บทที่ 61 คุณจะกอดฉันหน่อยไม่ได้เหรอ

บทที่ 61 คุณจะกอดฉันหน่อยไม่ได้เหรอ
เวลาห้าโมงเย็นกว่า ตู้ซวงหลิง กลับมาที่โรงเรียนแล้ว คนที่กลับมาด้วยยังมีหยางหย่งเจี้ยน และซุนจวิ้น
จางเซวียน ดักรอทั้งสามคนที่ทางผ่านไปสนามหญ้า พอเห็นก็รีบวิ่งเข้าไปกอดทักทายซุนจวิ้น อย่างสนิทสนม สุดท้ายก็ตบไหล่เขาปุๆ “ไอ้หมอนี่ ไม่เจอกันนานเลยนะ!”
ซุนจวิ้น ที่อายุมากกว่าเขาสองปีแยกเขี้ยว ก่อนจะชกไหล่เขาเบาๆ หนึ่งที แล้วถาม “แกกินข้าวเย็นรึยัง”
จางเซวียน กวาดตามองทั้งสามคน สุดท้ายก็หยุดสายตาไว้ที่ตู้ซวงหลิง “ฉันกำลังรอเธออยู่”
เมื่อได้ยินคำพูดที่ตรงไปตรงมาเช่นนี้ ตู้ซวงหลิง ใบหน้าขึ้นสีระเรื่อ เธอกดริมฝีปากเบาๆ พลางจ้องมองเขา ความยินดีที่เอ่อล้นอยู่ในใจ ในวินาทีนี้ดูเหมือนว่าเธอไม่อยากจะเก็บซ่อนมันไว้ต่อหน้าคนอื่นอีกต่อไปแล้ว
หยางหย่งเจี้ยน เห็นแล้วทนดูไม่ได้ รีบพูดแซวทั้งสองคนทันที “จางเซวียน นายรีบพาเธอไปได้แล้วไหนนายบอกว่าจะฉลองวันเกิดให้เธอเป็นการส่วนตัวไม่ใช่เหรอ”
ตู้ซวงหลิง เหลือบมองเธอแวบหนึ่ง แล้วนิ่งรอให้ใครบางคนเป็นคนพูด
จางเซวียน เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าตู้ซวงหลิง แล้วหันไปพูดกับหยางหย่งเจี้ยน และซุนจวิ้น “งั้นก็ได้ ฉันพาเธอไปก่อนนะ ไว้ตอนดึกๆ จะกลับมาเลี้ยงข้าวรอบดึกพวกเธอ”
“รอบนี้นายหาเงินได้จริงๆ เหรอ ถึงกับจะเลี้ยงข้าวรอบดึกเลยเหรอ” หยางหย่งเจี้ยน ยังคงไม่ค่อยเชื่อเรื่องที่เขาหาเงินได้
“ของแท้แน่นอน” จางเซวียน พูดจบก็หันไปกะพริบตาให้ตู้ซวงหลิง “เราอย่าไปยืนเป็น กขค. ขวางทางคนอื่นเขาอยู่ตรงนี้เลย ไปกันเถอะ”
“อื้ม” ตู้ซวงหลิง ยิ้มหวานพลางเหลือบมองคนทั้งสองแวบหนึ่ง แล้วเดินจากไป
พอออกมาจากประตูโรงเรียน จางเซวียน ก็ถาม “หมี่เจี้ยน ไม่ได้ไปเดินเล่นกับพวกเธอเหรอ กลับบ้านไปแล้วเหรอ”
“อื้ม เธอกลับไปกินข้าวเย็นที่บ้านแล้ว” ตู้ซวงหลิง พูดจบก็เดินตามเขาไปเงียบๆ
จางเซวียน ถามต่อ “มื้อเย็นนี้เรากินอะไรกันดี”
ตู้ซวงหลิง ทอดสายตามองผิวแม่น้ำจือเจียง ที่เป็นประกายระยิบระยับ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “นายกินอะไร ฉันก็กินอันนั้นแหละ”
เด็กคนนี้นี่ ถามไปกับไม่ถามมันต่างกันตรงไหนเนี่ย
จางเซวียน จำต้องหยุดฝีเท้า หันมามองเธอแล้วพูด “วันนี้วันเกิดเธอ มีที่ไหนที่อยากไปเป็นพิเศษไหม มีอะไรที่อยากกินเป็นพิเศษไหม หรือมีอะไรที่อยากทำเป็นพิเศษหรือเปล่า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ตู้ซวงหลิง ก็ค่อยๆ ละสายตาจากผิวแม่น้ำกลับมาสบตากับเขาอย่างอ่อนโยน เธอขยับริมฝีปากเล็กน้อย “วันนี้ ฉันอยากทำอะไรก็ได้เหรอ”
ทั้งสี่ตาสบประสานกัน นิ่งเงียบไปนานถึง 15 วินาที จางเซวียน ถึงได้เอ่ยปาก “ได้สิ”
“ห้ามปฏิเสธฉันนะ”
“ตกลง ฟังเธอทุกอย่างเลย”
“ได้ยินว่าดอกจื่อเวยบานแล้ว ไปดูดอกจื่อเวยเป็นเพื่อนฉันได้ไหม”
“ที่อยู่ด้านหลังวิทยาลัยครูเหรอ”
“อื้ม”
“แถวนั้นไม่มีร้านอาหารนะ”
“อื้ม”
หลังจากขานรับ “อื้ม” สองครั้ง ตู้ซวงหลิง ก็หันไปทางขวา แล้วเดินนำลงไปตามทางเดินหินสีเขียวริมฝั่งแม่น้ำจือเจียง แล้ว
ให้ตายเถอะ อยู่ๆ เด็กคนนี้ก็ดันมีความคิดเป็นของตัวเองขึ้นมาซะงั้น แต่ฉันหิวจนตาลายไปหมดแล้วนะ แม้ว่าจางเซวียน จะคิดแบบนั้น แต่เขาก็ต้องทนหิวแล้วเดินตามลงไป
ใครใช้ให้วันนี้เป็นวันเกิดเธอกันล่ะ
วิทยาลัยครูคือสถาบันอุดมศึกษาเพียงแห่งเดียวในเมืองซ่าว อยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนมัธยมปลายอันดับหนึ่งเท่าไหร่นัก และครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกของหมี่เจี้ยน ก็อาศัยอยู่ที่นี่ เพราะแม่ของเธอเป็นอาจารย์อยู่ที่นี่
***
อาทิตย์อัสดงเชื่อมผืนน้ำ แสงสีย้อมเต็มท้องฟ้าคราม
ท่ามกลางโลกที่กว้างใหญ่ไพศาล ลึกล้ำ และผืนน้ำจรดขอบฟ้านี้ ทั้งสองคนเป็นดั่งแมลงปอที่ล่องลอยไปทั่ว เดินไปคุยไปอย่างเนิบนาบ และไม่ได้พูดอะไรกัน
สัญชาตญาณของจางเซวียน บอกเขาว่า ในตอนนี้ดูเหมือนว่าเธอไม่ค่อยอยากพูดเท่าไหร่
รู้สึกเหมือนกับว่าผิวแม่น้ำที่เงียบสงบ สายลมยามเย็นที่อ่อนโยน ทางเดินหินที่คดเคี้ยว หรือหมู่เมฆยามเย็นที่ขอบฟ้า ล้วนดูมีความหมายในสายตาของเธอมากกว่าตัวเขาเสียอีก
เดินมาได้ประมาณ 15 นาที ทั้งสองคนก็ข้ามสะพานโค้งแห่งหนึ่ง ก็มาถึงสวนจื่อเวย
ที่บอกว่าเป็นสวน จริงๆ แล้วก็คือเนินเขาเตี้ยๆ โล่งๆ ขนาดใหญ่ ที่ปลูกต้นจื่อเวยไว้หลากหลายสายพันธุ์ ต้นจื่อเวยทั่วทั้งภูเขา
เดือนมิถุนายนเป็นช่วงที่ดอกจื่อเวยบานสะพรั่ง เมื่อมองไปไกลๆ ดอกตูมสีม่วงแดง สีฟ้าอ่อน สีแดงเพลิง และสีขาว ก็สลับแซมกันไป บานสะพรั่งไปทั่วทุกหนแห่ง ราวกับท้องทะเลดอกไม้
ทั้งสองคนเดินทอดน่องเข้าไปอยู่ท่ามกลางหมู่มวลดอกไม้ ราวกับหลุดเข้ามาในอีกโลกหนึ่ง กลิ่นหอมฟุ้งตลบอบอวลไปทั่ว ราวกับเหล้าชั้นดีที่ถูกสาดกระจายไปในอากาศ
ในชั่วขณะนั้น จิตใจของทั้งสองคนก็สงบนิ่งในทันที ความกังวลทุกอย่างราวกับถูกโยนทิ้งไปไกลสุดขอบฟ้า
เดินๆ หยุดๆ เดินๆ หยุดๆ จางเซวียน เดินชมดอกไม้เป็นเพื่อนเธออยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็ทำลายความเงียบระหว่างกันลง “ดอกจื่อเวยสองวันนี้บานสวยขนาดนี้ เมื่อกลางวันพวกเธอไม่ได้คิดจะมาดูกันบ้างเหรอ”
“ไม่หรอก ส้นรองเท้าของหย่งเจี้ยน หัก วันนี้พวกเราเลยไปเดินเล่นที่ถนนหงฉี กันมา”
ตู้ซวงหลิง เดินไปเงียบๆ เดินไปเรื่อยๆ จู่ๆ เธอก็หยุดยืนอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง จ้องมองดอกตูมอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“จางเซวียน ฉันคิดถึงบ้าน”
“หืม”
จางเซวียน นึกว่าตัวเองหูฝาด เขาเดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วโบกมือไปมาต่อหน้าเธอ “พ่อกับแม่เธอเพิ่งมาวันนี้ไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงคิดถึงบ้านซะแล้วล่ะ”
ไม่มีคำตอบ... ตู้ซวงหลิง ละสายตาจากดอกจื่อเวย แล้วค่อยๆ เลื่อนมาหยุดอยู่ที่ตัวเขา
ทั้งสองสบตากันอีกครั้ง...
ทว่าในชั่วขณะหนึ่ง ท่ามกลางความตกตะลึงของชายหนุ่ม เธอก็ขยับตัว
ขยับตัวอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว!
ขยับตัวอย่างมุ่งมั่น!
ขยับตัวราวกับทุบหม้อข้าวหม้อแกง ไม่มีทางถอย ราวกับว่าถ้าไม่รอดก็ต้องตาย!
ตู้ซวงหลิง ประสานมือไว้ที่หน้าท้อง เธอก้าวเท้าเล็กๆ อย่างลังเลอยู่กับที่สองสามครั้ง
จากนั้นราวกับคิดตกแล้ว ราวกับตัดสินใจเด็ดเดี่ยวแล้ว เธอกัดริมฝีปากเบาๆ ขนตาสั่นระริก แล้วเธอก็ก้มหน้าลง รวบรวมความกล้า พุ่งเข้าไปในอ้อมกอดของเขาอย่างเด็ดเดี่ยว สองแขนเรียวโอบรอบเอวเขาเบาๆ หลับตาลง แล้วซบใบหน้าลงกับอกเขาเบาๆ
เธอพึมพำเสียงแผ่ว “จางเซวียน ฉันคิดถึงบ้าน คิดถึงมากๆ”
จางเซวียน มึนงง!
จางเซวียน ตะลึงงัน!
จางเซวียน ตื่นเต้น!
จางเซวียน ดีใจจนเนื้อเต้น!
หลังจากประหลาดใจ เขาก็รู้สึกว่านี่เป็นเรื่องที่ควรจะเป็นอยู่แล้ว!
เมื่อคนที่อยู่ในอ้อมกอดพูดว่า คิดถึงบ้าน ซ้ำไปซ้ำมา ต่อให้เขาจะโง่หรือทึ่มแค่ไหน ก็เข้าใจในทันทีว่า บ้าน ที่เธอพูดถึงนั้นหมายความว่าอะไร
ครั้งที่แล้ว หลังจากที่ลี่ลี่ซือ สารภาพรักกับเขา ตอนที่ทั้งสองคนเดินเล่นอยู่ริมแม่น้ำจือเจียง ชายวัยกลางคนในร่างเด็กหนุ่มก็ได้ยินเธอจ้องมองผิวแม่น้ำแล้วพูดขึ้นมาลอยๆ ว่า “จางเซวียน ฉันคิดถึงบ้าน”
ในตอนนั้นเขาซื่อบื้อเกินไป ไม่ทันได้คิดอะไร
แต่ในวินาทีนี้ เขาก็พลันเข้าใจในทันที เธอไม่ได้คิดถึงบ้านเสียหน่อย แต่กำลังแสดงความรู้สึกในใจที่มีต่อเขาแบบอ้อมๆ ต่างหาก
และในวินาทีนี้เช่นกัน ที่จางเซวียน เข้าใจอย่างถ่องแท้ ว่าทำไมผู้หญิงที่เก็บเนื้อเก็บตัวมานานหลายปีถึงได้ทำตัวต่างจากปกติในวันนี้ ทำไมถึงต้องมาสารภาพรักกับเขาในตอนนี้
แสดงความในใจออกมาอย่างไม่กลัวอะไร
คำตอบมีเพียงสองข้อ
หนึ่งคือ เธอคงถูกลี่ลี่ซือ กระตุ้น การปรากฏตัวของศัตรูหัวใจทำให้เธอรู้สึกว่าต้องรีบลงมือ!
สองคือ เธออาจจะสัมผัสได้ว่าเขาเริ่มมีใจให้กับหมี่เจี้ยน หรือไม่ก็ เรื่องที่เขาเคยชอบเซียวซ่าวหว่าน ตอนมัธยมต้นทำให้เธอรู้สึกไม่มั่นคง
ข้อสองนั้นเข้าใจได้ไม่ยาก ขนาดหยางหย่งเจี้ยน ยังมองออก
ชายวัยกลางคนในร่างเด็กหนุ่มมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า ตู้ซวงหลิง ที่คอยจับตามองเขาอยู่ตลอดเวลา ก็ย่อมต้องสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงความหวั่นไหวของเขาเช่นกัน
ดังนั้นเธอถึงได้รู้สึกไม่ปลอดภัย กลัวว่าเขาจะถูกคนอื่นแย่งไป และยิ่งกลัวว่าเขาจะจากไปกับคนอื่น
เธอไม่กล้าที่จะรอเฉยๆ อีกต่อไป! ไม่กล้าที่จะยืดเยื้ออีกแล้ว!
ดังนั้นวันนี้เธอจึงเป็นฝ่ายเคลื่อนไหว!
เมื่อมองดูคนน่ารักที่กำลังโอบกอดตัวเองแน่นขึ้นเรื่อยๆ ในตอนนี้จางเซวียน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขากำลังยินดี! ซาบซึ้ง! ตื้นตันใจ! และเบิกบานใจอย่างที่สุด!
รู้สึกเหมือนพิชิตอะไรบางอย่างได้สำเร็จ!!!
ความรู้สึกที่พิชิตใจเธอได้ มันเหมือนกับพิชิตโลกได้ทั้งใบ!
แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีความรู้สึกซับซ้อนที่ยากจะอธิบายวนเวียนอยู่ในใจ
ที่บอกว่ายากจะอธิบาย ก็เพราะคำพูดเดิมๆ นั่นแหละ ฐานะทางบ้านของเขานอกจากจะไม่เรียกว่าธรรมดาแล้ว ยังเรียกว่ายากจนข้นแค้นเลยด้วยซ้ำ เสื้อผ้าก็ซอมซ่อ พูดจาหวานๆ ก็ไม่เป็น
เขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ผู้หญิงที่เพียบพร้อมไปทุกอย่างอย่างคนที่อยู่ในอ้อมกอดนี้ ว่าทำไมถึงมาชอบคนอย่างเขาได้
ทำไมถึงได้ชื่นชมเขามากขนาดนี้
แถมยังชอบเขาอย่างไม่ลืมหูลืมตามาถึงสองชาติภพ!
และก็เพราะบุพเพสันนิวาสสองชาตินี้ ตอนที่เธอบอกว่า ‘ห้ามปฏิเสธฉันนะ’ ที่หน้าประตูโรงเรียนก่อนหน้านี้ จางเซวียน ที่พอจะเดาอะไรได้อยู่บ้างจึงได้ตอบไปอย่างชัดเจนว่า เธอยากทำอะไรก็ได้ เขาจะไม่ปฏิเสธ
ตู้ซวงหลิง กอดเขาไว้ด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้นอยู่ครู่หนึ่ง พอเห็นสีหน้าของเขาที่เปลี่ยนไปมา แต่สองมือกลับไม่ยอมขยับเขยื้อน เธอก็เริ่มกังวล กังวลจนในที่สุดก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เธอฉีกหน้ากากจอมปลอมทั้งหมดทิ้ง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ตอนเย็นอากาศก็หนาว ลมบนเขาก็แรงขนาดนี้ นายจะกอดฉันหน่อยไม่ได้เหรอ”
จางเซวียน เหลือกตาขึ้นเล็กน้อย เขาผลักเธอเบาๆ หนึ่งที แล้วก็ผลักอีกที แกล้งทำเป็นถอนหายใจแล้วพูดว่า “ข้ออ้างของเธอนี่มันห่วยแตกชะมัดเลยนะ จะหาเหตุผลดีๆ มาอ้างหน่อยก็ไม่ได้”
ร่างกายถูกผลักจนโอนเอนไปมาในอ้อมกอดของเขา พอได้ยินคำพูดนี้ ตู้ซวงหลิง ก็หลุดขำออกมาทันที
หลังจากที่แอบเขินอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็ยิ้มหวานพลางเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ แล้วถาม “งั้นฉันควรจะพูดว่าอะไร นายถึงจะยอมกอดฉันเหรอ”

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 61 คุณจะกอดฉันหน่อยไม่ได้เหรอ

ตอนถัดไป