บทที่ 136 ฉากตำนานที่สะเทือนเลือนลั่นปฐพี
บทที่ 136 ฉากตำนานที่สะเทือนเลือนลั่นปฐพี
โอวหมิงตอบอย่างสมเหตุสมผลสุดๆ ว่า "ในเมื่อเลี้ยงข้าวก็ต้องใจกว้าง ถ้าหากยืมเงินก็ต้องรีบคืนฉัน ตกลงกันว่าจะคืนเมื่อไหร่ ก็ต้องคืนเมื่อนั้น นี่มันคนละเรื่องกัน ต้องแยกแยะให้ชัดเจน"
พอจางเซวียนเตือนสติ โอวหมิงก็ตบหน้าผาก ยิ้มแล้วพูดว่า "จริงด้วยสิ เหลยปินยังติดเงินฉันอยู่ห้าเหมา ผ่านไปครึ่งเดือนแล้ว ฉันลืมไปได้ยังไงเนี่ย ต้องไปทวงคืนซะแล้ว"
พูดจบ โอวหมิงก็เก็บกล่องเหล็กเก่าๆ ใส่ยาเส้น แล้วเดินไปห้องข้างๆ
เห็นดังนั้น จางเซวียนที่ชอบดูเรื่องสนุกก็ลุกขึ้น ลากเสิ่นฝานตามไปด้วย
พอออกจากประตูหอพัก โอวหมิงเห็นจางเซวียนทำหน้าเหมือนจะไปดูลิเกตามมา ก็เอ่ยปากอย่างจริงจังเป็นพิเศษ "จางเซวียน นายอย่าคิดว่าเป็นเรื่องตลกนะ เป็นหนี้ต้องชดใช้ เป็นสัจธรรมเที่ยงแท้"
จางเซวียนรีบ "อื้อๆ" ตอบรับ กลั้นขำแล้วพูดว่า "ขอให้นายประสบความสำเร็จนะ"
โอวหมิงบอก "ต้องสำเร็จอยู่แล้ว"
จางเซวียนถาม "ถ้าไม่สำเร็จจะทำยังไง?"
โอวหมิงพูดด้วยท่าทางขึงขัง "ถ้าเขาไม่คืนเงินฉัน ฉันก็จะไปกินข้าวเย็นกับเขา แล้ววันหน้าก็จะไม่ให้เขายืมเงินอีกเลย"
ได้ยินคำพูดที่ทั้งไร้เดียงสาและน่ารักนี้ จางเซวียนกับเสิ่นฝานมองหน้ากัน สุดท้ายก็กลั้นไม่ไหว
หลุดขำออกมาจนได้
มาถึงหอพักข้างๆ จางเซวียนพบว่าตัวเองคิดมากไปเอง
อย่างที่เขาว่า ชื่อเสียงของคนก็เหมือนเงาของต้นไม้
พอเหลยปินเห็นโอวหมิงมาทวงเงินถึงที่ ก็รีบลุกจากที่นั่ง ตะโกนลั่น "อูย แม่จ๋า..." แล้วรีบควักเงินคืนให้ทันที
ตอนเหลยปินส่งเงินให้โอวหมิงก็พูดว่า "ขอโทษทีนะ ฉันลืมไปเลย"
โอวหมิงบอก "ไม่เป็นไร คราวหน้านายจำไว้ว่าต้องรีบคืนฉันก็พอ"
"เออ" เหลยปินมองเขาด้วยสีหน้าเหมือนคนท้องผูก คิดในใจว่าไม่มีคราวหน้าแล้ว ไม่มีอีกแล้ว ไม่กล้าแล้ว
***
"จางเซวียน จดหมายนาย!"
วันจันทร์ คาบที่หนึ่งและสองเป็นวิชาภาษาอังกฤษระดับมหาวิทยาลัย
จางเซวียนกับตู้ซวงหลิงกินข้าวเช้าเสร็จ ก็แยกกันที่โถงชั้นหนึ่งของตึกเรียนคณะบริหาร
ทว่าเขาเพิ่งจะถึงห้องเรียน ก้นยังไม่ทันแตะพื้น ก็เห็นเสี่ยวสืออี ที่ได้เป็นเลขาธิการพรรคสาขาประจำห้องเรียนถือปึกจดหมายและพัสดุไปรษณีย์เดินเข้ามา
เสี่ยวสืออีพูดว่า "จางเซวียน อ่ะ พัสดุสองห่อนี้นายได้ทั้งหมดเลย"
จางเซวียนรับพัสดุมาดูแล้วถาม "จดหมายของเพื่อนในห้องเธอเป็นคนรับผิดชอบรับส่งเหรอ?"
เสี่ยวสืออีตอบเสียงเนิบนาบ "ใช่"
จางเซวียนถาม "ห้องรับส่งเปิดอาทิตย์ละกี่ครั้ง?"
เสี่ยวสืออีบอก "ปกติก็วันอังคาร วันพฤหัส แล้วก็วันอาทิตย์บ่าย แต่ถ้านายมีจดหมายด่วน ก็เรียกฉันไปหาอาจารย์เวรที่คณะภาษาต่างประเทศเป็นการส่วนตัวได้ ฉันกับอาจารย์คนนั้นสนิทกันแล้ว"
จางเซวียนเข้าใจแล้ว จึงกล่าวขอบคุณ
ตอนนั้นเองเสียงออดเข้าเรียนดังขึ้น เสี่ยวสืออีไม่ได้เดินหนีไปไหน แต่นั่งลงข้างเขาเริ่มเรียน
แต่พอเรียนไปถึงช่วงกลางคาบ จู่ๆ เธอก็เขียนกระดาษโน้ตส่งมาให้: หลังฝึกทหารจบ เหมือนเราจะคุยกันน้อยลงเรื่อยๆ นะ
จางเซวียนมองเธอแวบหนึ่ง หยิบปากกาเขียนตอบ: มนุษยสัมพันธ์ของเธอดีขนาดนั้น แต่มีปากอยู่แค่ปากเดียว จะไปดูแลทั่วถึงได้ยังไง
มนุษยสัมพันธ์ของผู้หญิงคนนี้ดี ไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ
มื้อเช้ามักจะมีรุ่นพี่ผู้หวังดีเอามาส่ง วันฝนตกมีผู้ชายในห้องยอมเปียกฝนเพื่อให้เธอยืมร่ม แทงพูลทีก็มีผู้ชายกลุ่มเบ้อเริ่มมายืนมุงเชียร์เป็นลูกคู่
ตอนเย็นวิ่งรอบสนามก็มีผู้ชายหลากหลายรูปแบบมาคอยเอาใจวิ่งตาม เข้าเรียน ก็มักจะมีหน้าใหม่ๆ ตามกลิ่นมาแกล้งทำเป็นเข้าเรียน แต่จริงๆ แล้วมาดูว่าเธอสวยสมคำร่ำลือหรือไม่
ที่เวอร์ที่สุดคืองานกีฬาสีรับน้อง วิ่งแข่งหญิงหนึ่งหมื่นเมตร ประธานชมรมกีฬาคณะบริหาร ถึงกับโบกธงนำขบวนนักศึกษาชายสิบเจ็ดสิบแปดคนวิ่งประกบข้างสนาม คอยส่งเสียงเชียร์ ฉากตำนาน ในตอนนั้นเรียกได้ว่าสะเทือนเลือนลั่นปฐพี ทำเอาน้องใหม่คณะบริหาร ตะลึงจนตาค้าง
น้องใหม่คณะบริหารรุ่นนี้ รู้กันทั่วว่าประธานชมรมกีฬาคณะบริหาร ชอบเสี่ยวสืออีจนคลั่ง ชอบจนเข้าขั้นงมงาย
เพื่อหาโอกาสเข้าใกล้เสี่ยวสืออี ประธานชมรมกีฬาปี 3 คนนั้นทำตัวไม่น่ารักเลย ถึงขนาดเลิกกับแฟน
แต่ผลลัพธ์น่ะเหรอ ธรรมชาติลงโทษ แห้วรับประทาน อยากจะชวนเสี่ยวสืออีกินข้าวสักมื้อยังนัดไม่ได้เลย
น่าสมเพชจริงๆ
ต่อมาได้ยินว่าหลังจากชนกำแพงอยู่ที่นี่ติดต่อกันหนึ่งเดือน ประธานชมรมกีฬาก็กลับไปคืนดีกับแฟนเก่า
คนแปลกประหลาดแบบนี้ก็หาได้ยาก
แน่นอน แฟนสาวของเขาคนนั้นก็เป็นของหายากยิ่งกว่า
เสี่ยวสืออีส่งกระดาษโน้ตมาอีก: ขอบคุณนะที่ช่วยแก้สถานการณ์ให้ฉัน
จางเซวียนอ่านจบ เก็บกระดาษโน้ต ไม่ตอบ ตั้งใจเรียนต่อ
เห็นเขาไม่ตอบ ผ่านไปสักพัก เสี่ยวสืออีก็เขียนโน้ตมาอีกแผ่น: นายส่งต้นฉบับไปที่นิตยสาร จืออิน กับ Youth Digest เหรอ?
จางเซวียนจ้องกระดาษโน้ต รู้ว่าปิดไม่มิดแล้ว ก็เลยตอบกลับไปตรงๆ: หาค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ น่ะ
เสี่ยวสืออีเขียน: อยากให้ฉันช่วยปิดเป็นความลับกับเพื่อนในห้องไหม?
จางเซวียนตอบ: ได้สิ
เสี่ยวสืออีเขียน: นามปากกาของนายคืออะไร?
จางเซวียนเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง ตอบกลับ: ลองทายดูสิ
คราวนี้เสี่ยวสืออีไม่ได้ตอบกลับมาแล้ว มองดูกระดาษโน้ต เก็บใส่กระเป๋าเสื้อ ตั้งใจเรียน จดบันทึกอย่างขะมักเขม้น
***
เที่ยงวัน จางเซวียนกับตู้ซวงหลิงกินมื้อเที่ยงเสร็จก็เริ่มแกะพัสดุ
ยังคงเหมือนเดิม ในพัสดุจากนิตยสาร จืออิน มีนิตยสารตัวอย่างหนึ่งเล่มและธนาณัติหนึ่งใบ
ยอดเงินในธนาณัติคือ: 1,342 หยวน
ส่วนในพัสดุจาก Youth Digest นอกจากนิตยสารตัวอย่างและธนาณัติแล้ว ยังมีจดหมายจากบรรณาธิการเพิ่มมาอีกหนึ่งฉบับ
เนื้อหาในจดหมายบรรณาธิการคล้ายคลึงกับครั้งก่อนๆ มีต่างกันอยู่สองจุด
จุดแรกที่ต่างคือ Youth Digest ขึ้นค่าต้นฉบับให้เขาเองโดยอัตโนมัติ
ขึ้นเป็นพันคำละสองร้อยห้าสิบ
เท่ากับค่าต้นฉบับของนิตยสาร จืออิน แล้ว ถือเป็นเรทค่าตัวที่สูงในวงการ
ยอดเงินในธนาณัติคือ: 1,316 หยวน
ส่วนจุดต่างที่สองทำเอาจางเซวียนกับตู้ซวงหลิงชะงักไป บรรณาธิการของ Youth Digest ถึงกับถามมาว่า: ผู้เขียน เฟิงเซิง ในนิตยสารเหรินหมินเหวินเสวีย ใช่เขาหรือเปล่า? ซานเยว่ ทั้งสองคนคือคนคนเดียวกันใช่ไหม?
ตู้ซวงหลิงอ่านจดหมายบรรณาธิการทวนแล้วทวนอีก สุดท้ายก็ถามว่า "เขาหมายความว่ายังไง? เริ่มสงสัย หรือว่ามั่นใจแล้ว?"
จางเซวียนคิดสักพักแล้วพูดว่า "บ.ก. ท่านนี้น่าจะมั่นใจแล้วว่าซานเยว่ทั้งสองคนคือคนเดียวกัน ไม่งั้นจะรีบขึ้นค่าต้นฉบับให้เองทำไมล่ะ"
ตู้ซวงหลิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ถามด้วยความดีใจ "เป็นเพราะ เฟิงเซิง ของนายได้รับคำชมจากผู้อ่านอย่างล้นหลาม บ.ก. ของ Youth Digest ถึงได้ถามมาแบบนี้ใช่ไหม?"
จางเซวียนขบคิดดู รู้สึกว่าคำพูดนี้มีเหตุผล
จึงยิ้มแล้วพูดว่า "ฉันเดาว่าน่าจะเป็นแบบนั้น แต่ข่าวที่แน่นอนคงต้องรอการแจ้งจากทางเหรินหมินเหวินเสวีย"
ตู้ซวงหลิงคำนวณเวลาแล้วพูดว่า "ห่างจากครั้งที่แล้วที่เหรินหมินเหวินเสวียส่งนิตยสารตัวอย่างมาให้นายเกือบสองเดือนแล้ว ครั้งนี้น่าจะใกล้แล้วล่ะมั้ง"
จางเซวียนพยักหน้า "น่าจะใกล้แล้ว ต้นฉบับที่ฉันส่งไปให้พวกเขาครั้งก่อนน่าจะใกล้ลงจนจบแล้ว"
ตู้ซวงหลิงยิ้มตาหยีพูดว่า "ไม่ต้องรีบ ค่อยๆ รอ ฉันมั่นใจในตัวนาย ครั้งหน้าต้องมีข่าวดีแน่นอน"
จางเซวียนก็พูดด้วยความคาดหวังเปี่ยมล้น "หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ ถ้าได้ตีพิมพ์เป็นเล่มจะยิ่งดีเลย ฉันยังติดหนังสือพร้อมลายเซ็นแม่เธออยู่ชุดหนึ่ง เธอว่าถึงตอนนั้นแม่เธอจะทำท่าหยิ่งแต่ซึนภายนอก แต่ภายในกลับบูชาฉันอย่างบ้าคลั่งหรือเปล่า?"
"ทะลึ่ง!"
***
ประตูทิศใต้ของจงต้า
หลังมื้อเที่ยง เสี่ยวสืออีเดินมาที่แผงหนังสือขนาดใหญ่แห่งหนึ่งตามลำพัง พูดกับเจ้าของร้านด้วยเสียงเนิบนาบว่า "นิตยสารจืออินกับ Youth Digest ฉบับล่าสุด เอามาอย่างละเล่มค่ะ"
"ได้เลย" เห็นหญิงสาวหน้าตาสะสวยขนาดนี้ เจ้าของร้านมองแล้วก็อารมณ์ดี หันหลังไปหยิบจากชั้นวางมาให้สองเล่ม