บทที่ 240 ผมจะกินตัวเดียวอันเดียวของหมา
บทที่ 240 ผมจะกินตัวเดียวอันเดียวของหมา
ขณะย่ำเท้าไปบนถนนหินสีครามที่เรียบกริบราวกับกระจก จางเซวียนมองดูบ้านเรือนเก่าแก่สองข้างทาง แล้วอดถามเติ้งต๋าชิงไม่ได้ว่า
"มาเปิดร้านอาหารในที่แบบนี้ จะมีลูกค้าเหรอครับ?"
เหล่าเติ้งตอบว่า "ธุรกิจก็งั้นๆ แหละ คนมากินส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำจากตรอกซอกซอยแถวนี้ทั้งนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะฝีมือการทำอาหารของเฉียนซื่อลี่ยอดเยี่ยม ร้านอาหารซอมซ่อรังนี้น่าจะเจ๊งไปนานแล้ว"
จางเซวียนสงสัย "พ่อของเขาหายสาบสูญไปตั้งหลายปีแล้ว ตามหลักเหตุผล... ก็ไม่น่าจะกลับมาได้แล้วหรือเปล่าครับ..."
เหล่าเติ้งก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน "นายพูดถูก จริงๆ แล้วเฉียนซื่อลี่ก็รู้อยู่แก่ใจ คนเป็นๆ หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยตั้งสิบกว่าปี จะกลับมาได้ยังไง? แต่เขาตัดใจย้ายร้านไม่ลงน่ะสิ เพราะร้านอาหารเล็กๆ แห่งนี้พ่อเขาเป็นคนเปิด เป็นสถานที่ที่ภรรยาผู้ล่วงลับของเขาทุ่มเทแรงกายแรงใจมาทั้งชีวิต และยังเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของแม่เขาด้วย นายคงไม่รู้หรอก แม่ของเขาเฝ้ารอสามีกลับมาทุกวัน"
ขณะเดินผ่านบ้านหลังหนึ่ง จางเซวียนพบสามีภรรยาคู่หนึ่งกำลังตบตีกันอยู่ที่หน้าประตู ฉากเหตุการณ์ดูคึกคัก ตีกันดุเดือดทีเดียว
เอ่อ... ไม่สิ พูดแบบนี้ไม่ถูก
จะเรียกว่าสามีภรรยาตบตีกันก็ไม่ได้ ต้องเรียกว่าฝ่ายชายจิกหัวฝ่ายหญิงลากไปกับพื้นแล้วกระหน่ำซ้อมอยู่ฝ่ายเดียวมากกว่า
ฝ่ายหญิงทำได้แค่ยกสองมือขึ้นป้องหัวตามสัญชาตญาณ ไม่กล้าเถียง ไม่กล้าสวนกลับ ปล่อยให้หมัดของฝ่ายชายรัวใส่เหมือนห่าฝน ปล่อยให้ฝ่ายชายด่าทอสาดเสียเทเสีย
ฝ่ายหญิงทำได้แค่ร้องไห้ ร้องไห้โฮ ร้องไห้อย่างเจ็บปวดรวดร้าว...
ท่าทางที่น่าเวทนานั้นใครได้ยินก็ต้องสะเทือนใจ
พอเห็นจางเซวียนกับเหล่าเติ้งหยุดดู ชายคนนั้นก็ถลึงตาด่าทันที "มองอะไร! ไม่เคยเห็นคนตีเมียตัวเองหรือไง?"
เหล่าเติ้งพยายามไกล่เกลี่ย "เป็นลูกผู้ชายต้องใจกว้างหน่อย อย่าลงไม้ลงมือกับเมียตัวเอง มีอะไรไม่ถูกต้องก็ค่อยๆ พูดจากัน..."
"แม่ง มึงเสือกอะไรด้วย คิดว่าเป็นใครวะ! ไสหัวไป! ไม่งั้นกูจะกระทืบพวกมึงด้วย!" ชายคนนั้นอารมณ์ร้อนมาก จุดติดง่าย สะบัดมือคว้าเก้าอี้ข้างๆ ทุ่มใส่ทั้งสองคนทันที
โครม!
ทั้งสองคนตาไวหลบทัน เก้าอี้ฟาดลงพื้นจนขาหักไปข้างหนึ่ง
แม่มันเถอะ กร่างเกินไปแล้ว!
คนเดินผ่านมองแค่นิดเดียวก็ไม่ได้เชียวหรือ?
แค่มองแวบเดียวก็กล้ามาเบ่งใส่ จางเซวียนทนไม่ไหว
ในขณะที่จางเซวียนกำลังจะลงมือ เหล่าเติ้งก็พุ่งออกไปแล้ว
ฟึ่บ! เหล่าเติ้งก้มเก็บก้อนอิฐจากพื้นแล้วพุ่งเข้าใส่
จางเซวียนกลัวว่าสรีระของเหล่าเติ้งจะเสียเปรียบ จึงไม่ลังเลที่จะกระโดดถีบขาคู่ตามเข้าไป
ชายคนนั้นดูสูงใหญ่กำยำ แต่ทนมือทนตีนไม่ได้เลยสักนิด ร่างกายซื่อสัตย์กว่าปากมาก โดนไปไม่กี่ทีก็ลงไปนอนกุมหัวตะโกนลั่น "ช่วยด้วย!"
"เหอะ! ที่แท้ก็แค่ไอ้ขี้ขลาด! เก่งแต่กับเมีย ตีเมียถือว่าเป็นลูกผู้ชายตรงไหน? วันหลังเห็นแกอีก ฉันจะซ้อมแกอีก" เหล่าเติ้งยังไม่หายแค้น ตบหน้าสั่งสอนไปอีกฉาดใหญ่ สุดท้ายถ่มน้ำลายใส่ ขยับแว่นแล้วเดินหนี
จางเซวียนชำเลืองมองผู้หญิงที่กำลังตะลึง ปัดไม้ปัดมือเดินตามเหล่าเติ้งไป
เดินมาได้สัก 20 เมตร จางเซวียนหันกลับไปมองอย่างระมัดระวัง เห็นชายคนนั้นไม่ได้ตามมา ก็โล่งใจแล้วพูดหยอกว่า
"จะว่าไปเหล่าเติ้ง เมื่อกี้คุณกล้าหาญมากเลยนะ เสียแต่ว่าไอ้ท่าเก็บก้อนอิฐนั่นมันเสียภาพลักษณ์ปัญญาชนไปหน่อย"
เหล่าเติ้งหัวเราะร่า ทำท่าทางสุภาพเรียบร้อยเป็นพิเศษแล้วพูดว่า "เราไม่ใช่คนโง่นี่หว่า ไอ้เจ้ายักษ์นั่นตัวใหญ่กว่าฉันตั้งเยอะ ไม่มีก้อนอิฐฉันก็ไม่กล้าบวกหรอก"
จางเซวียนชะโงกหน้าถาม "แล้วถ้าผมไม่อยู่ล่ะ?"
เหล่าเติ้งตอบอย่างหน้าด้านๆ "งั้นฉันก็ทำเป็นไม่เห็นสิ"
จางเซวียนพูดไม่ออก "ยอมให้มันเบ่งใส่ฟรีๆ เนี่ยนะ?"
เหล่าเติ้งบอกว่า "จะเป็นไรไป? คนเรามีชีวิตอยู่ย่อมมีช่วงที่ไม่สบอารมณ์บ้าง ทนๆ ไปเดี๋ยวก็ผ่านไป ถอยก้าวหนึ่งทะเลกว้างฟ้าสดใส"
จางเซวียนหนังตากระตุก ยอมใจเลยจริงๆ!
ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงยกนิ้วโป้งให้ "เหล่าเติ้ง คุณแม่งมีพรสวรรค์จริงๆ! พูดเรื่องรังแกคนที่อ่อนแอกว่าแต่กลัวคนที่แข็งแกร่งกว่าให้ออกมาเป็นศิลปะได้ขนาดนี้"
เหล่าเติ้งไม่ถือสา ยิ้มแล้วพูดว่า "อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะ นายซ้อมชกมวยอยู่ที่ชั้นบนทุกวันเสียงดังฟึ่บฟั่บ จัดการคนสักคนสองคนน่าจะไม่มีปัญหา นี่แหละคือความมั่นใจที่ทำให้ฉันกล้าลงมือเมื่อกี้ แม่งเอ๊ย นายไม่รู้หรอก เหล่าเติ้งคนนี้ทนเห็นผู้ชายตีเมียไม่ได้ที่สุด ตอนเด็กๆ พ่อของฉันก็ชอบลงไม้ลงมือกับแม่ฉัน มีอยู่ครั้งหนึ่งฉันถือมีดสู้ตาย พ่อฉันคนนั้นน่ะ หลังจากนั้นเป็นสิบกว่าปีเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เชื่องอย่างกับอะไร น่าเสียดายก็แค่ตายเร็วไปหน่อย เฮ้อ"
"......"
จางเซวียนพูดไม่ออก ไม่รู้จะปลอบใจยังไง
เดินผ่านทางตรง พอมาถึงหัวมุมถนน จู่ๆ เหล่าเติ้งก็ลากเขาออกวิ่ง
เจอสถานการณ์กะทันหัน จางเซวียนงงเป็นไก่ตาแตก วิ่งตามไปพลางถามไปพลาง "เกิดอะไรขึ้นครับ?"
รอจนวิ่งผ่านบ้านไม้สองชั้นหลังนั้นมาได้ เหล่าเติ้งถึงเตือนว่า "นายลองสังเกตดูสิ พอถึงหัวมุมถนน ใครๆ เขาก็วิ่งกันทั้งนั้น"
จางเซวียนหันหน้าไปมอง ไม่ดูไม่รู้ โห! พอดูถึงเห็นว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ
เด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง 5 คน ตอนอยู่ทางตรงยังเดินทอดน่องเอื่อยเฉื่อย พอถึงหัวมุมก็ใส่ตีนผีวิ่งกันป่าราบ
ปากเด็กพวกนั้นยังส่งเสียงร้อง "โอ้โฮะๆ..." น่ากลัวๆ ออกมาด้วย
พิจารณาบ้านไม้หลังนั้น จางเซวียนถาม "มีอะไรผิดปกติเหรอครับ?"
เหล่าเติ้งมองบ้านไม้หลังนั้นแวบหนึ่ง แล้วเม้าท์มอยว่า "นี่คือบ้านคนตาย"
บ้านคนตาย?
จางเซวียนรู้สึกใจสั่นแปลกๆ "ข้างในไม่ใช่มีคนอยู่เหรอครับ ที่หน้าประตูเมื่อกี้ก็เห็นมีคนสูบยาเส้นมวนเองอยู่ไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงกลายเป็นบ้านคนตายไปได้?"
เหล่าเติ้งบอกเขาว่า "เขาเล่ากันว่านะ ฉันก็แค่ฟังเขามาอีกที ตาเฒ่าที่สูบยาเส้นคนนั้นแกเป็นช่างฝีมือ สมัยหนุ่มๆ ออกไปหากินต่างถิ่นไม่ได้อยู่บ้าน พอกลับมาถึงพบว่าพ่อแม่ป่วยตายไปหมดแล้ว แกเป็นลูกกตัญญู บอกว่าตอนพ่อแม่มีชีวิตอยู่ดูแลไม่ดี ตอนตายต้องดูแลให้ดี ดังนั้นเลยไม่ฝังศพ แต่เอามาปั้นเป็นรูปปั้นทองคำตั้งไว้บนหิ้งพระ จุดธูปกราบไหว้เช้าเย็น"
จางเซวียนฟังแล้วหนาวสะท้าน "ไม่มีใครจัดการเลยเหรอ?"
เหล่าเติ้งส่ายหน้า "จัดการน่ะต้องเคยมีคนมาจัดการอยู่แล้ว แต่แกเป็นแค่ชายโสดตัวคนเดียว เพื่อเรื่องนี้แกถึงกับไม่ยอมแต่งงาน คนเท้าเปล่าไม่กลัวคนใส่รองเท้า ใครจะไปจัดการแกไหวล่ะ?"
จางเซวียนพูดไม่ออก สังคมนี้ดูเหมือนจะมีพวกหัวรั้นแบบนี้อยู่ไม่น้อย จึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุย
"เราต้องเดินอีกไกลไหมครับ?"
เหล่าเติ้งบอกว่า "ใกล้แล้ว เลี้ยวโค้งข้างหน้าอีกสองที เดินอีกร้อยกว่าเมตรก็ถึง"
จังหวะนี้จางเซวียนรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ก้าวเท้ายาวๆ แซงหน้าเติ้งต๋าชิงแล้วพูดว่า "เหล่าเติ้ง เดี๋ยวขากลับเราเปลี่ยนเส้นทางกันเถอะ"
เหล่าเติ้งหัวเราะร่า "จางเซวียน ดูท่าทางปอดแหกของนายสิ กลัวเหรอ?"
จางเซวียนย้อนถาม "คุณไม่กลัว?"
ผู้เหล่าเติ้งบอก "กลางวันไม่กลัว กลางคืนกลัว เมื่อก่อนถ้าเป็นกลางคืนฉันจะใช้อีกทางออกหนึ่ง"
จางเซวียนเสนอแนะ "วันหลังกลางวันก็ใช้อีกทางออกเถอะ ระวังผู้ชายเมื่อกี้ตามมาแก้แค้น"
เหล่าเติ้งทำท่าครุ่นคิด "นายพูดมีเหตุผล วันหลังถ้ามาคนเดียวฉันไม่มาทางนี้แล้ว เดินอ้อมไปทางโน้นดีกว่า"
***
ร้านอาหารของเฉียนซื่อลี่ซ่อนตัวอยู่ในตรอกเก่าแก่
ดูจากภายนอกเป็นแค่บ้านชั้นเดียวเตี้ยๆ ไม่ต่างอะไรกับบ้านชาวบ้าน ในบรรดาร้านอาหารเอกชนในกว่างโจว ร้านนี้แทบไม่ติดอันดับ
ทางซ้ายของร้านเป็นโรงแรม ป้ายเล็กมาก ขนาดกิจการก็ไม่ใหญ่
ทางขวาของร้านเป็นร้านขายผ้า หน้าประตูแขวนชุดสูทสั่งตัดไว้สิบกว่าชุด ข้างในยังมีช่างตัดเสื้อกำลังวัดตัวให้ลูกค้า
กวาดตามองรอบๆ อย่างรวดเร็ว สายตาของจางเซวียนมาหยุดอยู่ที่หญิงชราหน้าร้านอาหาร
หญิงชราวัย 70 กว่า นั่งตากแดดอยู่บนรถเข็น สีหน้าเลอะเลือน แต่เนื้อตัวดูสะอาดสะอ้านทีเดียว
ข้างๆ มีพยาบาลดูแลคนหนึ่ง ถือชามนั่งยองๆ อยู่ด้านข้าง ใช้ช้อนป้อนข้าวให้หญิงชราอย่างระมัดระวัง ท่าทางนุ่มนวล น้ำเสียงอ่อนโยน ดูมีความอดทนสูงมาก
จางเซวียนกระซิบถาม "นี่แม่ของเฉียนซื่อลี่?"
เหล่าเติ้งกระซิบตอบ "ก็ใช่น่ะสิ ยายเฒ่าคนนี้ไม่ว่าฝนตกแดดออก จะต้องมานั่งรอสามีกลับบ้านที่หน้าประตูทุกวัน สิบกว่าปีมานี้เป็นแบบนี้ทุกวัน ก็เป็นคนรักปักใจคนหนึ่ง เฮ้อ"
หน้าร้านอาหารไม่ใหญ่ ข้างในมีโต๊ะแค่ 6 ตัว
อาจเป็นเพราะยังไม่ถึงเวลาอาหาร เลยมีลูกค้าแค่สองคน ดูเงียบเหงาไปหน่อย
เวลานี้ เฉียนซื่อลี่กำลังนั่งดื่มชาคุยเล่นกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่โต๊ะแปดเซียน
พอเห็นจางเซวียนกับเหล่าเติ้งเดินเข้ามา เฉียนซื่อลี่กับชายหนุ่มคนนั้นก็ลุกขึ้นทันที
ชายหนุ่มเอียงคอทำท่ากวนๆ "โอ๊ะ แขกหายาก เหล่าเติ้งวันนี้ทำไมถึงยอมมาได้ล่ะ?"
เหล่าเติ้งสนิทกับทั้งสองคน เอี้ยวตัวดึงจางเซวียนเข้ามา แล้วพูดกลั้วหัวเราะว่า "ฉันพาเจ้านายมากินมื้อใหญ่ ซื่อลี่วันนี้แกต้องงัดไม้ตายก้นหีบออกมาโชว์หน่อยแล้ว"
จากนั้นเหล่าเติ้งก็ชี้ไปที่ชายหนุ่มแล้วแซว "สวี่ไห่จื้อ เป็นลูกคนรวยรุ่นสอง นอกจากจะใส่ใจดาราเล็กๆ คนหนึ่งในฮ่องกงแล้ว วันๆ ก็เหมือนฉันนี่แหละ เป็นพวกทำงานกินเงินเดือนรอความตายไปวันๆ"
จางเซวียนประหลาดใจกับฝีปากของเหล่าเติ้งนิดหน่อย ไม่เกรงใจกันขนาดนี้เลย?
ดูท่าคนแซ่สวี่คนนี้กับเหล่าเติ้งจะเป็นเพื่อนซี้ปึ้กกัน
เขายื่นมือออกไปทันที "สวัสดีครับ จางเซวียน"
สวี่ไห่จื้อจับมือเขาอย่างกระตือรือร้น ถามว่า "เถ้าแก่ใหญ่สวัสดีครับ ชอบดาราหญิงไหม?"
จางเซวียน "......"
ไม่เคยเจอใครเหลวไหลขนาดนี้มาก่อน
เฉียนซื่อลี่ทนดูไม่ไหว เตะสวี่ไห่จื้อไปทีหนึ่ง "เก็บนิสัยแกไปเลย เจอกันครั้งแรกอย่าทำให้คนเขาตกใจ"
สวี่ไห่จื้อปัดขากางเกง ยิ้มอย่างไม่ถือสาพูดว่า "คนที่คบกับเหล่าเติ้งได้ ไม่ใช่คนใจแคบหรอก"
เหล่าเติ้งรับลูก "นั่นมันแน่อยู่แล้ว ถ้าใจแคบ ฉันคงไม่แนะนำให้รู้จักกับอันธพาลอย่างแกหรอก"
เชิญจางเซวียนกับเหล่าเติ้งนั่งลง รินชาเสร็จ เฉียนซื่อลี่ก็ถามทั้งสองคน "อยากกินอะไร?"
เหล่าเติ้งหันไปมองจางเซวียน "จางเซวียน นายสั่งก่อนเลย"
ใช้เวลาตั้ง 40 นาทีเดินมาถึงที่นี่ จางเซวียนก็ขี้เกียจจะเกรงใจ พูดอย่างเป็นกันเองว่า "ขอหมูกรอบที่หนึ่ง แล้วก็เป๋าฮื้ออายีที่หนึ่ง"
จากนั้นก็ถาม "ที่ร้านมีเป๋าฮื้อไหมครับ?"
เฉียนซื่อลี่พยักหน้า: "วางใจเถอะ มี ยังอยากกินอะไรอีกไหม?"
สั่งไปสองอย่าง จางเซวียนก็หันไปมองเหล่าเติ้งกับสวี่ไห่จื้ออย่างรู้มารยาท "ผมพอแล้ว ถามสองคนนั้นเถอะ"
สวี่ไห่จื้อนั่งไขว่ห้างบนม้านั่งยาว ยกมือบอก "ฉันเองๆ ฉันจะกินตัวเดียวอันเดียวของหมา แล้วก็เอาเซี่ยงจี๊ผัดไฟแดงด้วย"
จางเซวียน "......"
เหล่าเติ้งเหมือนจะชินแล้ว หัวเราะร่า
เฉียนซื่อลี่หัวเราะบอกว่า "ตัวเดียวอันเดียวของหมาฉันเก็บไว้ให้แกอยู่ แต่เซี่ยงจี๊ต้องไปหาซื้อสดๆ ไม่รู้ป่านนี้จะยังมีของอยู่ไหม"