บทที่ 200 หยางอิ๋งม่าน: โลกใบนี้มันเป็นบ้าอะไรไปแล้ว?

บทที่ 200 หยางอิ๋งม่าน: โลกใบนี้มันเป็นบ้าอะไรไปแล้ว?
ธรรมเนียมเก่าแก่ วันที่ 23 ไหว้เทพเจ้าเตาไฟ วันที่ 24 ทำความสะอาดบ้าน
คืนวันที่ 23
เนื่องจากเป็นปีแรกในบ้านหลังใหม่ หร่วนซิ่วฉินจึงใส่ใจกับพิธีไหว้เทพเจ้าเตาไฟเป็นพิเศษ
ในถาดไม่เพียงแต่มีของไหว้สามอย่างคือ ไก่ ปลา หมู แต่ยังทำ ขนมจายปา ด้วยข้าวเหนียวเป็นพิเศษอีกด้วย
ขนมจายปามีขนาดเท่าไข่ไก่ เป็นลูกกลมๆ ด้านบนมีลวดลายแกะสลักไม้
จุดธูปสามดอก เผากระดาษเงินกระดาษทองปึกใหญ่ แล้วจุดประทัดอีกหนึ่งตับ
ทันทีที่สิ้นเสียงประทัด หร่วนซิ่วฉินก็คุกเข่าลงกับพื้นด้วยความเคารพนบนอบ เริ่มเสี่ยงทายไม้กว้าและพูดแต่สิ่งดีๆ
ขอให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาลบ้างล่ะ ขอให้คนและทรัพย์สินเฟื่องฟูบ้างล่ะ ขอให้สุขภาพแข็งแรงบ้างล่ะ ขอให้เจริญรุ่งเรืองในทุกๆ ด้านบ้างล่ะ...
พร่ำบ่นยืดยาว สรรหาคำพูดมงคลทั้งหมดที่นึกออกจากสมองออกมาพูดจนหมดสิ้น
จางเซวียนก็ไม่ได้รู้สึกรำคาญ แถมยังยืนฟังอยู่ข้างๆ ด้วยความสนใจ
แต่ฟังไปฟังมา เขาก็รู้สึกทะแม่งๆ
พบว่าชื่อที่หลุดออกมาจากปากแม่บ่อยที่สุดคือชื่อของเขา อย่างน้อยกินพื้นที่คำขอพรไปถึง 60%
รองลงมาคือพี่สาวคนรอง ประมาณ 20%
ส่วนพี่สาวคนโต น่าจะไม่ถึง 10% ด้วยซ้ำ
ที่เหลือก็เป็นการขอพรให้หร่วนเต๋อจื้อ
แล้วชื่อของหร่วนซิ่วฉินเองล่ะ จางเซวียนไม่ได้ยินแม้แต่ครั้งเดียว
ขนาดชื่อของตู้ซวงหลิงยังได้ยิน แต่กลับไม่ได้ยินคำว่า หร่วนซิ่วฉิน แม้แต่คำเดียว
มองดูแม่ผู้กำลังตั้งอกตั้งใจ จู่ๆ จางเซวียนก็รู้สึกจุกในอกอย่างไม่มีสาเหตุ เขาอ้าปากเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
แต่สุดท้ายแล้ว ก็ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา
เฮ้อ เขาเองก็ไม่รู้ว่าควรจะบ่น หรือควรจะทักท้วงให้แม่ทำอะไรให้มันเท่าเทียมกันดีไหม แต่หร่วนซิ่วฉินก็ลำเอียงรักเขามากกว่าใครมาตั้งแต่เด็กแล้ว ก็คงถือเป็นเรื่องปกติไปแล้วมั้ง
ไหว้เจ้าที่เสร็จ หร่วนซิ่วฉินก็ยื่นขนมจายปา 6 ลูกให้จางเซวียน กำชับว่า "ลูกกินให้หมดเดี๋ยวนี้เลยนะ เทพเจ้าเตาไฟจะได้คุ้มครองให้ลูกรุ่งเรืองทั้งตัวบุคคล รุ่งเรืองทั้งทรัพย์สิน ความรักงดงาม ทุกสิ่งราบรื่น"
รุ่งเรืองทั้งทรัพย์สิน เขาชอบฟัง
ความรักงดงาม ทุกสิ่งราบรื่น ก็ชอบฟัง
ส่วนรุ่งเรืองทั้งตัวบุคคล (หมายถึงมีลูกหลานสืบสกุล) จางเซวียนแทบจะกระอักเลือด พูดไปก็ขายหน้า ตัวข้าน้อยนี้ยังเป็นชายบริสุทธิ์อยู่เลย จะไปปั๊มลูกหลานที่ไหนได้ล่ะ?
ภายใต้สายตาจ้องมองของแม่ผู้หัวโบราณ จางเซวียนจำใจต้องกล้ำกลืนฝืนทนกินขนมจายปาทั้ง 6 ลูกจนหมด
รสชาติขนมจายปาก็งั้นๆ พอดื่มน้ำตามลงไป ท้องก็แน่นตึงไปหมด
เขามองค้อนหร่วนซิ่วฉินด้วยความขุ่นเคืองแวบหนึ่ง แล้วเดินกลับห้องหนังสือ
เหมือนเดิม เตรียมตัวเขียนนิยาย
แค่บิ๊วอารมณ์เสร็จ กำลังจะหยิบปากกา กางสมุด ไอ้โทรศัพท์บ้านั่นก็ดังขึ้น เสียง กริ๊ง กริ๊ง ดังแสบแก้วหูเป็นพิเศษในยามค่ำคืน
จำใจต้องรับสาย ตู้ซวงหลิงโทรมานั่นเอง
เธอถามเสียงใสว่า "หลายวันนี้คิดถึงฉันไหม?"
จางเซวียนที่กำลังหงุดหงิด พอได้ยินเสียงใสกังวานเหมือนน้ำพุนี้ อารมณ์ก็ดีขึ้นทันตา ตอบกลับอย่างดีใจว่า
"คิดถึง ไม่ใช่แค่ฉันคิดถึงนะ แม่ฉันก็คิดถึงเธอ"
ได้ยินดังนั้น ตู้ซวงหลิงก็พูดกลั้วหัวเราะ "คุณน้าก็คิดถึงฉันเหรอ งั้นฉันให้โอกาสนาย พรุ่งนี้มารับฉันหน่อยนะ ฉันรู้ว่านายซื้อรถมอเตอร์ไซค์แล้ว"
"ได้สิ"
จางเซวียนรับปาก แล้วรีบถามต่อ "เธอกลับมาแล้วเหรอ กลับมาเมื่อไหร่?"
ตู้ซวงหลิงบอกเขาว่า "ฉันเพิ่งถึงบ้าน ข้าวเย็นยังไม่ได้กินเลย ก็โทรหานายก่อนเนี่ย"
จากนั้นเธอก็ไม่รอให้จางเซวียนพูดแทรก รีบพูดต่อว่า "จริงสิ หมี่เจี้ยนกับลี่ลี่ซือก็อยู่ที่บ้านฉันนะ ติดรถมาด้วยกัน นายอยากจะทักทายพวกเธอสองคนหน่อยไหม?"
พอได้ยินว่าลี่ลี่ซือมาด้วย จางเซวียนปากเบี้ยวด้วยความหงุดหงิด อารมณ์บูดขึ้นมาทันที
อยากจะด่าสักประโยคว่า: เธอบ้าหรือเปล่า รับลี่ลี่ซือมาทำไม? พามาเล่นงานฉันเหรอ?
แต่พอลองคิดดูให้ละเอียด ก็รู้สึกว่าไม่น่าใช่ แม่เสือยิ้มยากคนนั้นไม่ใช่คนที่ใครจะรับมือได้ง่ายๆ
สูดหายใจเข้าลึกๆ ปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ จางเซวียนเอ่ยปากว่า "ทักทายพวกเธอคงไม่ต้องหรอก ไว้เจอกันพรุ่งนี้ค่อยคุยกันดีกว่า"
นึกอะไรขึ้นได้ ก็รีบถามต่อ "ไหนบอกว่าเฉินรื่อเซิงก็จะมาด้วยไม่ใช่เหรอ? แล้วมันไปไหนซะล่ะ?"
ตู้ซวงหลิงบอกว่า "เฉินรื่อเซิงโดนครูเฉินเหลยกดดันให้กลับบ้านเกิดไปแล้ว ไม่ได้อยู่ในเมืองซ่าว ก็เลยไม่ได้มาด้วยกัน"
จางเซวียนฟังแล้วรู้สึกเสียดายสุดขีด ไม้กันหมาดีๆ แบบนี้ดันไม่มาซะได้
เฮ้อ เฉินรื่อเซิงไอ้ทึ่มเอ๊ย นายมันไม่ได้ดั่งใจเลยจริงๆ ถ้าลี่ลี่ซือจับฉันจูบปากจะทำยังไง?
ฉันควรขัดขืนไหม?
แล้วถึงตอนนั้นควรจะบอกนาย หรือไม่บอกนายดีล่ะ?
สับสนชะมัด...
พูดกันตามตรง เกิดใหม่รอบนี้ เขาคิดเกินเลยแค่กับแฟนตัวเองและหมี่เจี้ยนเท่านั้น
ผู้หญิงคนอื่นไม่ได้อยู่ในหัวเลย
อ้อ ถ้าต้องนับเพิ่มอีกสักคน สาวน้อยชาวยิว คนนั้นก็ไม่เลว แต่ก็นั่นแหละ แค่ความคิดฟุ้งซ่าน ไม่ได้คาดหวังว่าวันหนึ่งจะเป็นจริง
ดังนั้น เขาเลยกลัวลี่ลี่ซืออยู่นิดหน่อย แน่นอนว่าถ้าจะพูดว่ากลัวลี่ลี่ซือ สู้บอกว่ากลัวพ่อของลี่ลี่ซือมากกว่า
ยังไงซะฝ่ายนั้นก็เป็นถึงคนใหญ่คนโตในเมืองซ่าว
คุยโทรศัพท์กับซวงหลิงเสร็จ จางเซวียนนั่งทำใจสงบสติอารมณ์อยู่สิบกว่านาที แล้วเริ่มลงมือเขียนต่อ
แต่เขียนไปได้ยังไม่ถึง 300 คำ โทรศัพท์ก็ดังอีกแล้ว
น่าโมโหชะมัด!
รับสายอีกครั้ง เป็นหร่วนเต๋อจื้อ
จางเซวียนทักทายอย่างกระตือรือร้น "คุณน้า กินข้าวเย็นหรือยังครับ"
หร่วนเต๋อจื้อยิ้มแล้วตอบ "กินแล้ว พวกนายกินหรือยัง?"
จางเซวียนตอบ "พวกผมก็กินแล้วครับ คุณน้าจะกลับมากันเมื่อไหร่?"
หร่วนเต๋อจื้อตอบว่า "ที่โทรมาก็จะบอกเรื่องนี้แหละ พวกเราได้ตั๋วรถไฟรอบเช้าวันที่ 25 ตั๋วลงที่ซินฮว่า"
รถไฟรอบเช้า งั้นก็ต้องมาถึงตอนดึกดื่นเที่ยงคืนน่ะสิ?
จางเซวียนเริ่มปวดหัว ยุคนี้สถานีรถไฟซินฮว่าตอนดึกๆ นี่อันตรายไม่ใช่เล่น
การวิ่งราวกระเป๋าเป็นเรื่องปกติ จี้ชิงตัวคนก็ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้น
ดูท่าคงต้องเกณฑ์คนไปรับสักหน่อยแล้ว
คิดได้ดังนั้น จางเซวียนก็ถามตรงๆ ว่า "ป้าสะใภ้กับม่านจิงมาด้วยกันไหมครับ?"
"กลับมาพร้อมกัน สองแม่ลูกเก็บกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว"
เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่สามารถพาภรรยาและลูกสาวกลับบ้านได้ หร่วนเต๋อจื้อดูมีความสุขมาก น้ำเสียงที่พูดเจือไปด้วยความรื่นเริง
จางเซวียนพูดอย่างอารมณ์ดี "ได้ครับ ถึงเวลาเดี๋ยวผมไปรับพวกน้าเอง"
"โอเค" หร่วนเต๋อจื้อไม่ปฏิเสธ ถ้าตัวเขาคนเดียวคงไม่กลัว แต่เขาไม่กล้าเอาความปลอดภัยของลูกเมียมาล้อเล่น
คุยธุระเสร็จ หร่วนเต๋อจื้อชำเลืองมองสองแม่ลูกหยางอิ๋งม่านที่อยู่ข้างๆ อดทนอยู่นาน แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหว ถามออกมาว่า
"จางเซวียน เรื่องตีพิมพ์หนังสือรวมเล่ม 'เฟิงเซิง' ของแกตกลงกันเรียบร้อยหรือยัง?"
ได้ยินคำถามนี้ จางเซวียนก็ตบหน้าผากฉาด ยิ้มเจื่อนๆ ขอโทษว่า "น้าครับ ช่วงนี้ผมวิ่งวุ่นไปทั่ว ลืมเรื่องนี้ไปสนิทเลย ความผิดผมเอง ความผิดผมเอง ลืมบอกน้าไปเลย
หนังสือรวมเล่มเซ็นสัญญาเรียบร้อยแล้วครับ จะวางแผงอย่างเป็นทางการวันที่ 1 เมษา..."
ทั้งสองคุยเรื่องการตีพิมพ์ เฟิงเซิง กันอยู่พักใหญ่
ถามตอบไปมา คุยกันอยู่อย่างน้อย 20 นาที
สุดท้าย ก่อนจะวางสาย หร่วนเต๋อจื้อตั้งใจจะคุยกับหร่วนซิ่วฉินสักหน่อย
แต่จางเซวียนบอกเขาว่า "น้าครับ แม่ผมเธอไปอยู่บ้านพี่สาวคนโตแล้วครับ ไว้น้าค่อยคุยกันพรุ่งนี้เถอะ"
"ได้ งั้นพรุ่งนี้เช้าฉันจะโทรไปใหม่"
"ครับ งั้นผมวางนะ ผมกำลังเขียนงานอยู่"
ได้ยินว่าจางเซวียนกำลังเขียนงานอีกแล้ว หร่วนเต๋อจื้อคันปากยิบๆ อยากจะถามต่อ แต่ยังไม่ทันได้อ้าปาก ในหูโทรศัพท์ก็มีเสียง ตู้ด ตู้ด ตู้ด ดังขึ้นมาเสียก่อน
เห็นชัดว่าจางเซวียนวางสายไปแล้ว
หร่วนเต๋อจื้อก้มมองโทรศัพท์ ยิ้มอย่างจนใจ ได้แต่วางหูลง
***
เซินเจิ้น
เห็นหร่วนเต๋อจื้อวางสายแล้ว หยางม่านจิงที่เต็มไปด้วยความสงสัยก็รีบถามทันที
"พ่อคะ เมื่อกี้พ่อคุยอะไรกับพี่ลูกพี่ลูกน้องน่ะ หนูฟังแล้วงงไปหมดเลย?"
หร่วนเต๋อจื้อหันกลับมา ขยับแว่นตากรอบทอง แล้วอธิบายให้ฟังอย่างใจเย็นเรื่องที่จางเซวียนเขียน เฟิงเซิง และเรื่องที่กำลังจะตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์เหรินหมินเหวินเสวีย
เล่าทุกรายละเอียด หร่วนเต๋อจื้อเล่าให้ลูกเมียฟังด้วยความภาคภูมิใจอย่างที่สุด
เล่าจบ เขาก็ไม่สนใจสีหน้าของภรรยาและลูกสาวที่ยืนแข็งทื่อเป็นหิน พูดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มว่า
"หนังสือของจางเซวียนจะได้ตีพิมพ์แล้ว เรื่องนี้ต้องฉลอง เดี๋ยวพ่อไปผัดกับแกล้มสักหน่อย คืนนี้ต้องดื่มฉลองกันให้เต็มที่"
พูดจบ หร่วนเต๋อจื้อก็ฮัมเพลงเดินจากไป เข้าครัวไปอย่างอารมณ์ดี
เรื่องที่จางเซวียนเขียนนิยาย หยางอิ๋งม่านเคยรู้ระแคะระคายมาบ้าง ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เธอเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อจางเซวียนไปอย่างสิ้นเชิง
แต่ว่า ที่หยางอิ๋งม่านเคยรู้มาบ้างก็ส่วนรู้มาบ้าง แต่ไม่เคยคิดเลยว่าหลานชายที่ดูขี้อายคนนั้น จะซ่อนความสามารถระดับสะท้านฟ้าเอาไว้ขนาดนี้! ถึงขั้นเป็นนักเขียนใหญ่! ถึงขั้นเขียนวรรณกรรมที่โด่งดังมากๆ ออกมาได้!
ที่สำคัญที่สุดคือ ผลงานวรรณกรรมนั้นกำลังจะได้ตีพิมพ์เป็นเล่มแล้ว!
นี่มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว! นี่มันเรื่องที่เธอเข้าใจไม่ได้เลย!
นั่นมันเด็กอายุแค่ 19 เองนะ!
เด็กโข่งที่ฉินเยว่หมิงมักจะเอามาล้อเลียนเธอลับหลังบ่อยๆ คนนั้นน่ะนะ!
หยางอิ๋งม่านในตอนนี้มีสีหน้าตะลึงงัน สมองรวนไปหมด ส่วนหยางม่านจิงยิ่งหนักกว่า ยิ่งงงงวย ยิ่งสับสน
หยางม่านจิงสมองแล่นแวบหนึ่ง ดูเหมือนจะเข้าใจเรื่องราวหลายๆ อย่างขึ้นมาทันที

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 200 หยางอิ๋งม่าน: โลกใบนี้มันเป็นบ้าอะไรไปแล้ว?

ตอนถัดไป