แต้มปราณเซียน
ตอนที่ 219 แต้มปราณเซียน
เป็นคำเชิญร่วมงานประลองแห่งเขตฉือเซี่ยโดยเจ้าภาพคือ สำนักกระบี่เทวราช
ตามเดิมควรส่งถึงสำนักเซียนฟ้าอนันต์ แต่เพราะสำนักนั้นล่มสลายไปแล้ว คำเชิญจึงถูกแก้ชื่อใหม่ให้เป็นสำนักหมื่นกระบี่
อวิ๋นซูพึมพำ
“ไปสิ…ทำไมจะไม่ไปล่ะ? ครึ่งปีน่ะ เหลือเฟือ”
หลิวชวนเบิกตากว้าง
“นี่เจ้าจริงจังเหรอ!? นั่นน่ะเป็นเวทีของเก้าขุมกำลังใหญ่ทั้งสิ้นนะ ถ้าสำนักเราไปแล้วร่วงหมด…ภาพลักษณ์เจ้าก็พังทลาย!”
อวิ๋นซูยักคิ้ว
“คนที่เขินแทนข้าน่ะคงเป็นพวกเขามากกว่า ข้าดูของรางวัลแล้ว อันดับหนึ่งได้ของที่มูลค่าไม่ต่ำกว่าสามสิบล้านหินวิญญาณระดับต่ำ”
และยังมี “สิทธิ์เข้าสู่แดนลับโบราณ” อีกด้วย แค่สองอย่างนี้ก็เปลี่ยนอนาคตสำนักได้แล้ว
เขายิ้ม
“นี่มันคือโอกาส เฉพาะที่ผู้ที่พร้อมจะ ‘ชิง’ เท่านั้นถึงจะได้มันมา”
หลิวชวนถอนหายใจ
“งั้นเลือกตัวแทนสามคนจากศิษย์แกนหลัก แล้วไม่ช้า เจ้าก็จะเริ่มลงมือปลุกปั้นพวกเขาเองใช่ไหม?”
“ใช่” อวิ๋นซูคืนยันต์ให้
“ไปเลือกสามคนที่เก่งกาจที่สุดมา โดยเฉพาะคนที่พลังแตะขั้นแก่นทองแล้ว หากยังไม่มี ก็เลือกคนที่ใกล้เคียงที่สุด”
หลิวชวนย่นคิ้ว
“สามคนจากสำนักเรา คงต้องสู้กับอัจฉริยะที่ตอนนี้ส่วนใหญ่… บรรลุขั้นวิญญาณก่อเกิดกันแล้วนะ กลางปีคงพุ่งขึ้นไประดับกลางด้วยซ้ำ”
“เวลาครึ่งปีก็พอแล้ว” อวิ๋นซูยิ้มบาง
“หรือท่านคิดว่าข้าทำไม่ได้?”
“โอเคๆ ไปก็ไป ข้ายอมแพ้ความมั่นใจของเจ้าแล้ว!”
หลิวชวนเดินออกไปและกลับมาในเวลาไม่นาน พร้อมกับศิษย์สามคนที่อวิ๋นซูจำหน้าได้ทั้งหมด
คนแรกมีจุดแข็งเป็น “ร่างลิขิตฟ้า” สายหนึ่ง ไม่ใช่ระดับหายากมาก แต่ก็ถือว่าชั้นดี
คนที่สองเป็นร่างลิขิตฟ้าอีกสายหนึ่ง ไม่ถึงขั้นยอดสุด แต่เป็นตัวดึงศักยภาพออกได้มากจริงๆ
คนที่สาม เด็กหนุ่มผู้มี “รากวิญญาณสวรรค์” เป็นหนึ่งในศิษย์รุ่นแรกที่รับมา และตอนนี้อยู่ขั้นแก่นทองแล้ว มีรากฐานมั่นคงที่สุดในคนทั้งกลุ่ม
อวิ๋นซูพยักหน้า ทั้งสามอาจยังห่างจากชั้นศิษย์อัจฉริยะของเก้าขุมกำลังใหญ่
แต่ครึ่งปี… สำหรับเขา มากเกินพอ
“เอาแค่สามคนนี้ก่อนก็พอแล้ว” หลิวชวนกล่าว “จริงๆ แล้วยังมีอีกสองคนที่เป็นรากวิญญาณสวรรค์ และเพิ่งฝ่าเข้าสู่ขั้นแก่นทอง แต่พลังฝีมือยังด้อยกว่าอยู่บ้าง ถึงอย่างนั้นศักยภาพก็ถือว่าสูงพอตัว”
หลิวชวนเลือกคนอย่างมีแบบแผน ทั้งสามที่เขาพามาล้วนมีพลังอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ถึงบางคนจะด้อยกว่าเล็กน้อย แต่ก็สามารถส่งเสริมกันได้ดี
และเมื่อจะต้องออกไปเผชิญหน้ากับอัจฉริยะของฝ๋ายอื่นๆการมีร่างลิขิตฟ้า คือข้อได้เปรียบที่สำคัญมากที่สุด
อวิ๋นซูมองทั้งสามแล้วก็พลันนึกถึง “หยวนซี”
แต่ตอนนี้…หยวนซียังไม่อาจปรากฏตัวได้
หากปล่อยให้อีกฝ่ายแสดงพลังออกมา เกรงว่าบรรดาศิษย์อัจฉริยะของฝ่ายอื่นจะถูกเขา “สังหารหมู่” กันหมด
เพราะอวิ๋นซูเป็นผู้ลงมือสอนด้วยตนเองมาตลอด และพลังของหยวนซีก็ไม่ด้อยกว่าศิษย์ของขุมกำลังใหญ่เหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
ตอนนี้หยวนซีอยู่ขั้นแก่นทองระดับสูง หากฝ่าเข้าสู่ขั้นวิญญาณก่อเกิดเมื่อใดก็สามารถไล่ทุบตีแซงหน้าศิษย์ยอดฝีมือของทุกขุมกำลังได้ทันที
แม้คิดเช่นนั้น แต่ศิษย์สามคนที่อยู่ตรงหน้าก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
อวิ๋นซูนั่งลง ทั้งสามคนรีบคำนับด้วยท่าทางตื่นเต้น
พวกเขาเติบโตมาจาก “เรื่องเล่า” ของอวิ๋นซู วันนี้ได้พบตัวจริง ยิ่งทำให้เลือดสูบฉีด
อวิ๋นซูพยักหน้าเบาๆ
“บอกข้าหน่อยว่าแต่ละคนชอบสายไหน ชอบฝึกอะไรเป็นพิเศษ หรืออะไรที่รู้สึกว่าตัวเอง ก้าวหน้ารวดเร็ว อยากลองอะไรบ้างก็บอกได้ ข้าจะฝึกพวกเจ้าตาม ‘ความถนัดและความสนใจ’ ก่อน ไม่ได้ดูแค่จุดแข็งเท่านั้น”
ศิษย์ที่มีร่างหยินเร้นก้าวออกมาพูดด้วยความเคารพ
“ข้าชอบสายธาตุน้ำขอรับ เวลาฝึกแล้วรู้สึกว่ามีความก้าวหน้ารวดเร็วที่สุด”
อวิ๋นซูพยักหน้า
“ธาตุน้ำ…ได้ แล้วนอกจากนั้นล่ะ?”
“ข้าสนใจเรื่องค่ายกลด้วย ตอนศึกษาค่ายกลจะรู้สึกว่าจับทางได้ง่ายกว่า”
อวิ๋นซูยิ้มบาง
“ดี งั้นธาตุน้ำกับค่ายกล แล้วเจ้าเลือกเพิ่มได้อีกหนึ่งอย่าง”
เด็กหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเบาแต่หนักแน่น
“…สายมารขอรับ”
คำตอบทำให้ทั้งหลิวชวน และอีกสองคนเบิกตากว้างเล็กน้อย สำนักหมื่นกระบี่เป็นสำนักเซียน แต่เด็กคนนี้กลับเลือกสารมาร
อวิ๋นซูกลับไม่แปลกใจ
“เหตุผล?”
“ก่อนหน้านี้ข้าเคยลองฝึกเคล็ดวิชามารเล็กน้อย รู้สึกว่าเข้ากับร่างกาย และปราณของข้าดีมาก จึงอยากลองศึกษาต่อขอรับ”
อวิ๋นซูพยักหน้า
“งั้นสามอย่าง ธาตุน้ำ ค่ายกล และมาร ข้าจะจัดเตรียมให้ พร้อมทั้งแนวทางผสานกับร่างลิขิตฟ้าของเจ้า สามวันมารับเคล็ดวิชา และบันทึก ข้าจะจัดหาอาจารย์เฉพาะให้ หากมีสิ่งใดไม่เข้าใจ ก็ไปสอบถามเขาได้”
เด็กหนุ่มตะลึง
“ท่าน…ท่านอนุญาตจริงๆ หรือ?”
“ทำไมจะไม่อนุญาต?” อวิ๋นซูหัวเราะ
“หมื่นวิถีล้วนย้อนกลับสู่หนึ่งเดียว มารหรือเซียนก็เป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของพลัง หากเจ้าเดินถูกทางก็เป็นส่วนหนึ่งของการบำเพ็ญเซียนเช่นกัน เจ้ามีใจอยากเรียน ข้าก็จะเปิดทางให้ แต่เจ้าเลือกได้ครั้งเดียว จะเปลี่ยนทีหลังไม่ได้ เจ้าตัดสินใจดีแล้วใช่หรือไม่?”
“ข้าตัดสินใจแล้ว!” เด็กหนุ่มค้อมศีรษะหนักแน่น
“ดี กลับไปได้”
จากนั้นอวิ๋นซูถามความถนัดของอีกสองคน ซึ่งก็ไม่ต่างกันมาก แต่ละคนมีความสนใจเฉพาะทาง ทำให้วางแผนการฝึกได้ง่าย
เขาต้องสร้าง “รากฐานที่แข็งที่สุด” และ “เคล็ดวิชาที่พวกเขาเชี่ยวชาญที่สุด” เพื่อให้ในระยะสั้น…สามคนนี้ “ทะยานขึ้นฟ้า” ให้เร็วที่สุด
ยังมีเวลาอีกครึ่งปี เขาไม่รีบร้อน
หลังจากส่งทั้งสามคนกลับไป อวิ๋นซูกลับห้องพอดีกับที่เหลยส่งข่าวมา
บอกว่าเจอ “คนที่เหมาะสม” หนึ่งคนแล้ว
อวิ๋นซูอ่านข้อความ เพียงพยักหน้าเบาๆ ยังไม่จำเป็นต้องรีบร้อน
เป้าหมายรายนี้เป็นอัจฉริยะในเขตอื่น ใน “เส้นเรื่องเดิม” เขาเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งมากในช่วงกลางเรื่อง แต่เพราะทะเลาะกับนางเอก ฉู่หวงเยวี่ย จึงถูกฆ่าล้างสำนัก
ชะตากรรมอันน่าสลด แต่ความสามารถของเขานั้นจริงแท้อย่างแน่นอน
ตอนนี้เขาอยู่เพียงขั้นก่อรากฐาน และสังกัดสำนักเล็กๆ แห่งหนึ่ง
ตามหลักแล้ว อวิ๋นซู “ไม่ควร” ไปดึงตัวเขาออกมา เพราะแต่ละสำนักมีขนบธรรมเนียมที่ห้ามแย่งชิงศิษย์ของกันและกัน
แต่ในเส้นเรื่องเดิม สำนักเล็กๆ แห่งนั้นถูกคนผู้นี้ทำลาย หมายความว่า ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา มีปัญหาร้ายแรงอยู่แล้วจึงเป็น “ช่องโหว่แห่งโชคชะตา” ที่ใช้ประโยชน์ได้
อวิ๋นซูเก็บยันต์สื่อสาร นั่งทอดสายตานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
เรื่องราวที่เขาจำได้จากเส้นเรื่องเดิม…เริ่มค่อยๆ กลับเข้ามาในหัว
อีกครึ่งปี เส้นเรื่องใหญ่ของโลกแห่งเซียนก็จะเริ่มเปิดฉาก
ไม่ใช่แค่การแก่งแย่งภายในสำนักของนางเอก
แต่เป็นการปะทะกันของขุมอำนาจระดับสูง เป็นคลื่นใหญ่ที่โถมทับจนชี้ชะตาของผู้คนจำนวนมาก เป็นเหตุผลที่ทำให้ “นางเอกต้องออกจากสำนัก”
เส้นทางเรื่องจะเดินตามนาง ไม่ว่าจะออกก่อนหรือหลัง ทิศทางของเรื่องราวก็ยังเหมือนเดิม
ดังนั้น อวิ๋นซูต้องเตรียมตัวล่วงหน้า หากไม่เตรียมให้พร้อม
เขาอาจกลายเป็นเพียง “ผู้ชมที่ถูกคลื่นกลืนกิน” ทำอะไรไม่ได้เลย
แต่ครั้งนี้
เขามีเวลาครึ่งปี มีระบบ และมีพลังที่เป็นของตัวเองจริงๆ
เขาจะไม่ยอมให้ตัวเองกลายเป็นเบี้ยล่างแห่งโชคชะตาอีกต่อไป
จนกระทั่งเข้าสู่วันที่สอง ระบบก็อัปเกรดเสร็จสิ้นในที่สุด
แต้มปราณแท้ถูกเปลี่ยน กลายเป็นแต้มปราณเซียน
เพียงแต่ดูเหมือนจะไม่ได้มีการเพิ่มพลังอะไรที่โดดเด่นนัก เพียงแค่ถูกเปลี่ยนรูปแบบเท่านั้น จากเดิมที่คำนวณด้วยหินวิญญาณระดับกลาง ตอนนี้เปลี่ยนเป็นคำนวณด้วยหินวิญญาณระดับสูง
กล่าวคือ เดิมทีหินวิญญาณระดับกลางหนึ่งก้อน สามารถแลกเป็นหนึ่งแต้มปราณแท้ ตอนนี้หินวิญญาณระดับสูงหนึ่งก้อน สามารถแลกเป็นหนึ่งแต้มปราณเซียน
และแต้มปราณแท้จำนวนสิบล้านแต้มที่เขาอุตส่าห์เก็บสะสมมาจนถึงตอนนี้ ก็ถูกแปลงเหลือเพียงแสนแต้มปราณเซียนเท่านั้น
ถ้าหากมันเพิ่มพลังอย่างชัดเจนก็ว่าไปอย่าง ทว่าตอนนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรที่พิเศษจริงๆ จังๆ
แต่สิ่งเหล่านี้ยังต้องค่อยๆ ค้นหาไปเรื่อยๆ
ตอนนี้ดูเหมือนจะยังไม่มีอะไรเด่นชัดอยู่ดี สุดท้ายแล้วครั้งก่อนก็แปลงรูปแบบแบบนี้เหมือนกัน ส่วนจะมีผลเพิ่มพลังอะไรจริงหรือไม่นั้น ก็ต้องรอดูการใช้งานจริงหลังจากนี้
เพียงไม่นาน เขาก็สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติเล็กน้อยบนหน้าต่างระบบ
อย่างเช่น ช่วงนี้เขากำลังศึกษาเคล็ดวิชาฝึกอสูร
ด้านหลังแถวตัวอักษรปรากฏลูกศรเล็กๆ ที่ชี้ขึ้น
อวิ๋นซูขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนใช้พลังจิตแตะมันเบาๆ พอกดลงไป ค่าความชำนาญของขั้นห้าเดิม เพิ่มขึ้นในทันทีหนึ่งร้อยแต้ม ขยับเข้าใกล้ขั้นหกมากกว่าเดิม
เมื่อมองไปที่แต้มปราณเซียน ก็พบว่าหายไปหนึ่งพันแต้ม
อวิ๋นซูชะงักเล็กน้อย นั่นหมายความว่า สิบแต้มปราณเซียน หนึ่งค่าความชำนาญ ถ้าคิดย้อนกลับก็คือ หินวิญญาณระดับกลางหนึ่งพันก้อน ค่าความชำนาญหนึ่งแต้ม!
เดิมทีเลื่อนจากขั้นห้าเป็นขั้นหก ต้องการห้าร้อยค่าความชำนาญ เท่ากับห้าแสนหินวิญญาณระดับกลาง!
แต่เมื่อคิดเช่นนี้กลับถือว่าคุ้มค่าอยู่ เพราะงานสายอาชีพเสริมทั้งหมดสามารถเพิ่มได้โดยตรง ทำให้ไม่จำเป็นต้องออกแรงไปศึกษาด้วยตัวเองมากนัก
เพียงแต่…นี่เป็นเพียงค่าความชำนาญเท่านั้น ยังต้องผ่านการลงมือฝึกจริงจำนวนมาก สรรพวิชาจะไม่อาจเกิดขึ้นเองจากอากาศธาตุ
แต่ก็เร็วขึ้นกว่าเดิมมากอย่างเทียบไม่ติด
ส่วนระดับพลัง เขาไม่เห็นลูกศรชี้ขึ้น นั่นหมายความว่า ไม่สามารถเพิ่มด้วยวิธีการนี้ ซึ่งก็สมเหตุสมผล เพราะในเมื่อเป็นระบบบำเพ็ญเซียน ก็ย่อมไม่อาจใช้หินวิญญาณแลกระดับขั้นได้โดยตรงแบบลัดขั้นตอน
อีกทั้งการบำเพ็ญเซียนจริงๆ ก็ไม่ควรมีทางลัดอยู่แล้ว
ตอนนี้ระบบของเขาก็แทบไม่ต่างอะไรการซื้อที่ถมทางเพื่อให้ฝึกได้เร็วขึ้นอยู่แล้ว ขอเพียงเขาฝึก…ก็จะได้รับผลตอบแทนทันที ซึ่งนี้เหนือชั้นกว่าผู้มีร่างลิขิตฟ้าส่วนมากเสียอีก
ดีที่ระบบไม่ถึงขั้นโกงเกินไปนัก แต่ก็ไม่อนุรักษ์นิยมเกินไปเช่นกัน
หลังจากพิจารณาสักพัก อวิ๋นซูก็ปิดหน้าต่างระบบ เขาใช้แต้มเหล่านั้นเพิ่มทุกอาชีพเสริมไปจนถึงขั้นหกสมบูรณ์ แต่ก็เฉพาะหลอมโอสถ หลอมศาสตรา ค่ายกล จารึกยันต์ และฝึกอสูรเท่านั้น
ส่วนอย่างอื่น อย่างเช่นเจตกระบี่ เขาไม่คิดจะพัฒนาด้วยวิธีการนี้
หลังเพิ่มทั้งหมด เขารู้สึกเหมือนตัวเอง “เข้าใจ” หลายสิ่งมากขึ้น แต่ก็เหมือนไม่เข้าใจเต็มที่ และในตอนนั้นเอง เขาก็ตระหนักว่าถึงค่าความชำนาญจะเต็มเปี่ยม แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังต้องอาศัยการฝึกจริงเพื่อทำให้เป็นของตัวเอง
ต่างจากเดิมซึ่งต้องเก็บค่าความชำนาญทีละน้อย
แม้แต่จะฝึกก็ยังต้องเก็บประสบการณ์จากศูนย์
ตอนนี้ต่างออกไป ค่าความชำนาญเต็มแล้ว ที่เหลือเพียงปรับตัวอีกเล็กน้อยก็จะชำนาญอย่างสมบูรณ์ เหมือนกับพลังสายหลอมกาย ถึงจะเพิ่มขั้นแล้ว ก็ยังต้องค่อยๆ ปรับให้ร่างกายแบกรับพลังได้อย่างสมบูรณ์แบบ
นี่ถือเป็นการพัฒนาของระบบที่ไม่มากไม่น้อย แต่ก็มีประโยชน์จริงๆ
เพียงแต่สำหรับเขา อาชีพเสริมเหล่านี้ไม่ได้สำคัญเท่าสายหลักสักเท่าไร และหากเขาต้องการจริงๆ เขาก็พร้อมจะฝึกด้วยตัวเองอยู่แล้ว
ร่างแยกของเขายังคงกำลังผลักดันการวิจัยเคล็ดวิชาอยู่ ตอนนี้เขาไม่จำเป็นต้องใช้ร่างจริงทำงานเหล่านั้นอีก
และเขาก็ตั้งใจจะใช้ร่างแยกของตัวเองไปคอยสอนศิษย์สามคนที่คัดเลือกมา จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่สามคน ศิษย์แกนหลักทั้งหมด เขายังตั้งใจจะให้ร่างแยกไปสอนสั่งด้วย เพียงแต่จะให้น้ำหนักไม่เท่ากัน
แน่นอนว่า “ไม่เท่ากัน” หมายถึงทรัพยากรที่มอบให้ ส่วนการฝึกโดยรวมก็ยังเสมอภาคกัน เขาคิดจะให้ร่างแยกลงไปประจำการท่ามกลางศิษย์ทั้งหมด
เมื่อไม่มีอะไรเร่งด่วน เขาจึงหันกลับมาเพิ่มพลังสายฝึกเซียนของตน เพื่อเตรียมรับมือด่านเคราะห์ครั้งต่อไป
เขาเอา “ก้าวข้ามด่านเคราะห์” ใช้เป็นแรงผลักดันมาตลอด
เพราะพลังสายหลอมกายของเขาเหนือกว่าสายฝึกเซียนมาก หากใช้วิธี “ด่านเคราะห์ซ้อน” พลังสายหลอมกายสามารถเร่งขยายขึ้นจนไม่ต้องสนใจว่าจะควบคุมได้หรือไม่ ในยามจำเป็น ก็ไม่ต้องสนอะไรนอกจากรอดชีวิต และมันยังใช้ลากอีกฝ่ายให้ร่วมรับด่านเคราะห์ด้วยกันได้
โดยทั่วไปไม่มีใครทำแบบนี้ได้ แต่ยอดฝีมือบางคนก็เคยทำมาแล้ว
อวิ๋นซูจึงไม่ได้คิดว่านี่เป็นความพิเศษของตนเองโดยเฉพาะ
แต่ถึงอย่างไร รอบต่อไปเขาก็ต้องเตรียมตัวพอสมควร
พลังสายฝึกเซียนเป็นส่วนสำคัญของกำลังรบ ไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อนเคล็ดวิชา พลังเจตกระบี่ แม้แต่พลังจิต หากไม่มีรากฐานจากพลังสายฝึกเซียน ก็ไม่อาจขยายขอบเขตสายหลอมจิตได้
ระหว่างที่เขากำลังจะปิดด่าน เฉินหงก็กลับมา และได้เข้ามาคำนับทันที
อวิ๋นซูไม่ได้ปิดกั้นตัวเองลึกนัก เมื่อมีผู้มาเยือน เขาจึงเปิดประตูรับ และเมื่อเห็นเฉินหง เขาก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
“ศิษย์พี่ ท่านกลับมาเร็วเสียจริง ซากโลหิตที่หลุดออกมาจากเหมืองโบราณ ท่านฆ่าจนหมดแล้วหรือ?”
เฉินหงส่ายหน้า สีหน้าหนักแน่น “ครั้งนี้ข้ากลับมาเพื่อรายงาน เรื่องในเขตนอกของเหมืองโบราณนั้น ไม่เพียงฆ่าไม่หมด แต่ยิ่งฆ่า…มันยิ่งมากขึ้นด้วย ตอนนี้เริ่มมีซากโลหิตที่เทียบชั้นขั้นวิญญาณก่อเกิดปรากฏขึ้นแล้ว ข้ากลัวจะเกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ จึงรีบกลับมาแจ้งข่าว”
“อย่างนั้นหรือ” อวิ๋นซูพยักหน้าช้าๆ นี่เป็นปัญหาใหญ่จริงๆ
ตอนเขาไปครั้งแรก สิ่งที่พบสูงสุดก็มีเพียงระดับแก่นเทียมเท่านั้น บางครั้งอาจมีขั้นแก่นทอง แต่ก็ไม่บ่อยนัก
แต่ตอนนี้ถึงขั้นวิญญาณก่อเกิดออกมาได้ นั่นหมายความว่าด้านในกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
“ท่านกลับไปเฝ้าระวังที่นั่นต่อเถอะ แม้ว่าข้างในจะเกิดเรื่องใหญ่ แต่เราก็ทิ้งที่นั่นไม่ได้ ภารกิจของท่านแค่ป้องกันไม่ให้มีซากโลหิตหลุดรอดออกมามากเกินไปก็พอ พวกมันในตอนนี้ยังไม่ยากจะรับมือเท่าไหร่” อวิ๋นซูเอ่ย
“ถ้าปรากฏซากโลหิตที่เทียบชั้นขั้นจิตเทพเมื่อไร ค่อยกลับมาหาข้าอีกครั้ง”
เฉินหงพยักหน้า “ได้ ข้าจะรีบกลับไป เดิมทีตั้งใจใช้ยันต์สื่อสาร แต่ก็กลัวข่าวไม่ถึงมือ ข้าจึงไม่กล้าล่าช้า เหมืองโบราณนั้นลี้ลับยิ่งนัก”
อวิ๋นซูเข้าใจดี
นี่ไม่ใช่เรื่องที่เฉินหงแก้ไม่ได้ แต่เป็นเพราะมันใกล้เกินขีดจำกัดของเขาแล้ว และหากปล่อยให้สถานการณ์เลยเถิด เขาคงไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไรต่อไปดี
“นี่คือหินผลึกปราณอสูรที่เก็บมาได้ล่าสุด” เฉินหงส่งถุงมิติมาอีกใบ
อวิ๋นซูเพียงชำเลืองมองภายใน ก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“ไม่เลวเลยทีเดียว”