บทที่ 323 วาจาอันดุเดือด

บทที่ 323 วาจาอันดุเดือด
การกลับมาเกิดใหม่ครั้งนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่จางเซวียนเดินทางออกนอกประเทศ และเป็นครั้งแรกที่บินข้ามทวีป
เขามาเปลี่ยนเครื่องที่ฮ่องกง
ตอนผ่านฮ่องกง จู่ๆ เขาก็นึกถึงโจว ฮุ่ยหมิ่น ที่คอยอยู่เป็นเพื่อนเขาตรงหัวเตียงเสมอมา
เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ เผลอแป๊บเดียว เธอก็ช่วยอุ่นเตียงให้เขามาปีหนึ่งแล้ว
น่าเสียดายที่เขาต้องรีบทำเวลา ไม่มีเวลาแวะพักที่ฮ่องกง
เอาไว้ตอนจะขายเพชรสีแฟนซีรอบหน้า ค่อยแวะมาดูตลาดที่ฮ่องกงก็แล้วกัน
ตามหลักการแล้ว ตลาดเพชรสีแฟนซีในยุคนี้ที่ฮ่องกงน่าจะดีกว่าในจีนแผ่นดินใหญ่
สวี่จื้อไห่เลี้ยงดาราไว้ที่ฮ่องกงคนหนึ่งไม่ใช่เหรอ? น่าจะมีคนรู้จักที่นี่เยอะ ถึงตอนนั้นค่อยให้เขาช่วยก็น่าจะได้
ยังมีหนีควาง อีกคน ที่เขียนชมเชยเขาลงหน้าหนังสือพิมพ์ถึงสองครั้งแล้ว ไปมาหาสู่กันถือเป็นมารยาท ถึงฮ่องกงเมื่อไหร่ค่อยแวะไปนั่งเล่นที่บ้านเขา จิบชา แล้วถือโอกาสลักพาตัวลูกสะใภ้ในอนาคตของเขามาด้วยเสียเลย
แต่ดูจากข่าวซุบซิบ ตอนนี้โจว ฮุ่ยหมิ่นกับหนีเจิ้นเลิกกันแล้ว สาเหตุที่เลิกดูเหมือนจะเป็นเพราะหนีเจิ้นนอกใจไปหาเฉินฝ่าหรง
จังหวะนี้ถ้าจะฉกตัวโจว ฮุ่ยหมิ่นมา ก็ไม่น่าจะเรียกว่าลักพาตัวหรอกมั้ง
แบบนี้เขาเรียกว่าชายมีใจหญิงมีรัก วิสัยของปัญญาชนเจ้าสำราญ
เฮ้อ คิดบ้าอะไรอยู่เนี่ย?
เครื่องบินไต่ระดับขึ้นแล้ว จางเซวียนที่เมารถเมาเรือเป็นทุนเดิมเริ่มรู้สึกวิงเวียนศีรษะอีกครั้ง
คุณปู่ที่นั่งข้างๆ เห็นเขาเมาเครื่องบิน จึงยื่นที่อุดหูให้ พร้อมพูดอย่างใจดีว่า "พ่อหนุ่ม ฟังเพลงสิ เบี่ยงเบนความสนใจหน่อยอาจจะดีขึ้น"
จางเซวียนชำเลืองมอง พบว่าคุณปู่ท่านนี้ทันสมัยไม่เบา นอกจากจะใส่หมวกแก๊ปสีแดงแล้ว ยังพกวอล์กแมน ที่กำลังฮิตสุดๆ ในตอนนี้มาด้วย
"ขอบคุณครับ" จางเซวียนเวียนหัวอย่างหนัก กล่าวขอบคุณคำหนึ่งแล้วก็ไม่เกรงใจอีก
คุณปู่ยิ้มบางๆ เตือนว่า "รัดเข็มขัดให้แน่นขึ้นหน่อย จะรู้สึกสบายตัวขึ้นเยอะ"
จางเซวียนลองทำตาม ก็รู้สึกดีขึ้นมากจริงๆ
คุณปู่ถามเขา "ไปเรียนต่อที่อังกฤษ หรือไปเที่ยว?"
จางเซวียนตอบไปตามน้ำ "ไปเที่ยวครับ ไปดูฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ฟังคอนเสิร์ต"
พอได้ยินเรื่องฟุตบอล คุณปู่ก็สนใจขึ้นมาทันที "ชอบทีมไหนล่ะ?"
จางเซวียนตอบ "แมนยู"
พอเจอความสนใจที่ตรงกัน คนแปลกหน้าสองคนก็คุยกันถูกคอแบบถามคำตอบคำ จางเซวียนค่อยๆ กลับสู่สภาวะปกติ
เมื่อเครื่องบินไต่ระดับถึงชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ มองดูดวงอาทิตย์สีทองอร่ามด้านนอกสักพัก เขาก็เผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน ในช่วงกึ่งหลับกึ่งตื่น คุณปู่ก็ปลุกเขา บอกว่าถึงลอนดอนแล้ว
ได้ยินดังนั้น จางเซวียนมองลอนดอนจากมุมสูง พบว่าลอนดอนในยุคนี้กับยุคหลังมีความแตกต่างกันพอสมควร
ตึกระฟ้าที่เป็นแลนด์มาร์กสูงเสียดฟ้ายังมองไม่เห็นเท่าไหร่ กลับกลายเป็นสถาปัตยกรรมย้อนยุคและตรอกซอกซอยที่สลับซับซ้อน ก่อตัวเป็นภาพวาดฝาผนังแห่งเมืองใหญ่
...
ลอนดอน สนามบินฮีทโธรว์
ลงจากเครื่องบิน ผ่านการตรวจหนังสือเดินทางเรียบร้อย จางเซวียนก็เดินตามฝูงชนออกจากสนามบิน
คุณปู่โบกมือลาเขาในตอนนี้ "พ่อหนุ่ม ขอให้เที่ยวให้สนุกนะ"
"ครับคุณปู่ ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพนะครับ"
ท้องฟ้าข้างนอกสีครามสดใส เมฆขาวลอยสูง พอมองออกไปเห็นแต่ฝรั่งผมทองตาฟ้าเต็มไปหมด หน้าอกตู้ม สะโพกดินระเบิด ขาก็ใหญ่
เวลาเดินทีเนื้อตัวสั่นกระเพื่อม แต่อากาศสดชื่นดีจริงๆ
เมื่อค่อยๆ เข้าใกล้ทางออก ในขณะที่จางเซวียนกวาดสายตาเริ่มมองหาลี่ลี่ซือที่มารอรับ
ลี่ลี่ซือ เหมือนจะมีเซนส์สัมผัสได้ สายตาของเธอข้ามผ่านน้ำผ่านทะเลมาตกกระทบใบหน้าของจางเซวียนท่ามกลางฝูงชนได้อย่างแม่นยำ
ท่ามกลางผู้คนนับร้อย ทั้งสองคนมองตากันอย่างรู้ใจ จ้องมองกันเงียบๆ
สังเกตเห็นว่าสีหน้าของลี่ลี่ซือดูผิดปกติ เลี่ยวอวิ๋น และเซี่ยฉี ที่มาด้วยกันก็มองตามสายตาของเธอไปจนเห็นจางเซวียน
เซี่ยฉีเพิ่งเคยเห็นจางเซวียนตัวจริงเป็นครั้งแรก กระซิบยิ้มๆ กับเลี่ยวอวิ๋นว่า "น้าเล็กคะ นี่เหรอคะคนที่น้าบอกว่าหน้าตาพอใช้ได้ หนูว่าหล่อมากเลยนะเนี่ย ดูมีมาดดีออก"
เลี่ยวอวิ๋นไม่ส่งเสียง สายตามองตามลี่ลี่ซือที่จู่ๆ ก็พุ่งตัวออกไปหาจางเซวียนราวกับบินได้
ส่วนสูง 173.5 เซนติเมตร คือข้อได้เปรียบ ขาเรียวยาวคู่นั้นวิ่งไม่กี่ก้าวก็มาถึงตรงหน้าจางเซวียน
เบรกเอี๊ยด!
ลี่ลี่ซือหยุดยืนตรงหน้าจางเซวียน จ้องมองเขาอย่างเหม่อลอย ตื่นเต้นจนพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
ความคิดถึงนั้นช่างลึกลับ มันติดตามตัวไปดั่งเงาตามตัว
มองหน้ากันอยู่ไม่กี่วินาที ลี่ลี่ซือที่เมื่อครู่ยังพยายามข่มอารมณ์ตัวเองอยู่ วินาทีถัดมาก็ควบคุมไม่อยู่แล้ว ความรู้สึกถาโถมราวกับสึนามิ ท่วมท้นฟ้าดิน ไร้ซึ่งความเกรงกลัว มุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างเดียว
กระโจนเข้าใส่ทีเดียว ลี่ลี่ซือมุดเข้าไปในอ้อมกอดของจางเซวียน สองแขนกอดรัดเขาไว้แน่น
กอดเขาไว้แน่น
แก้มแนบแก้ม ไม่ยอมคลายออกแม้แต่น้อย
เนิ่นนาน
เนิ่นนานหลังจากนั้น...
ลี่ลี่ซือที่นิ่งไปนานก็เริ่มขยับ ตัวเธอจุ๊บจางเซวียนเบาๆ ทีหนึ่ง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยรสรักว่า
"ใครกันที่บอกว่าไม่ได้เจอกันหนึ่งวันเหมือนห่างกันสามฤดูใบไม้ร่วง ฉันรู้สึกว่าไม่ได้เจอกันหนึ่งวันเหมือนห่างกันพันปีเลย จางเซวียน ฉันไม่ได้เจอนายมาตั้งหลายพันปีแล้ว ฉันคิดถึงนายเหลือเกิน"
ตอนนั้นเองเลี่ยวอวิ๋นกับเซี่ยฉีก็เดินตามมาถึงแล้ว ยืนอยู่ข้างๆ พอเห็นลี่ลี่ซือทำเมินพวกตน ก็แสดงสีหน้าหลากหลายอารมณ์
เลี่ยวอวิ๋นสูดหายใจลึก ยืนนิ่งไม่พูดจา ปล่อยให้หัวใจเต้นระรัวไปตามแรงอารมณ์
ตรงข้ามกับความเงียบงันของเลี่ยวอวิ๋น เซี่ยฉีกลับยิ้มแย้มตลอดเวลา สุดท้ายยังถ่ายรูปทั้งสองคนเก็บไว้ด้วยความนัยแฝง
ชำเลืองมองเลี่ยวอวิ๋นกับเซี่ยฉีแวบหนึ่ง จางเซวียนก็อ้าแขนกอดลี่ลี่ซือตอบ
จากนั้นกระซิบข้างหูว่า "นี่คุณหนูครับ ช่วยดูสถานที่หน่อยได้ไหม แม่เธอใช้สายตาเชือดเฉือนฉันจนจะแหลกเป็นชิ้นๆ อยู่แล้ว"
ลี่ลี่ซือบิดตัวไปมา จูบเขาอีกทีแล้วพูดว่า "แหลกเป็นชิ้นๆ ก็แหลกไปสิ กลัวอะไร!
แม่ใช่ว่าจะไม่เคยเห็นเราเป็นแบบนี้ซะหน่อย ตอนนั้นเรายังจูบกันเลยนี่นา ถ้ายังไม่ชิน ดูบ่อยๆ เดี๋ยวก็ชินไปเอง
หรือจะหาที่หลบมุมกันสักหน่อย เดี๋ยวค่อยออกมาก็ได้"
ฟังดูสิ ฟังวาจาอันดุเดือดนี่สิ ฟังคำพูดอกตัญญูนี่สิ
จางเซวียนแทบจะอายุสั้นลงไปหลายปี
เซี่ยฉีกุมท้องขำแทบไส้ขาด
คิ้วของเลี่ยวอวิ๋นขมวดเข้าหากันเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น แต่วินาทีถัดมาก็เลือนหายไป
เธอรู้อยู่แล้วว่าลูกสาวชอบจางเซวียนมาก แต่ดูจากสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว เธอยังประเมินระดับความชอบนั้นต่ำไป
อย่างไรก็ตาม ลี่ลี่ซือก็ยังเป็นคนฉลาด ถึงปากจะพูดแบบนั้น ถึงฝีปากจะไม่ยอมคน แต่ก็ยอมผละออกจากจางเซวียน
ลี่ลี่ซือถามด้วยความเป็นห่วง "นายนั่งเครื่องบินมาตั้งนาน หิวแล้วใช่ไหม?"
จางเซวียนพยักหน้า ตอบตามตรง "หิวมากจริงๆ"
ได้ยินดังนั้น เจ้าบ้านอย่างเซี่ยฉีจึงเอ่ยถามขึ้นบ้าง "เธออยากกินอาหารจีน? หรืออาหารฝรั่ง?"
เผชิญหน้ากับสายตาของเลี่ยวอวิ๋นและคณะ จางเซวียนตอบว่า "ได้หมดครับ ผมไม่เลือกกิน"
"ยี้!..."
ลี่ลี่ซือร้องยี้ แล้วตัดสินใจแทนเขา "อย่าไปเชื่อคำพูดเขา เขาเลือกกินจะตาย อาหารจีนที่นี่รสชาติไม่แท้ เดี๋ยวจะกินไม่ลงเอา
ฉันว่าเราไปกินอาหารฝรั่งกันดีกว่า จางเซวียนชอบกินสเต๊ก"
แม้แต่ของโปรดของผู้ชายก็ยังรู้ลึกรู้จริงขนาดนี้ เซี่ยฉียิ้มมองน้าเล็กอย่างขบขัน รู้สึกว่าวันคืนต่อจากนี้คงครึกครื้นน่าดู
เลี่ยวอวิ๋นยังคงเป็นเหมือนเดิม แกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน แกล้งทำเป็นมองไม่เห็น ทักทายจางเซวียนตามมารยาท แล้วเดินนำไปข้างหน้า
จางเซวียนกวาดตามองเลี่ยวอวิ๋นที่เดินนำทาง แล้วกระซิบถาม "แม่เธอดูคุ้นเคยกับที่นี่ดีนะ?"
"แม่เคยเรียนที่ออกซ์ฟอร์ดน่ะ "
"แล้วลูกพี่ลูกน้องเธอล่ะ? เรียนที่ไหน?"
"พี่เขาเรียนที่เดียวกับฉัน จบจากมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูส์ แต่ตอนนี้ทำงานอยู่สถานีโทรทัศน์ในลอนดอน"
"แล้วทำไมเธอไม่มาเรียนที่ลอนดอน ทำไมหนีไปอยู่ทางเหนือโน่น?"
ลี่ลี่ซือทำหน้ามุ่ย "ลอนดอนมีแค่อิมพีเรียลคอลเลจที่ดี แต่คะแนนฉันไม่ถึง
ส่วนมหาลัยอื่นฉันก็ไม่แล"
จางเซวียน "..."

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 323 วาจาอันดุเดือด

ตอนถัดไป