บทที่ 254 เลขาธิการและหัวหน้าภาควิชาเรียกพบ
บทที่ 254 เลขาธิการและหัวหน้าภาควิชาเรียกพบ
จางเซวียนนวดขมับ ทำหน้ามึนงง "เลขาธิการกับหัวหน้าเรียกพบฉันพร้อมกันเนี่ยนะ?"
"อือ ฉันเพิ่งกลับมาจากห้องทำงานหัวหน้าภาควิชา" เสี่ยวสืออีว่าอย่างนั้น
จางเซวียนเงยหน้าถามเธอ "เธอรู้ไหมว่าพวกเขาเรียกฉันไปเรื่องอะไร?"
เสี่ยวสืออีชำเลืองมองคนรอบข้าง ไม่ตอบคำถาม เพียงแต่ดวงตาฉายแววร้อนแรง จ้องมองเขาเขม็ง
จางเซวียนคิดในใจ: หรือว่าเรียกไปคุยเรื่องที่ฉันโดดเรียน?
แต่ปัญหาคือฉันก็ไม่ได้โดดเรียนเยอะขนาดนั้นนี่นา?
ต่อให้เขียนงาน เขาก็ยึดหลักการที่ว่าถ้าไม่จำเป็นก็จะไม่โดดเรียน เว้นแต่วันนั้นแรงบันดาลใจจะพุ่งกระฉูดจนตัดใจหยุดกลางคันไม่ได้จริงๆ
สัมผัสได้ถึงสายตาของเสี่ยวสืออี จางเซวียนใจกระตุก หรือว่าหัวหน้ากับเลขาธิการจะรู้แล้วว่าฉันเป็นนักเขียน?
เสี่ยวสืออีบอกเหรอ?
เหลือบมองแวบหนึ่ง ไม่น่าใช่เธอ บอกหัวหน้าภาควิชาน่ะพอเข้าใจได้ แต่ผู้หญิงคนนี้ไม่มีทางบอกเลขาธิการแน่ๆ
หรือว่าเจียงไป่เป็นคนบอก?
ทางมหาวิทยาลัยไม่เรียกหาแต่แรก ไม่เรียกหาทีหลัง ดันมาเรียกหาพร้อมกันตอนนี้ มันช่างบังเอิญเกินไปแล้ว!
คิดมาถึงตรงนี้ ใจจางเซวียนก็ฝ่อลง ถ้าเป็นเจียงไป่บอกจริงๆ งั้นที่จงต้านี่คงไม่ใช่แค่เลขาธิการ กับหัวหน้าภาควิชาที่รู้แล้วมั้ง
ตัวเองคงใกล้จะกลายเป็นตะแกรงรั่วๆ อยู่รอมร่อแล้ว!
ถุย ผู้เฒ่าเจียงไป่!
ฉันอุตส่าห์นึกว่าคุณอายุปูนนี้แล้ว น่าจะมองโลกทะลุปรุโปร่ง น่าจะช่วยฉันปิดความลับ...
ก็แค่ลืมกำชับคุณ! คุณก็เล่นงานฉันซะงั้น!
แต่เขาก็ไม่ได้กังวลว่าเลขาธิการ กับหัวหน้าจะมาไม้ไหนกับเขา
เพราะในความคิดของเขา เขาไม่ได้กลัวสองคนนี้เลยสักนิด
เขาว่ากันว่าเงินคือความกล้าของคน ชื่อเสียงคือขนหน้าแข้งของนักปราชญ์ ตอนนี้ตนเองมีทั้งสองอย่างครบ ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัว
ลุกขึ้นอย่างจำใจ เดินลงบันได
มาถึงห้องทางซ้ายของชั้นสอง จางเซวียนเคาะประตู
"ก๊อก ก๊อก ก๊อก..."
เพิ่งเคาะไปสามที จางเซวียนยกมือเตรียมจะเคาะครั้งที่สี่ ประตูก็เปิดออก
เปิดจากด้านใน หัวหน้าภาควิชาเป็นคนมาเปิดด้วยตัวเอง
เมื่อเห็นว่าเป็นหัวหน้ามาเปิดประตูเอง แทนที่จะตะโกนบอกให้ "เข้ามา" จากข้างใน จางเซวียนก็กระจ่างแจ้งทันที คาดว่าที่เดาไว้คงถูกแปดเก้าส่วน
"จางเซวียน มาแล้วเหรอ" หัวหน้าจับแขนเขาอย่างกระตือรือร้น เชิญให้เขานั่ง
เวลานี้เลขาธิการที่อยู่ข้างในถึงกับลุกขึ้น เดินมาตรงหน้าจางเซวียน แล้วจับมือเขาอย่างเมตตาอารีสุดๆ
จับมือเสร็จ จางเซวียนก็นั่งลงตามคำเชิญ นั่งลงอย่างผ่าเผย
ชั่วขณะหนึ่ง ภายในห้องเงียบกริบ จางเซวียนพิจารณาผู้มีอำนาจตัวจริงทั้งสองของคณะบริหารฯ ในระยะประชิด
เลขาธิการ กับหัวหน้าภาควิชาก็ลอบพิจารณาเขาเงียบๆ เช่นกัน พร้อมกับย่อยข้อมูลเมื่อคืน ย่อยคำพูดของอธิการบดีในห้องประชุมของมหาวิทยาลัยเมื่อคืนนี้
พวกเขาคิดไม่ถึงจริงๆ!
ไม่ ไม่ใช่แค่พวกเขาที่คิดไม่ถึง! แต่ผู้บริหารระดับสูงของจงต้าที่เข้าร่วมประชุมเมื่อคืน ต่างก็คิดไม่ถึงกันทั้งนั้น!
ผู้บริหารระดับสูงในที่ประชุมต่างพากันงงเป็นไก่ตาแตก
ไม่มีใครคาดคิดว่าในหมู่นักศึกษารุ่น 93 ของจงต้า จะมีลูกรักของสวรรค์ซ่อนตัวอยู่แบบนี้!
มีปรมาจารย์ซ่อนอยู่แบบนี้!
ถ้าไม่ใช่เพราะรองคณบดีคณะอักษร เจียงไป่ เอาตัวเองมายืนยัน โทรสายตรงไปเช็คกับสำนักพิมพ์เหรินหมินเหวินเสวียกลางที่ประชุม ถ้าไม่ใช่เพราะอธิการบดีเป็นคนยืนยันเอง
พวกเขานึกว่าเป็นเรื่องล้อเล่น นึกว่าเรื่องนี้แม่งโคตรจะเพ้อเจ้อเหมือนนิทานอาหรับราตรีเลย!
ยิ่งกว่าเรือโนอาห์เสียอีก!
ยิ่งกว่านิทานอาหรับราตรีเสียอีก!
เฟิงเซิง ที่โด่งดังไปทั่วประเทศดันมาจากมหาวิทยาลัยตัวเองเนี่ยนะ?
เฟิงเซิง ที่สะเทือนไปถึงฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน ดันมาจากฝีมือนักศึกษาปีหนึ่ง?
นี่มันเรื่องตลกชัดๆ มันคือตำนานเลยนะนั่น!
ตอนที่ฟังอธิการบดีประกาศข่าวนี้ด้วยตัวเอง ผู้บริหารระดับสูงในที่ประชุมต่างพากันเงียบกริบ ห้องประชุมในตอนนั้นสับสนวุ่นวายอยู่นานถึง 10 นาทีเต็ม
ทุกคนต่างสูบบุหรี่ ทุกคนต่างกระซิบกระซาบปรึกษากันท่ามกลางควันบุหรี่ที่ตลบอบอวล...
เลขาธิการ กับหัวหน้านั่งลง หัวหน้าถามจางเซวียนอย่างเป็นกันเองว่า "มาอยู่จงต้าได้เกือบปีแล้ว ชินหรือยัง?"
เอาล่ะสิ น้ำเสียงแบบนี้ สีหน้าแบบนี้ ความห่วงใยที่ล้นทะลักแบบนี้...
จางเซวียนรู้สึกเกรงใจแกมตกใจเล็กน้อย ยิ้มแล้วตอบว่า "ก็ดีครับ ตอนแรกที่ผมเลือกเรียนที่นี่ก็เพราะชอบจงต้าอยู่แล้ว"
ดูสิ สมกับเป็นนักเขียนใหญ่ ศิลปะการพูดช่างเหลือร้าย
ทั้งสองฝ่ายต่างหยั่งเชิง โทนการสนทนาที่รื่นรมย์ในวันนี้จึงถูกกำหนดขึ้น เลขาธิการ กับหัวหน้าสบตากัน ความรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูกก็เกิดขึ้นในใจ
เลขาธิการ ยิ้มถาม "คุณมีความคิดเห็นอะไรเกี่ยวกับคณะบริหารฯ ไหม วันนี้เรามาแลกเปลี่ยนกัน มีความคิดอะไรก็บอกพวกเราได้"
นิ่งคิดครู่หนึ่ง จางเซวียนพูดอย่างจริงใจว่า "ความจริงผมพอใจมากครับ รู้สึกว่าจงต้ากับสิ่งที่ผมคาดหวังไว้ไม่ต่างกันเท่าไหร่ อาจารย์สอนดี บรรยากาศการเรียนก็เข้มข้น การบริหารจัดการก็ยืดหยุ่นพอดี ผมเปรียบเหมือนปลาตัวหนึ่ง ที่ว่ายน้ำอยู่ที่นี่ได้อย่างอิสระเสรี"
ได้ยินดังนั้น หัวหน้ากับเลขาธิการ ก็ยิ้ม แน่นอนว่าฟังความนัยของจางเซวียนออก ต่อไปต้องเข้มงวดกับเขาน้อยลงหน่อย
อย่าเอะอะก็ขู่เรื่องตรวจหอพักกับห้ามมีแฟน!
เรื่องนี้เมื่อก่อนหัวหน้าเคยสั่งให้ที่ปรึกษาไปเตือนๆ จางเซวียนอยู่บ้าง ตอนนั้นกลัวว่าเขาจะ ปั๊มคน ออกมาทั้งที่ยังเรียนไม่จบ นั่นมันเรื่องฉาวโฉ่เชียวนะ!
ถ้าเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นมาจริงๆ ก็คงมองหน้ากันไม่ติด
ทั้งสามคนคุยกันไปคุยกันมา จางเซวียนเริ่มรู้สึกทะแม่งๆ
เลขาธิการ ถาม "ฉันดูแล้ว ตอนนี้คุณยังเป็นสมาชิกสันนิบาตเยาวชนอยู่ มีความคิดอยากจะเข้าเป็นสมาชิกพรรคไหม?"
จางเซวียนพยักหน้า ต้องถูกต้องตามหลักการเมืองไว้ก่อน
หัวหน้าถาม "ผลการเรียนคุณยอดเยี่ยม สามารถประเมินเพื่อรับรางวัลและเกียรติยศได้เลยนะ"
จางเซวียนมึนตึ้บ ผลการเรียนเทอมที่แล้วของตัวเองก็พอใช้ได้ แต่ยังห่างไกลจากการได้รับรางวัลอยู่พอสมควรไม่ใช่เหรอ?
อะไรกัน นี่จะมอบเกียรติยศให้ แล้วยังจะแจกเงินให้อีกเหรอ?
เลขาธิการ พูดว่า "ตามที่อาจารย์ห้องคอมพิวเตอร์แจ้งมา คุณเชี่ยวชาญเรื่องคอมพิวเตอร์?"
"เรื่องคอมพิวเตอร์พอถูไถครับ ผมรับรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ค่อนข้างเร็ว" จางเซวียนไม่เข้าใจ หรือมหาวิทยาลัยจะแจกคอมพิวเตอร์ให้?
แต่ผ่านเรื่องคอมพิวเตอร์นี้ เขาเข้าใจจุดหนึ่ง มหาวิทยาลัยคงสืบประวัติเขาจนพรุนหมดแล้วแน่ๆ ช่วงนี้
ที่บ้านมีกี่คน อยู่กินกับตู้ซวงหลิง เคยตีพิมพ์บทความอะไรบ้าง พฤติกรรมในมหาวิทยาลัยเป็นยังไง...
ไม่ต้องพูดเลย ทุกอย่างถูกเปิดเผยจนหมดเปลือก คาดว่าคงวางอยู่ตรงหน้าผู้บริหารในรูปแบบเอกสารหมดแล้ว
เรื่องสัพเพเหระ เรื่องความเป็นอยู่ คุยกันไปพักใหญ่ 20 นาทีก็ผ่านไป...
ตอนนั้นเองเลขาธิการ ก็หยิบหนังสือ เฟิงเซิง เล่มหนึ่งขึ้นมาจากโต๊ะ แล้วถามว่า "ซานเยว่ 'เฟิงเซิง' เล่มนี้คุณเขียนใช่ไหม?"
จางเซวียนเงียบไปทันที
จะให้ยอมรับตรงๆ ก็ดูจะลำพองใจไปหน่อย จะไม่ยอมรับก็ดูเสแสร้ง
จางเซวียนเอนหลังพิงโซฟา สีหน้าผ่อนคลาย ยิ้มมองทั้งสองคน
เอามันแบบยอมรับกลายๆ นี่แหละ
แบบนี้ทุกคนจะได้วางตัวง่าย แสดงออกง่าย สบายใจกันทุกฝ่าย
เห็นดังนั้น เลขาธิการ กับหัวหน้าก็สบตากันอีกครั้ง เลขาธิการ เองก็เอนหลังพิงโซฟาบ้าง ถอนหายใจพลางว่า
"คลื่นลูกใหม่ไล่คลื่นลูกเก่าจริงๆ! เดิมทีตอนที่คณบดีเจียงแห่งคณะอักษร มาเล่าให้พวกเราฟังครั้งแรก ฉันไม่เชื่อเลยนะ
'เฟิงเซิง' ฉันก็อ่านแล้ว สำนวนโครงสร้าง เนื้อหาเรื่องราว รวมถึงคุณค่าทางวรรณกรรม ล้วนทำให้ฉันรู้สึกเลื่อมใสศรัทธา
แต่ต่อมาท่านอธิการบดีพูดเอง ยืนยันความจริงด้วยตัวเอง ยืนยันว่าคุณคือผู้แต่ง 'เฟิงเซิง' ตัวจริง ฉันจู่ๆ ก็รู้สึกยอมรับได้ เพราะความสง่าผ่าเผยและเป็นธรรมชาติที่คุณแสดงออกมาตามปกติ มันช่างแตกต่าง..."
ช่วงแรกยังพอทน ช่วงหลังจางเซวียนฟังแล้วไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี?
สมกับเป็นนักพูด สมกับเป็นจิ้งจอกเฒ่าที่รู้จักดูทิศทางลม
เขายังคงไม่พูด ไม่ควรขัดจังหวะการเยินยอของผู้บริหาร ได้แต่นั่งฟังเงียบๆ ยิ้มแย้มเหมือนเช่นเคย
เลขาธิการ พูดว่า "คณะบริหาร มีอัจฉริยะอย่างคุณ มีหัวกะทิอย่างคุณ ฉันกับหัวหน้าดีใจมาก
ที่เราคุยกับคุณวันนี้ ก็เพื่อจะบอกคุณว่า คุณต้องการอะไร มีความคิดเห็นอะไร บอกพวกเราได้ เราจะสนับสนุนคุณ
คุณวางใจได้ ถ้าคุณไม่สมัครใจ ทางมหาวิทยาลัยจะช่วยปิดเป็นความลับให้ คณะบริหาร นอกจากพวกเราไม่กี่คน ก็จะไม่ให้คนอื่นรู้
เพียงแต่ว่า..."
ตอนแรกจางเซวียนฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นหัวใจ แต่พอได้ยินคำว่า "เพียงแต่ว่า" หัวใจก็กระตุกวูบ รอฟังท่อนต่อไปเงียบๆ
เลขาธิการ ขยับท่าทางเล็กน้อย มองเขาแล้วพูดต่อ "เพียงแต่ว่า พวกเราหวังว่าในอนาคตเมื่อคุณประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่กว่านี้ จะหมั่นกลับมาเยี่ยมเยียน และภาคภูมิใจในฐานะศิษย์เก่าจงต้า"
ความนัยจางเซวียนฟังออก: มีอะไรให้ช่วย มหาวิทยาลัยจะสนับสนุนเต็มที่ จะตอบสนองให้ และเมื่อเขาเรียนจบ หรือเลิกปิดบังตัวตน ก็หวังว่าเขาจะไม่ลืมปณิธานแรก
ที่แท้ก็เรื่องนี้นี่เอง จางเซวียนรีบแสดงจุดยืนทันที "ขอบคุณอาจารย์ครับ ผมชอบจงต้ามาก ชอบอาจารย์และนักศึกษาที่นี่ ชอบโรงอาหารและห้องสมุดที่นี่..."
การเจรจาราบรื่น เลขาธิการ ยิ้ม หัวหน้าก็ยิ้มแก้มปริตาม
หัวหน้าถือ เฟิงเซิง ลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า "เขาว่าอยู่ใกล้น้ำย่อมได้พระจันทร์ก่อนใคร มา พ่อนักเขียนใหญ่ เซ็นชื่อให้ฉันหน่อย"
จางเซวียนรีบลุกขึ้น เดินเข้าไปเซ็นชื่อให้หัวหน้า พร้อมเขียนคำอวยพร
จากนั้นก็เซ็นให้หนังสือของเลขาธิการ พร้อมคำอวยพรเช่นกัน
ตอนนั้นเองเลขาธิการ ก็หยิบกล้องถ่ายรูปออกมาจากลิ้นชัก เปิดประตู แล้วตะโกนเรียกไปข้างนอก "หลู่หนี มานี่หน่อย"
หลู่หนีที่อยู่ห้องพักครูที่ปรึกษาข้างๆ ได้ยินเลขาธิการ เรียก ก็รีบวางงานจุกจิกในมือแล้ววิ่งมาทันที
วิ่งแจ้นมาเลย
"มา หลู่หนี ช่วยถ่ายรูปพวกเราหน่อย"
เบี่ยงตัวให้หลู่หนีเข้ามา เลขาธิการ ปิดประตู ยัดกล้องใส่มือเธอ แล้วเดินไปยืนคู่กับจางเซวียน
หลู่หนีเอ๋อรับประทาน
เธอเห็นจางเซวียนอยู่ในห้องทำงานก็เอ๋อแล้ว เห็นเลขาธิการ ยิ้มแย้มและเป็นฝ่ายขอถ่ายรูปคู่กับจางเซวียน ยิ่งเอ๋อหนักเข้าไปอีก
ตอนนี้ในหัวมีเครื่องหมายคำถามลอยเต็มไปหมด แต่ไม่กล้าพูด
ทำหน้ามึนๆ ย่อตัวลงครึ่งหนึ่ง ปรับโฟกัส "แชะ แชะ" ถ่ายรัวไปสามรูป
เลขาธิการ ถ่ายเสร็จ หัวหน้าถ่ายต่อ
หัวหน้ายืนคู่กับจางเซวียน หลู่หนีก็จัดไปอีก "แชะ" สามรูป
นี่ยังไม่จบ
ถ่ายเดี่ยวเสร็จ ถ่ายรวม
เลขาธิการ กับหัวหน้ายืนประกบข้างจางเซวียนอย่างรู้ใจ หันมายิ้มให้กล้อง
คราวนี้หลู่หนีเริ่มอยู่ไม่สุขแล้ว นี่มันผีบ้าอะไรกัน?
ถ่ายรูปคู่เธอยังพอเข้าใจได้ เพราะยืนซ้ายขวาไม่มีลำดับศักดิ์
แต่ถ่ายรวมตอนนี้ สองคนนั้นกลับให้จางเซวียนเป็นศูนย์กลาง ให้จางเซวียนยืนตำแหน่งตรงกลางเนี่ยนะ?
เธอไปไม่เป็นแล้ว อยากจะตะโกนสักแอะว่า: พวกคุณเป็นบ้ากันไปแล้วเหรอ?
แต่เธอก็แค่คิด ความคิดแวบผ่านไป ก็กลับมาเป็นที่ปรึกษาผู้ว่านอนสอนง่ายคนเดิม ที่ปรึกษาที่เรียกมาก็มา ไล่ไปก็ไป ที่ปรึกษาที่ก้มหน้าก้มตาถ่ายรูปอย่างเรียบร้อย
หลู่หนีไปไม่เป็น จางเซวียนก็พูดไม่ออกเหมือนกัน
ถึงเขาจะมีสถานะเป็นนักเขียน แต่เขาก็รู้กาลเทศะทางสังคมนะ ตอนนี้ยังเรียนไม่จบ อีกฝ่ายยังเป็นอาจารย์ เป็นผู้ใหญ่ ถ่ายรูปรวมครั้งแรกจะกล้ายืนตรงกลางได้ยังไง?
จะยืนตรงกลางได้ยังไง?
จางเซวียนกลัวว่าถ้าวันนี้ตัวเองยืนตรงกลาง หัวหน้ากับเลขาธิการ กลับบ้านไปคืนนี้คงนอนไม่หลับ กลัวว่าบรรพบุรุษของพวกเขาจะงัดฝาโลงลุกขึ้นมาด่าว่า: ไอ้ลูกหลานอกตัญญู!
ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง จางเซวียนรีบปฏิเสธทันที...
จากนั้นเลขาธิการ กับหัวหน้าก็ช่วยกันปฏิเสธ...
หลู่หนียืนอยู่ตรงประตู มองดูคนสามคนที่รักกันปานพี่น้อง คุยหัวร่อต่อกระซิกเกี่ยงกันไปมาด้วยความตกตะลึงอ้าปากค้าง...
เธอรู้สึกว่าโลกนี้แม่งช่างเหมือนละครฉากหนึ่ง รู้สึกว่าโลกนี้ช่างจอมปลอมสิ้นดี!
หลังจากถกเถียงกันตามมารยาท ในที่สุดจางเซวียนก็ได้ยืนริม เลขาธิการ ยืนตรงกลาง หัวหน้ายืนอีกฝั่ง
รอบนี้หลู่หนีกดชัตเตอร์รัวๆ ห้าภาพรวด
ธุระเสร็จ ถ่ายรูปเสร็จ ตอนจางเซวียนจะกลับ เลขาธิการ ตบไหล่จางเซวียน พูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่นดุจสายลมฤดูใบไม้ผลิว่า
"คุณคือนักเขียนใหญ่คนแรกที่เดินเข้ามาในห้องทำงานของฉันนะ"
คำพูดนี้รับมุขยาก จางเซวียนกระพริบตาปริบๆ แล้วเดินจากไป
นักเขียนใหญ่? ในหัวหลู่หนีมีเครื่องหมายคำถามลอยมาเป็นแพอีกแล้ว
จางเซวียนไปแล้ว ตอนนี้หัวหน้าเปลี่ยนจากท่าทีสบายๆ เมื่อครู่ มาเป็นสีหน้าเคร่งขรึม พูดกับหลู่หนีอย่างเป็นงานเป็นการว่า "เรื่องวันนี้จำไว้ให้เป็นความลับนะ"
เห็นหลู่หนีสงสัย หัวหน้าหยิบ เฟิงเซิง ส่งให้เธอ "จางเซวียนคือผู้แต่งต้นฉบับหนังสือเล่มนี้ เป็นอัจฉริยะที่หาตัวจับยาก"
หลู่หนีรับหนังสือมาดู ก็ต้องสะดุ้งโหยง นี่มัน เฟิงเซิง ไม่ใช่เหรอ?
นี่มันหนังสือที่เหล่าเติ้งอ่านอยู่ช่วงนี้ไม่ใช่เหรอ?
นี่มันหนังสือที่ตาแก่ที่บ้านอ่านที่หน่วยงานไม่ใช่เหรอ?
จางเซวียนเป็นคนเขียน?
หลู่หนีมองเลขาธิการ กับหัวหน้าอย่างไม่เข้าใจ
เลขาธิการ ยิ้มบอก "กลับไปหาอ่านหนังสือพิมพ์เยอะๆ"
หัวหน้าพูดเสริมขึ้นมาว่า "หลู่หนีเอ๊ย เรื่องที่จางเซวียนมีแฟน เรื่องนี้คุณไม่ต้องไปยุ่งแล้วนะ ปัญญาชนน่ะนะ ล้วนมีอารมณ์สุนทรีย์ ไม่พูดเรื่องรัก ไม่พรรณนาเรื่องใคร่ มันยากจะสร้างสรรค์ผลงานชั้นยอด
คุณดูไป๋ลู่หยวน คุณดูเฟ่ยตู แล้วดูโลกธรรมดา สิ ล้วนเป็นงานที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกทั้งนั้น..."
หลู่หนี "......"
คิดในใจว่าตอนนั้นคุณไม่ได้มีท่าทีแบบนี้นี่นา
คิดในใจว่าตอนนั้นคุณเป็นคนเตือนฉันยิกๆ ว่าจางเซวียนเป็นนักเรียนของฉัน ให้ฉันคอยกำกับดูแลให้ดี...
หลังจากโดนบ่นพึมพำใส่ชุดใหญ่ หลู่หนีก็ออกมา เดินออกมาจากห้องทำงาน
บนระเบียงทางเดิน เธอเงยหน้ามองฟ้า
ฟ้าก็ยังเป็นฟ้าผืนเดิม เมฆดำปกคลุม ฟ้าแลบฟ้าร้อง ฝนตกเทลงมาอย่างหนัก
เธอมองดูคณะบริหาร อีกครั้ง
คณะบริหาร ก็ยังไม่เปลี่ยน กำแพงแดงกระเบื้องเขียว อาคารเรียนดูเก่าคร่ำคร่าเล็กน้อย นักเรียนหน้าเดิมๆ ยังคงวิ่งเล่นไล่จับกันไปมาตามทางเดิน
เฮ้อ ไม่เปลี่ยน ไม่เปลี่ยนเลย ทุกอย่างยังเหมือนเดิม
หลู่หนีที่จิตใจได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง พอกลับถึงห้องพักครูที่ปรึกษา ก็เริ่มรื้อค้นหนังสือพิมพ์
ตามคำใบ้ของเลขาธิการ เริ่มอ่านจากหนังสือพิมพ์ปลายเดือนมีนาคม
บอกตามตรง พอรู้ว่าจางเซวียนเป็นนักเขียนใหญ่ เธอตกใจยิ่งกว่าเลขาธิการ และหัวหน้าภาควิชาเสียอีก
เพราะเธอรู้ว่านอกจากสถานะนักเขียนแล้ว จางเซวียนยังรวยโคตรๆ อีกด้วย
***
ฮัมเพลงกลับมาถึงชั้นสี่ จางเซวียนในตอนนี้เรียกได้ว่าอิ่มเอิบใจ สดชื่นกระปรี้กระเปร่า
เห็นเขานั่งลง เสี่ยวสืออีพิจารณาเขาอย่างละเอียด จากนั้นก็ล้วงจดหมายลงทะเบียนฉบับหนึ่งออกมาจากกระเป๋า
จดหมายจากปักกิ่ง จดหมายที่ทำให้เธออยากจะแอบแกะดูข้างในใจจะขาด
เหตุผลไม่มีอื่นใด เป็นเพราะหลังจากหยางม่านจิงกลับมาจากมณฑลหูหนานช่วงปีใหม่ เคยเอ่ยถึงคนคนหนึ่ง คนที่ทำให้หยางม่านจิงอิจฉาริษยาเป็นที่สุด หมี่เจี้ยน
ซองจดหมายถูกบีบในมือเล่น ก่อนจะยื่นให้เขา
"จางเซวียน จดหมายนาย!"
จางเซวียนรับจดหมายมา พบว่าเป็นของหมี่เจี้ยน ก็รีบแกะทันที
ยังคงเหมือนเดิม ข้างในมีกระดาษจดหมายแผ่นเดียว
กระดาษจดหมายเขียนไม่เต็มหน้า เขียนไปประมาณสองในสาม
จดหมายแบ่งเป็นสองย่อหน้า
ย่อหน้าแรกใจความประมาณว่า: ได้รับนิตยสารตัวอย่าง เฟิงเซิง แล้ว ขอบคุณมาก เธอจะตั้งใจอ่าน
ย่อหน้าเปที่สองเนื้อหายาวกว่าหน่อย นอกจากเล่าเรื่องสัพเพเหระในมหาวิทยาลัยสั้นๆ แล้ว หมี่เจี้ยนยังบอกว่าช่วงนี้อ่านหนังสือพิมพ์ทุกวัน คอยติดตามเรื่องของเขา ดีใจกับความสำเร็จที่เขาได้รับจากใจจริง...
หมี่เจี้ยนก็ยังเป็นหมี่เจี้ยน ไม่เคยใช้คำพูดฟุ่มเฟือย ไม่ประดิษฐ์ประดอยถ้อยคำ ทุกตัวอักษรทุกประโยคเน้นความเรียบง่ายและใช้ได้จริง
แต่ทุกตัวอักษร ทุกประโยคกลับเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกจางๆ เปี่ยมไปด้วยความห่วงใยจางๆ
จางเซวียนอ่านสองรอบ อ่านจนเคลิ้ม
เสี่ยวสืออีนั่งเรียนอย่างตั้งใจอยู่ข้างๆ หางตาชำเลืองมองเขา แล้วก็ชำเลืองมองเขา
สุดท้ายฉีกกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่ง เขียนว่า: นี่จดหมายจากกิ๊กเก่าคนไหน?
เขียนเสร็จ เสี่ยวสืออีขยำกระดาษเป็นก้อน ยัดใส่กระเป๋าเสื้อ
ฉีกกระดาษโน้ตอีกแผ่น เขียนอีกว่า: จางเซวียน ทำไมนายถึงหลายใจแบบนี้
เขียนเสร็จ ก็ขยำเป็นก้อน ยัดใส่กระเป๋าเสื้อ
ฉีกกระดาษโน้ตอีกแผ่น เขียนอีก: จางเซวียน หมี่เจี้ยนสวย หรือว่าเหวินฮุ่ยสวยกว่า...
จ้องกระดาษโน้ตนิ่งๆ สามวินาที เสี่ยวสืออีตามองกระดานดำ มือขวาคว้ากระดาษอย่างแนบเนียน ยัดใส่กระเป๋าเสื้อ