี้แข่งกันสูสีกันเท่าเทียม เขาแก่กว่าพลังน้อยกว่าสู้ข้าไม่ได้ก็เท่านั้น”
“และเขาก็สู้ข้าไม่ไหวจริงๆ ศิษย์พี่ ท่านทำงานไปเถอะ ไม่ต้องกังวล”
อวิ๋นซูหยิบตราสั่งสวรรค์ออกจากอกเสื้อ
“เสร็จงานแล้ว ใช้ตรานี้ประทับได้เลย”
หลิวชวนรับไว้ ถอนหายใจเฮือก
“ตรานี้…ดีนัก หลายคนอยากได้ตำแหน่งที่ประทับตรานี้เหมือนกัน แต่โชคดีที่ซ่างกวนอี้ไม่ต้องให้ข้าเข้าไปจัดการ จ้าวขุนเขากระบี่เร้นคุยกับเขาเรียบร้อยแล้ว”
“ถึงจะเถียงกันหนัก แต่ทั้งสองก็แยกย้ายกันด้วยดี ไม่ได้ลงไม้ลงมือ”
อวิ๋นซูลืมตาขึ้นเล็กน้อย คิดถึงนิสัยหัวร้อนของจ้าวขุนเขากระบี่เร้นแล้ว…
“ที่ไม่สู้กัน ถือว่าเก่งมากแล้ว”
หลังพิธีรับตำแหน่ง ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้นอีก และเขาก็ไม่จำเป็นต้องไปสะสางเรื่องเล็กๆ เหล่านี้อีกต่อไป
การเปลี่ยนตัวเจ้าสำนัก ไม่ส่งผลกับศิษย์ระดับล่าง ไม่กระทบศิษย์สายนอกสักนิด ชีวิตพวกเขาไม่เปลี่ยน ไม่ว่าผู้นำเป็นใคร
ผู้ได้รับผลกระทบคือระดับบนกับชนชั้นสูงของสำนัก
เพราะพลังและสิทธิ์ทั้งหลายอยู่ในมือพวกเขา ตราบใดที่ควบคุมชนชั้นเหล่านั้นได้ สำนักก็สงบเสมอ
“มีปัญหาอย่างอื่นอีกไหม?”
“ไม่มีแล้ว” หลิวชวนส่ายหัว
“ทั้งสำนักคุยกันสนั่น คนนอกก็พูดถึง แต่มีอย่างหนึ่งที่น่าสนใจมาก”
“ศิษย์สายนอกทั้งหลายยกเจ้าเป็นเทพ เขาบอกกันว่าเจ้าเป็นศิษย์สายนอกมาก่อน พวกเขาเลยภูมิใจมาก”
อวิ๋นซูยิ้ม
“ข้าเป็นศิษย์สายนอกที่ไหนกัน ข้าเริ่มจากศิษย์รับใช้นั่นล่ะ”
“แต่ได้มาถึงวันนี้ ก็เพราะผ่านเส้นทางนั้นเหมือนกัน”
“ช่างเป็นแรงบันดาลใจจริงๆ” หลิวชวนพึมพำ
อวิ๋นซูยิ้มบาง
“แรงบันดาลใจหรือไม่ ข้าก็เคยสิ้นหวังมาก่อน แต่หากมัวแต่บ่น โทษฟ้า โทษโชค โทษชะตาก็จะไม่มีวันเดินหน้าได้เลย”
“แม้คนเราไม่มีพรสวรรค์ ไม่มีรากวิญญาณ ก็ไม่ได้แปลว่าหนทางเดินบนวิถีเซียนจะสิ้นสุด”
“ข้าแค่เอาเวลาที่ใช้บ่นไปลงในความพยายามทั้งหมดเท่านั้นเอง”
หลิวชวนฟังแล้วนิ่งไปครู่ใหญ่ ก่อนเอ่ยแซวเบาๆ
“เสียดายที่ศิษย์สายนอกไม่มาได้ยิน ถ้าได้ฟังล่ะก็…คงฮึดสู้กันทั้งลานฝึกยุทธ์แน่”
อวิ๋นซูหัวเราะเบาๆ “นั่นสิน่า น่าเสียดายอยู่บ้าง”
…
“ผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักเพลิงอรุณส่งโอสถระดับสามห้าขวด”
“เฟิงจือซื่อแห่งสำนักชางหลาน ส่งกระบี่วิญญาณระดับสามสามเล่ม”
“สำนักกระถางทองส่งรองเท้าวิญญาณหนึ่งคู่ และอาภรณ์ระดับสามหนึ่งชุด”
“ผู้บำเพ็ญเซียนพเนจร หวังฉง ส่งหินหลอมศาสตราระดับสองหนึ่งชั่ง”
“……”
อวิ๋นซูนั่งอยู่ด้านในอย่างสงบ สิ่งเดียวที่พอทำให้จิตใจเขาขยับไหวอยู่บ้างคงเป็นพวกของกำนัลเหล่านี้เท่านั้น
ของทุกชิ้นล้วนสามารถนำไปแลกเป็นหินวิญญาณได้ทั้งสิ้น
แต่ละคนต่างก็ใจกว้างมิใช่น้อย หากนำทั้งหมดไปขายเป็นหินวิญญาณ ไม่รู้ว่าจะได้มากน้อยเพียงใด
แม้เหล่าผู้บำเพ็ญเซียนพเนจรจะไม่ได้ร่ำรวย แต่เมื่อมาถึงงานเช่นนี้ก็ยังคงคัดของล้ำค่าออกมาให้ได้บ้าง
หลิวชวนทำตามที่เขาบอก ส่งเทียบเชิญไปให้แม้กระทั่งพวกสำนักที่นานๆ ไม่ได้ติดต่อด้วย
เพราะเช่นนั้น งานวันนี้จึงพลุกพล่านอยู่ไม่น้อย แต่ของกำนัลจากเหล่าผู้บำเพ็ญเซียนพเนจรก็แน่นอนว่าย่อมน้อยกว่า
ส่วนสำนักกระถางทอง แม้เคยมีเรื่องบาดหมางกับสำนักกระบี่หมื่นกระบี่มาก่อน แต่ในงานเช่นนี้ก็ไม่ทำให้เสียหน้า ยังคงให้ของขวัญตามธรรมเนียมสูงสุด อวิ๋นซูย่อมไม่ติดใจเรื่องในอดีต เพราะนั่นเป็นความแค้นก่อนหน้า
ตอนนี้เจ้าส่งเงินมา เจ้าก็คือสหาย ขณะที่เรื่องสู้รบหรือชิงดีชิงเด่นหลังจากนี้ ค่อยว่ากันภายหลัง
อย่างน้อยตอนนี้เขาก็สามารถยิ้มให้กับผู้อาวุโสฉี ชายอ้วนเตี้ยผู้นั้นได้อย่างสบายใจ
ในโลกแห่งเซียนก็เช่นนี้ ผู้คนต่างแสวงหาผลประโยชน์กันทั้งนั้น
เวลาที่เขาต้องออกไปปรากฏตัว จึงถูกลดให้เหลือน้อยที่สุด เพียงออกไปช่วงต้น เพื่อรับมอบตราสั่งสวรรค์จากอดีตเจ้าสำนักให้ทุกคนเห็น ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
หลังจากนั้นก็เป็นการต้อนรับแขก และของขวัญตอบแทน
เรื่องเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับเขาเลย แม้แต่การต้อนรับแขกก็ไม่จำเป็นต้องทำด้วยตัวเอง
เขาไม่ค่อยชอบสถานที่ที่มีแต่ผู้คนคอยสรรเสริญเยินยอมากนัก
แม้จะอยู่ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องทน
ไม่รู้ว่าหลิวชวนเดินเข้ามาตอนไหน ทั้งสองอยู่ในเรือนเล็กข้างโถงพิธีใหญ่
“เตรียมตัวได้แล้ว ถึงเวลาที่เจ้าต้องออกไปกล่าวอะไรสักเล็กน้อย” หลิวชวนมานั่งลง มองเขาแล้วว่า “ทุกอย่างทำตามที่เจ้าบอกทั้งหมด เจ้าดูสิ งานพิธีเรียบง่ายมาก แค่ส่งมอบตราสั่งสวรรค์ แล้วก็จัดงานเลี้ยงเท่านั้น”
“จริงๆ ก็สมควรเป็นเช่นนั้น พิธีรีตองมากมายไปก็ไร้ความหมาย เราไม่ใช่สำนักใหญ่ ต่อให้ทำอลังการแค่ไหนก็ไม่มีใครคิดว่านั่นคือสัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่ง” อวิ๋นซูเพียงส่ายหน้าเบาๆ
“แต่งานแบบนี้ ข้าก็ต้องออกคำสั่งให้ศิษย์ไปเก็บผลวิญญาณ ล่าอสูรมาทำอาหาร ถึงเรียบง่ายแต่ก็ต้องมีอะไรให้แขกกินบ้าง”
“ขอบใจศิษย์พี่แล้ว” อวิ๋นซูตอบ ก่อนนึกอะไรขึ้นมาได้ “แล้วผู้อาวุโสซ่างกวนเล่า?”
“ก็ไปปิดด่านต่อ คงถูกจ้าวขุนเขากระบี่เร้นจี้เอาแรงจนทนไม่ไหว” หลิวชวนหัวเราะ “เขาบอกว่าถ้าไม่ฝ่าเข้าสู่ขั้นแก่นทองจะไม่ออกมาอีกแล้ว”
“ก็ดีแล้ว” อวิ๋นซูพยักหน้า “เขาไม่ออกมาจะได้มีเรื่องปวดหัวน้อยลง หากก้าวเข้าสู่ขั้นแก่นทองได้จริง ก็นับว่าเพิ่มกำลังให้สำนักได้มาก”
“จะทำได้ที่ไหนกันเล่า เขาอายุมากแล้ว ชาตินี้อาจไม่มีหวัง ถึงขั้นจะตายระหว่างปิดด่านเลยก็ได้” หลิวชวนเอ่ยตามตรง
อวิ๋นซู “…”
คำตรงไปตรงมา บางทีก็ฟังแทงใจดำ
“งั้นข้าไปก่อน เดี๋ยวมีคนมาเรียกเจ้าเอง” หลิวชวนว่า
อวิ๋นซูพยักหน้า ไม่เอ่ยเพิ่มเติม
ตอนนี้เขายังคงฝึกอยู่ เขาตั้งใจว่าเมื่อพิธีจบ จะออกเดินทางไปยังภูเขาหิมะเพื่อทะลวงเข้าสู่ขั้นแก่นทอง
ดังนั้นพิธีวันนี้ ไม่ได้อยู่ในใจเขามากนัก สิ่งเดียวที่มีค่า คือของกำนัลที่สามารถนำไปแลกเป็นหินวิญญาณสำหรับบำเพ็ญเซียน