บทที่ 252 ฉันเลี้ยงง่ายนะ นายเลี้ยงฉันสิ
บทที่ 252 ฉันเลี้ยงง่ายนะ นายเลี้ยงฉันสิ
เสี่ยวสืออีบิดตัวไปมา "คนที่เคยลองต่างก็บอกว่าดี"
จางเซวียนตะลึง สายตากวาดมองไปทั่วร่างเธอ โดยเฉพาะหยุดอยู่ที่บริเวณหน้าอกและสะโพกนานสองสามวินาที
ถามว่า "มีกี่คนที่บอกว่าดี?"
เสี่ยวสืออีหักนิ้ว "เดือนนี้ฉันได้รับจดหมายรัก 21 ฉบับ พวกเขาบอกว่ากินไม่ได้นอนไม่หลับ ฝันถึงฉันตลอดเวลา"
พูดจบ เสี่ยวสืออีก็โน้มตัวมาข้างหน้า ทำหน้าตาแปลกๆ พูดว่า "นายว่าพวกเขากำลังอยู่ในวัยที่ฮอร์โมนพลุ่งพล่าน ฝันถึงฉันจะมีเรื่องดีอะไรกัน?"
จางเซวียนมองดูแม่คนหน้าด้านคนนี้ ทันใดนั้นผีห่าซาตานก็ดลใจให้หลุดปากถามไปประโยคหนึ่ง "แล้วเธอเคยฝันถึงฉันบ้างไหม?"
ดวงตาของเสี่ยวสืออีเป็นประกาย วินาทีต่อมาหน้าก็แดงระเรื่อ ก้มหน้าลง น้ำตาคลอเบ้า นิ้วมือม้วนชายเสื้อเล่น แสดงท่าทางเอียงอายและหักห้ามใจไม่อยู่
เล่นเอาจางเซวียนงงเป็นไก่ตาแตก
นี่... นี่เปลี่ยนอารมณ์เร็วเกินไปไหม?
แค่ชั่วพริบตาเดียวเองนะ
บรรยากาศประหลาดดำเนินไปครู่หนึ่ง จางเซวียนพูดจากใจจริงว่า "คุณผู้หญิง เธอควรไปเป็นนักแสดงนะ ฝีมือการแสดงระดับนี้ดังเปรี้ยงปร้างแน่นอน"
เสี่ยวสืออีกลับสู่โหมดปกติ ยิ้มอย่างได้ใจ "ถ้าฉันไปเป็นนักแสดง นายจะชอบไหม?"
จางเซวียนตอบอย่างเด็ดขาด "ฉันชอบแต่ผู้หญิงธรรมดาๆ"
เสี่ยวสืออีพูด "งั้นฉันไม่เป็นนักแสดงแล้ว"
ห่านย่างมาเสิร์ฟแล้ว จางเซวียนหิวหน่อยๆ หยิบตะเกียบขึ้นมาเริ่มกิน
เสี่ยวสืออีมองเงียบๆ อยู่ไม่กี่วินาที กวักมือเรียกพนักงานเสิร์ฟ สั่งปลานึ่งมาอีกที่ แล้วก็ขอข้าวสวยหนึ่งถ้วย
เห็นเธอหยิบตะเกียบขึ้นมากินอย่างไม่เกรงใจ จางเซวียนก็ไล่เธอ "เธอไม่กลับไปกินกับพวกกู่รุ่นเหรอ?"
เสี่ยวสืออีคีบห่านย่างชิ้นหนึ่งให้เขา แล้วคีบให้ตัวเองอีกชิ้น แกล้งทำเป็นฟังไม่รู้เรื่อง "นายดูกู่รุ่นกับซานซานสิว่ากินอย่างสบายใจเฉิบแค่ไหน ไม่ได้คิดถึงเรื่องที่ฉันจะกลับไปนั่งด้วยเลยสักนิด"
จางเซวียนเงยหน้ามองไป ก็เห็นกู่รุ่นกับเผิงซานซานผลัดกันคีบไปมา กินกันอย่างเอร็ดอร่อยจริงๆ จึงถอนหายใจพูดว่า
"ดูท่าความหน้าด้านของเธอจะหยั่งรากลึกเข้าไปในใจผู้คนแล้วสินะ"
เสี่ยวสืออีแกล้งโง่ อาจจะเพราะหิว ตอนนี้เธอกินข้าวอย่างเรียบร้อย ราวกับว่าอาหารจานนี้เป็นของเธอเอง ไม่มีคำว่าเกรงใจ
กินไปได้ครึ่งทาง จางเซวียนลุกไปเข้าห้องน้ำ พอทำธุระเสร็จกำลังล้างมือ ก็พบว่ามีนักศึกษาชายคนหนึ่งเดินตามเข้ามา
นักศึกษาชายหน้าตาดีคนหนึ่ง
จางเซวียนขมวดคิ้ว "มีธุระกับฉันเหรอ?"
หนุ่มหล่อเหลือบมองไปข้างนอก ถามด้วยความประหม่า "เพื่อน นายกับซูจิ่นอวี๋เป็นอะไรกัน?"
ได้ยินดังนั้น จางเซวียนพิจารณาฝ่ายตรงข้ามตั้งแต่หัวจรดเท้า สุดท้ายตอบว่า "เพื่อนร่วมห้อง"
พอได้ยินว่าเป็นเพื่อนร่วมห้อง หนุ่มหล่อก็ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นก็ล้วงจดหมายฉบับหนึ่งกับเงินสิบหยวนออกมา ยัดใส่มือเขาแล้วพูดว่า
"เพื่อน ยินดีที่ได้รู้จัก มาเป็นเพื่อนกันเถอะ ฉันแซ่หวัง รบกวนนายช่วยเอาจดหมายฉบับนี้ไปให้ซูจิ่นอวี๋หน่อย"
สายตามองวนไปที่เงินและซองจดหมาย จางเซวียนถามด้วยความแปลกใจ "ทำไมนายไม่เอาไปให้เธอเองล่ะ?"
หนุ่มหล่อทำหน้าลำบากใจ "ฉันตามมาจากมหาวิทยาลัยตลอดทาง แต่ไม่กล้า"
จางเซวียนงง "เธอดุมากเหรอ?"
หนุ่มหล่อพยักหน้าแล้วก็ส่ายหน้า "จีบยากมาก"
จางเซวียนหลุบตาลงมองเงินและจดหมายในมือ ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ทำสีหน้าให้กำลังใจพูดว่า
"เพื่อน นายต้องสู้ๆ นะ! เธอตามตื้อฉันแจเลย หวังพึ่งนายแล้วล่ะ ฉันเชียร์นายอยู่นะ"
หืม? หือ!!! หนุ่มหล่อได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าพังทลายทันที ทำหน้าเหมือนคนท้องผูกที่กินขี้เข้าไปยังไงยังงั้น
มองหน้ากันไปมา สุดท้ายหนุ่มหล่อก็เดินจากไป เงินและซองจดหมายก็ไม่เอา หันหลังเดินหนีไปอย่างทุลักทุเล ออกจากร้านไปโดยไม่หันกลับมามอง
จางเซวียนกลับมาที่โต๊ะ ตบเงินและซองจดหมายลงตรงหน้าเสี่ยวสืออี พูดว่า "มีคนติดสินบนให้ฉันส่งจดหมายรักให้เธอ"
เสี่ยวสืออีไม่แม้แต่จะปรายตามอง กินไปพลางพูดอย่างไม่ใส่ใจไปพลาง "คนจีบฉันมีเยอะแยะ เขาเป็นใครมาจากไหนกัน"
จางเซวียนถาม "เธอเห็นคนคนนั้นแล้ว?"
"อื้ม"
เสี่ยวสืออีรับคำ "เห็นตั้งนานแล้ว"
จางเซวียนถามอีก "ผู้ชายคนนั้นบอกว่าเธอจีบยากมาก?"
เสี่ยวสืออีใช้นิ้ววาดโครงหน้าสวยๆ ของตัวเอง เชิดคางขึ้นอย่างภูมิใจ "คุณหนูอย่างฉันสวยธรรมชาติแต่กำเนิด นางฟ้าลงมาจุติ แน่นอนว่าต้องจีบยาก"
จางเซวียนทำหน้าไม่เชื่อ "ดูไม่ออกจริงๆ"
เสี่ยวสืออีเคี้ยวอาหาร บ่นพึมพำอย่างไม่ใส่ใจ "ก็นายตาถั่วอยู่แล้ว ไม่งั้นฉันคงโดนนายจับทำเมียไปนานแล้ว"
ตอนนั้นพนักงานเสิร์ฟชายยกปลานึ่งมาพอดี บังเอิญได้ยินประโยคนี้ ตาเบิกโพลงมองเสี่ยวสืออี ขาพลิกเกือบจะล้มหน้าทิ่ม!
โชคดีที่อาหารไม่เป็นไร หลังจากวางปลานึ่งลงบนโต๊ะ พนักงานชายเดินไปไม่กี่ก้าว ยังไม่วายหันกลับมามองเสี่ยวสืออี
จางเซวียนส่ายหน้า ปากของผู้หญิงคนนี้ ใบหน้าของผู้หญิงคนนี้ มันระดับนางงามล่มเมืองชัดๆ
คิดได้ดังนั้น ชายวัยกลางคนในร่างเด็กหนุ่มก็ก้มหน้าก้มตารีบกินข้าว
ไม่รีบกินไม่ได้แล้ว แม่สาวหน้าหนาคนนี้ถึงจะต่อปากต่อคำกับเขา แต่ปากก็เคี้ยวไม่หยุด กับข้าวจะหมดอยู่รอมร่อ
กินข้าวเสร็จ จางเซวียนเรียกพนักงานมาเช็คบิล
แต่พอมือล้วงลงไปในกระเป๋ากางเกง หัวใจก็กระตุกวูบ เงินในกระเป๋ากางเกงหายไปแล้ว
เงินหายไปอย่างไร้ร่องรอย!
จางเซวียนลุกพรวดขึ้น ก้มหน้ามอง พบว่ากระเป๋ากางเกงด้านขวามีรอยกรีดของใบมีดโกนใหม่เอี่ยม
รอยกรีดยาวประมาณหนึ่งนิ้ว ตัดขาดอย่างเฉียบคม เรียบกริบ ดูปุ๊บก็รู้ว่าเป็นฝีมือของนักล้วงกระเป๋ามืออาชีพ
เสี่ยวสืออีก็เห็นรอยกรีดนั้น ถามเขาว่า "วันนี้นายเข้าเมืองมาเหรอ?"
จางเซวียนส่ายหน้า พยายามนึกย้อนถึงคนที่ได้สัมผัสตัวในวันนี้
แต่วันนี้เขาขลุกอยู่แต่ในห้องทำงานเขียนหนังสือทั้งวัน มื้อเช้ามื้อเที่ยงซวงหลิงก็ยกขึ้นไปให้ที่ชั้นสาม
ที่ได้สัมผัสใกล้ชิดก็มีแค่ซวงหลิง, เหวินฮุ่ย และโจวชิงจู๋ บวกกับเสี่ยวสืออีตรงหน้า และหนุ่มหล่อที่เจอในห้องน้ำ
ซวงหลิงกับเพื่อนอีกสองคนตัดทิ้งไปได้เลย
เสี่ยวสืออีตรงหน้าถึงปากจะไม่ยอมคน แต่ไม่มีเจตนาร้ายกับเขา
หนุ่มหล่อคนนั้น เหมือนจะเพิ่งได้สัมผัสตัวตอนล้างมือ ไม่มีเวลาลงมือขนาดนั้น
คิดไปคิดมา ทันใดนั้นก็นึกอะไรขึ้นได้ ดวงตาของจางเซวียนเบิกกว้าง
หรือจะเป็นแม่ลูกคู่ที่หน้าประตูร้าน?
ยิ่งคิดยิ่งทะแม่งๆ ก็เดินเข้าออกประตูดีๆ จะไปชนคนล้มง่ายๆ ได้ยังไง?
ยกเว้นแต่ว่าเด็กผู้ชายคนนั้นจะจงใจให้ชน
พอนึกภาพตอนที่ตัวเองชนเด็กแล้วก้มลงไปประคอง แล้วจังหวะที่หญิงสาวคนนั้นเบียดเข้ามาทางด้านขวา
รวมถึงหลังจากนั้น ที่หญิงสาวรีบจูงมือเด็กออกจากที่เกิดเหตุไปอย่างลุกลี้ลุกลน
แม่งเอ๊ย! จางเซวียนเกือบจะกระอักเลือดเก่าออกมา
ออกข้างนอกระวังตัวแจมาตลอด คิดไม่ถึงว่าจะมาตกม้าตายโดนถล่มรังเอาที่หน้าประตูมหาวิทยาลัยแบบนี้
แค้นนัก!
ไอ้บ้าเอ๊ย! สองแม่ลูกคู่นั้นอย่าให้เจอตัวนะ ถ้าเจอพ่อนะ พ่อจะถลกหนังให้ดู
เห็นสีหน้าเขาไม่สู้ดี เสี่ยวสืออีก็จัดการจ่ายค่าอาหารให้อย่างคล่องแคล่ว
ตอนเดินออกจากร้าน เสี่ยวสืออีหันไปบอกกู่รุ่นกับเผิงซานซานด้านหลังว่า "พวกเธอสองคนกลับไปก่อน ฉันยังมีธุระนิดหน่อย"
กู่รุ่นและเผิงซานซานยิ้มอย่างมีเลศนัยให้จางเซวียน แล้วก็เดินจากไป
ข้ามถนน เข้าประตูทิศใต้ จู่ๆ เสี่ยวสืออีก็หยิบกระดาษกับปากกาออกมาจากกระเป๋า ยื่นมาตรงหน้าจางเซวียน
พูดเสียงเนิบๆ ว่า "ค่าข้าววันนี้ฉันเป็นคนจ่าย นายเขียนใบยืมเงินให้ฉันหน่อย"
จางเซวียนหยุดเดิน จ้องหน้าเธอเขม็ง "เธอไม่ได้กินหรือไง? เธอกินเยอะกว่าฉันอีก"
ดวงตาเสี่ยวสืออีเป็นประกาย เดินวนไปวนมาก้าวเล็กๆ ยิ้มกริ่มพูดว่า "ไม่เหมือนกัน นายเป็นนักเขียนใหญ่ที่มีทรัพย์สินนับล้าน ฉันเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่อ่อนแอ
ขงจื๊อกล่าวไว้ว่า มีเพียงสตรีและคนถ่อยที่เลี้ยงดูยาก เข้าใกล้ก็ไม่เกรงใจ เหินห่างก็เคียดแค้น ท่านนักเขียนใหญ่โปรดอย่าถือสาหาความกับผู้น้อยเลย ลายมือของนาย ใบยืมเงินของนาย ตอนนี้น่าจะมีราคามาก ฉันเอาไปขายน่าจะเลี้ยงดูนายได้นานโข"
จางเซวียนจุกจนพูดไม่ออก คำพูดดีร้ายโดนเธอแย่งพูดไปหมดแล้ว จะให้พูดอะไรได้อีก?
สุดท้ายก็ผลักเธอออกไป พูดอย่างหงุดหงิดว่า "ฉันมีค่าตัวเป็นล้านแล้ว ยังต้องให้เธอเลี้ยงอีกเหรอ?"
"คำพูดนี้มีเหตุผล" เสี่ยวสืออีเก็บปากกาและกระดาษอย่างรวดเร็วด้วยรอยยิ้มหวานหยด แล้วเดินตามไปกางแขนขวางหน้าเขาไว้ เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย "ฉันเลี้ยงง่ายมากนะ งั้นนายเลี้ยงฉันสิ"
****
ซูจิ่นอวี๋ คือชื่อจริงของ เสี่ยวสืออี