บทที่ 149 ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน แตกกิ่งก้านกี่สาขา?

บทที่ 149 ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน แตกกิ่งก้านกี่สาขา?
ในห้องเช่ามีเทพองค์หนึ่งสถิตอยู่ อีกเดี๋ยวท่านปู่ก็จะกลับมาอีกองค์
จางเซวียนจนปัญญาจริงๆ
อยู่ต่อไม่ได้แล้ว จำต้องลงมาข้างล่างกางร่มใหม่อีกครั้ง ตัดสินใจกลับไปที่หอพักก่อน
เพียงแต่ที่ใต้หอพัก เขาบังเอิญเจอกับคู่รักกิ่งทองใบหยก ติงเหยียนหงกับต้วนลางอัจฉริยะทางดนตรีห้องข้างๆ ทั้งสองคนกางร่มคุยกันกระหนุงกระหนิงหัวเราะร่าเริง
สนุกกันขนาดนี้เชียว?
คิดแล้ว จางเซวียนผู้ชอบดูละครฉากเด็ดก็เดินอ้อมเข้าไป ทักทายว่า "เสี่ยวติง ตอบรหัสผ่านหน่อย ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน แตกกิ่งก้านสองสาขา?"
ติงเหยียนหงเข้าใจความหมายแฝงทันที ยิ้มแล้วด่าว่า "จางเซวียน ไปไกลๆ เลยนะ เมื่อไหร่จะมารวมตัวกินข้าวกันสักที หลัวเสวี่ยบ่นถึงนายบ่อยๆ นะ"
ยืนยันสายตาเรียบร้อย ชายวัยกลางคนรู้ว่าตัวเองควรชิ่งได้แล้ว "เรื่องนี้อย่ามาถามฉัน ไปถามเหล่าเว่ยกับเหล่าหลี่เถอะ"
***
ว่านจวินถูกคนทำร้ายบาดเจ็บ
ตอนที่จางเซวียนเดินเข้าห้อง 303 ก็เห็นแขนซ้ายของว่านจวินเข้าเฝือกและพันผ้าพันแผลเต็มไปหมด แต่คนยังดูสดใสดี นั่งอยู่บนม้านั่ง พ่นน้ำลายเล่าเรื่องอย่างออกรสออกชาติ
เห็นคนอื่นๆ นั่งคุยเป็นเพื่อนว่านจวิน จางเซวียนก็วางกระเป๋าลง เดินเข้าไปถามด้วยความเป็นห่วง "ว่านจวิน มือแกไปโดนอะไรมา?"
ว่านจวินพูดอย่างไม่ปิดบัง "ไปช่วยหัวหน้าผู้รับเหมาตีกันที่ไซต์งานมาน่ะสิ"
จางเซวียนมึนตึ้บ "แกแค่ไปรับจ้างชั่วคราวไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงเข้าไปพัวพันกับเรื่องของหัวหน้าผู้รับเหมาได้ล่ะ?"
ว่านจวินอธิบายว่า "หัวหน้าผู้รับเหมาคนนั้นเป็นพี่เขยแท้ๆ ของฉันเอง ดูแลฉันดีมาตลอด เหตุการณ์ตีกันมันเกิดขึ้นกะทันหัน พวกเราชาวกุ้ยหลินที่อยู่ที่นั่นทุกคนก็เข้าร่วมกันหมด ฉันอยู่ในเหตุการณ์จะให้ยืนดูเฉยๆ ได้ไง"
เออแฮะ แบบนี้ก็ฟังขึ้น
ออกมาใช้ชีวิตข้างนอก บางครั้งน้ำใจสำคัญกว่ากฎเกณฑ์ หลายครั้งก็จำใจต้องทำ ไม่อย่างนั้นจะโดนโดดเดี่ยวได้ง่ายๆ
ไม่ได้ถามต่อถึงผลลัพธ์ของการวิวาท จางเซวียนกลับสนใจสาเหตุมากกว่า "ตีกันเรื่องอะไร? ทวงค่าแรง? หรือแย่งโครงการ?"
ว่านจวินตอบ "แย่งโครงการ มีพวกเจียงซีกลุ่มหนึ่งมาแย่งงานพวกเรา ก็เลยซัดกันนัว"
จางเซวียนจ้องมองแขนซ้ายของเขาแล้วถามปิดท้าย "มือไม่เป็นอะไรมากใช่มั้ย?"
ว่านจวินบอก "ไม่เป็นไรมาก แค่กล้ามเนื้อฉีก พักฟื้นสักพักก็หาย"
ตอนนั้นเองเสิ่นฝานก็แทรกขึ้นมา "วันหลังแกยังจะไปทำงานที่ไซต์ก่อสร้างอีกเหรอ?"
ว่านจวินตอบ "ไปสิ ฉันชอบวงการก่อสร้าง ชอบทำงานร่วมกับคนบ้านเดียวกัน ความรู้สึกแบบนั้นมันเหมือนได้กลับบ้านเลย"
คุยเรื่องว่านจวินไปพักหนึ่ง จางเซวียนก็ขยิบตาให้โอวหมิงแล้วพูดว่า "เมื่อกี้ฉันเห็นติงเหยียนหงที่ข้างล่าง เดินคู่มากับต้วนลางห้องข้างๆ คุยกันหัวร่อต่อกระซิกเชียว"
โอวหมิงสูดยาเส้นแล้วพูดว่า "ฉันรู้ เสี่ยวติงกับต้วนลางเป็นคู่หูร้องเพลงในงานรับน้อง"
เว่ยจื่อเซินถามกวนประสาทว่า "ทำไมแกไม่เสียใจวะ?"
โอวหมิงพ่นควันเป็นวงแล้วตอบ "คืนนั้นฉันเสียใจไปแล้วไง จะให้ฉันเสียใจยังไงอีก หรือต้องให้ร้องห่มร้องไห้ ผูกคอตายรึไง?"
หลี่เจิ้งไม่เชื่อ ยืดคอเถียงฉับๆ "ถ้าเกิดเสี่ยวติงกับต้วนลางกิ๊กกันขึ้นมาจริงๆ ล่ะ? ต้วนลางคนนั้นดีดกีตาร์เก่งจะตาย ปากก็หวานด้วย"
โอวหมิงทำท่าไม่ยี่หระ "ไม่เกี่ยวกันจริงๆ ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยฉันไปเสี่ยงเซียมซีที่วัด ถามเรื่องเนื้อคู่ หลวงพ่อรูปนั้นบอกฉันว่า ช่วงนี้ดวงนารีอุปถัมภ์กำลังรุ่ง ภายในสองปีนี้ฉันจะมีแฟน 9 คน"
ว่านจวินฟังแล้วหัวเราะก๊าก "จริงดิ ทำไมหลวงพ่อระบุตัวเลขแม่นขนาดนั้น เลข 9 ก็มา"
โอวหมิงหันไปยิ้มให้เขา "เพราะฉันบอกใบ้แบบบ้าคลั่งไงล่ะ ครั้งนั้นฉันเลือดซิบเลยนะ เติมเงินไปทีละหนึ่งเหมาๆ ฉันเติมไปตั้ง 9 รอบ"
"เชี่ย..."
"ไอ้ตัวฮา..."
"ไอ้บ้าเอ๊ย..."
ทุกคนถูกทำให้ขำกลิ้ง อารมณ์อยากคุยพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที
ระหว่างที่คุยกัน เว่ยจื่อเซินหยิบนิตยสารจืออินเล่มหนึ่งขึ้นมา เปิดแล้วพูดกับพวกเพื่อนๆ ว่า "ฉันค้นพบว่านักเขียนที่ชื่อซานเยว่ในเล่มนี้แม่งโคตรแพรวพราว"
หลี่เจิ้งชะโงกหน้าไปถาม "แพรวพราวยังไงวะ?"
เว่ยจื่อเซินเปิดไปหน้าหนึ่งแล้วพูดว่า "แกดูสิ นักเขียนจอมเจ้าชู้คนนี้โคตรมีประสบการณ์เรื่องผู้หญิงเลย บอกว่าถ้าอยากขึ้นเตียงกับผู้หญิงให้จูบที่หูของเธอ นี่คือการยั่วยวน ถ้าอยากแสดงความในใจให้จูบที่ริมฝีปาก นี่คือความรัก ถ้าอยากทำให้ผู้หญิงมีความสุข ให้จูบที่ลำคอของเธอ นี่คือความหฤหรรษ์..."
***
จางเซวียนรักษาคำพูด มื้อเย็นไปกินที่บ้านหวังลี่
เติ้งต๋าชิงลงมือเข้าครัวเอง นอกจากหม้อไฟเนื้อแพะชามยักษ์แล้ว ยังมีพวกกับแกล้มเย็นอย่างถั่วลิสงกับเห็ดหูหนูด้วย
สุดท้ายยังมีซุปเป็ดตุ๋นเห็ดชาน้ำมันอีกหนึ่งอย่าง ตามทฤษฎีของเติ้งต๋าชิง กินหม้อไฟแล้วร้อนในง่าย ต้องมีซุปมาแก้
หวังลี่นี่ใจป้ำจริงๆ เปิดเรมี่ มาร์ตินไปขวด แล้วยังเปิดมาร์แตลที่จางเซวียนสนใจอีกขวด ตบท้ายด้วยการซื้อเหล้าจิ้นจิ่วมาอีก 6 ขวด เบียร์อีกสองลัง
จางเซวียนเห็นเหล้าเต็มโต๊ะก็ตับสั่น อยากจะโกยแน่บหนีไปให้รู้แล้วรู้รอด เริ่มปอดแหกขึ้นมาจริงๆ แล้ว ผู้หญิงคนนี้ดิบเถื่อนชะมัด
หวังลี่ดูเหมือนจะมองความคิดเขาออก ดึงให้นั่งลงแล้วพูดว่า "มาแล้วก็อย่าหนีสิ"
เห็นเธอหยิบเรมี่ มาร์ตินขึ้นมา ลุกขึ้นรินใส่แก้วของทั้งสองคนจนเต็ม จากนั้นก็รินให้ตัวเองจนเต็ม ยกแก้วขึ้นพูดว่า
"มา แก้วนี้ฉันดื่มให้พวกนายสองคน พวกนายเป็นคนเพียงกลุ่มเดียวในรอบสามปีนี้ที่กล้าเข้าบ้านฉัน แถมยังกล้าดื่มเหล้ากับฉันด้วย"
เปิดฉากมาด้วยคำพูดที่เศร้าสร้อยและเปราะบางขนาดนี้ จางเซวียนกับเติ้งต๋าชิงมองหน้ากัน จะพูดอะไรได้อีก หยิบแก้วเหล้าขึ้นมาดื่มอย่างร่าเริงสิครับ
ดื่มแม่งเข้าไป!
แก้วแล้วแก้วเล่า ดื่มหมดแก้วแล้วก็ต่ออีกแก้ว
เรมี่ มาร์ตินหมดเกลี้ยง
มาร์แตลก็หมดเกลี้ยง
พอดื่มมาร์แตลหยดสุดท้ายในแก้วหมด จางเซวียนก็ลองหยั่งเชิงถามหวังลี่ว่า
"อาจารย์ครับ ผมขอถามอะไรหน่อย ช่วงไม่กี่ปีมานี้อาจารย์ดื่มเหล้านอกมาเยอะขนาดนี้ อาจารย์รู้ไหมครับว่าตัวแทนจำหน่ายมาร์แตลในกว่างโจวอยู่ที่ไหน?"
หวังลี่มองเขาอย่างแปลกใจ ถามครั้งแรกอาจจะเพราะอยากรู้ แต่ถามครั้งที่สองนี่แสดงว่ามีเจตนาแอบแฝงแล้ว
จึงยิ้มแล้วตอบว่า "นายถามถูกคนแล้ว เรื่องนี้ฉันรู้จริงๆ เพื่อนฉันคนหนึ่งทำงานอยู่ที่นั่น"
จากนั้นเธอก็ถามต่อ "นายสืบเรื่องนี้ จะซื้อเหล้านอกพวกนี้ล็อตใหญ่เหรอ?"
จางเซวียนมองตาเธอ คิดสักพักแล้วพูดว่า "ไม่ได้จะซื้อครับ แต่จะขาย?"
"ขาย?"
"ขาย?"
ทั้งสองคนพูดขึ้นพร้อมกัน ไม่ใช่แค่หวังลี่ที่งุนงง แม้แต่เติ้งต๋าชิงยังหันขวับมามอง
"ครับ" เวลาจะขอความช่วยเหลือใคร ไม่มีอะไรต้องปิดบัง จางเซวียนจึงเล่าเรื่องหัวเชื้อบรั่นดีเท่าที่เล่าได้ให้ฟังไปชุดหนึ่ง
สุดท้ายก็ลองหยั่งเชิงหวังลี่ว่า "อาจารย์ครับ ถ้าอาจารย์มีช่องทางดีๆ ช่วยแบ่งปันผมหน่อย ถ้าสำเร็จผมไม่ลืมส่วนของอาจารย์แน่"
ที่จางเซวียนพูดแบบนี้ ก็เพราะมีความหวังอยู่ริบหรี่
ยังไงซะเหล้านอกในยุคนี้ก็ราคาไม่ถูก ขวดหนึ่งปาเข้าไปหลายเดือนของเงินเดือน
ลำพังฐานะทางการเงินของหวังลี่ไม่มีทางดื่มไหวหรอก ยกเว้นแต่จะมีรายได้เสริมจากไนท์คลับ
แต่เธอบอกว่าเหล้าพวกนี้ไม่ต้องเสียเงินซื้อ เบื้องหลังคำพูดนี้ต้องมีอะไรซับซ้อนแน่ๆ...
นี่เป็นเหตุผลที่เขาตัดสินใจลองดู ให้รู้ดำรู้แดงไปเลย
ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ไม่เสียหายอะไรนี่นา
หวังลี่ฟังแล้วถึงกับตะลึง สายตาเหลือบมองแล้วก็เหลือบมองอีก ในใจคิดว่าหัวเชื้อบรั่นดี 10 ตัน จางเซวียนคนนี้ไม่ใช่นักศึกษาแล้ว นี่มันเทพเจ้าแห่งโชคลาภชัดๆ!

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 149 ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน แตกกิ่งก้านกี่สาขา?

ตอนถัดไป