บทที่ 84 ระบายความอัดอั้น
บทที่ 84 ระบายความอัดอั้น
เมื่อทั้งสองเดินออกจากประตูโรงเรียนมาถึงร้านหมี่ ก็พบว่านอกจากตู้เค่อต้ง กับหยางหย่งเจี้ยน แล้ว ยังมีสองพ่อลูกเฉินรื่อเซิง อยู่ด้วย
แม้แต่เว่ยเวย ก็มา
หลังจากเอาของไปเก็บไว้ท้ายรถ จางเซวียน ก็ตามไปนั่งกับคนอื่นๆ
เขาสั่งหมี่เนื้อชามใหญ่พิเศษพริก ชายวัยกลางคนในร่างเด็กหนุ่ม หันไปคุยกับเว่ยเวย ที่อยู่ข้างๆ "ครูครับ ทำไมตื่นเช้าจัง ไม่นอนตื่นสายหน่อยเหรอครับ?"
เว่ยเวย ยิ้มพรายกระซิบตอบ "ก็มาส่งพวกเธอไง ถือโอกาสมากินข้าวเช้าฟรีด้วย ไม่เสียเงิน"
แล้วเธอก็ช่วยรื้อฟื้นความจำ "เธอติดข้าวฉันมื้อนึง จำได้ใช่ไหม?"
"จำได้ครับ เดี๋ยวไว้หาเวลาเลี้ยงครู" จางเซวียน เคยบอกไว้ว่าถ้าสอบได้ดีจะเลี้ยงข้าวเธอ
"ได้เลย ฉันจะรอ" นักเรียนเรียนจบแล้ว เว่ยเวย ก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจอะไรอีก
มื้อเช้าเป็นเส้นหมี่กลม เนื้อตุ๋นราดหน้า รสชาติเข้มข้น พริกก็เผ็ดสะใจ ทุกคนบนโต๊ะริมฝีปากมันแผลบด้วยน้ำมันพริก กินกันอย่างเอร็ดอร่อย
กินไปได้ครึ่งทาง จู่ๆ ครูเฉินเหลย ก็พูดกับจางเซวียน "ฉันได้ยินเจ้าเด็กเฉินรื่อเซิง นี่บอกว่า เธอยังจำฝังใจเรื่องฉันอยู่"
"อย่าครับ อย่าไปฟังเขาพูดมั่ว ไม่มี่เรื่องนั้นครับ ภาพลักษณ์ของครูในใจผมเปรียบดั่งดวงอาทิตย์สีแดงเจิดจ้า ยิ่งใหญ่ สว่างไสว เที่ยงธรรม"
แม้จะรู้ดีแก่ใจกันทั้งสองฝ่าย แต่จางเซวียน ก็ยังคงปฏิเสธเสียงแข็ง เรื่องแบบนี้ให้ตายก็ยอมรับไม่ได้!
พอได้ยินคำพูดที่ฟังดูเลื่อนลอยนี้ ครูเฉินเหลย ก็หัวเราะออกมาอย่างมีความสุข "จริงๆ แล้ว สายตาการมองคนของฉันปกติไม่เคยพลาดนะ หลายปีมานี้ก็แม่นยำมาตลอด"
"มีแค่เธอนี่แหละที่ผิดพลาดไป เธอช่างไม่ทำให้ผิดหวัง และก็พยายามมาก ผลการเรียนตลอดสามปีมันทำให้ฉันต้องมองเธอใหม่จริงๆ หวังว่าเธอจะรักษความมุ่งมั่นนี้ต่อไป ชีวิตเธอจะต้องดีขึ้นเรื่อยๆ แน่นอน"
"ขอบคุณครับครูสำหรับกำลังใจ" คำพูดนี้ฟังแล้วรื่นหู แต่ก็รับคำต่อได้ยาก ชายวัยกลางคนในร่างเด็กหนุ่ม จึงทำได้เพียงหัวเราะตามอย่างไม่มียางอาย ในใจคิดว่า... ในที่สุดก็ได้ระบายความอัดอั้นที่เก็บไว้ในใจมานานออกไปเสียที
ในวินาทีนี้ เขารู้สึกปลอดโปร่งไปทั้งตัว สบายใจ!
สะใจโว้ย!
***
กินหมี่เสร็จ ทุกคนก็ไม่ได้ร่ำลากันอย่างคร่ำครวญตามธรรมเนียม เพียงแค่กล่าวคำอำลา "ดูแลตัวเองด้วย" แล้วก็แยกย้ายกันไป
ตอนเปิดเทอมมาสี่คน ตอนจบการศึกษาก็ไปสี่คน ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม
ตู้เค่อต้ง ไปส่งเขาที่สถานีรถไฟก่อน แล้วค่อยขับรถกลับบ้าน
ตอนที่จางเซวียน ลงจากรถแล้วรีบวิ่งเข้าไปในสถานี พี่สะใภ้ฮุย กับซุนฝูเฉิง ก็ยืนรออยู่แล้ว
พอเจอกัน พี่สะใภ้ฮุย ก็รีบดึงเขาให้วิ่งตามพลางพูด "มาทันเวลาพอดี รถไฟจะออกแล้ว"
จางเซวียน ทักทายซุนฝูเฉิง คำหนึ่ง แล้วก็ไม่กล้าชักช้า รีบวิ่งตามหลังทั้งสองไปยังชานชาลา โดยที่ไม่มีใครตรวจตั๋วเลย
ยังคงเป็นตั๋วนอน
ออกเดินทางจากเมืองซ่าว ตอนแปดโมงครึ่ง ถึงเมืองเซินเจิ้น ตอนเที่ยงคืนกว่า
เนื่องจากมันดึกมากแล้ว พอจางเซวียน ออกจากสถานีรถไฟ ก็ไม่ได้คิดจะไปรบกวนคุณน้า แต่ตามพี่สะใภ้ฮุยไปที่โรงแรมแห่งหนึ่ง จ่ายเงิน 12 หยวน เปิดห้องเดี่ยว
ห้องไม่กว้าง เพดานก็ไม่สูง การตกแต่งภายในเรียบง่าย ดูค่อนข้างอึดอัด
จางเซวียน กวาดตามองในห้อง ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก เขาเคยชินกับชีวิตลำบากในชนบทมาแล้ว เรื่องแค่นี้ถือว่าเล็กน้อยมาก
เขาคิดว่าแค่สะอาดก็พอแล้ว
อาบน้ำ บ้วนปาก สระผม ตากผ้าเสร็จ พอเอนตัวลงนอนบนเตียงเตรียมจะนอน ก็มีคนมาเคาะประตู
ในโรงแรมที่ไม่คุ้นเคยแบบนี้ มีคนมาเคาะประตูตอนเที่ยงคืน?
จางเซวียน ชะงักไปครู่หนึ่ง คิดว่าตัวเองหูฝาด
เขาใช้มือขวายันตัวลุกขึ้นนั่ง ตั้งใจฟังอีกครั้ง ก๊อก ก๊อก ก๊อก... เสียงดังมาก เคาะประตูห้องเขาจริงๆ ไม่ใช่ห้องข้างๆ
จางเซวียน หรี่ตาลง เขารีบลุกจากเตียง มือขวาคว้าเก้าอี้ตัวหนึ่ง จ้องมองไปที่ประตูเงียบๆ
เขารู้ว่าข้างนอกนั่นไม่ใช่พี่สะใภ้ฮุย กับซุนฝูเฉิง แน่นอน ไม่อย่างนั้นพวกเขาต้องส่งเสียงเรียกแล้ว
ก๊อก ก๊อก ก๊อก...
เสียงเคาะประตยังคงดังอยู่
รออยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ จางเซวียน ก็ตะโกนด่าเป็นภาษากวางตุ้งเสียงดังลั่น "ไอ้หนู! เที่ยงคืนดึกดื่นมาเคาะประตูหาพ่อมึงเหรอ! อยากตายนักหรือไง!"
พอได้ยินเสียงดุดันน่ากลัวนี้ เสียงข้างนอกก็หยุดไปครู่หนึ่ง แล้วก็เคาะอีก
จางเซวียน ยกเก้าอี้ขึ้น เตรียมพร้อมลงมือทุกเมื่อ แล้วแสร้งทำเป็นโมโหด่าภาษากวางตุ้งอีก "แม่มึงเอ๊ย! ยังจะเคาะอีก! ยังเคาะอีก! เดี๋ยวฉันฆ่าแกทิ้ง!"
เมื่อได้ยินภาษากวางตุ้งแท้ๆ และมั่นใจว่าคนที่อยู่ในห้องเป็นคนกวางตุ้งขาโหดตัวจริง คราวนี้ข้างนอกก็ไม่เคาะต่อ แต่เปลี่ยนเป้าหมายไปเคาะห้องตรงข้ามแทน
พอไม่เคาะห้องตัวเองแล้ว จางเซวียน ก็ยังไม่ผ่อนคลาย เพราะห้องตรงข้ามทางเดินคือห้องของพี่สะใภ้ฮุย
เขาเดินไปที่ประตู เอาหูแนบผนัง ตั้งใจฟังความเคลื่อนไหวข้างนอก เขาเชื่อว่าซุนฝูเฉิง ต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อลูกสาวแน่ เขาต้องเตรียมพร้อมรับมือ
เสียงเคาะประตูดังต่อ
ไม่มีใครสนใจ
ยังเคาะอีก...
คราวนี้จางเซวียน ได้ยินเสียงคนเปิดประตูห้องฝั่งตรงข้ามเยื้องๆ กัน แล้วก็ได้ยินเสียงซุนฝูเฉิง ถาม "แกกำลังทำอะไร?"
บนทางเดิน ชายหนุ่มท่าทางขี้โรคผอมแห้งคนหนึ่ง มือขวาถือกริชจ้องมองซุนฝูเฉิง เขม็งราวกับอสรพิษ นัยน์ตาเป็นประกายวูบวาบ เริ่มค่อยๆ ขยับเท้า
เคลื่อนที่เข้าหาซุนฝูเฉิง !
แต่ชายหนุ่มขี้โรคเพิ่งเดินได้เพียงสองก้าวก็ต้องหยุดชะงัก เพราะเขาเห็นซุนฝูเฉิง ร่างกำยำล้วงมือไปด้านหลังอย่างไม่รีบร้อน แล้วดึงมีดสามแฉก ออกมา
ซุนฝูเฉิง ไม่เพียงดึงมีดสามแฉก ออกมา แต่ยังก้าวเข้าไปหาอย่างไม่เกรงกลัวอีกสองก้าว
ดวงตาที่ดุร้ายคู่นั้นจ้องมองชายหนุ่มขี้โรคอย่างมืดมน เปล่งประกายอำมหิตน่าสะพรึงกลัว ราวกับจะกินคน!
มีดสามแฉก นั่นดูเหมือนไม่คม แต่มีสามคมทรงเหลี่ยม และยาวกว่าไม้บรรทัด 20 เซนติเมตร
ชายหนุ่มขี้โรคเป็นคนดูของเป็น เขารู้ว่าไอ้ของสิ่งนี้แค่แทงเข้าที่เอวเขาสักที ชีวิตเขาก็จบสิ้นตรงนี้แน่นอน ต่อให้มีรถพยาบาลก็อาจจะไม่ทันการ
แถมอีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่กลัวเขาเลยสักนิด ท่าทางที่ถือมีดนั่นเหมือนกับจะบอกว่า 'แน่จริงก็ลองดู' ทำเอาชายหนุ่มขี้โรคถึงกับขวัญเสีย!
ขณะที่ชายหนุ่มขี้โรคกำลังประเมินความเสี่ยง ประตูห้องด้านหลังเขาก็เปิดออกอีกบาน เด็กหนุ่มคนหนึ่งถือเก้าอี้ค่อยๆ เดินมาหยุดอยู่ด้านหลังเขา
แล้วชายหนุ่มขี้โรคก็ได้ยินเด็กหนุ่มที่ถือเก้าอี้ถามขึ้น "เอาเลยไหมครับ? ไอ้ไก่อ่อนนี่จัดการได้ในหมัดเดียว ไม่กระทบแผนการใหญ่หรอก"
จากนั้นก็ได้ยินชายร่างกำยำที่ถือมีดสามแฉก ตอบกลับมา "นี่มันไอ้ขี้ยาจนตรอก ไม่ต้องถึงมือนายหรอก ฉันแทงทีเดียวก็จบ แต่มันไม่คุ้มที่จะลงมือตอนนี้ เรื่องสำคัญรออยู่ อย่าให้ปลาใหญ่ตื่น"
ชายหนุ่มขี้โรคได้ยินเด็กหนุ่มที่ถือเก้าอี้พูดต่อ "คุณระแวงเกินไปแล้ว ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่คุณใจดีกับคนแบบนี้?"
แล้วชายหนุ่มขี้โรคก็ได้ยินชายร่างกำยำที่ถือมีดสามแฉก พูดอย่างใจเย็น "ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน ระวังไว้หน่อยก็ดี!"
พอได้ยินบทสนทนาที่ไม่เกรงใจกันของทั้งสองคน ชายหนุ่มขี้โรคถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก สองคนนี้รู้จักกันเหรอ? อยู่คนละห้องแต่รู้จักกันได้ไง? เวรเอ๊ย กะอีแค่ปล้นหา ค่าข้าว พรุ่งนี้ ทำไมถึงซวยมาเจอตอแข็งแบบนี้? นี่มันพวกนักเลงขาโหดประเภทไหนกันวะ?
ทันใดนั้น ซุนฝูเฉิง ก็จ้องเขม็งไปที่ชายหนุ่มขี้โรค ตะคอกเสียงเข้ม "ถ้าไม่อยากตายก็ไสหัวไป!"
พลางพูด ซุนฝูเฉิง ก็ก้าวเข้าไปอีกก้าว
เห็นดังนั้น ชายหนุ่มขี้โรคก็มองไปข้างหน้าที มองไปข้างหลังที ปากสั่นระริก สุดท้ายก็จนมุมยอมวางกริชลงกับพื้น ยกสองมือขึ้นกุมหัว แล้วค่อยๆ ถอยจากไป
แต่ตอนที่เดินผ่านจางเซวียน สีหน้าของชายหนุ่มขี้โรคยังดูเหมือนไม่ยอมแพ้
จางเซวียน รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไร ก็แค่เห็นว่าเขายังเด็ก อาจจะพอสู้ไหว งั้นก็ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง ยกเก้าอี้ขึ้นฟาดเลย!
‘เวรเอ๊ย! แค่ฉันเผลอมองมันแวบเดียว มันก็ลงมือเลยเหรอ’ ชายหนุ่มขี้โรคหันหลังวิ่งหนีทันควัน ในใจสบถด่า
เมื่อไล่คนไปได้แล้ว ตอนนั้นเองพี่สะใภ้ฮุย ก็ถือท่อเหล็กเปิดประตูออกมาถาม "เขาจะกลับมาแก้แค้นไหม?"
ซุนฝูเฉิง เก็บกริชบนพื้นขึ้นมาพลางส่ายหน้า "ไม่หรอก ไอ้พวกขี้ขลาดที่ทำเป็นเก่งแต่ข้างนอกแบบนี้ ฉันเห็นมาเยอะแล้ว"
มองดูสองพ่อลูกคู่นี้ คราวนี้ถึงตาจางเซวียน ที่ยืนอึ้งบ้าง!
นี่มันสถานการณ์อะไรกัน?
พี่สะใภ้ฮุย ก็พกอาวุธป้องกันตัวติดตัวมาด้วยเหรอ?
ซุนฝูเฉิง ยื่นกริชมาให้ แต่จางเซวียน ไม่ได้รับ เขากลับจ้องไปที่ท่อเหล็ก
พี่สะใภ้ฮุย เข้าใจทันที มือซ้ายรับกริชไป ส่วนมือขวาก็ยื่นท่อเหล็กส่งให้เขา
มือขวารับท่อเหล็กมาลองถือดู มันหนักเอาเรื่อง จางเซวียน พูดทีเล่นทีจริง "พี่สะใภ้ คราวหน้าถ้ามีเรื่องสนุกๆ แบบนี้อีก อย่าลืมเรียกผมด้วยนะ"
พี่สะใภ้ฮุย ยิ้มเขินๆ แล้วหันหลังกลับเข้าห้องไป
เมื่อเรื่องจบลง จางเซวียน กลับเข้าห้อง ล้างมือ แล้วเตรียมตัวนอนต่อ
แต่สิบกว่านาทีต่อมา ก็มีคนมาเคาะประตูอีก
แต่ครั้งนี้เสียงเคาะไม่ดังรุนแรง และไม่เร่งรีบ
ไม่ใช่ว่ากลับมาแก้แค้นหรอกนะ?
แต่เสียงเคาะแบบนี้มันก็ไม่น่าใช่
จางเซวียน คว้าท่อเหล็กที่หัวเตียง กดเสียงต่ำถามเป็นภาษากวางตุ้ง "ใคร?"