ข่าวเล่าลือ
ตอนที่ 233 ข่าวเล่าลือ
โจวเต้าเจวี่ยย่ำอยู่ที่เดิมมานานกว่าหนึ่งศตวรรษแล้ว และไม่ได้ปิดด่านอย่างจริงจังมาหลายสิบปี
แม้ยังถูกยกให้เป็นอันดับหนึ่งแห่งแดนอวิ๋น แต่ชื่อเสียงก็เริ่มกลายเป็นเพียงเงาเลือนราง
มีบรรพจารย์หลายคนทะลวงถึงขั้นจิตเทพระดับสี่ และบางคนแตะระดับห้าแล้ว
แต่โจวเต้าเจวี่ยก็ยังคงได้รับความเคารพสูงสุด
หลายคนเชื่อว่า แม้เป็นแค่ขั้นจิตเทพระดับสี่ โจวเต้าเจวี่ยย่อมเอาชนะแม้ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นจิตเทพระดับห้าได้ไม่ยาก
เพราะความต่างระหว่างระดับสี่ และระดับห้าของขั้นจิตเทพ ไม่มากอย่างที่คิด
หรือว่า…เขากำลังเตรียมฝ่าด่านพลัง?
ถ้าเช่นนั้น อันดับหนึ่งของเขาจะยิ่งมั่นคงกว่าเดิม
ไม่สิ ตอนนี้ เขาย่อมเป็นเพียงอันดับสองแล้ว
เพราะหนึ่งคน…เพิ่งล้มสำนักเซียนฟ้าอนันต์ลงเพียงลำพัง
แม้ไม่มีใครคิดว่าโจวเต้าเจวี่ยจะทำได้ถึงเพียงนั้น พวกเขาเพียงมองว่าเขายังเป็น “ยอดอัจฉริยะ” เท่านั้น ไม่ใช่ผู้เหนือฟ้าดิน
อันดับสองก็ยังดี
เหล่าบรรพจารย์มากมายแห่มาเยี่ยมเยือน แต่กลับไร้คำตอบใดๆ จากสำนักกระบี่เทวราช
พวกเขาต่างผิดหวัง
ข่าวลือหลากหลายเริ่มแพร่กระจาย ไม่มีข้อสรุปจนกระทั่ง ข่าวหนึ่งแพร่ไปทั่วเขตฉือเซี่ย
“บนยอดเขาชิงเฟิง มียอดฝีมือแห่งสำนักกระบี่เทวราชลงมือประลองกับคนผู้หนึ่ง”
แต่ไม่มีผู้ใดรู้ว่า “อีกฝ่าย” คือใครกันแน่ มีเพียงคำบรรยาย ว่าภูเขาสั่นสะเทือน ฟ้าดินกัมปนาท
ข่าวนี้แพร่ออกมาจากอสูรบนเขาชิงเฟิง แต่ใครเล่าจะรู้ว่าเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน
แต่ทุกคนก็เดาสิ่งเดียวกันได้ไม่ยาก
เมื่อประลองกัน ย่อมมีแค่สองผล บาดเจ็บ หรือเกิดความก้าวหน้า
ส่วนผลเสมอ…แทบไม่มีโอกาสเกิดขึ้นจริง และหากมีก็นับเป็น “เกิดความก้าวหน้า” เช่นกัน
หรือว่านี่คือสาเหตุที่โจวเต้าเจวี่ยปิดด่านกะทันหัน?
แล้วคู่ต่อสู้ของเขาคือใครกันแน่?
เสียงลือมากมาย แต่ไร้คำตอบ
หนึ่งเดือนผ่านไป…
ยอดเขาชิงเฟิง สายฟ้าเส้นมหึมาตกจากฟากฟ้าลงมา ราวกับผืนฟ้าเบื้องบนถูกฉีกออกเป็นทางยาว
อวิ๋นซูลืมตาเล็กน้อย มองขึ้นไปยังเมฆก่อเกิดด่านเคราะห์
เสี่ยวจิ่ว… กำลังข้ามด่านเคราะห์อยู่
เขาได้ส่งมอบของวิเศษหลายชิ้นให้เด็กน้อยแล้ว ซึ่งเพียงพอจะช่วยป้องกันได้บ้าง
ของวิเศษเหล่านั้นทั้งหมดได้มาจากศิลาทดสอบกระบี่ เรียกได้ว่าเป็นสมบัติของสำนักหมื่นกระบี่โดยแท้
ส่วนมากเป็นระดับเจ็ด
เพราะระดับนี้ไม่สูงไม่ต่ำ เป็นช่วงที่มีจำนวนผู้แข็งแกร่งมากที่สุด
ระดับที่สูงกว่านี้ก็หาได้ยาก ส่วนระดับต่ำกว่านี้ก็ไม่จำเป็นต้องบรรจุลงในศิลาทดสอบกระบี่จำนวนมากมายนัก
ถึงอย่างนั้น ระดับเจ็ดก็ถือว่าเทียบเท่าผู้บำเพ็ญเซียนขั้นผสานมรรคาได้แล้ว
ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นผสานมรรคานั้น มีสถานะเทียบเท่าผู้อาวุโสของมหาสำนัก และยังเป็นผู้อาวุโสที่มีอำนาจแท้จริง
ดังนั้น อวิ๋นซูจึงให้ความสำคัญกับด่านเคราะห์ของเสี่ยวจิ่วเป็นอันมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด่านเคราะห์ของอสูรสวรรค์นั้นทรงพลังอย่างยิ่ง หากเตรียมตัวมาไม่ดีพอ มีหวังเกิดปัญหาใหญ่ได้ง่าย
และหากเขาเข้าไปแทรกแซงด้วยพลังของตน ด่านเคราะห์จะยิ่งรุนแรงกว่าเดิมจนแทบจะควบคุมไม่อยู่
เขาจึงทำได้เพียงช่วยจัดเตรียมตัวช่วยพื้นฐานให้เท่านั้น
ปฐมบรรพจารย์ก็เดินออกมายืนข้างเขาเช่นกัน
สายตาจับจ้องไปยังสายฟ้าที่ทิ่มแทงฟ้า และเงาขาวที่อยู่เบื้องล่าง
“เจ้าตัวเล็กกำลังก้าวข้ามด่านเคราะห์แล้วสินะ”
“จากที่ข้าอบรมเขามาตลอดหนึ่งเดือน ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”
อวิ๋นซูยิ้มบางๆ “เช่นนั้นต้องขอบคุณท่านจริงๆ”
“ไม่ต้องขอบคุณ” ปฐมบรรพจารย์กล่าวเสียงเรียบ
“สายเลือดของเด็กคนนี้บริสุทธิ์และทรงพลังอย่างหาตัวจับยาก หากฝึกฝนให้ดี ต่อให้เทียบกับผู้สืบสายโลหิตของหอจักรพรรดิอสูรก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน”
“หอจักรพรรดิอสูรงั้นหรือ…” อวิ๋นซูพยักหน้าเบาๆ
ประมุขหอจักรพรรดิอสูรนั้นเป็นผู้แข็งแกร่งระดับตำนาน ลึกเร้นประเมินไม่ได้
ว่ากันว่าอยู่ขั้นเก้า หรือแม้แต่แตะขอบเขตขั้นเซียนก็ยังมีความเป็นไปได้อยู่
แต่ทั้งหมดล้วนเป็นเพียงบันทึกเล่าขาน ตัวเขาเองไม่อาจสัมผัสตัวจริงได้
สายฟ้าสวรรค์แห่งชั้นฟ้าตกลงมาหนึ่งครั้ง นี่คือ สายฟ้าสวรรค์เส้นที่หนึ่ง
เก้าสายฟ้าสวรรค์ แต่ละเส้นรุนแรงราวกับฉีกผืนฟ้าทลายปฐพี
แท้จริงแล้วจำนวนสายฟ้าสวรรค์ไม่ใช่ตัวชี้วัดความรุนแรงเสมอไป บางครั้งสายฟ้าสวรรค์มากอาจถูกแบ่งกำลังออก ทำให้ไม่รุนแรงเทียบเท่า
แต่เก้าสายฟ้าสวรรค์ก็ถือเป็นด่านเคราะห์ที่ทรงพลังระดับ “ทำลายล้างสรรพสิ่ง”
ผู้ที่ผ่านได้… เป็นเพียงหยิบมือ หนึ่งในหมื่นเท่านั้น
ผู้ตายใต้พลังสายฟ้ามีมากกว่าผู้รอดชีวิตหลายเท่าตัว
วิถีเซียนนั้นล้วนขรุขระ ก้าวหนึ่งเต็มไปด้วยหลุมลึกอีกก้าวหนึ่งเต็มไปด้วยเขาสูง
ผู้ที่ก้าวไปถึงยอดเขานั้นน้อยนัก
รอบตัวเสี่ยวจิ่ว เปล่งประกายสีขาวพวยพุ่ง ร่างอสูรสวรรค์เผยสภาพตัวตน แสงสว่างส่องขึ้นราวกับดวงอาทิตย์เล็กๆ ทะลวงหมู่เมฆ จนถึงขั้นต้านพลังแห่งด่านเคราะห์ได้อย่างสมศักดิ์ศรี
อวิ๋นซูพยักหน้าอย่างพอใจ
เพียงหนึ่งเดือนที่ปฐมบรรพจารย์ฝึกให้ ผลลัพธ์กลับก้าวกระโดดอย่างน่าทึ่ง พลังสายเลือดที่เคยควบคุมไม่ได้ ตอนนี้กลับสงบนิ่ง และเชื่อฟังราวกับสายลมอ่อนโยน
เมื่อควบคุมพลังสายเลือดได้อย่างสมบูรณ์แล้ว นั่นแหละคือกุญแจปลดล็อก อสูรสวรรค์แต่กำเนิด
บางส่วนของพลังสายอสูรสวรรค์นั้นซ่อนอยู่ในสายเลือดแต่เดิม เพียงผู้ครอบครองพลังต้องสามารถ “ตื่นรู้สายเลือด” ก่อนถึงจะเข้าถึงได้จริงๆ
เหล่านี้คือ เหตุผลที่อวิ๋นซูให้ความสำคัญกับเสี่ยวจิ่ว และให้ปฐมบรรพจารย์เป็นผู้สอน เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องอย่างยิ่ง
สายฟ้าสวรรค์เส้นแรกถูกคลื่นพลังของเสี่ยวจิ่วทำลายจนสลายไปในทันที เขาไม่ได้แค่ตั้งรับ หากยังมีพลังโต้กลับด้วย
เส้นที่สอง เส้นที่สาม ผ่านไปโดยง่าย
เมื่อถึงเส้นที่เจ็ดจึงเริ่มรู้สึกตึงมือ และเส้นที่เก้าก็ทุ่มพลังทั้งหมดเข้าแลก กระทั่งผ่านไปได้อย่างฉิวเฉียด
แม้แต่บาดแผลก็ไม่เหลือทิ้งเอาไว้
พลังแห่งด่านเคราะห์อ่อนๆ แผ่ลงร่างเขาราวแสงแห่งความอบอุ่น เป็นพลังที่เหลืออยู่จากด่านเคราะห์ ซึ่งจะฟื้นฟูบาดแผล และสภาพร่างกายได้เล็กน้อย
เมื่ออวิ๋นซูเดินเข้าไป เสี่ยวจิ่วกลับมาเป็นร่างมนุษย์แล้ว นอนเหยียดยาวด้วยท่าทีอ่อนล้าแต่สบายใจ มองเมฆเคราะห์ที่กำลังสลายตัวจากไป
“เผ่าอสูรนี่ก็มีข้อเสียอยู่หน่อยเดียว คือโดนฟ้าผ่าแทบทุกวัน ไม่รู้เมื่อไหร่จะหมดเสียที” เสี่ยวจิ่วพูดพลางกะพริบตา
“ย่อมมีวันสิ้นสุด” อวิ๋นซูหัวเราะ “เมื่อเจ้ามีพลังมากพอ ก็จะไม่ต้องรับด่านเคราะห์อีก”
แต่ “มากพอ” ที่ว่า…คือระดับที่สูงจนคนน้อยเท่านั้นที่จะกล่าวไปถึง
“งั้นรึ…” เด็กน้อยถอนใจ “ฟังดูไกลเหลือเกิน”
“ในเมื่อผ่านด่านเคราะห์แล้วก็ไปเล่นได้แล้ว ไม่ต้องฝืนฝึกหนักอีก” อวิ๋นซูกล่าว
“ดีเลย!” เสี่ยวจิ่วกระโดดโลดเต้นหายลับไปทันที เห็นชัดว่าเรื่องเล่นคือ หัวใจหลักของเขา
ในภูเขาแห่งนี้เขามีเพื่อนมากมาย ด้วยความใสซื่อบริสุทธิ์ ทำให้เหล่าอสูรชื่นชอบเขา ไม่รู้ว่าแท้จริงเขาคืออสูรสวรรค์ ถ้ารู้…คงมีแต่หมอบคลานเท่านั้น
ปฐมบรรพจารย์ติดตามไปเงียบๆ เพื่อดูแลไม่ให้เด็กน้อยถูกรังแก
แม้พลังจะสูงส่ง แต่เขาไม่ชอบใช้พลังของตนโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายไม่ได้มีเจตนาร้าย
แต่ใครจะเปิดเผยเจตนาร้ายแบบเปิดเผยตรงไปตรงมากันเล่า…
อวิ๋นซูมองปฐมบรรพจารย์เล็กน้อย อีกฝ่ายพยักหน้าก่อนเหินตามไป
อวิ๋นซูกลับเข้าสู่การปิดด่านอีกครั้ง
เขาวางเพียงค่ายกลลวงตาอย่างง่ายเอาไว้ หากมีผู้บุกรุก ก็จะเห็นป่าแห่งหนึ่ง และเดินวนอยู่ในนั้นจนถึงยามเที่ยงก่อนจะออกมาได้เอง
ไม่จำเป็นต้องวางค่ายกลสังหาร
เพราะที่ภูเขานี้มีอสูรหลายช่วงอายุ ผู้ที่เดินถึงยอดเขาได้ล้วนเป็นผู้มีพลังฝีมือสูงส่งทั้งนั้น และพวกเขาก็ไม่มีคุณค่าพอให้เขาเข่นฆ่า
ยิ่งเมื่ออสูรเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์ การฆ่าเพื่อดูดซับพลัง ก็เหมือนฆ่าคนจากเผ่าตนเองให้ความรู้สึกผิดแปลก
แม้ในอดีต เขาจะฆ่าคนไม่น้อย แต่เขาไม่ใช่คนบ้าเลือด
ผ่านไปสามวัน
ดวงตาอวิ๋นซูพลันสว่างขึ้น เขาลุกขึ้นช้าๆ
“ขั้นหลอมสูญตา…”
แม้สำหรับเขา ระดับนี้ไม่ได้ยิ่งใหญ่จนเกินไป เพราะต่อให้บรรลุขั้นหลอมสูญตา เขาก็เพียง “ไร้เทียมทานในเขตฉือเซี่ย” เท่านั้น และนั่นเฉพาะพลังสายฝึกเซียน
แต่ถึงอย่างไร นี่ก็เป็นก้าวสำคัญ
นี่เพิ่งเป็นเพียงขั้นหก ยังมีหนทางอีกยาวไกลให้เดินต่อ
เขารู้สึกพึงพอใจ เพราะระดับพลังสายฝึกเซียนคือ รากฐานแท้จริงของทุกอย่าง
แม้พลังสายหลอมกายจะแข็งแกร่ง และใช้งานได้ดี แต่ก็ไม่อาจพาเขาทลายฟ้าไปสู่แดนอื่นได้ การเหยียบย่างฟ้าได้ ต้องอาศัยพลังสายฝึกเซียนเท่านั้น
นี่จึงเป็นก้าวที่พาเขา… เข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้นหนึ่งก้าว
ปฐมบรรพจารย์เดินพาเสี่ยวจิ่วกลับมาในขณะนั้น
“วันนี้เด็กน้อยไปมีเรื่องกับคนอื่นอีกแล้ว แต่ก็ชนะ ตอนนี้กลายเป็นจ้าวอสูรของภูเขาแห่งนี้ไปแล้ว”
อวิ๋นซู “…”
เด็กน้อยขี้อายเมื่อก่อน…วันนี้กลายเป็นจ้าวอสูรเหยียบหัวผู้อื่นแล้วงั้นหรือ?
ต้องยอมรับว่าปฐมบรรพจารย์ “สอนเด็ก” ได้เก่งจริง
เสี่ยวจิ่วทำตาแดงๆ พูดอย่างไม่พอใจ
“ก็ข้าเห็นลูกเก๋ากี้ก่อน แต่เขามาแย่งไป!”
“ครั้งหน้าเห็นเช่นนั้นให้ต่อยได้เลย” ปฐมบรรพจารย์พูดหน้าตาเฉย
อวิ๋นซู “…”
อวิ๋นซูไม่ได้ใส่ใจมากนัก นิสัยเปลี่ยนแปลง ย่อมเป็นเรื่องดีเสียด้วยซ้ำ
ยิ่งไปกว่านั้น เสี่ยวจิ่วเองก็ควรจะแข็งแกร่งขึ้นบ้าง ไม่อย่างนั้นคงถูกคนรังแกอยู่ร่ำไป
อีกไม่กี่เดือน ก็จะถึงงานประลองใหญ่ที่สำนักกระบี่สวรรค์ ตอนนั้นคงครึกครื้นไม่น้อย ส่วนการปิดด่านของเขา ที่ใดก็ได้ทั้งนั้น
แต่เพราะตอนเสี่ยวจิ่วข้ามด่านเคราะห์ก่อให้เกิดความปั่นป่วนใหญ่โต ดึงดูดพลังจิตอันแข็งแกร่งหลายสายสำรวจเขาชิงเฟิง
ด้านนอกไม่ปลอดภัยเท่าในสำนักเซียนอยู่แล้ว
ดังนั้น วันรุ่งขึ้น พวกเขาจึงออกเดินทางกลับสำนักหมื่นกระบี่
ในสำนักหมื่นกระบี่ ทุกอย่างยังคงสงบดังเดิม
อวิ๋นซูตรงไปยังลานฝึกยุทธ์บนยอดเขากระบี่วิญญาณ
ทันทีที่เห็นเขาเดินเข้ามา หลี่เจ๋อเหยียนก็รีบคำนับ
“คารวะท่านเจ้าสำนัก”
“ข้ามาดูพวกเขา” อวิ๋นซูกล่าว “ศิษย์พี่ ท่านไปเรียกสามคนนั้นมาที รวมถึงตู๋หยวนด้วย”
“รับทราบ” หลี่เจ๋อเหยียนพยักหน้า
เขาย่อมรู้ว่าคำว่า “สามคนนั้น” หมายถึงใคร คือผู้ที่จะเป็นตัวแทนสำนักหมื่นกระบี่ในงานประลองเก้าเซียน
แม้ยังฝึกอยู่พร้อมศิษย์คนอื่น แต่หลังจากได้รับการชี้แนะเฉพาะทางจากอวิ๋นซู พวกเขาพุ่งทะยานราวเสือติดปีก และหนึ่งในนั้น…กำลังฝึก “เคล็ดวิชามาร”
นี่เรียกได้ว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
แม้เคล็ดวิชามารจะทรงพลังจนหวาดกลัว แต่สำนักหมื่นกระบี่คือสำนักกระบี่ แม้ตอนนี้จะผสมวิชาหลายแขนง และมีระบบประเมินที่ชัดเจน แต่สายมารกับสายหลักไม่เคยสอดคล้องกัน
อย่างไรก็ดี เขาไม่ได้ถามอะไร เมื่อรู้ว่าผู้สอนคือ “ร่างแยกของเจ้าสำนัก” เขาก็สบายใจ
ตั้งแต่นั้นมา เรื่องการฝึกสอนศิษย์ เขาก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของอวิ๋นซู
ยิ่งไปกว่านั้น แม้เป็นเพียงร่างแยก เวลาว่างก็ยังใช้ไปกับการ “สร้างเคล็ดวิชา” อย่างไม่หยุดพัก
ให้ตาย… เจ้าสำนักคนนี้ แม้แต่ร่างแยกยังไม่ยอมพักผ่อน แล้วคนธรรมดาอย่างเขาจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร?
ทั้งเก่ง ทั้งขยัน เป็นประเภทที่คนธรรมดาไม่อาจไล่ตามได้ทันจริงๆ
ไม่นานนัก ร่างของคนทั้งสี่ก็เดินมาถึงหน้าอวิ๋นซู
“คารวะท่านเจ้าสำนัก!”
สามคนแรกก้มศีรษะ แววตาเต็มไปด้วยความเคารพลึกซึ้ง
“คารวะท่านอาจารย์” สุดท้ายเป็นตู๋หยวน
สายตาเขามองอวิ๋นซูอย่างจริงจัง พรางค้อมกายอย่างนอบน้อม ในแววตานั้นมีความศรัทธาที่พึ่งเกิดขึ้นในช่วงหลายเดือนนี้เต็มเปี่ยม
ช่วงที่ผ่านมา เขาได้ฟังเรื่องราวของอวิ๋นซู เรื่องราวของ “เจ้าสำนักหมื่นกระบี่” ผู้เป็นตำนานของยุคสมัยนี้
พวกศิษย์รุ่นเยาว์ในสำนักไม่ค่อยออกไปภายนอก เวลาพักกินข้าวก็คุยกันเรื่องภายในสำนักเสียเป็นส่วนใหญ่
แม้เขาเป็นศิษย์ใหม่ แต่ไม่มีใครรังเกียจ ตรงกันข้ามกลับมีพี่สาวน้องชายคู่หนึ่งคอยดูแลเขาแทนคนในครอบครัวด้วยซ้ำ
เมื่อรู้ว่า “อาจารย์ของเขา” เคยมีรากฐานอ่อนแอเพียงใด
แต่กลับปีนป่ายขึ้นมาถึงจุดสูงสุดด้วยตนเอง ความรู้สึกสิ้นหวังว่า “ตัวเองเป็นขยะ” ผู้ไร้พรสวรรค์ก็สลายไปสิ้น
อาจารย์ยังก้าวขึ้นมาได้ แล้วตัวเขาจะยอมแพ้ได้อย่างไร?
ราวกับเพลิงแห่งความฮึกเหิมถูกจุดขึ้นกลางหัวใจ
อวิ๋นซูพยักหน้าเบาๆ เพียงกวาดสายตา ก็รู้ระดับพลังของแต่ละคนชัดเจน
ตู๋หยวนยังถือว่าก้าวช้ากว่าเพื่อน แต่เขาเพิ่งเข้าสำนักไม่นาน การมีพลังเท่านี้ถือว่าดีมากแล้ว
อวิ๋นซูพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง
ตอนนี้ตู๋หยวนอยู่ในขั้นก่อรากฐานระดับสอง หากหวังจะบรรลุขั้นวิญญาณก่อเกิดภายในสองสามเดือน คงยากอยู่
แต่ให้ทะลวงไปถึงขั้นแก่นทองระดับกลางหรือสูงนั้น เขามั่นใจว่าสามารถทำได้อย่างแน่นอน
ส่วนอีกสามคน ขณะนี้ล้วนอยู่ในขั้นแก่นทองระดับกลาง
เด็กหนุ่มผู้ฝึกเคล็ดวิชามาร ถือว่าก้าวหน้าเร็วที่สุด ใกล้จะแตะขั้นแก่นทองระดับสูงแล้ว
หากฝึกต่ออย่างถูกต้อง ในอีกไม่กี่เดือน ทั้งสามคนทะลวงถึงขั้นวิญญาณก่อเกิดได้แน่ๆ
นี่เพียงพอแล้ว
ถ้ามีคนก้าวไปถึงขั้นวิญญาณก่อเกิดระดับกลางได้ล่ะก็ สำนักหมื่นกระบี่อาจมีลุ้นแย่งอันดับสูงๆ ในงานประลองเก้าเซียน
สำหรับอวิ๋นซู เขามองตำแหน่งในงานประลองด้วยใจสงบ แต่เขาต้องการให้คนทั้งโลกเห็นว่านอกจากตัวเขาแล้ว ศิษย์ของสำนักหมื่นกระบี่ยังล้วนเป็นดาวรุ่งทั้งสิ้น