บทที่ 20 ออกเดินทาง
บทที่ 20 ออกเดินทาง
วันที่สิบ เดือนอ้าย ราว 10 โมงเช้า
บุรุษไปรษณีย์หลิน ขี่จักรยานโครงใหญ่ คู่ใจฝ่าลมเหนือที่หนาวจนหน้าชาแข็ง สั่นกระดิ่งเสียงดังกร๊งๆ มาส่งจดหมายแล้ว
หร่วนซิ่วฉิน รินน้ำร้อนให้เขาถ้วยหนึ่งเพื่ออุ่นมือ หลังจากนั้นก็รับธนาณัติสามฉบับมาอย่างมีความสุข สองฉบับ 40 อีกฉบับ 50
รวมเป็น 130 หยวน
จากนั้นเธอก็ไม่ได้ปรึกษาจางเซวียน เลยแม้แต่น้อยยัดเงินทั้งหมดเข้ากระเป๋าตัวเองอย่างหน้าตาเฉย
เก็บเข้าที่เรียบร้อย มือขวาก็ตบกระเป๋าเสื้อเบาๆ อย่างไม่ตั้งใจ รู้สึกราวกับดื่มน้ำผึ้งเข้าไป หวานชื่นไปทั้งใจ
ใครว่าบ้านตระกูลจางของฉันไม่มีเรี่ยวแรงหาเงินลูกคนสุดท้อง ของฉันลงมือครั้งเดียว ก็เท่ากับคนอื่นทำงานหนักครึ่งเดือนแล้ว
แถมยังเป็นการใช้ความรู้หาเงิน นี่ทำให้เธอภาคภูมิใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
และในเที่ยงวันเดียวกันนี้เอง หร่วนเต๋อจื้อ ก็เดินทางกลับ
คืนก่อนที่จะไป เขาก็ยังไม่ยอมปล่อยจางเซวียน ไปง่ายๆ ใช้เสียงกรนและเสียงกัดฟันขับไล่เขาไปขลุกตัวอยู่ที่ห้องโถงกลาง ทั้งคืนอีกครั้ง
ที่สถานีรถของตำบล หลังจากช่วยยกสัมภาระเก็บเรียบร้อย จางเซวียน ก็เกาะหน้าต่างรถเตือนว่า “คุณน้าผมรอข่าวจากน้านะ”
หร่วนเต๋อจื้อ ชะงักไปครู่หนึ่ง หันกลับมาเห็นหลานชายมองตัวเองด้วยสายตาคาดหวัง สุดท้ายก็ยอมให้ยาใจกับจางเซวียน “เร็วสุดหนึ่งเดือน ช้าสุดสามเดือน ฉันจะตอบกลับไป”
จางเซวียน ยิ้มพลางโบกมือลา “ครับ ขอบคุณมากครับคุณน้า เดินทางปลอดภัยนะครับ”
หร่วนเต๋อจื้อ ก็ยื่นหน้าออกมานอกหน้าต่างกำชับ “แกต้องตั้งใจเรียนนะ ไม่กี่เดือนสุดท้ายแล้ว อย่าผ่อนล่ะ สอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ให้ได้”
“เอ๊! ผมรู้แล้วครับ”
หลังจากส่งคุณน้าที่ทั้งน่ารักและน่าชังคนนี้กลับไป จางเซวียนที่หูแข็งไปหมดเพราะความหนาว ก็ตัวสั่นเทาไปที่ทำการไปรษณีย์ เพื่อส่งต้นฉบับทั้งหมดที่เก็บไว้ในช่วงเดือนอ้ายออกไป รวม 5 ฉบับ ส่งไปยังหนังสือพิมพ์ 5 แห่ง
หร่วนซิ่วฉิน ไปขายข้าวสาร
โอวหยางหย่ง กับจางผิง กำลังโชว์หวานกันอยู่ สองคนนั้นถ่ายรูปเล่นกันที่ร้านถ่ายรูปไม่หยุด
เขามองคู่รักไร้ยางอายคู่นี้ที่กำลังจิ๊จ๊ะจ๊ะจ๋าด้วยสายตาเย็นชา โตๆ กันป่านนี้แล้วยังทำท่าชูสองนิ้วแบบบ้านนอกคอกนาอยู่อีก
จางเซวียน ได้แต่กระทืบเท้าแก้หนาวไปพลาง สบประมาทโอวหยางหย่ง ที่ทำตัวประจบประแจงอยู่ในใจอย่างแรง
ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า ไม่ว่าจะยุคไหน สมัยไหน ผู้ชายจะหาเมียสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมียสวยขนาดนี้ แน่นอนว่าต้องยอมแปลงร่างเป็นหมาน้อย คอยประคบประหงมผู้หญิงไว้ในอุ้งมือ
ทันใดนั้น จางผิง ก็กวักมือเรียก “น้องชาย มาเร็ว เราสามคนมาถ่ายรูปรวมกัน”
พอเห็นจางเซวียน ส่ายหน้า ไม่ค่อยเต็มใจ โอวหยางหย่ง ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ดึงตัวเขาเข้าไปทันที
“มา หนึ่ง สอง สาม เย้!”
จางเซวียน ยืนอยู่ตรงกลาง โดนเจ้าสองคนข้างๆ ที่ทำเป็นแค่ท่าชูสองนิ้วเล่นงานจนหมดอารมณ์
“น้องชาย นายก็ทำท่าด้วยสิ” ถ่ายไปสองสามรูป พอเห็นจางเซวียน ยืนทื่อเป็นท่อนไม้ จางผิง ก็ไม่พอใจรีบสวมบทเป็นอาจารย์ อธิบายเคล็ดลับการทำท่าชูสองนิ้วให้เขาฟังอย่างกระตือรือร้น
“มา หนึ่ง สอง สาม!”
ไม่อยากทำให้พี่สาวที่ซื่อจนบื้อ ต้องผิดหวัง หลังจากโดนบ่นไปชุดหนึ่ง จางเซวียน เลยต้องฝืนใจทำท่าชูสองนิ้วตามไปด้วย
“หนึ่ง สอง สาม เป๊ปซี่!”
“หนึ่ง สอง สาม เย้!”
…
หลังจากโดนแบบนี้ไปหลายครั้ง จางเซวียน ก็ถูกฝึกจนชาชินจากคนบ๊องสองคน ก็กลายเป็นสามคนอย่างเป็นทางการ
…
วันที่สิบเอ็ด เดือนอ้าย หรือก็คือวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 1993 ตามปฏิทินสุริยคติ
วันนี้อากาศดีขึ้นแล้ว ฝนหยุดลมสงบ ถนนดินโคลนที่ถูกพายุฝนถล่มจนเละเทะ มีแอ่งน้ำขังสะท้อนแสงแดดเป็นจุดๆ
พอเห็นว่าลูกชายกำลังจะเดินทาง หร่วนซิ่วฉิน ก็ตื่นแต่เช้ามืด เอาแต่ผัดกับข้าวไม่หยุด ผัดเนื้อวัวแล้วก็ผัดเนื้อแพะ ผัดเนื้อสัตว์ป่าแล้วก็ผัดผักกาดดอง มุดหัวอยู่ในครัวไม่ยอมออกมา ราวกับอยากจะเอาของอร่อยที่สุดในบ้านทั้งหมดที่มีติดตัวไปให้ลูกคนสุดท้อง
พอเก็บเสื้อผ้าหนังสือเรียนเรียบร้อย จางเซวียน ก็เดินเข้าไปในครัว มองดูขวดโหลที่วางเรียงรายอยู่บนเตา ทั้งซาบซึ้งและปวดใจ
เนื้อพวกนี้ ปกติหร่วนซิ่วฉิน ไม่ยอมแตะเลยแม้แต่น้อยเก็บซ่อนไว้อย่างดี อย่างมากก็แค่ตอนมีแขกอย่างน้าหรือคุณป้ามาเยี่ยม ถึงจะยอมเอาออกมาบ้าง
แต่ตอนนี้กลับดีจริงเชียว ขนออกมาทำให้เขาหมดเลย
เขาเลือกเนื้อสัตว์ป่ามาหนึ่งโหลกับผักกาดดองอีกหนึ่งโหล แล้วพูดว่า “พอแล้วครับแม่ ไม่ต้องผัดแล้ว เอาไปโรงเรียนก็กินไม่หมดหรอกครับ ขวดโหลแก้วพวกนี้เดินทางก็กระทบกระแทกแตกง่าย ถ้ามันแตกแล้วมีเศษแก้วปนเข้าไป ก็กินไม่ได้อีก น่าเสียดายแย่”
หร่วนซิ่วฉิน ไม่ฟัง ยังคงผัดต่อไป สุดท้ายก็เอาเสื้อผ้าเก่าๆ กับเศษนุ่นมาห่อขวดโหลหลายใบไว้แน่นหนา แล้วถึงยัดใส่กระเป๋าหนังสือของจางเซวียน
เธอกำชับว่า “ถ้าลูกกินไม่หมดก็แบ่งให้เพื่อนนักเรียน บ้างนะ ไปถึงโรงเรียนต้องผูกมิตรกับครูกับเพื่อนให้ดี ตั้งใจเรียน อย่าไปหาเรื่องชกต่อย แล้วก็อย่าไปคบหากับเพื่อนผู้หญิงล่ะ”
ประโยคแรกๆ ก็ยังดีอยู่ แต่พอได้ยินประโยคหลัง จางเซวียน ก็อดขำไม่ได้ “ตอนนี้แม่ไม่ให้ผมคบ ใครแล้วต่อไปห้ามมาเร่งผมแต่งงานนะ”
หร่วนซิ่วฉิน ไม่หลงกลเขา “ตอนนี้ห้ามคบ แต่พอถึงเวลาแต่งงานแม่ก็จะเร่งเหมือนเดิม”
จางเซวียน รูดซิปกระเป๋าหนังสือ ตรวจสอบสัมภาระอื่นๆ อีกครั้ง พูดอย่างผ่อนคลายว่า
“แม่อย่าถือว่าเป็นแม่ผมแล้วจะพูดจาไม่มีเหตุผลก็ได้นะ ผมจะบอกให้ ถ้าตอนนี้ไม่รีบจองผู้หญิงดีๆ ไว้ก่อน ต่อไปผู้หญิงดีๆ ก็โดนคนอื่นคว้าไปหมด แล้วจะแต่งงานยังไงล่ะครับ”
หร่วนซิ่วฉิน เขกหัวเขาไปหนึ่งที พูดในสิ่งที่ปกติไม่เคยพูด “ผู้หญิงดีๆ บ้านเราไม่คู่ควร แต่งกลับมาเดี๋ยวก็หนีไปเหมือนพวกเมียต่างถิ่นในหมู่บ้านนั่นแหละ ตราบใดที่ฐานะยังไม่ดีขึ้น ก็อย่าไปคิดฟุ้งซ่าน ลูก ...อืม ที่จริงหยางหย่งเจี้ยน คนนั้นก็ไม่เลวนะ”
“ห๊ะ! เธอเนี่ยนะ?”
จางเซวียน ตกตะลึงอ้าปากค้าง ทำหน้าทึ่งสุดๆ แล้วถามว่า “แม่ไปชอบจุดไหนของเธอล่ะ บอกผมหน่อยสิ ใช่ไอ้ผมเปียเขาแกะ สองข้างที่ไม่เคยเปลี่ยนนั่นน่ะเหรอ? หรือว่ากลิ่นอายความบ้านนอกแบบชาวดอยที่ฝังลึกถึงกระดูกนั่น?”
หร่วนซิ่วฉิน ถลึงตาใส่ “มีที่ไหนพูดถึงเพื่อนนักเรียน แบบนี้ ผลการเรียนเธอดีกว่าแกทุกครั้ง แถมยังไม่ทำตัวฉูดฉาด เป็นเด็กผู้หญิงที่ดีออก”
จางเซวียน “…”
เลย 9 โมงเช้า ในที่สุดพระอาทิตย์ก็เลิกอิดออด ส่องแสงสีแดงเจิดจ้าอยู่บนท้องฟ้า สาดลงมาบนร่างผู้คนให้ความรู้สึกอบอุ่นสบายตัว
ข้างนอกไม่รู้สึกหนาวแล้วจริงๆ ให้ตายเถอะ หนาวจนเข็ดเลย
ตอนที่มอเตอร์ไซค์ขับออกจากปากหมู่บ้าน จางเซวียน ก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองแม่ที่ยืนอยู่ตรงสี่แยก
หร่วนซิ่วฉิน ที่ผมขาวไปครึ่งศีรษะ ร่างกายผอมบางราวกับจะปลิวตามลม กำลังยืนมองเขาตาไม่กะพริบ
ชาติก่อน พออายุเลย 40 เขาก็มักจะอ่อนไหวกับฤดูกาลที่ผันเปลี่ยน คิดถึงเรื่องเก่าๆ หวนนึกถึงอดีตอยู่เสมอ อยากกลับไปเห็นท้องฟ้าสีครามกับเมฆสีขาวในวัยเด็กอีกครั้ง อยากเห็นดวงจันทร์ดวงดาวในยามค่ำคืน อยากลงไปว่ายน้ำในแม่น้ำ อยากเดินไปตามทางที่เคยแอบชอบใครคนนั้น พลางคิดว่าตอนนี้คนคนนั้นอยู่ที่ไหน สบายดีหรือเปล่า?
แต่พอหันมาเห็นใบหน้าที่กร้านโลกของหร่วนซิ่วฉิน เห็นแววตาอาลัยอาวรณ์ที่เธอมองมา พอนั่งลงบนรถ ความรู้สึกโหยหาอดีตเหล่านั้นก็มลายหายไปสิ้น ในหัวของจางเซวียน มีเพียงความคิดเดียว: ต้องตั้งใจเรียน ต้องพยายามหาเงิน จะทำให้แม่ผิดหวังไม่ได้ ต้องทำให้แม่มีชีวิตที่ดีให้ได้
เมื่อนั่งมอเตอร์ไซค์มาถึงบริษัทเมล็ดพันธุ์ในตำบล เขาก็พบว่าตัวเองเป็นคนสุดท้ายที่มาถึงจุดนัดพบ
หลังจากมองโอวหยางหย่ง ขี่รถจากไป จางเซวียนก็ทักทายตู้เค่อต้ง อย่างสุภาพ แล้วหันไปถามหยางหย่งเจี้ยน “เธอลงมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ผ่านหน้าบ้านฉันทำไมไม่เรียกเลยล่ะ?”
หยางหย่งเจี้ยน ฉีกยิ้มกว้างแบบบ้านๆ อธิบายว่า “วันนี้พ่อฉันออกมาทำงานเสริม ฉันก็เลยออกมากับเขาตั้งแต่ตี 4 พอมาถึงตำบลฟ้าก็เพิ่งสว่างเอง ฉันจะเรียกนายได้ยังไง ตอนนั้นนายยังนอนอยู่เลย”