บทที่ 264 ยอดขาย 2 ล้านเล่ม
บทที่ 264 ยอดขาย 2 ล้านเล่ม
คุยเรื่องสัพเพเหระจบ ต่อไปทั้งสองคนก็เริ่มคุยเรื่องงาน
เถาเกอพูดอย่างมีความสุขว่า "เธอรู้ไหม การพิมพ์เพิ่ม 5 แสนเล่มครั้งก่อนขายหมดเกลี้ยงแล้วนะ รวมพิมพ์เพิ่มสี่ครั้ง เฟิงเซิง มียอดขายทะลุ 1.17 ล้านเล่มแล้ว
แซงหน้า ไป๋ลู่หยวน ได้สำเร็จ"
จางเซวียนตื่นเต้นมาก รีบถามอย่างอดใจไม่ไหว "รอบนี้พิมพ์เพิ่มเท่าไหร่?"
เถาเกอตอบ "ก็ยัง 5 แสนเล่มเหมือนเดิม"
จางเซวียนพูดติดตลก "ตอนนี้คนในสำนักพิมพ์เหรินหมินเหวินเสวียวิจารณ์ผมว่ายังไงบ้าง? ยังมีใครกล้าพูดไหมว่าเฟิงเซิง แซง ไป๋ลู่หยวน ไม่ได้?แซง เฟ่ยตู ไม่ได้?"
เถาเกอยิ้มแล้วบอกว่า "เรื่องนี้เหรอ ในสำนักพิมพ์มีการถกกันจริงๆ นั่นแหละ เธอดูหนังสือพิมพ์พรุ่งนี้ก็รู้เอง"
จางเซวียนประหลาดใจ "หนังสือพิมพ์พรุ่งนี้?"
เถาเกอบอกว่าใช่
จางเซวียนคาดคั้น "อย่ามาเล่นลิ้น เล่าให้ฟังเดี๋ยวนี้เลย"
เถาเกอไม่สนใจ เปลี่ยนไปพูดเรื่องยอดขายในฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวันแทน
"จากสถิติ เฟิงเซิง พิมพ์ครั้งแรกในฮ่องกง 2 หมื่นเล่ม ขายหมดเกลี้ยงแล้ว
ที่ไต้หวันพิมพ์ครั้งแรก 5 หมื่นเล่ม ถูกกวาดเรียบในหนึ่งสัปดาห์ สองเดือนต่อมาพิมพ์เพิ่มอีก 2 ครั้ง ถึงตอนนี้ที่นั่นขายไปแล้ว 3 แสนเล่ม"
คราวนี้จางเซวียนตกตะลึง ยิ่งกว่ายอดขาย 1.17 ล้านเล่มในแผ่นดินใหญ่เสียอีก!
เขาเผลอขึ้นเสียงสูงถามโดยไม่รู้ตัว "เฟิงเซิง ขายดีในไต้หวันขนาดนั้นเลยเหรอ?"
เถาเกอบอกเขาว่า "ขายดีจริงๆ ตอนที่ข้อมูลนี้ส่งมาจากไต้หวัน พนักงานรับสายยังนึกว่าฟังผิด ตรวจสอบกันตั้งสามรอบ ตอนบรรณาธิการบริหารหงเห็นรายงานข้อมูลชุดนี้ ถึงกับตบโต๊ะดังปัง"
พูดถึงตรงนี้ เถาเกอกดเสียงต่ำลงเพื่อหยอกล้อ "ในที่ประชุมภายในของสำนักพิมพ์เมื่อคืน บรรณาธิการบริหารหงถือข้อมูลชุดนี้ไว้ในมือ วางมาดน่าดูเลยล่ะ
ในหัวพี่ตอนนั้นมีแต่เสียงวิ้งๆ นึกคำบรรยายฉากนั้นได้แค่แปดพยางค์ ฮึกเหิมลำพอง! อวดศักดาบารมี!"
จินตนาการถึงท่าทางวางก้ามของบรรณาธิการบริหารหง จางเซวียนก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
สุดท้ายก็พูดอย่างลำพองใจว่า "ผมกู้หน้าให้เลยใช่ไหมล่ะ"
เถาเกอไม่ขัดคอ ยอตามน้ำว่า "กู้หน้าสุดๆ!"
จางเซวียนถาม "แล้วยอดขายที่ญี่ปุ่นกับฝรั่งเศสล่ะ เป็นไงบ้าง?"
เถาเกอก้มดูข้อมูล "ทางฝรั่งเศสเรื่อยๆ ถึงตอนนี้ขายไปได้แค่ 8,113 เล่ม
แต่ที่ญี่ปุ่น ตลาดนี้เหนือความคาดหมายมาก ดีกว่าที่เราคิดไว้เยอะ"
จางเซวียนรีบถาม "เฟิงเซิง ขายที่ญี่ปุ่นได้เท่าไหร่?"
เถาเกอกล่าว "สองเดือนพิมพ์เพิ่มต่อเนื่อง 3 ครั้ง ตามข้อมูลเมื่อเช้านี้ ขายไปแล้ว 485,611 เล่ม"
จางเซวียนอ้าปากค้าง ไม่อยากจะเชื่อ "4 แสนกว่า? เยอะขนาดนี้เลย ไม่ได้มีอะไรผิดพลาดใช่ไหม?"
เถาเกอตรวจสอบข้อมูลอีกรอบ บอกว่าไม่ผิด
จางเซวียนเดาะลิ้น ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงพูดขึ้นมาช้าๆ ว่า "เฮ้อ! ชื่อเสียงของผมตอนนี้ก็ถือว่าดังข้ามน้ำข้ามทะเลแล้วนะ พี่ว่าข่าวภาคค่ำจะรายงานข่าวผมไหม?"
เถาเกอหัวเราะ "รอให้ยอดขายที่ญี่ปุ่นเธอทะลุ 1 ล้านเล่มกะทันหันสิ ต้องรายงานข่าวเธอแน่"
"4 แสนก็มีแล้ว 1 ล้านจะยังอีกไกลเหรอ พี่คอยดูเถอะ"
"ได้ พี่จะคอยดู"
......
วันต่อมา ไม่มีลม ไม่มีฝน และไม่มีแดด เป็นวันฟ้าครึ้ม
อีก 4 วันจะสอบ
พอจางเซวียนนั่งลงในห้องเรียน หยิบหนังสือออกมาเตรียมทบทวนเนื้อหาสำคัญ เสี่ยวสืออีก็เดินเข้ามา
พอมาถึงข้างกายก็พูดว่า "จางเซวียน หัวหน้าภาควิชาเรียกพบ"
จางเซวียนเงยหน้ามองเธออย่างแปลกใจ "เธอรู้ได้ไงว่าฉันอยู่ที่นี่? นี่ไม่ใช่ห้องเรียนเราสักหน่อย"
เสี่ยวสืออีพูดเนิบๆ "ฉันมาอ่านหนังสือที่นี่ทุกวันแหละ นายเดินเข้ามาชนอกฉันเอง ฉันจะไปมีทางเลือกอะไร?"
จางเซวียน "......"
ผู้หญิงคนนี้โกหกหน้าตายชัดๆ ต้องตามมาจากห้องสมุดแน่ๆ
เฮ้อ เวรกรรม
นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ ดันจองที่นั่งในห้องสมุดไม่ได้มาสามวันติดแล้ว
เดินลงบันไดไปด้วยความสงสัย มาถึงหน้าห้องทำงานหัวหน้าภาควิชาที่ชั้นสอง เคาะประตู
เสียงเคาะดังสองครั้ง ประตูก็เปิดจากด้านใน
หัวหน้าภาควิชายิ้มแย้ม ยังคงกระตือรือร้นเหมือนเดิม "มาแล้วเหรอ นั่งสิ"
จางเซวียนนั่งลงบนโซฟาอย่างเป็นธรรมชาติ สายตาบังเอิญเหลือบไปเห็นกองหนังสือพิมพ์บนโต๊ะทำงาน
พูดไม่ออกทันที!
ว่าแล้วเชียว! หัวหน้าภาควิชาจะมีเรื่องใหญ่โตอะไรมาตามหาตัวเอง ที่แท้ก็เป็นเหตุจากหนังสือพิมพ์นี่เอง
ดูสิว่าพาดหัวข่าวแต่ละอันเป็นยังไง ไม่มีอันไหนปกติสักอัน
《วีรกรรมอันยิ่งใหญ่! เฟิงเซิง แซงหน้า ไป๋ลู่หยวน จ่อคอหอย เฟ่ยตู ยอดขายทะลุ 1.5 ล้านเล่ม!》
《วรรณกรรมบุกตะวันออก! เฟิงเซิง พิชิตญี่ปุ่น!》
《สองฝั่งน่านน้ำพี่น้องกัน เฟิงเซิง ขายดีถล่มทลายในไต้หวัน 4 แสนเล่ม!》
《เฟิงเซิง ฮิตทั่วโลก ทะลุ 2 ล้านเล่ม!》
《ปาฏิหาริย์! เฟิงเซิง ได้รับคัดเลือกเข้าสู่ชุดหนังสือ Penguin Classics ของอังกฤษ》
《ความภูมิใจของชาติ! เฟิงเซิง!》
《ปรมาจารย์วรรณกรรม ซานเยว่!》
《เฟิงเซิง คว้ารางวัลผลงานยอดเยี่ยมสาขา นวนิยาย!》
《หนีควางคุยเฟื่อง: ซานเยว่ ตัวพ่อวงการวรรณกรรมในสายตาผม!》
《หลี่เอ๋าตะโกนบอก: ผมอยากดื่มน้ำชายามบ่ายกับซานเยว่ ผมอยากถกเรื่องผู้หญิงกับซานเยว่!》
......
......
สายตากวาดมองผ่านๆ จางเซวียนถึงกับตาค้าง ถ้าไม่ใช่เพราะหน้าหนา หน้าคงแดงไปแล้ว
ถุย! สื่อพวกนี้หน้าด้านยิ่งกว่าเขาเสียอีก แทบจะไล่ทันเสี่ยวสืออีแล้ว
โดยเฉพาะหลี่เอ๋าคนนี้ คุยเรื่องผู้หญิงน่ะไม่มีปัญหา แต่อย่าตะโกนออกมาสิ
หัวหน้าภาควิชารินชาให้เขา สายตาวิ่งไปรอบๆ หนังสือพิมพ์ แล้วพูดอย่างดีใจว่า
"ยอดเยี่ยมมาก ซานเยว่! ในที่ประชุมมหาวิทยาลัยเมื่อคืน อธิการบดียังจับมือฉันแล้วพูดว่า จงต้าภูมิใจในตัวคุณ"
จางเซวียนยิ้มตาหยี ไม่รับคำ เพราะคำพูดนี้รับยาก
ไม่ว่าเขาจะชมจากใจจริง หรือเยินยอตามมารยาท ตัวเองก็เป็นแค่ผู้น้อย
ทั้งสองคุยเรื่องข่าวในหนังสือพิมพ์กันอยู่ 20 นาที ต่อมาหัวหน้าภาควิชาก็เข้าสู่ประเด็นหลัก
เห็นเพียงหัวหน้าภาควิชาหยิบเอกสารจำนวนหนึ่งออกมา ให้จางเซวียนกรอก
จางเซวียนดูแล้ว ยิ่งพูดไม่ออกเข้าไปใหญ่
อะไรคือทุนการศึกษาแห่งชาติ อะไรคือนักเรียนดีเด่นและนักเรียนตัวอย่าง ทุนการศึกษามหาวิทยาลัย สมาชิกสันนิบาตเยาวชนดีเด่น
นี่กะจะแจกเกียรติยศแจกเงินให้ตัวเองจริงๆ ด้วย!
ภายใต้การชี้แนะอย่างกระตือรือร้นของหัวหน้าภาควิชา จางเซวียนเซ็นชื่อทีละใบ
เพียงแต่สำหรับทุนการศึกษาแห่งชาติ จางเซวียนชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพูดอย่างจริงใจว่า "อาจารย์ครับ อันนี้เก็บไว้ให้คนอื่นเถอะครับ ผมรับมาเยอะจนมืออ่อนแล้ว"
ความหมายแฝงของจางเซวียนก็คือ ผมมีเงิน ไม่ขาดแคลนเงิน เก็บไว้ให้คนที่จำเป็นจริงๆ เถอะ
คำพูดนี้ทั้งสองคนฟังแล้วเข้าใจทันที แต่พูดตรงๆ ไม่ได้ ไม่งั้นความปรารถนาดีของหัวหน้าภาควิชาจะไม่เสียเปล่าเหรอ?
แล้วจะทำให้คนสบายใจได้ยังไง?
หัวหน้าภาควิชาฟังจบ มองเขาอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตบไหล่เขา พูดอย่างมีความสุขว่า "ดี!"
จากนั้นหัวหน้าภาควิชาก็ถามด้วยความเป็นห่วง "หนังสือพิมพ์บอกว่านายกำลังเตรียมหนังสือเล่มใหม่ งั้นนายยังมีเวลาทบทวนบทเรียนไหม?"
จางเซวียนเข้าใจทันที ความหมายของเขาคือถามว่า ต้องการให้ดูแลเป็นพิเศษล่วงหน้าไหม เพราะถ้าคะแนนสอบออกมาแล้วค่อยมาดูแล ทีหลังจะกลายเป็นจุดอ่อนให้คนโจมตีได้
จางเซวียนตอบอย่างมั่นใจ "ขอบคุณอาจารย์ที่เป็นห่วงครับ ช่วงนี้ผมทบทวนบทเรียนตลอด"
หัวหน้าภาควิชาพยักหน้าเบาๆ เห็นได้ชัดว่าพอใจกับคำตอบนี้มาก
จัดการธุระเสร็จ จางเซวียนตอบแทนน้ำใจ เลี้ยงข้าวหัวหน้าภาควิชา
หัวหน้าภาควิชาไม่ปฏิเสธ เพียงแต่เรียกเสี่ยวสืออีมาด้วย
หลังกินข้าว มองส่งหัวหน้าภาควิชาเดินจากไป จางเซวียนถามเสี่ยวสืออี "หัวหน้าภาคเป็นพ่อแท้ๆ ของเธอเหรอ ถึงได้ดีกับเธอขนาดนี้"
เสี่ยวสืออีพูดอย่างร่าเริงโดยไม่รู้สึกละอายแต่กลับภาคภูมิใจว่า "นั่นสิ เดี๋ยวฉันกลับไปถามแม่ดู"
จางเซวียนยอมใจทันที
เดินผ่านประตูทิศใต้ เสี่ยวสืออีพูดว่า "เพิ่งกินข้าวเสร็จ เราไปเดินเล่นกันเถอะ"
จางเซวียนมองตาเธอ แล้วส่ายหน้า
ล้อเล่นน่า ไปเดินเล่นในมหาวิทยาลัยกับเธอ ไม่ใช่หาเรื่องใส่ตัวเหรอ?
มหาวิทยาลัยจะว่าใหญ่ก็ใหญ่ แต่จะว่าเล็กก็เล็ก เกิดไปเจอคนรู้จักของซวงหลิงเข้าจะทำไง
และทุกคนที่สนิทกับซวงหลิง ต่างก็รู้ว่าเขาเป็นแฟนเธอ
เสี่ยวสืออีหน้าตาโดดเด่นขนาดนี้ เดินด้วยกัน ใครบ้างจะไม่เข้าใจผิด?
ยิ่งไปกว่านั้น คณะบริหารธุรกิจก็ลือกันให้แซ่ดเรื่องเขากับผู้หญิงคนนี้อยู่แล้ว ขืนเดินรอบโรงเรียนแบบนี้ มีหวังได้ฟ้าถล่มแน่?
เสี่ยวสืออีทำหน้าน่าสงสาร "ฉันกำลังลดความอ้วน"
จางเซวียนมองหุ่นของเธอ แล้วทำท่าประกอบ "หุ่นเธอระดับสัดส่วนทองคำแล้ว ยังจะลดความอ้วนอีก?"
เสี่ยวสืออีมองเขาแล้วพูดว่า "ก่อนจะหาแฟนได้ ต้องรักษาหุ่นไว้"
จางเซวียนปฏิเสธ "ฉันเหนื่อยแล้ว จะกลับไปพักผ่อน"
เสี่ยวสืออีกล่าว "เหนื่อยบนตัวเธอเหรอ? เพลาๆ บ้างนะ!"
จางเซวียนกลอกตา "หน้าตาและบุคลิกอย่างเธอ ไม่ควรพูดคำพวกนี้เลย เสียของหมด"
เสี่ยวสืออีไม่ถือสา "นายยังไม่ยอมทำความรู้จักฉันให้ลึกซึ้งเลย จะรู้ได้ไงว่าฉันควรพูดคำไหน"
จางเซวียนชะงัก "ก็จริง"
เสี่ยวสืออีพูดว่า "เมื่อวานฉันไปช่วยจัดกิจกรรมที่คณะภาษาต่างประเทศ มีผู้หญิงสวยคนหนึ่งมาถามเรื่องนายกับฉัน"
จางเซวียนแปลกใจ "ฉันไม่ค่อยไปคณะอื่น เธอรู้จักฉันได้ไง?"
เสี่ยวสืออีเหน็บแนม "เธอเห็นนายที่โรงอาหารหลายครั้งแล้ว รักแรกพบกับนายเข้าแล้วสิ"
จางเซวียนพูดว่า "เธอบอกเขาไปสิ ว่าฉันมีแฟนแล้ว"
เสี่ยวสืออีบิดขี้เกียจแล้วพูดว่า "ฉันบอกเธอไปว่า นายมันเจ้าชู้ ดีแต่เปลือก นอนกรนด้วย เธอก็ถามฉันว่า ฉันรู้ละเอียดขนาดนี้ได้ยังไง ฉันเลยบอกเธอไปว่า เรานอนด้วยกันแล้ว"
จางเซวียนจุกจนพูดไม่ออก ขู่ว่า "อย่าไปทำลายชื่อเสียงฉันมั่วซั่วนะ ไม่งั้นฉันจะตี... แม้แต่ตัวเองฉันก็ตี"