บทที่ 248 สุขสันต์วันปีใหม่ ขอให้โชคดีมีชัย!
บทที่ 248 สุขสันต์วันปีใหม่ ขอให้โชคดีมีชัย!
เฝ้าประคบประหงมดูแลหงเจิ้นโปที่เงียบขรึมมาสี่วัน แลกมาได้ซึ่งคำยืนยันสามประโยค
นี่คือผลกำไรอันมหาศาล!
เถาเกอยิ้มอย่างเบิกบาน ดีใจแทนน้องชายอย่างจางเซวียนจากใจจริง
เธอรู้ดีว่า ด้วยนิสัยที่สุขุมหนักแน่นของบรรณาธิการบริหารหง ถ้าไม่ได้ชอบหนังสือเล่มนี้อย่างสุดซึ้ง เขาไม่มีทางพูดคำนี้ออกมาเด็ดขาด และไม่มีทางแสดงท่าทีแบบนี้แน่
ใช่ นี่คือการแสดงท่าทีอย่างหนึ่ง!
เป็นความรู้สึกปิติยินดีที่มาแล้วไม่เสียเที่ยว
และยิ่งเหมือนกับคำสัญญาที่มองไม่เห็น
แสดงให้เห็นว่าหงเจิ้นโปมองเห็นศักยภาพตลาดของ เฉียนฟู มองเห็นคุณค่าทางวรรณกรรมของ เฉียนฟู และมองเห็นว่า เฉียนฟู มีโอกาสคว้ารางวัลวรรณกรรมได้ง่ายกว่า ไป๋ลู่หยวน
ได้ยินคำอุทานสามประโยคซ้อนของหงเจิ้นโป หัวใจดวงน้อยๆ ของจางเซวียนน่ะเหรอ! อดไม่ได้ที่จะเต้นโครมคราม! เกือบจะร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจแล้ว!
ให้ตายสิเกือบจะร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจจริงๆ นะเว้ย!
เส้นทางสายวรรณกรรมนี้เดินไม่ง่าย แต่เมื่อมีคำพูดนี้ของหงเจิ้นโป ก็เท่ากับว่าตนเองได้ก้าวไปข้างหน้าอีกขั้นหนึ่งแล้ว
ถ้าการที่ท่านผู้เฒ่าหลี่ฝ่าฟันเสียงคัดค้านเพื่อให้สำนักพิมพ์เหรินหมินเหวินเสวียตีพิมพ์ เฟิงเซิง คือก้าวแรกของเขา
เช่นนั้นการที่หงเจิ้นโปช่วยดันนิยาย เฉียนฟู ก็จะเป็นก้าวที่สองของเขา
ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะราบรื่นหรือไม่ แต่นี่คือข่าวดี
จางเซวียนในตอนนี้รู้สึกเหมือนขาถ่วงด้วยตะกั่ว ปากก็ถ่วงด้วยตะกั่ว ตื่นเต้นจนก้าวขาไม่ออก พูดจาไม่ถูก
ไอ้บ้าเอ๊ย! เกิดมาสองชาติก็น้อยครั้งนักที่จะตื่นเต้นได้ขนาดนี้
ต่อให้ตอนที่ตัวเองขายหัวเชื้อบรั่นดีจนมีทรัพย์สินทะลุ 10 ล้านหยวน ก็แค่ถอนหายใจเบาๆ ว่า "อ้อ! ที่แท้ฉันก็มีเงินเยอะขนาดนี้แล้วเหรอ" ไม่เคยมีความรู้สึกประสบความสำเร็จแบบนี้มาก่อนเลย!
หงเจิ้นโปลุกขึ้น สายตากวาดมองไปที่คนทั้งสองที่กำลังดีใจสุดขีด สุดท้ายก็กำชับจางเซวียนด้วยความหวังดีและหนักแน่นว่า
"150,000 ตัวอักษร ยังเหลือเวลาอีกหลายเดือนกว่าจะถึงเดือนสิงหาคม อย่าใจร้อน ต้องทนต่อความทรมานให้ได้ ทนต่อบททดสอบให้ได้ เขียนตอนจบให้ดี นี่จะเป็นผลงานที่สืบทอดต่อไปถึงคนรุ่นหลัง"
"ครับ!..."
หมื่นพันถ้อยคำ มีมากมายที่อยากจะพรั่งพรูออกมา แต่จางเซวียนในตอนนี้กลับรู้สึกว่าบ่าทั้งสองข้างหนักอึ้ง สุดท้ายทำได้เพียงขานรับคำว่า "ครับ" หนักๆ ออกไปคำหนึ่ง
อาหารกลางวันยังคงเหมือนมื้อแรก กับข้าวหนักๆ 9 อย่าง
ครั้งนี้หงเจิ้นโปลดวางมาดลง พูดคุยกับตู้ซวงหลิง เหวินฮุ่ย รวมถึงโจวชิงจู๋ สามสาวอย่างเป็นกันเองมากมาย ขอบคุณพวกเธอที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นตลอดหลายวันที่ผ่านมา
กินข้าวเสร็จ คณะของเถาเกอก็เตรียมตัวบอกลา
จางเซวียนหน้าหนาหยิบชาที่เถาเกอให้มามอบเป็นของขวัญ
หงเจิ้นโปชอบดื่มชาและรู้เรื่องชา พอเห็นบรรจุภัณฑ์ก็รู้ทันทีว่านี่คือของดีระดับสุดยอดที่หาซื้อไม่ได้ด้วยเงินทอง
ทันใดนั้น ริมฝีปากที่หนาบางกำลังดีนั้นก็แย้มยิ้มจนน่าเวียนหัว แสดงอาการชอบอกชอบใจจนวางไม่ลง
เพราะได้รับไหว้วานมา ในใจหงเจิ้นโปย่อมมีดุลยพินิจ ดังนั้นจึงไม่เสแสร้งปฏิเสธ ภายใต้สายตาที่จ้องมองมา เขาก็รับไว้อย่างเปิดเผยใจกว้าง
ประตูทางทิศใต้ของจงต้า ยังคงเป็นเจียงไป่ที่ขับรถ และยังคงเป็นรถตู้คันเดิม
หงเจิ้นโปทักทายตามมารยาทเล็กน้อย สุดท้ายก่อนขึ้นรถก็พูดกับจางเซวียนว่า
"ซานเยว่ เดือนตุลาคมเจอกันที่ปักกิ่ง"
"ครับ เดินทางปลอดภัย เจอกันเดือนตุลาคมครับ" จางเซวียนขานรับ
หงเจิ้นโปขึ้นรถไปแล้ว เถาเกอตบไหล่จางเซวียน ไม่ได้พูดอะไรสักคำ แล้วก็ขึ้นรถตามไป
มองส่งรถตู้แล่นออกไป จางเซวียนหันกลับมาถามสามสาว "หลายวันนี้พวกเธอลำบากแย่ วันนี้วันศุกร์ อยากกินอะไร อยากเล่นอะไร จัดมาได้เต็มที่ ไม่ต้องเกรงใจฉัน ฉันเหมาหมด"
ตู้ซวงหลิงสบตาเหวินฮุ่ยและโจวชิงจู๋ ปรึกษากันครู่หนึ่งก็บอกว่า "ไปเดินห้างก่อน ตอนเย็นค่อยดูหนังด้วยกัน"
"ได้" จางเซวียนไม่ชอบเดินห้างที่สุด แต่วันนี้ช่วงบ่ายยอมทุ่มสุดตัว
บ่ายสองถึงห้าโมงเย็น เต็มๆ สามชั่วโมง ชายวัยกลางคนในร่างเด็กหนุ่มที่เดินชมดอกไม้บนหลังม้าจนขาอ่อนปวกเปียก สุดท้ายเจอเก้าอี้ยาวข้างทางก็รีบนั่งลงแล้วอ้อนวอนว่า
"สาวๆ พักก่อน พักก่อน! ขืนเดินต่อแข้งขาเล็กๆ ของฉันต้องหักแน่ๆ"
เห็นเขาทำหน้าตาหน้าสงสาร ตู้ซวงหลิงก็รีบนั่งลงข้างๆ ยิ้มหวานพลางช่วยทุบขาให้
ภาพความรักใคร่กลมเกลียวนี้ เหวินฮุ่ยและโจวชิงจู๋ดูดน้ำผลไม้ ทำเป็นมองไม่เห็น
ทว่าคุณน้าคู่หนึ่งที่นั่งพักอยู่ข้างๆ ไม่สิ มนุษย์ป้าคู่หนึ่งกลับไม่ไว้หน้ากันเลย เหลือตามองทั้งสองคนแวบหนึ่งแล้วก็ซุบซิบนินทา
"สมัยนี้นะ คนเลี่ยมฟันทองชอบฉีกยิ้ม คนใส่และนาฬิกาทองชอบตบขา พวกชอบพลอดรักกันหน้าไม่อาย ช่างไร้การอบรมสั่งสอนจริงๆ"
ได้ยินแบบนั้น มือของตู้ซวงหลิงก็ชะงักกึก น้ำตาแห่งความน้อยใจเกือบจะไหลออกมา
ทนเห็นซวงหลิงโดนรังแกแม้แต่นิดเดียวไม่ได้ ภรรยาของตนตั้งแต่เล็กจนโตไม่เคยต้องมารองรับอารมณ์ใครแบบนี้
จางเซวียนขมวดคิ้ว ความเป็นสุภาพบุรุษลูกผู้ชายอะไรนั่นโยันทิ้งไปเดี๋ยวนั้น หันขวับเตรียมจะไปถกเถียงกับป้าทั้งสองว่า "ทำไมมนุษย์ถึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างยากที่สุดในโลก"?
น่าเสียดายที่ยังไม่ทันได้อ้าปาก ตู้ซวงหลิงเห็นท่าไม่ดีรีบคว้าตัวเขาไว้ กัดริมฝีปากส่ายหน้าดิก
ตอนนี้เหวินฮุ่ยและโจวชิงจู๋ก็รู้สึกตัวแล้ว รีบเข็นจางเซวียนให้เดินหนีไป
เดินมาได้ 200 เมตร ตู้ซวงหลิงซื้อสายไหมมา 4 อัน แจกคนละอัน เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยมองจางเซวียนแล้วพูดว่า
"มา อย่าโกรธเลยนะ ยิ้มหน่อย"
มองดูรอยยิ้มที่เบ่งบานราวกับดอกเหมย จางเซวียนรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ ความขุ่นเคืองหายไปในพริบตา วินาทีต่อมาก็เคี้ยวสายไหมคำโตอย่างมีความสุข
โดนด่าแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย จางเซวียนตัดสินใจว่าจะกู้พลังวัยใสกลับคืนมาในมื้อเย็น พูดน้อยต่อยหนัก พาคนทั้งสามไปหาร้านอาหารที่ดีที่สุดในละแวกนั้น แล้วสั่งหมูหันมากิน
ตอนค่ำดูหนัง เดิมทีจางเซวียนอยากจะสร้างบรรยากาศให้เต็มที่ ไปดูที่โรงหนังใหญ่ๆ แต่กลับถูกทั้งสามคนเกลี้ยกล่อมให้กลับมาที่มหาวิทยาลัย ไปดูวิดีโอเทปเถื่อนราคา 2 เหมาที่คณะภาษาต่างประเทศ
ห้องเรียนใหญ่กำลังฉายภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดของฮ่องกงเมื่อปีที่แล้วเรื่อง ‘ถังไป่หู่ ใหญ่ไม่ต้องประกาศ’
เรื่องนี้จางเซวียนดูมาแล้วหลายรอบ แต่ดูทีไรก็สนุกทุกที แต่ละครั้งที่ดูก็ได้ความรู้สึกที่ไม่เหมือนเดิม
โจวซิงฉือในยุคนี้แบกวงการไว้ได้จริงๆ
กงลี่ที่รับบทชิวเซียงก็อยู่ในวัยที่งดงามที่สุด สวยจริงๆ
แม้แต่จู้จือซานที่แสดงโดยเฉินไป่เสียงก็ยังแรดได้ถึงกึ๋น ทำเอาสามสาวหัวเราะไม่หยุด
ดูซ้ำอีกรอบ จางเซวียนดูไปพยักหน้าไป ดาราในยุคนี้มีสปิริต ฝีมือการแสดงยอดเยี่ยม
ไม่เหมือนกับยุคหลัง การแสดงอะไรนั่นก็แค่เมฆหมอก ความเซ็กซี่ต่างหากคือความงามแห่งยุคสมัย เปิดนิตยสารแฟชั่นดู คำชมใดๆ สุดท้ายก็สรุปจบลงที่ความเซ็กซี่ แม้แต่สติปัญญาก็ไม่ใช่สติปัญญาอีกต่อไป แต่เป็น ‘ความเซ็กซี่แบบใหม่’
พวกเขาใช้ร่างกายบิดเป็นรูปร่างต่างๆ บนหน้าปก ความปรารถนาพุ่งตรงสู่จิตใจมนุษย์ เมื่อเทียบกันแล้ว ใบหน้ากลับดูไม่สำคัญขนาดนั้น เพราะมันถูกเทคโนโลยีแต่งจนไม่ใช่ตัวจริงไปแล้ว การใช้การประเมินจากภายนอกมายืนยันตัวตนถือเป็น ‘ทัศนคติที่ล้าสมัย’ นิตยสารแฟชั่นสนับสนุนให้ทุกคน เป็นตัวของตัวเอง ให้คนอื่นพูดไปเถอะ
ดังนั้น ความไม่พอใจจากการแสวงหาแต่ไม่ได้มา และการโอ้อวดอย่างสุดฤทธิ์หลังจากได้ครอบครอง จึงถูกปูเต็มหน้านิตยสารไปหมด
หนังฉายไปถึงช่วงกลางเรื่อง จางเซวียนก็ค้นพบทวีปใหม่ หางตาเหลือบไปเห็นคู่รักคู่หนึ่งทางด้านขวาหน้า ว่านจวินและเถ้าแก่เเนี่ยร้านตัดผม
อาศัยแสงสลัวๆ จางเซวียนพบว่าด้านข้างของเถ้าแก่เเนี่ยดูเหมือนจะเปลี่ยนไป
แต่เปลี่ยนตรงไหนนะ?
เขาเพ่งอยู่นานถึงดูออก ที่แท้ก็ไปทำตาสองชั้นมานี่เอง
โอ้โห! นี่มัน?
เครื่องยนต์เดิมไม่ดี เปลี่ยนแค่แบตเตอรี่ก็ไม่ช่วยอะไรหรอกมั้ง
อืม... บางที น่าจะ หรือเป็นไปได้ว่าเครื่องยนต์อาจจะดีมาก ไม่อย่างนั้นว่านจวิน...
ขณะที่จางเซวียนกำลังพินิจพิจารณาว่านจวินกับเถ้าแก่เเนี่ย ว่านจวินก็หันหน้ามาพอดี
จางเซวียนรีบมองตรงไปยังจอภาพยนตร์ขนาดใหญ่ด้วยสายตาซึ้งกินใจ สำรวมกายใจ แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น
ว่านจวินน่าจะเห็นทั้งสี่คนนานแล้ว สายตากวาดมองผ่านๆ ตามปกติ สุดท้ายก็หยุดอยู่ที่เหวินฮุ่ยนานกว่าปกติสองสามวินาที
ไม่กี่นาทีต่อมา เหวินฮุ่ยก็พูดกับจางเซวียนว่า "ฉันขอแลกที่นั่งกับนายหน่อย"
ตู้ซวงหลิงและโจวชิงจู๋ทำหน้างง จางเซวียนก็แกล้งทำหน้างงมองเธอเหมือนกัน
เมื่อสบตากับสายตาทั้งสามคู่ เหวินฮุ่ยผู้มีดวงตาดำขลับแฝงแววยิ้ม แฝงความขี้เล่น แฝงเสน่ห์เย้ายวน แวววาวดั่งสายน้ำหมอกปกคลุม ริมฝีปากเล็กเม้มแน่น "ตรงนี้ฮวงจุ้ยไม่ดี"
ตู้ซวงหลิงและโจวชิงจู๋ดูเหมือนจะมีประสบการณ์มาก่อน เข้าใจในวินาทีนั้น
จางเซวียนก็เข้าใจในวินาทีนั้นเช่นกัน รีบสลับที่นั่งอย่างคล่องแคล่ว
***
วันที่ 8 เมษายน หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ทั่วประเทศลงข่าวที่น่าตื่นตะลึงข่าวหนึ่ง
"คนลึกลับลงมือ ต้นฉบับ 'เฟิงเซิง' ขายได้ราคาสูงเสียดฟ้า 1 ล้านหยวน!!!"
พาดหัวข่าวเว่อร์ เนื้อหาเว่อร์ จางเซวียนอ่านแล้วพูดไม่ออก
ข่าวพูดไม่ออกก็ช่างมันเถอะ แต่โทรศัพท์สอบถามมากมายที่ตามมานี่สิมันน่าหงุดหงิดชะมัด เขาต้องรับสายจนมือหงิก
หร่วนซิ่วฉิน หร่วนเต๋อจื้อ สองสามีภรรยาพี่สะใภ้ฮุย สองสามีภรรยาอ้ายชิง สองสามีภรรยาป้าใหญ่ ตามมาด้วยขบวนสองสามีภรรยาอีกเป็นพรวน...
คนที่รู้เรื่อง มีหนึ่งนับหนึ่ง ต่างก็ถูกรายงานข่าวที่เกินจริงบนหน้าหนังสือพิมพ์ทำให้ตกใจกันหมด!
ตกใจจริงๆ นะ!
หนึ่งล้านเชียวนะ!
พวกเขาไม่อยากจะเชื่อเลย ต้นฉบับขายได้ตั้งหนึ่งล้าน นี่มันล้มล้างโลกทัศน์ของพวกเขาชัดๆ
ถ้าใช้คำพูดเดิมของพี่สะใภ้ฮุยก็คือ รู้สึกเหมือนชาตินี้เสียชาติเกิด มีชีวิตอยู่ไปก็อายหมา
"ถ้ามีโทรศัพท์มาอีก เธอช่วยรับแทนฉันที ฉันไม่รับแล้ว" หลังจากวางสายหยวนหลาน จางเซวียนที่คอแห้งผากก็ลากซวงหลิงที่นั่งดูละครฉากนี้มาตลอดให้มารับหน้าที่แทน
ตู้ซวงหลิงถามตาเป็นประกาย "ฉันต้องพูดยังไง?"
จางเซวียนทิ้งตัวลงบนโซฟา หลับตาพักผ่อนครู่หนึ่ง ก่อนจะสอนเธอว่า
"ไม่ต้องพูดอะไร บอกแค่ว่า สุขสันต์วันปีใหม่! ขอให้โชคดีมีชัย!"