บทที่ 206 ดูดวง ฉันอิจฉาเธอจริงๆ
บทที่ 206 ดูดวง ฉันอิจฉาเธอจริงๆ
รีบไปรีบมาอะไรกัน?
จางเซวียนไปแล้วไม่คิดจะกลับมาอีก เงินก็ไม่คิดจะไปทวงเองแล้ว
ตื่นมาแล้วก็เล่นไพ่ตั้งนาน ท้องเจ้ากรรมเริ่มร้องประท้วง
วิ่งเข้าไปในครัวถาม "เชฟครับ มื้อดึกจะกินได้ประมาณกี่โมงครับ?"
พ่อครัววัยกลางคนข้างในรู้จักเขา ทักทายว่า "นักเขียนใหญ่ มื้อดึกต้องรออีกหน่อย คุณหิวแล้วหรือเปล่า? ถ้าหิวเดี๋ยวผมลวกบะหมี่แห้งให้สักชามก่อนเอาไหม?"
จางเซวียนขอบคุณ "ดีครับ ขอบคุณครับเชฟ งั้นรบกวนลวกให้ผมสักชามนะครับ"
พ่อครัววางมือจากงาน สั่งคนคุมไฟให้เร่งไฟแรงขึ้น เริ่มลวกเส้น
ลวกไปก็แนะนำไป "ตรงนี้มีเนื้อแพะ เนื้อวัว เนื้อแดง ที่เตรียมไว้สำหรับพรุ่งนี้ คุณชอบกินราดหน้าอะไร เดี๋ยวตักเอาเองเลยนะ สะอาดหมด ยังไม่มีใครกิน"
"ครับ ขอบคุณครับเชฟ"
จางเซวียนชอบกินเนื้อวัว ตักเนื้อวัวตุ๋นราดหน้าไปสองทัพพี ตอนถือชามบะหมี่ออกไปก็เจอตู้ซวงหลิงพอดี
เลยถาม "เธอหิวไหม?"
ตู้ซวงหลิงเพิ่งลงมาจากห้องนอน "ฉันไม่หิว ได้ยินคนเขาบอกว่านายเข้าครัว เลยมาตามหา"
จางเซวียนหาที่นั่ง ป้อนเนื้อวัวชิ้นหนึ่งไปที่ปากเธอ
ถาม "มีอะไรเหรอ?"
ตู้ซวงหลิงงับเนื้อวัวไปแค่ครึ่งชิ้น ยิ้มตาหยีพูดว่า "พ่อฉันเร่งให้นายกลับไปเล่นไพ่ต่อ"
รู้อยู่แล้วเชียว
จางเซวียนพิจารณารอยฟันสี่ซี่บนเนื้อวัวแผ่นใหญ่ สุดท้ายก็ยัดเข้าปาก พูดกับเธอว่า
"ไม่กลับไปแล้ว กลับไปเดี๋ยวอาเขยเล็กกับพี่เขยเธอต้องขอยืมเงินเล่นไพ่แน่ แบบนั้นดูไม่ดี"
ตู้ซวงหลิงพูดอย่างอารมณ์ดี "ไม่หรอก ก่อนหน้านี้ตอนพี่เขยฉันเล่นจนจะหมดตัว พี่สาวฉันแอบยัดเงินให้เขาตั้ง 500"
จางเซวียนแปลกใจเล็กน้อย พูดเว่อร์ๆ ว่า "โอ้โห รักกันปานจะกลืนกิน แต่พี่สาวเธอใจป้ำไปหน่อยหรือเปล่า ที่ตามใจให้เขาเล่นไพ่"
ตู้ซวงหลิงค้อนเขา เข้าข้างพี่สาว "พี่สาวฉันไม่ได้โง่นะ เธอไม่อนุญาตให้พี่เขยเล่นไพ่ข้างนอก ให้เล่นได้แค่กับคนในครอบครัวเท่านั้น"
จากนั้นเธอก็เอามือเท้าคาง ยิ้มตาหยีพูดว่า "ถ้านายเล่นไพ่เสีย ฉันก็จะเอาเงินไปส่งให้นายเหมือนกัน"
"อื้ม คำพูดนี้สมควรได้รับรางวัลเป็นเนื้อวัวหนึ่งชิ้น!" พูดจบ จางเซวียนก็ยัดเนื้อวัวเข้าปากอีกชิ้น
ตู้ซวงหลิงหลับตาพริ้ม ยิ้มหวานกัดไปอีกครึ่งชิ้น
กินบะหมี่เสร็จ จางเซวียนตามตู้ซวงหลิงไปดูทีวีที่ชั้นสอง
สักพัก หมี่เจี้ยนกับลี่ลี่ซือก็ขึ้นมา
สี่คนนั่งคุยกันบนโซฟา เวลาค่อยๆ ล่วงเลยผ่านตีหนึ่ง
จังหวะหนึ่ง หมี่เจี้ยนหาวพูดว่า "ฉันเริ่มง่วงแล้ว ฉันนอนก่อนนะ พรุ่งนี้ค่อยคุยกันใหม่"
ตู้ซวงหลิงดูนาฬิกา ก็ลุกขึ้นเหมือนกัน "ดึกแล้ว งั้นแค่นี้เถอะ แยกย้ายกันนอนดีกว่า"
จางเซวียนพยักหน้า เดินตรงไปที่ห้องนอน ไปยังห้องนอนที่บ้านตระกูลตู้เตรียมไว้ให้เขาโดยเฉพาะ
ตอนตู้เค่อต้งสร้างวิลล่าก็คิดเผื่อไว้แล้ว เว้นห้องนอนห้องหนึ่งไว้ให้จางเซวียนว่าที่ลูกเขยคนนี้โดยเฉพาะ
ห้องนอนนี้อยู่ติดกับสวนผักทางทิศตะวันตก วิวดี แถมยังเงียบสงบ ปกติใช้นอนก็ได้ หรือจะใช้เป็นห้องหนังสือเขียนงานชั่วคราวก็ได้
เห็นจางเซวียนไปแล้ว ตู้ซวงหลิงกับหมี่เจี้ยนก็กลับไปที่ห้องนอนของเธอ
ส่วนลี่ลี่ซือ เมื่อคืนนอนกับตู้จิ้งหลิง คืนนี้ก็นอนกับตู้จิ้งหลิงเหมือนเดิม
***
เนื่องจากนอนดึก การนอนครั้งนี้จึงหลับสบาย หลับสนิท
วันรุ่งขึ้น จางเซวียนสะดุ้งตื่นเพราะเสียงประทัด
แต่เช้าตรู่ เสียงประทัดที่วิลล่าตระกูลตู้ก็ดังไม่ขาดสาย ดังเปรี๊ยะปร๊ะ เปรี๊ยะปร๊ะ ทั้งคึกคักและหนวกหู
ปู่นายกเทศมนตรีปกติชอบดูงิ้ว วันนี้ฉลองอายุครบ 70 ปี ตู้เค่อต้งลูกชายกตัญญูเพียงคนเดียว จึงทุ่มเงินจ้างคณะงิ้วฮวากู่จากเมืองซ่าวมาตั้งเวทีแสดงสามวันสามคืน
ตอนกินข้าวเช้า ตู้ซวงหลิงเอาเงินปึกหนึ่งมาให้จางเซวียน พูดเสียงเบาว่า "นี่เป็นเงินที่นายเล่นไพ่ชนะเมื่อคืน พ่อให้ฉันเอามาให้"
จางเซวียนมองธนบัตรปึกหนา ก็อยากรู้เหมือนกันว่าเมื่อคืนชนะไปเท่าไหร่แน่
"ในนี้มีเท่าไหร่?"
ตู้ซวงหลิงตอบ "841 หยวน"
พูดพลาง เธอก็ยัดเงินใส่มือจางเซวียน
จางเซวียนปฏิเสธ "เงินนี้ไม่คืนให้พ่อเธอ ก็เก็บไว้ที่เธอเถอะ"
ตู้ซวงหลิงเอียงคอ จ้องมองเขาด้วยรอยยิ้ม ดูเหมือนจะเข้าใจความคิดของจางเซวียน สุดท้ายก็เก็บเงินเข้ากระเป๋าอย่างคล่องแคล่ว
กระซิบข้างหูว่า "ฉันช่วยนายฝากไว้ให้นะ"
จางเซวียนรับคำ "อื้ม" พูดว่า "ดี เก็บไว้เถอะ ไว้เป็นค่านมลูกในอนาคต"
"ทะลึ่ง"
***
กินข้าวเช้าเสร็จ
พวกจางเซวียนยกเก้าอี้มานั่งใต้เวทีงิ้ว นั่งดูงิ้วคุยกับอ้ายชิงที่เป็นแฟนงิ้วเหมือนกัน
"จางเซวียน"
ประมาณ 9 โมงกว่า ขณะที่จางเซวียนกำลังดูนักแสดงหญิงกลางเวทีอย่างใจจดใจจ่อ เสียงเหน่อๆ แบบบ้านนอกก็ลอยเข้าหู
จางเซวียนหันกลับไปทันที เห็นว่าเป็นหยางหย่งเจี้ยนกับซุนจวิ้น ก็ลุกขึ้นแซวว่า "แหม พวกนายนี่ตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋เลยนะ จะปีใหม่แล้ว ไม่ระวังภาพพจน์กันหน่อยเหรอ"
ซุนจวิ้นได้ยิน ก็ยิงฟันหัวเราะแหะๆ ไม่ตอบโต้
หยางหย่งเจี้ยนถลึงตาใส่ซุนจวิ้น แล้วบ่นจางเซวียนอย่างไม่พอใจ "นี่จางเซวียน นายยิ่งโตยิ่งแย่นะ ยิ่งวันยิ่งไม่จริงจัง ยิ่งวันยิ่งทำตัวเหลวไหล"
จางเซวียนหัวเราะร่าไม่ถือสา เร่งว่า "อย่ามัวยืนบื้ออยู่เลย เข้าไปใส่ซองเถอะ เขาจะได้ลงบัญชี"
พอพูดถึงเรื่องงานการ หยางหย่งเจี้ยนก็ไม่รีรอ เดินตรงเข้าไปในบ้าน
20 กว่านาทีต่อมา หยางหย่งเจี้ยนหาจางเซวียนเจอ พูดว่า "จางเซวียน ชีวิตนายที่น่าอิจฉาจริงๆ"
จางเซวียนเหลือบตามองเธอ แทะเมล็ดแตงโมดูงิ้วต่อ
หยางหย่งเจี้ยนนั่งลงข้างๆ แทะเมล็ดแตงโมตาม พลางแทะพลางพูดจาเหน็บแนมเขา
"นายทำได้ยังไง? พวกเธอสามคนมารวมตัวกัน ไม่ยักกะทะเลาะกัน"
จางเซวียนกลอกตาบน กดเสียงต่ำบอกว่า "ดูหน้าฉันสิ ดูใบหน้าอันหล่อเหลาของฉัน อย่าอิจฉาเลย เธอทำเลียนแบบไม่ได้หรอก"
หยางหย่งเจี้ยนหัวเราะลั่น “ซวงหลิงกับหมี่เจี้ยนก็ฉลาดกันทั้งคู่แหละ มีแค่นายคนเดียวเท่านั้นที่ยังทำตัวเหมือนโง่หรือไม่ก็กำลังแกล้งโง่อยู่ก็ได้นะ”
จางเซวียนเอาศอกถองเธอ "นี่ยังอยากเป็นเพื่อนกันอยู่ไหม เจอหน้าก็พูดจาไม่เข้าหูเลย"
หยางหย่งเจี้ยนไม่ใส่ใจ "จริงๆ นะ ฉันอิจฉานายจริงๆ ถึงซวงหลิงจะมีความคิดซับซ้อน แต่ก็เป็นคนที่รู้จักกาลเทศะมาก และเห็นนายสำคัญกว่าตัวเอง จะไม่ทำให้นายลำบากใจ ส่วนหมี่เจี้ยน..."
พูดถึงตรงนี้ หยางหย่งเจี้ยนมองหมี่เจี้ยนที่อยู่ทางซ้ายด้านหน้าครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อ "ไม่เจอกันครึ่งปี หมี่เจี้ยนยิ่งดูสง่างามขึ้นเรื่อยๆ มิน่าล่ะนายถึงลืมเธอไม่ลง เฮ้อ"
จางเซวียนไม่รับมุก
หยางหย่งเจี้ยนเลิกเล่นมุก ถามจริงจัง "หมี่เจี้ยนน่านะรู้ความในใจนายใช่ไหม"
จางเซวียนชำเลืองมอง แต่ก็ยังไม่ตอบ
เห็นดังนั้น หยางหย่งเจี้ยนสังเกตหมี่เจี้ยนอีกพักหนึ่ง แล้วถอนหายใจเงียบๆ ในใจ
เปลี่ยนเรื่องคุยว่า "จางเซวียน ฉันกะว่าจะไม่เรียนหมอแล้ว"
จางเซวียนตกใจ หันไปถาม "ไหนบอกว่าเทอมหน้าค่อยดูอีกทีไง? ทำไมจู่ๆ ถึงตัดสินใจปุบปับ?"
หยางหย่งเจี้ยนก้มหน้าอธิบายอย่างหดหู่ "เมื่อหลายวันก่อนฉันขุดดินปลูกผักที่บ้าน ขุดเจอกบจำศีลตัวหนึ่ง ฉันเอากลับไปผ่าทดลอง ทำมันตาย"
จางเซวียนงง "ที่พูดมานี่มันไร้สาระเปล่า ก็ผ่าตัดแล้ว มันจะรอดได้ไง?"
"ไม่เหมือนกัน"
หยางหย่งเจี้ยนหน้าสลด "ผ่าไปได้ครึ่งทาง ฉันจงใจใช้มีดผ่าตัดฆ่ามันเอง"
จางเซวียนอึ้ง เงียบไปทันที
หยางหย่งเจี้ยนพูดว่า "เทอมหน้าฉันกะว่าจะยื่นเรื่องขอย้ายไปเอกภาษาอังกฤษ"
จางเซวียนถามเสียงเครียด "คิดดีแล้วเหรอ ตัดสินใจแน่แล้วนะ?"
หยางหย่งเจี้ยนเหม่อไปครู่ใหญ่ ก่อนจะพยักหน้าหนักแน่น "นิสัยอย่างฉันไม่เหมาะจะเป็นหมอหรอก ฝืนไปวันข้างหน้าต้องเกิดอุบัติเหตุทางการแพทย์ร้ายแรงแน่ อีกอย่างที่บ้านฉันก็ต้องการเงิน เรียนภาษาอังกฤษเถอะ จะได้รีบจบออกมาหาเงิน"
เฮ้อ สุดท้ายก็เดินซ้ำรอยเดิม นี่คือโชคชะตาสินะ!
โชคชะตา!
เมื่อเผชิญกับโชคชะตา จางเซวียนไม่คิดจะห้าม พูดแค่ว่า "ได้ เธอตัดสินใจยังไงฉันก็สนับสนุนเธอ"
แล้วถาม "พ่อเธอดีขึ้นไหม?"
หยางหย่งเจี้ยนพยักหน้า แล้วก็ส่ายหน้า "ก็เหมือนเดิม อาศัยกินยาประคองอาการทุกวัน ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนไม่ใช่น้อย
นี่ก็เป็นเหตุผลที่ฉันอยากรีบออกมาทำงาน พ่อใช้ชีวิตลำบากเกินไปแล้ว ฉันไม่อยากให้เขาต้องเหนื่อยขนาดนี้"
จางเซวียนรู้สึกสะเทือนใจ กำเมล็ดแตงโมกำหนึ่งใส่มือเธอเป็นการปลอบใจ
***
มื้อเที่ยงเป็นงานเลี้ยงฉลองวันเกิด
ครั้งนี้จัดที่นั่งตามลำดับอาวุโส ตาแก่จากทั่วสารทิศมากันเยอะเกินไป จางเซวียนต่อให้เป็นนักเขียนใหญ่ก็ไม่ต้องไปนั่งโต๊ะประธานแล้ว
การไม่ได้นั่งโต๊ะประธานหมายความว่าดื่มเหล้าน้อยลง หรือไม่ต้องแตะเหล้าเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาปรารถนามาก
บ้าเอ๊ย เกิดใหม่มา เจอแต่พวกขี้เมาทั้งนั้น ดื่มจนเอียน ดื่มจนจะอ้วกแล้ว
ขืนดื่มต่อไปแบบนี้ สงสัยเห็นเหล้าแล้วคงจะขย้อน
จางเซวียนหัวไว อ้างว่าต้องอยู่เป็นเพื่อนร่วมรุ่น ลากตู้ซวงหลิง หมี่เจี้ยน ลี่ลี่ซือ หยางหย่งเจี้ยน และซุนจวิ้นมานั่งรวมกันหนึ่งโต๊ะ
แบบนี้ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว ตู้เค่อต้งเดินมาดู แล้วก็เดินจากไป
อ้ายชิงกับอู่กั๋วรุ่ยทยอยกันเดินมาดู ก็ไม่รู้จะจัดการยังไง สุดท้ายก็เดินจากไป
เพราะเจ้าภาพจะลำเอียงไม่ได้ ลากคนนี้ไม่ลากคนนั้น ภาพมันจะดูน่าเกลียด
แถมโต๊ะนี้มีแต่นักศึกษามหาวิทยาลัย
แหม นักศึกษามหาวิทยาลัยยุคนี้เชียวนะ!
ยิ่งมีเด็กเป่ยต้ากับนักเรียนนอกอยู่ด้วย เรื่องน้ำหนักความสำคัญไม่ได้ด้อยไปกว่าโต๊ะประธานเลย
ดูสิ พวกเขานั่งกัน 6 คน ที่ว่างอีกสองที่คนอื่นกลัวจนไม่กล้ามานั่ง สุดท้ายต้องให้ป้าของซวงหลิงสองคนมานั่งให้เต็ม
มื้อนี้ดื่มน้อย กินกับเยอะ
กับข้าว 22 อย่างอลังการงานสร้าง จางเซวียนมองจนตาลาย ยัดลงท้องจนแน่นเอี๊ยด ปากมันแผล็บ ไม่ได้กินเต็มคราบแบบนี้มานานแล้ว
แน่นปึ้ก!
สะใจ!
***
หลังมื้อเที่ยง อากาศเริ่มเปลี่ยน เมฆตั้งเค้า ดวงอาทิตย์หายไป ลมเหนือเริ่มพัด
ออกจากงานเลี้ยง ทั้งก๊วนมาที่ตัวตำบล จางเซวียนกับหยางหย่งเจี้ยนเริ่มซื้อของสำหรับตรุษจีน
ปีนี้อยู่บ้านใหม่ แถมเป็นวิลล่า เพื่อความเป็นสิริมงคล จางเซวียนซื้อโคมแดงใหญ่สองคู่
เดิมทีว่าจะซื้อกลอนคู่ ด้วย
แต่พอนึกได้ว่าพรุ่งนี้เช้าน้าจะกลับมาแล้ว จางเซวียนก็ล้มเลิกความคิด เป็นหลานก็ต้องเปิดโอกาสให้น้าแสดงฝีมือใช่ไหมล่ะ?
ไม่มีโอกาสก็ต้องสร้างโอกาส การประจบสอพลอก็ทำกันแบบนี้แหละ ความสัมพันธ์ถึงจะแน่นแฟ้น
เลยซื้อกระดาษแดงสำหรับเขียนกลอนคู่มาแทน
จากนั้นก็ซื้อถ่านไม้
ไปหาคนแก่อำเภอซู่ผู่เจ้าเดิมกับปีที่แล้ว ปีที่แล้วซื้อ 30 จิน ปีนี้จางเซวียนป๋าจัด โบกมือซื้อรวดเดียวร้อยจิน 15 หยวน
โคมไฟได้แล้ว กระดาษแดงได้แล้ว ถ่านไม้ก็ได้แล้ว ส่วนพวกกับข้าว ขนมลูกอมอื่นๆ จางเซวียนกะว่าจะยังไม่ซื้อตอนนี้
ในหมู่บ้านช่วงนี้ต้องมีการล้มวัวล้มแพะแน่ๆ ถึงตอนนั้นค่อยไปซื้อหน้างาน กินของสดใหม่สบายใจกว่า
กับข้าวไม่ซื้อ ขนมไม่ซื้อ จางเซวียนนึกครึ้มใจซื้อพลุดอกไม้ไฟหลิวหยางมา 12 ลัง
ใจจริงอยากซื้อเยอะกว่านี้ แต่กลัวหร่วนซิ่วฉินจะอกแตกตาย กลัวจะเป็นที่หมั่นไส้ของคนในหมู่บ้านเกินไป เลยซื้อแค่นี้พอ
จางเซวียนซื้อของน้อย
แต่หยางหย่งเจี้ยนซื้อของจุกจิกเยอะแยะไปหมด แต่ล้วนเป็นของถูกๆ ไม่ค่อยมีราคา
เดินทอดน่องรอบตำบลเล็กๆ ไปรอบหนึ่ง ทุกคนกลายเป็นลูกหาบให้เธอหมด ในมือหิ้วถุงพะรุงพะรัง เบียดเสียดในฝูงคน บ้าเอ๊ย เหนื่อยชะมัด
สามชั่วโมงต่อมา หยางหย่งเจี้ยนเช็ครายการ แล้วบอกว่าซื้อครบแล้ว
ได้ยินคำนี้ พวกจางเซวียนมองหน้ากัน ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกพร้อมกัน
หยางหย่งเจี้ยนคนนี้ดูภายนอกเป็นคนซื่อๆ บ้านนอกๆ ถึงจะซื้อแต่ของถูก แต่ทำคนปั่นป่วนได้โล่
ทำคนปั่นป่วนได้โล่จริงๆ!
ไม่ต้องพูดเรื่องอื่นหรอก แค่กระดาษเงินกระดาษทองเผาช่วงตรุษจีนหนึ่งพับ หล่อนไม่สนสายตาชาวบ้าน นั่งยองๆ กับพื้น ต่อรองกับป้าคนขายได้ตั้ง 16 นาที เพียงเพื่อเงิน 3 เหมา
หมี่เจี้ยนกับลี่ลี่ซือเพิ่งเคยเห็นคนชนบทต่อรองราคาเป็นครั้งแรก ก็ดูสนใจ รู้สึกแปลกใหม่
แต่จางเซวียน ตู้ซวงหลิง และซุนจวิ้นไม่ใช่น่ะสิ เกิดและโตมา 20 ปี เบื่อจะแย่แล้ว ช่วยไม่ได้ ได้แต่ยืนรอตาปริบๆ มองหน้ากันเลิ่กลั่ก สั่นสะท้านท่ามกลางลมหนาว แทบขาดใจตาย
สุดท้ายป้าคนขายพูดจนคอแห้ง หัวจะปวด โยนกระดาษเงินกระดาษทองพับนั้นไปตรงหน้าหยางหย่งเจี้ยน แล้วพูดอย่างโมโหว่า
"นังหนู เธอนี่มันรู้จักใช้เงินจริงๆ เอาไปเลย เอาไป จะปีใหม่แล้วอย่ามาป่วนป้าเลย วันหลังไม่ต้องมาซื้อร้านป้าแล้วนะ ป้าแก่ป่านนี้แล้วอยากจะมีชีวิตอยู่ต่ออีกสักสองสามปี"
หยางหย่งเจี้ยนพูดขอบคุณหน้าตาเฉย ลุกขึ้นหิ้วกระดาษเงินกระดาษทองเดินจากไป
ท่าทางแบบนี้ ทำเอาทุกคนขำกลิ้ง
จัดแจงข้าวของของทั้งสองคน จางเซวียนหารถสามล้อมาขนของ จ่ายเงินเสร็จ ให้โอวหยางหย่งขี่มอเตอร์ไซค์ตามไปส่ง
สักพัก จางเซวียนและพรรคพวกก็ไปเดินตลาดกันต่อ
หยางหย่งเจี้ยนพูดว่า "ฉันจะไปดูดวง ดูดวงให้พ่อฉัน"
ครอบครัวลี่ลี่ซือเป็นพวกวัตถุนิยมแบบสุดโต่ง ถามด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อว่า
"หย่งเจี้ยน เธอเป็นถึงนักศึกษามหาวิทยาลัยนะ ยังเชื่อเรื่องพวกนี้อีกเหรอ?"
หยางหย่งเจี้ยนตอบว่า "เรื่องพวกนี้นะ จะพูดแบบนั้นก็ไม่ได้ เชื่อก็มี ไม่เชื่อก็ไม่มี เมื่อก่อนฉันก็คิดว่ามันงมงาย แต่ตอนนี้ฉันอยากไปถามอนาคตให้พ่อ ดูว่าเมื่อไหร่พ่อจะดวงดีขึ้น ฉันอยากให้พ่ออายุยืนร้อยปี เฮ้อ"
ได้ยินแบบนี้ ลี่ลี่ซือก็รู้กาลเทศะหุบปากเงียบ
จางเซวียนถามหยางหย่งเจี้ยน "หาใคร? หาฟ่านป้านเซียนดูดวงเหรอ?"
ซุนจวิ้นแทรกขึ้นมาว่า "ฟ่านป้านเซียนฉันก็เคยได้ยิน ผู้ใหญ่แถวบ้านฉันเวลาดูดวง ดูฤกษ์แต่งงานสมพงษ์ก็หาแกทั้งนั้น"
หยางหย่งเจี้ยนมีเป้าหมายอยู่แล้ว "ก็หาแกนั่นแหละ"
ฟ่านป้านเซียนชื่อเสียงโด่งดัง แผงหาไม่ยาก อยู่ตรงมุมตะวันออกเฉียงใต้ของตลาดสด หาเจอง่าย
ดวงดี ตอนที่พวกจางเซวียนไปถึง มีผู้หญิงสามคนจ่ายเงินแล้วลุกไปพอดี ไม่ต้องรอ
ฟ่านป้านเซียนมีดวงตาเรียวเล็กเป็นรูปสามเหลี่ยม รูปร่างผอมแก้มตอบ โหนกแก้มสูง ไว้เคราแพะหย่อมหนึ่ง
ที่สะดุดตาที่สุดคือ ฟ่านป้านเซียนคนนี้มีมือข้างเดียว มือซ้ายด้วน ว่ากันว่าโดนคนฟันขาดเมื่อสมัยหนุ่มๆ
หยางหย่งเจี้ยนเดินเข้าไปถาม "ดูดวงครั้งละเท่าไหร่?"
ฟ่านป้านเซียนเหลือบตามองเธอ "หนึ่งหยวน"
หยางหย่งเจี้ยนถาม "ดูยังไง?"
ฟ่านป้านเซียนตอบ "เจ้าตัวดู? หรือดูให้คนอื่น?"
หยางหย่งเจี้ยนบอก "ดูให้คนอื่น"
ฟ่านป้านเซียนตอบ "บอกวันเดือนปีเกิดมา"
หยางหย่งเจี้ยนทำตาม บอกวันเดือนปีเกิดของพ่อเธอไป
ฟ่านป้านเซียนฟังแล้วถามอีกประโยค "ดูโชคลาภ หรือดูอายุขัย..."
หยางหย่งเจี้ยนตอบ "อายุขัย"