บทที่ 296 เพียงแค่เห็นแผ่นหลังก็ฟันธงได้แล้ว [ฟรี]

บทที่ 296 เพียงแค่เห็นแผ่นหลังก็ฟันธงได้แล้ว [ฟรี]
หลิวอี๋สงสัย "ลุงซุน ข่าวใหญ่อะไรคะ?"
ลุงซุนชี้ไปที่ชายวัยกลางคนข้างๆ แล้วบอกว่า
"คราวนี้คนขายเนื้อแซ่เผยแกไปรับหมูที่อำเภอหุย ได้ยินข่าวใหญ่มา
เมืองซ่าวของเรามีเศรษฐีสิบล้านแล้วนะ สุดยอดไปเลย!"
พอเห็นหลิวอี๋มองมา คนขายเนื้อแซ่เผยก็ทำท่าทางประกอบเล่าอย่างออกรส
"จะบอกให้นะ เที่ยวนี้ฉันไปรับหมูที่อำเภอหุย ได้ยินเขาเล่าลือกันให้แซ่ดว่าที่อำเภอหุยมีนักเขียนใหญ่คนหนึ่ง แค่เขียนหนังสือก็โกยเงินได้เป็นสิบล้านแล้ว
ได้ยินว่าตอนนี้กำลังลุ้นรางวัลวรรณกรรมอะไรสักอย่างอยู่ รางวัลนั้นชื่ออะไรนะ ชื่ออะไรเหมาๆ สักอย่าง..."
ขี้เมาข้างๆ รับมุก "รางวัลเหมาไถ?"
"ฮ่าๆๆ..." คนกลุ่มนั้นหัวเราะกันครื้นเครงเหมือนหมูร้อง
หญิงสาวแม่ลูกอ่อนคนหนึ่งพูดแทรกขึ้นมา "เรื่องนี้ฉันรู้ ฉันอ่านหนังสือพิมพ์ คุณหมายถึงรางวัลวรรณกรรมเหมาตุ้นที่ลงข่าวในหนังสือพิมพ์ใช่ไหม?"
คนขายเนื้อแซ่เผยเหลือบมองแม่ลูกอ่อน แล้วก็แอบมองหน้าอกเธอไปด้วย ชูนิ้วโป้งให้ "ใช่ๆๆ อันนั้นแหละ รางวัลวรรณกรรมเหมาตุ้นนั่นแหละ"
หลิวอี๋ตกใจ "นักเขียนใหญ่ชื่อซานเยว่ที่ลงหนังสือพิมพ์บ่อยๆ เป็นคนเมืองซ่าวเหรอ?"
คนขายเนื้อแซ่เผยตอบ "ก็ใช่น่ะสิ ข่าวใหญ่ขนาดนี้ คนในเมืองอย่างพวกเรายังไม่รู้เรื่องเลย แต่คนอำเภอหุยเขารู้กันหมดแล้ว ฉันไปทางไหนก็ได้ยินเขาคุยกันเรื่องนี้
เขาว่ากันว่านักเขียนใหญ่คนนั้นเกิดมาก็ไม่ธรรมดา เป็นอัจฉริยะ เป็นเทพเหวินชวี่ซิง ลงมาจุติ"
ฟังคนขายเนื้อแซ่เผยโม้ไปเรื่อย หลิวอี๋ฟังจนมึนไปหมด
เธอคาดไม่ถึงเลยว่า นักเขียนใหญ่ "ซานเยว่" ที่ลูกสาวชอบติดตามข่าวสาร จะเป็นคนเมืองซ่าว!
ถ้าไม่ใช่เพราะคนขายเนื้อแซ่เผยพูดยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะ พูดจามีหลักการ หลิวอี๋คงคิดว่ากำลังฟังนิยายอยู่แน่ๆ
ตอนนั้นเองแม่ลูกอ่อนดูจะสนใจนักเขียนใหญ่คนนี้มาก ถามคนขายเนื้อต่อ "ซานเยว่คนนี้อายุเท่าไหร่ เป็นคนที่ไหนของอำเภอหุย?"
คนขายเนื้อแซ่เผยแอบมองหน้าอกแม่ลูกอ่อนอีกรอบ ตอบว่า "เป็นคนตำบลเฉียน ส่วนอายุเท่าไหร่นั้น อันนี้ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน"
แม่ลูกอ่อนงง "ข่าวใหญ่ขนาดนี้ ไม่มีใครรู้อายุเขาเลยเหรอ?"
คนขายเนื้อแซ่เผยส่ายหน้า "ไม่ใช่ไม่มีใครรู้ แต่แต่ละคนพูดไม่เหมือนกันเลย บางคนบอกซานเยว่อายุ 40 กว่า บางคนบอกเพิ่งสิบกว่าขวบ บางคนก็บอก 20 แต่ส่วนใหญ่บอกว่า 30 กว่า ฉันฟังจนมึนไปหมด ไม่รู้ว่าอันไหนจริงอันไหนเท็จ ไม่เชื่อพวกคุณคอยดูสิ อีกไม่นานข่าวก็คงแพร่มาถึงในเมืองเองแหละ"
ด้วยประเด็นเรื่องอายุ และตำนานเศรษฐีสิบล้าน กลุ่มคนที่หน้าร้านค้าก็เริ่มจับกลุ่มถกเถียงกันอย่างดุเดือดอีกครั้ง
หลิวอี๋ฟังด้วยความตกตะลึงอยู่พักหนึ่ง แต่พอพบว่าคนพวกนี้ก็รู้แค่ผิวเผิน จึงหมดความสนใจที่จะฟังต่อ
เดินเข้าไปในร้าน หลิวอี๋ซื้อแป้งข้าวเหนียวสำหรับทำบัวลอย ซื้อน้ำตาลอ้อยก้อน แล้วก็ซื้อเครื่องเคียงอีกนิดหน่อย รีบกลับบ้าน
มองดูสามีที่กำลังแกะสลักอย่างตั้งใจ หลิวอี๋วางตะกร้ากับข้าว เดินมาที่โต๊ะรับแขก หยิบหนังสือพิมพ์ฉบับเก่าๆ มาอ่านอีกครั้ง
อ่านข่าวที่เคยอ่านไปแล้วซ้ำอีกรอบ
อ่านไปได้ครึ่งทาง จู่ๆ หลิวอี๋ก็พูดกับหมี่เพ่ยว่า "คุณรู้ไหมเมื่อกี้ฉันออกไปได้ยินอะไรมา?"
"อะไรเหรอ?" หมี่เพ่ยขานรับ แต่ตายังจ้องงาน
หลิวอี๋ถือหนังสือพิมพ์เดินไปหาหมี่เพ่ย "เขาลือกันว่า ซานเยว่ในหนังสือพิมพ์เป็นคนเมืองซ่าว"
"หือ? ห๊า!!!"
ตอนแรกหมี่เพ่ยไม่ได้สนใจ แต่พอตั้งสติได้ก็ถามด้วยความแปลกใจ "คนเขตไหนของเมืองซ่าว? เขตต้าเซียง? เขตเป่ยถ่า หรือเขตซวงชิง?"
หลิวอี๋ตอบ "ไม่ใช่คนในเมือง เห็นว่าเป็นคนอำเภอหุย"
"อำเภอหุยตรงไหน?"
"ตำบลเฉียน อำเภอหุย"
หมี่เพ่ยหยุดมือ "ตำบลเฉียน? ตำบลที่ตู้ซวงหลิงกับหยางหย่งเจี้ยนอยู่เหรอ?"
หลิวอี๋พยักหน้า "ตำบลเฉียนเดียวกันนี่แหละ จางเซวียนก็อยู่ตำบลนี้"
พูดถึงตรงนี้ หลิวอี๋นิ่งคิดอยู่นาน แล้วเงยหน้าบอกสามี "คุณสังเกตไหม ปิดเทอมนี้ทั้งเทอม เจี้ยนเป่าทำอยู่เรื่องเดียวทุกวัน คืออ่านหนังสือพิมพ์อ่านข่าว อ่านข่าวเกี่ยวกับ 'ซานเยว่'"
หมี่เพ่ยเข้าใจทันที "คุณกำลังจะบอกว่าลูกอาจจะรู้ว่า 'ซานเยว่' คือใคร?"
หลิวอี๋ตอบ "ฉันก็คิดแบบนั้นแหละ"
พูดพลาง หลิวอี๋ใช้นิ้วชี้จิ้มไปที่คำว่า "ซานเยว่" บนหนังสือพิมพ์แล้วพูดว่า
"ตามที่คนขายเนื้อแซ่เผยเล่า ข่าวลือที่อำเภอหุยบอกว่าซานเยว่อาจจะเป็นนักเขียนอัจฉริยะอายุราวๆ 20 ปี"
หมี่เพ่ยฟังแล้วอึ้งๆ รับหนังสือพิมพ์มาอ่านข่าวอีกรอบ สุดท้ายถาม "คุณคงไม่ได้สงสัยว่าจางเซวียนคือซานเยว่หรอกนะ?"
หลิวอี๋มองหน้าสามี "เมื่อกี้ฉันแวบความคิดนี้ขึ้นมาเหมือนกัน"
หมี่เพ่ยพยายามนึกภาพจางเซวียน "อายุน้อยขนาดนี้ คุณว่าจะเป็นไปได้เหรอ?"
หลิวอี๋ส่ายหน้า "ฉันไม่เชื่อ"
หมี่เพ่ยก็พูดเสริม "ถึงผมจะยังไม่เคยอ่านหนังสือของนักเขียนคนนี้ แต่ดูจากการรายงานข่าวที่ยกย่องซะขนาดนี้ ถึงขั้นลุ้นรางวัลวรรณกรรมสูงสุดของจีนอย่างรางวัลเหมาตุ้น จะเป็นไปได้ยังไงที่คนอายุ 20 จะเขียนออกมาได้?"
หลิวอี๋เห็นด้วย แล้วก็พูดขำๆ ตัวเองว่า "บอกตามตรง ตอนที่ฟังคนขายเนื้อแซ่เผยบอกว่าหนังสือเล่มนี้อาจจะเขียนโดยคนหนุ่มอายุ 20 แวบแรกในหัวฉันดันนึกถึงจางเซวียนขึ้นมาเฉยเลย"
หมี่เพ่ยหัวเราะ วางหนังสือพิมพ์ลง ก้มหน้าทำงานต่อ
แต่ผ่านไปไม่กี่นาที เขาหันกลับมาสั่งหลิวอี๋ที่ยังนั่งอ่านข่าวหนังสือพิมพ์อยู่บนโซฟา
"เมืองซ่าวมีคนเก่งขนาดนี้ ผมชักอยากรู้อยากเห็นแล้วสิ คุณไปร้านหนังสือซื้อหนังสือมาสักสองเล่ม คืนนี้ว่างๆ ผมจะลองอ่านดู"
"ได้" หลิวอี๋ลุกขึ้น
พูดจริงๆ ในใจเธอก็คันยุบยิบเหมือนกัน ถึงสามีไม่บอก เธอก็ตั้งใจจะออกไปซื้ออยู่แล้ว
...
ร้านหนังสือซินหัว
หลิวอี๋ไม่ได้มาที่นี่นานแล้ว พบว่าร้านหนังสือซินหัวไม่เหมือนเมื่อก่อน คนแน่นร้านไปหมด
หน้าร้านมีใบปลิวเขียนด้วยมือบนกระดาษสีแดงแปะอยู่ บนนั้นเขียนรายชื่อหนังสือขายดี 10 อันดับประจำไตรมาส
หลิวอี๋กวาดตามอง อันดับหนึ่งคือ เฉียนฟู ที่ถูกพูดถึงในหนังสือพิมพ์บ่อยๆ
อันดับสองคือ เฟิงเซิง
อันดับสามคือ ไป๋ลู่หยวน
...
ไล่ดูตั้งแต่อันดับหนึ่งถึงสิบด้วยความสนใจ จากนั้นหลิวอี๋ก็เดินไปเลือกหนังสือที่ชั้นวาง
เธอเจอ เฟิงเซิง เป็นเล่มแรก หยิบขึ้นมาลองชั่งน้ำหนักดู แล้วก็เปิดอ่าน
แค่มองแวบเดียว!
แค่แวบเดียว!
สมองของหลิวอี๋ก็เริ่มส่งเสียงวิ้งๆ เหมือนผึ้งบินว่อน!
หน้าปกของ เฟิงเซิง เป็นโทนสีดำ เพื่อสื่อถึงความยากลำบากของงานจารกรรมในยุคนั้น
สิ่งที่ทำให้หลิวอี๋ไม่อยากจะเชื่อและตกตะลึงคือบุคคลบนหน้าปก
ถึงแม้จะเป็นแค่แผ่นหลัง เป็นแผ่นหลังที่สวมเสื้อโค้ทตัวยาวสีดำ แต่หลิวอี๋มองปราดเดียว ก็รู้สึกว่าเหมือนจางเซวียน
มองซ้าย ก็เหมือนจางเซวียน
มองขวา ก็ยังเหมือนจางเซวียน
หลิวอี๋เงยหน้ามองผู้คนรอบกาย เอามือทาบอก วินาทีนี้เธอรู้สึกว่าหัวใจเต้นโครมคราม!
แทบจะกระดอนออกมาทางปาก!
ก้มลงมอง เฟิงเซิง ในมืออีกครั้ง หลิวอี๋สูดหายใจลึกๆ แล้วเริ่มหา เฉียนฟู
แต่หาบนชั้นวางเท่าไหร่ก็ไม่เจอ
เธอถามพนักงานร้านข้างๆ "ขอโทษนะคะ เรื่อง 'เฉียนฟู' อยู่ตรงไหนคะ?"
พนักงานร้านที่โดนถามมาทั้งวันจนเบื่อ ตอนแรกกะจะไม่สนใจ แต่เห็นหน้าตาและบุคลิกดูดีของเธอ จึงตอบตามมารยาท
"หาหนังสือใหม่ของซานเยว่ 'เฉียนฟู' ใช่ไหมครับ มาช้าไปแล้วครับ หมดตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว"
หลิวอี๋แปลกใจ "ขายดีขนาดนั้นเลย?"
พนักงานตอบ "ขายดีจริงๆ ครับ เดือนนี้หนังสือขาดตลาดตลอด"
หลิวอี๋ถาม "ของจะมาอีกทีเมื่อไหร่คะ?"
ปกตินิสัยเธอถ้าซื้อไม่ได้ก็คงไม่เซ้าซี้แล้ว แต่พอมองแผ่นหลังบนปก เฟิงเซิง หลิวอี๋ก็ถามออกไปอย่างอดไม่ได้
พนักงานบอกเธอว่า "เมื่อวานเราโทรสั่งไปแล้ว ล็อตใหม่กำลังขนส่งมา ถ้าเร็วก็คงมาถึงเร็วๆ นี้แหละครับ แต่ถ้าช้า ก็คงต้องรอพรุ่งนี้เช้า"
ปี๊บๆ... ปี๊บๆๆ...
พูดยังไม่ทันขาดคำ ข้างนอกก็มีเสียงแตรดังขึ้น
ได้ยินเสียงที่คุ้นเคย พนักงานรีบบอกหลิวอี๋ "ดูสิ บังเอิญจริงๆ พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา รถส่งของมาพอดีครับ"
พูดจบ พนักงานก็รีบวิ่งไปช่วยที่หน้าร้าน
หลิวอี๋มองชั้นหนังสือแวบหนึ่ง แล้วก็เดินตามไปที่ประตู
เธอยังไม่จ่ายเงิน ยืนรออยู่ที่ประตู
นอกจากเธอแล้ว ยังมีคนอีกหลายคนยืนรออยู่เหมือนกัน
อาจจะเข้าใจหัวอกลูกค้าที่ร้อนใจ ร้านหนังสือซินหัวจึงลดขั้นตอนทุกอย่างลง รีบขน เฉียนฟู ล็อตใหม่ขึ้นชั้นวางทันที
ท่ามกลางผู้คนที่แย่งกันซื้อ หลิวอี๋ก็ซื้อมาได้เล่มหนึ่งตามกระแส
ตอนมา หลิวอี๋เดินทอดน่องอย่างสบายใจ
ตอนกลับ เธอเดินจ้ำอ้าวด้วยความร้อนรน สีหน้าเต็มไปด้วยความซับซ้อน
กลับถึงบ้าน หลิวอี๋ดื่มน้ำชาเย็นไปอึกหนึ่ง แล้วนั่งเหม่อลอยอยู่บนโซฟา
จ้องมองปกหนังสือ เฟิงเซิง ที่วางอยู่บนโต๊ะรับแขกตาไม่กะพริบ
ผ่านไปครู่ใหญ่ หมี่เพ่ยถึงสังเกตเห็นความผิดปกติของภรรยา จึงถามด้วยความเป็นห่วง "คุณเป็นอะไรไป?"
หลิวอี๋กวักมือเรียก "คุณมาดูนี่หน่อย"
หมี่เพ่ยงง "ดูอะไร?"
หลิวอี๋กวักมือเรียกอีก "มาดูเองสิ"
หมี่เพ่ยวางเครื่องมือในมือลง เดินมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
หลิวอี๋ไม่พูดอะไร แค่ชี้นิ้วไปที่แผ่นหลังบนหน้าปก
หมี่เพ่ยมองตามนิ้วไป มองอยู่นานก็ไม่เห็นความผิดปกติ "คุณเจออะไร?"
หลิวอี๋เตือน "คุณดูดีๆ สิ ว่าเหมือนใคร"
"ใครล่ะ?"
หมี่เพ่ยพึมพำกับตัวเอง แล้วก็มองอีกพักหนึ่ง สุดท้ายก็ส่ายหน้า
หลิวอี๋ขมวดคิ้ว "คุณลองนึกถึงแผ่นหลังของจางเซวียนดูสิ"
???
!!!
เครื่องหมายคำถามและเครื่องหมายตกใจเรียงรายผ่านสมอง หมี่เพ่ยหันมามองแผ่นหลังบนหน้าปกอีกครั้ง คราวนี้ความรู้สึกเปลี่ยนไปแล้ว
ผ่านไปเนิ่นนาน...
เนิ่นนาน...
เห็นสามีนิ่งเงียบไปนาน หลิวอี๋อดรนทนไม่ไหวเร่งถาม "เป็นไง พอมองออกหรือยัง?"
หมี่เพ่ยนั่งลงข้างๆ หยิบหนังสือขึ้นมาดู พยักหน้า "เหมือน! เหมือนจริงๆ!"
จากนั้นเขาหันกลับมามองหลิวอี๋อย่างยากลำบาก ถามด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ
"หรือว่าจะเป็นจางเซวียนจริงๆ? ซานเยว่คือจางเซวียน?"
ต่างจากความไม่มั่นใจของสามี น้ำเสียงของหลิวอี๋มั่นใจกว่ามาก "น่าจะใช่เขาแล้วล่ะ ฉันมั่นใจอย่างน้อยแปดสิบเปอร์เซ็นต์"
หมี่เพ่ยเพ่งมองไปที่หนังสืออีกครั้ง "อ๋อ คุณมีหลักฐานอะไร?"
หลิวอี๋นิ่งไปนิดหนึ่ง แล้วพูดว่า "ฉันก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ คุณจำคำพูดที่เจี้ยนเป่าพูดตอนกลับมาจากตำบลเฉียนเมื่อปีก่อนได้ไหม?"
หมี่เพ่ยถาม "คำพูดอะไร?"
หลิวอี๋เล่า "ตอนนั้นฉันถามเจี้ยนเป่าว่า บ้านจางเซวียนฐานะยากจนมากใช่ไหม? เจี้ยนเป่าบอกว่าเป็นเรื่องเก่าแล้ว ตอนนี้จางเซวียนอยู่วิลล่า "
พูดถึงตรงนี้ หลิวอี๋หันไปมองสามี "ตอนนั้นฉันไม่เชื่อ นึกว่าเจี้ยนเป่าพูดปัดๆ ไป แต่ตอนนี้ฉันเชื่อแล้ว คุณลองคิดดูสิ ปีก่อนจางเซวียนยังใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ซอมซ่อ แต่ปีเดียวให้หลัง ก็ได้อยู่วิลล่าแล้ว พลิกฟื้นฐานะจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ภายในปีเดียว คนธรรมดาทำได้เหรอ? ต้องรู้ก่อนนะว่าพ่อเขาเสียไปหลายปีแล้ว พี่สาวคนรองได้ยินเฉินรื่อเซิงบอกว่าหนีตามผู้ชายไป ที่บ้านมีแค่แม่กับพี่สาวคนโต ปกติไม่มีรายได้ที่แน่นอน แค่ปีเดียวจะเปลี่ยนแปลงได้ขนาดนี้ได้ยังไง?"
หมี่เพ่ยย้อนนึกถึงการแต่งตัวของจางเซวียนเมื่อก่อน ถึงจะไม่มีรอยปะชุน แต่ก็เก่าจริงๆ
แล้วนึกถึงการแต่งตัวของจางเซวียนในตอนนี้ เขาอดถอนหายใจไม่ได้
สุดท้าย เขาพูดอย่างจริงจังว่า "ถ้าซานเยว่คือจางเซวียนจริงๆ จางเซวียนเป็นนักเขียนใหญ่จริงๆ งั้นทุกอย่างก็อธิบายได้หมดแล้ว เพียงแต่..."
หลิวอี๋มองเขา "เพียงแต่อะไร?"
หมี่เพ่ยอารมณ์ขึ้นอย่างที่ไม่ค่อยเป็นบ่อยนัก "เพียงแต่อะไรน่ะเหรอ เพียงแต่ว่าหลายปีมานี้ผมใช้ชีวิตเสียเปล่าไปเลยน่ะสิ"
ได้ยินแบบนี้ หลิวอี๋ก็เงียบไป
จากนั้นทั้งสองก็ไม่พูดอะไรกันอีก ต่างคนต่างหยิบหนังสือมาอ่านอย่างรู้ใจกัน
หมี่เพ่ยหยิบ เฟิงเซิง ที่อยู่ใกล้มือมาอ่าน
หลิวอี๋ไม่แย่งสามี หยิบ เฉียนฟู บนโต๊ะมาอ่านแทน
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป หมี่เพ่ยที่นั่งนิ่งไม่ไหวติงเป็นฝ่ายขยับตัวก่อน
หลิวอี๋ถามเขา "หนังสือเป็นไงบ้าง?"
หมี่เพ่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วส่ายหัว "ดี แต่ผมบรรยายไม่ถูกว่ามันดียังไง แต่ก็ยังรู้สึกไม่ค่อยอยากจะเชื่อ หนังสือเล่มนี้เขียนได้รัดกุมมาก ผมไม่สามารถเชื่อมโยงมันเข้ากับเด็กหนุ่มที่ประคองหน้าตู้ซวงหลิงจูบในสวนจื่อเวยคนนั้นได้เลยจริงๆ"
แล้วหมี่เพ่ยก็ถามหลิวอี๋ "คุณเป็นอาจารย์คณะอักษรศาสตร์ ในมุมมองของคุณ 'เฉียนฟู' เล่มนี้เป็นไงบ้าง?"
หลิวอี๋ส่ายหน้าเช่นกัน "มองในมุมมองวิชาการ มันเหนือกว่าที่ฉันจินตนาการไว้มาก ระดับสูงมาก"
พูดจบ สองสามีภรรยามองหน้ากันเลิ่กลั่ก พูดไม่ออก
ไม่รู้จะพูดอะไรดี
สุดท้ายหมี่เพ่ยเป็นคนเปิดปาก "เย็นนี้ไม่กินบัวลอยแล้ว คุณทำกับข้าวดีๆ สักสองสามอย่าง เย็นนี้ชวนจางเซวียนมากินข้าว"
หลิวอี๋เข้าใจทันที สามีอยากจะพิสูจน์ว่าเป็นจางเซวียนจริงหรือเปล่า
ยืนยันว่าจางเซวียนคือนักเขียนใหญ่คนนั้นจริงไหม?
เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้ไม่ออกปากถามจางเซวียน แค่ดูแผ่นหลังก็น่าจะฟันธงเรื่องราวได้แล้ว
หลิวอี๋ลุกขึ้น เตรียมจะไปทำกับข้าวในครัว แต่เดินไปไม่กี่ก้าว เธอก็หันกลับมาบอก "ฉันรับผิดชอบทำกับข้าว เดี๋ยวคุณรับผิดชอบไปลากตัวคนกลับมานะ"
หมี่เพ่ยบอกตกลง "เดี๋ยวผมจะออกไปสืบดูหน่อย เราจะใช้วิธีนั่งรอให้กระต่ายมาชนตอเอง"
...
เกิดอะไรขึ้นในเมืองซ่าว หมี่เจี้ยนไม่รู้ จางเซวียนก็ไม่รู้เช่นกัน
เวลานี้ ทั้งสองคนกำลังขี่จักรยานเคียงคู่กันมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก ตรงไปยังภูเขาใหญ่
มีบทเรียนจากคราวที่แล้ว ครั้งนี้ทั้งสองคุมความเร็วรถ ระมัดระวังตัวมากขึ้น
2 กิโลเมตร ฟังดูเหมือนไกล แต่จริงๆ ขี่จักรยานไม่กี่นาทีก็ถึง
ภูเขาหูสิง (เขารูปเสือ) นี่คือชื่อที่จางเซวียนได้ยินมา
ส่วนทำไมถึงเรียกว่าภูเขาหูสิง ไม่ใช่ภูเขาเมาสิง (รูปแมว) หรือโก่วสิง (รูปหมา) สงสัยคงเป็นเพราะแส้เสือมันแพงกว่า มีสรรพคุณมากกว่ามั้ง
ยังไงซะเขามองดูจากไกลๆ อยู่นาน ก็ยังดูไม่ออกว่าภูเขาลูกนี้มันเหมือนเสือตรงไหน?

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 296 เพียงแค่เห็นแผ่นหลังก็ฟันธงได้แล้ว [ฟรี]

ตอนถัดไป