บทที่ 398 หัวอกเดียวกันระหว่างซีเจี๋ยและตู้ยวี่ [ฟรี]
บทที่ 398 หัวอกเดียวกันระหว่างซีเจี๋ยและตู้ยวี่ [ฟรี]
ตู้ซวงหลิงถามเหวินฮุ่ยด้วยความเป็นห่วง "เธอนัดน้ามารับหน้ามหาวิทยาลัยกี่โมง?"
เหวินฮุ่ยตอบ "8:10"
ตู้ซวงหลิงพูด "งั้นก็ใกล้ถึงเวลาแล้วสิ พวกเรารีบไปกันเถอะ"
เหวินฮุ่ยรับคำ แล้วยื่นมือจะไปลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่
"ฉันถือเอง"
เห็นดังนั้น จางเซวียนก็เบียดเธอออกไปจนตัวเธอไปแปะติดกับกำแพง จากนั้นก็หิ้วกระเป๋าเดินทางวิ่งตามตู้ซวงหลิงที่เดินนำหน้าไป
เหวินฮุ่ยที่ถูกเบียดจนติดกำแพงโดยไม่ทันตั้งตัวก้มหน้าเงียบไปไม่กี่วินาที จากนั้นก็ยู่ปากนิดๆ แล้วอมยิ้ม ก่อนจะปิดประตูห้องแล้วเดินตามไปเงียบๆ
"ถึงบ้านแล้วโทรหาฉันด้วยนะ" ตู้ซวงหลิงบอกกับเหวินฮุ่ยที่ขึ้นรถไปแล้ว
"ตกลง ปิดเทอมโทรคุยกันนะ" เหวินฮุ่ยโบกมือลาทั้งสองคนเบาๆ
มองส่งรถตู้จนลับสายตา จางเซวียนก็เอ่ยชวน "ไป สามีจะพาไปดูหนัง"
"ไปดูที่ไหน?"
ตู้ซวงหลิงสอดนิ้วประสานมือกับเขาแนบแน่น ถามด้วยความคาดหวัง
"ก็ต้องโรงหนังอยู่แล้ว นานๆ ทีข้างกายเธอจะไม่มี ตัวถ่วง"
"นายรังเกียจชิงจู๋กับเหวินฮุ่ยเหรอ?"
"ไม่กล้าหรอก"
"นายไม่รังเกียจพวกเธอ?"
"......"
...
วันรุ่งขึ้น อากาศหนาวเย็นลงกว่าเดิม
หน้ามหาวิทยาลัยการแพทย์ภาคใต้
ทันทีที่เห็นหยางหย่งเจี้ยนในชุดเชยๆ จางเซวียนก็ถามด้วยความสงสัย "ซุนจวิ้นไม่มารับเธอเหรอ?"
หยางหย่งเจี้ยนตอบ "ฉันยังไม่ได้คุยกับเขา"
จางเซวียนแซว "เธอทำกับเขาแบบนี้ ระวังเขาไปหาคนอื่นที่เมืองซ่าวนะ"
หยางหย่งเจี้ยนไม่ยี่หระ "หาใหม่ก็หาไปสิ ฉันก็ไม่ได้แคร์สักหน่อย"
ตู้ซวงหลิงควงแขนหยางหย่งเจี้ยน ยิ้มหวานช่วยผสมโรง "นั่นสิ หาใหม่ก็หาไป หย่งเจี้ยนของเราคุณสมบัติดีขนาดนี้ ไม่ต้องกลัวไม่มีผู้ชายหรอก"
จางเซวียนพยักหน้า เห็นด้วยอย่างยิ่ง
ดังนั้นจึงปลอบใจด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลราวสายลมฤดูใบไม้ผลิ "พูดมีเหตุผล เราอย่าไปพูดถึงซุนจวิ้นเลย ซุนจวิ้นทั้งเตี้ยทั้งขี้เหร่ เราไม่เอาเขาแล้ว
ในหมู่บ้านเรายังมีหนุ่มโสดอีกเยอะแยะ หย่งเจี้ยนไม่ต้องรีบร้อน กองหนุน ของเธอแข็งแกร่งมาก เราต้องมีชีวิตอยู่อย่างยืดอกพกความมั่นใจเข้าไว้"
ได้ยินคำพูดนี้ หยางหย่งเจี้ยนโกรธจนหน้าแดง ทั้งกำหมัดทั้งกระทืบเท้า ถ้าสายตาฆ่าคนได้ จางเซวียนคงตายไปเป็นพันครั้งแล้ว
ทั้งสามคนจองตั๋วรถไฟรอบบ่ายสี่โมงกว่า
แต่ยังไงก็ต้องไปถึงก่อนเวลาจะดีกว่า
ใกล้สิ้นปีเข้ามาทุกที คลื่นแรงงานต่างถิ่นที่กระจัดกระจายไปทั่วกำลังเตรียมตัวกลับบ้านฉลองปีใหม่ คนเยอะเบียดเสียด ถ้าไม่ระวังอาจจะโดนเบียดจนแบนแต๊ดแต๋ได้
สถานีรถไฟเต็มไปด้วยฝูงชนหัวดำมืดฟ้ามัวดิน นับไม่ถ้วนว่ามีกี่หัวกันแน่
ปี 1994 กำลังจะผ่านพ้นไป จางเซวียนผู้เร่งรีบ ในใจตอนนี้มีความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
ตาบอดคลำช้าง มองเห็นเพียงบางส่วน การพัฒนาที่รวดเร็ว จนไม่สามารถบรรยายยุคสมัยที่พิเศษนี้ได้หมด
ตัวเขาเองผ่านประสบการณ์จากชนชั้นล่างของสังคม กลายมาเป็นชนชั้นนำ
แต่สุดท้ายก็ยังเป็นคนธรรมดา คนธรรมดาที่ยังยึดติดกับการกินขี้ปี้เยี่ยวและความรักความแค้น ใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาทุกวัน และมีความฝันแบบคนธรรมดา
ชาติที่แล้วเขาปรารถนาให้ชีวิตส่วนตัวร่ำรวย ปรารถนาจะเปลี่ยนโชคชะตาตัวเอง ปรารถนาให้เวลาย้อนกลับ ปรารถนาจะมีลูกที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขากับหมี่เจี้ยนสักคน
ชาตินี้ชีวิตส่วนตัวของเขาร่ำรวยแล้ว โชคชะตาเปลี่ยนไปแล้ว นอกจากความต้องการจะมีลูกกับหมี่เจี้ยน วิสัยทัศน์ของเขาก็กว้างไกลขึ้นอีกหน่อย หวังให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง หวังให้ประเทศยืนอยู่ ณ จุดศูนย์กลางของเวทีโลก
ถ้าไม่ผ่านเหตุการณ์ในโลกอนาคตมาก่อน ก็คงไม่สามารถเชื่อมโยงวิสัยทัศน์ที่ดูยิ่งใหญ่นามธรรมเหล่านี้เข้ากับความรู้สึกส่วนตัวได้
"จางเซวียน! ซวงหลิง!"
ขณะที่จางเซวียนกำลังกันคนเพื่อพาซวงหลิงและหยางหย่งเจี้ยนค่อยๆ เดินฝ่าฝูงชน จู่ๆ ก็มีคนโบกมือเรียกพวกเขาตรงทางเข้าห้องพักผู้โดยสาร
เงยหน้ามองตามเสียงไป ที่แท้ก็ ตู้ยวี่
ข้างกายเธอยังมีรุ่นพี่ผู้ชายผอมสูงยืนอยู่อีกคน
จางเซวียนเดินเข้าไปทักทายรุ่นพี่คนนั้น แล้วถามตู้ยวี่ "คณะแพทยศาสตร์ของพวกเธอสอบเสร็จตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมเพิ่งกลับวันนี้?"
ตู้ยวี่ชี้ไปที่รุ่นพี่ "รุ่นพี่มีธุระนิดหน่อย พวกเราเลยช้าไปสองวัน"
เพื่อนร่วมโต๊ะเก่าคนนี้ยังไม่ตัดใจจากรุ่นพี่อีกเหรอ?
ตู้ซวงหลิงถามตู้ยวี่ "พวกเธออยู่ตู้ไหน?"
ตู้ยวี่หยิบตั๋วรถไฟออกมา "แฟนของรุ่นพี่ใช้เส้นสายช่วยหาตั๋วนอนให้ แล้วพวกเธอล่ะ?"
"พวกเราก็ตั๋วนอนเหมือนกัน"
ตู้ซวงหลิงชะโงกหน้าไปดู แล้วพูดอย่างดีใจ "อุ๊ย อยู่ไม่ไกลกันเลยนะ"
"จริงเหรอ ไหนขอดูของเธอหน่อย" พอรู้ว่าอยู่ไม่ไกลกัน ตู้ยวี่ก็ดูดีใจมาก
รุ่นพี่คนนี้ดูเหมือนจะเกร็งๆ เวลาอยู่ต่อหน้าเขา จางเซวียนเลยแกล้งฉีกยิ้มให้ทีหนึ่ง ก่อนจะชวนทุกคนเดินเข้าไปข้างใน
แม้สถานีรถไฟจะคนแน่นขนัด แต่โชคดีที่รถไฟไม่ดีเลย์
พวกเขารู้จักดูแลกันและกัน ไม่นานก็ขึ้นรถไฟเรียบร้อย
วางสัมภาระเสร็จ สำรวจสภาพแวดล้อมในตู้โดยสาร จางเซวียนก็นั่งริมหน้าต่างมองออกไปข้างนอกตลอด
ไม่ได้เจอกันนาน ตู้ซวงหลิงกับหยางหย่งเจี้ยนนั่งด้วยกัน คุยจ้อไม่หยุด เหมือนมีเรื่องให้คุยกันไม่จบไม่สิ้น
เงี่ยหูฟังอยู่พักหนึ่ง จางเซวียนก็ถามหยางหย่งเจี้ยน "เธอชอบงานที่ทำอยู่ไหม?"
หยางหย่งเจี้ยนใช้นิ้วม้วนผมเปียด้วยความเคยชิน "ฉันว่างานนี้เหมาะกับฉันดีนะ ไม่น่าเบื่อ ได้เรียนรู้อะไรเยอะแยะ
ดูท่าการที่ฉันตัดสินใจทิ้งอาชีพหมอจะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง"
พูดถึงตรงนี้ หยางหย่งเจี้ยนก็เงยหน้ามองเขา พูดอย่างจริงจัง "ขอบใจนะ จางเซวียน ถ้าไม่ได้นายช่วย ฉันคงจะเคว้งคว้างมาก"
จางเซวียนเอนหลังพิงเบาะ โบกมือปัด "พอเลยๆ เราสองคนใครเป็นใคร พูดขอบคุณมันดูห่างเหินไป
ไปทริปฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีมา ได้อะไรกลับมาบ้างไหม?"
"ได้ ได้อะไรเยอะมาก"
พูดจบ หยางหย่งเจี้ยนก็เริ่มเล่าสิ่งที่ได้พบเห็นมาอย่างตื่นเต้น ทำเอาตู้ซวงหลิงข้างๆ อิจฉาตาร้อน
เล่าอย่างออกรสออกชาติอยู่ครึ่งชั่วโมง หยางหย่งเจี้ยนก็ลดเสียงลงพูดกับจางเซวียน "จางเซวียน ฉันมีความคิดหนึ่ง ไม่รู้ว่าจะเวิร์กไหม?"
จางเซวียนเริ่มสนใจ "ความคิดอะไร? ลองว่ามาสิ"
หยางหย่งเจี้ยนสังเกตผู้โดยสารคนอื่น เห็นว่าต่างคนต่างยุ่งเรื่องของตัวเอง
เธอก็พูดว่า "ในเมื่ออาหารนำเข้าพวกนี้กำไรดี ทำไมเราไม่เปิดเพิ่มอีกหลายๆ สาขาล่ะ?
อย่างเช่นที่จงต้าของนาย หรือที่หัวซือต้า หรือมหาวิทยาลัยอื่นๆ ในกว่างโจว
ฉันคิดว่าขอแค่เปิดร้านได้ ธุรกิจต้องไปได้สวยแน่ๆ นายต้องการเงินสดจำนวนมากด่วนไม่ใช่เหรอ พูดจริงๆ นะ วิธีนี้น่าลองดู"
แม่สาวคนนี้ใช้ได้แฮะ ถึงกับคิดเรื่องเปิดร้านสาขา ได้แล้ว
จางเซวียนครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วถาม "ฉันต้องเขียนงาน แล้วยังต้องยุ่งเรื่องห้างสรรพสินค้า ไม่มีเวลาและแรงขนาดนั้นหรอก ฉันเห็นตาเธอเป็นประกาย เธออยากลองทำดูใช่ไหม?"
"ใช่ ฉันอยากลองทำดูถึงได้มาบอกนายนี่ไง" คนคุ้นเคยกันทั้งนั้น หยางหย่งเจี้ยนไม่ปิดบัง พูดความต้องการของตัวเองออกมาตรงๆ
จางเซวียนถาม "เธอต้องเรียนหนังสือนะ จะเอาเวลาและแรงงานมาจากไหนเยอะแยะ?"
หยางหย่งเจี้ยนม้วนผมเปียอีกรอบ "เรื่องนั้นนายไม่ต้องห่วง ฉันจะหาทางเอง ขอแค่นายตกลง ฉันจะไปคุยกับผู้จัดการหลี่เอง"
จางเซวียนจ้องหน้าเธออยู่พักใหญ่ สุดท้ายก็ตกลง "เอางั้นก็ได้ เห็นเธอฮึกเหิมขนาดนี้ ฉันก็ไม่อยากขัดศรัทธา
แต่ฉันขอเตือนเธอสองข้อ: ข้อแรก การเรียนห้ามเสีย
ข้อสอง ปัญหาเรื่องสินค้า อาหารนำเข้าไม่เหมือนของอย่างอื่น ถ้าพวกเธอแก้ปัญหาช่องทางการนำเข้าสินค้าไม่ได้ ก็อย่าเพิ่งรีบขยายสาขาแบบหน้ามืดตามัว"
หยางหย่งเจี้ยนพูดอย่างตื่นเต้น "จางเซวียน ทำไมนายถึงหัวโบราณแบบนี้? ช่องทางการนำเข้าอาหารมันแคบก็จริง แต่นายจะจำกัดความคิดอยู่แค่อาหารนำเข้าไม่ได้นะ
ฉันเคยลองทดสอบในร้านตัวเองแล้ว คัดเลือกขนมในประเทศระดับพรีเมียมมาวางขายมุมหนึ่ง ก็ขายดีเหมือนกัน"
จางเซวียนยอมใจเลย แม่สาวคนนี้ความคิดกว้างไกลจริงๆ นี่มันรูปแบบเริ่มต้นของ ร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมง ชัดๆ
เห็นสีหน้าจริงจังและเต็มไปด้วยความหวังของเธอ ชายวัยกลางคนในร่างเด็กหนุ่มคิดดูแล้ว ในบทสนทนาต่อมา เขาจึงค่อยๆ ป้อนแนวคิดเรื่องร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมงให้หยางหย่งเจี้ยนอย่างแนบเนียน
ตอนแรกหยางหย่งเจี้ยนแค่คิดว่าเป็นไอเดียที่ดี แต่พอคุยไปได้ครึ่งชั่วโมง สาวบ้านนาคนนี้ก็เพิ่งจะเก็ทไอเดียอย่างถ่องแท้ แล้วก็ทิ้งจางเซวียนไว้ข้างหลังทันที ควักกระดาษปากกามาก้มหน้าก้มตาจดบันทึกยิกๆ
เจอคนที่ไม่เกรงใจกันขนาดนี้ จางเซวียนก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนใจ หันไปสบตากับซวงหลิง แล้วชวนคุยเรื่องสัพเพเหระต่อ
รถไฟมุ่งหน้าขึ้นเหนือ
เช้าตรู่ตอนผ่านเขตเมืองเหิงหยาง จางเซวียนตื่นขึ้นมาพบว่าข้างนอกขาวโพลนไปหมด
เขารีบลุกขึ้นมองออกไป ที่แท้หิมะตกนี่เอง
หิมะตกหนักมาก หิมะบนพื้นก็หนามากแล้ว
จังหวะนั้นตู้ยวี่เดินกลับมาจากห้องน้ำพอดี พอผ่านจางเซวียน เห็นว่าตู้ซวงหลิงกับหยางหย่งเจี้ยนยังหลับอยู่ เธอก็กวักมือเรียกจางเซวียนเบาๆ แล้วเดินเลี่ยงไปอีกทาง
จางเซวียนอึ้งไปนิดหนึ่ง ลุกเดินตามไป มองเธอด้วยความสงสัย
ตู้ยวี่ถามเสียงเบา "นายติดต่อกับพี่สาวฉันได้แล้วใช่ไหม?"
ที่แท้ก็เรื่องนี้ จางเซวียนสีหน้าเรียบเฉย ถามกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน "ทำไมถึงถามแบบนี้?"
ตู้ยวี่เงยหน้ามองเขา พูดอย่างมีเลศนัย "เพราะไม่กี่วันก่อน ซีเจี๋ย มาถามเรื่องของนายจากฉันอีกแล้ว
ถึงจะถามอ้อมค้อมเนียนๆ แต่เธออยู่ในที่แจ้ง ฉันอยู่ในที่มืด ย่อมปิดฉันไม่มิดหรอก"
จางเซวียนอยากรู้ "ถามเรื่องอะไร?"
ตู้ยวี่ปากแข็ง "นายตอบคำถามฉันมาก่อน?"
เรื่องนี้ไม่มีอะไรต้องปิดบัง จางเซวียนเล่าเรื่องที่บังเอิญเจอซีเจี๋ยที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งให้ฟังคร่าวๆ เฉพาะส่วนที่เล่าได้
เล่าจบก็เร่ง "เอาล่ะ ฉันพูดจบแล้ว ตาเธอแล้ว พี่สาวเธอถามอะไรเกี่ยวกับฉัน?"
ตู้ยวี่ตอบ "พี่สาวฉันถามเรื่องของนายตอนงานฉลองครบรอบมหาวิทยาลัย"
จางเซวียนสงสัย "เธอไม่ได้เล่าให้ฟังไปแล้วเหรอ?"
ตู้ยวี่ป้องปากขำ "ใช่ ฉันเคยเล่าไปแล้ว แต่ครั้งนั้นฉันเล่าแบบรีบๆ ข้ามรายละเอียดไปเยอะ
ครั้งนี้เพื่อเห็นแก่ความรักของพี่สาว ฉันเลยแกล้งทำตัวเป็นแฟนคลับพันธุ์แท้ของนาย เล่าวีรกรรมของนายในมหาวิทยาลัยให้ฟังอย่างละเอียด
สรุปก็คือ เธอแค่เปิดประเด็นมา ฉันก็ไหลตามน้ำไป
บอกสิ่งที่เธออยากรู้ไปหมดแล้ว ไม่ปล่อยให้เธอลำบากใจต้องถามซ้ำสอง ดูสิฉันเป็นคนรู้ใจคนอื่นขนาดไหน"
จางเซวียน "......"
จางเซวียนถามด้วยความเป็นห่วง "แม่ของซีเจี๋ยอาการดีขึ้นหรือยัง?"
ตู้ยวี่บอก "หายดีแล้ว ออกจากโรงพยาบาลก่อนปีใหม่"
ทั้งสองคุยกันต่ออีกพักหนึ่ง ก่อนจะจบบทสนทนา ตู้ยวี่ก็ดักคอเขาไว้ว่า
"จางเซวียน พี่สาวฉันชอบนายจริงๆ นะ"
จางเซวียน "......"
เห็นเขาเงียบไม่พูดอะไร ตู้ยวี่ก็รวบรวมความกล้าถาม "ถ้าวันไหนนายเลิกกับตู้ซวงหลิง นายจะพิจารณาพี่สาวฉันไหม?"
จางเซวียนกลอกตาบน ตอบอย่างหงุดหงิด "ไม่มีวันนั้นหรอก"
"ฉันหมายถึงสมมุติ"
"ไม่มีสมมุติ ชาตินี้ฉันไม่มีทางเลิกกับซวงหลิงเด็ดขาด"
สีหน้าตู้ยวี่เปลี่ยนไป บีบหน้าเศร้าแสดงความเห็นใจออกมา "งั้นจบกัน พี่สาวฉันคงต้องรอชาติหน้าแล้วล่ะ"
จางเซวียนเห็นแล้วขำ บอกว่า "พอเถอะ อย่าเพ้อเจ้อเลย ห่วงเรื่องตัวเองก่อนเถอะ ฉันดูแล้วเส้นทางรักของเธอก็ดูจะลำบากเหมือนกัน"
ตู้ยวี่เอามือกุมแก้ม เปลี่ยนความเห็นใจผู้อื่นมาเป็นสงสารตัวเอง "นั่นสิ จนป่านนี้ฉันยังไม่มีความคืบหน้าสักนิด
บางทีฉันก็คิดนะ หรือฮวงจุ้ยหลุมศพตายายฉันจะไม่ดี?
ทำไมทั้งฉันทั้งซีเจี๋ยถึงต้องมาแอบรักคนอื่น? แถมยังเป็นการแอบรักที่มองไม่เห็นฝั่งฝัน ไม่มีอนาคตเหมือนกันอีกต่างหาก?"