บทที่ 408 ต้องใช้เหตุผลโน้มน้าวใจ [ฟรี]

บทที่ 408 ต้องใช้เหตุผลโน้มน้าวใจ [ฟรี]
ออกจากบริษัทการค้าต่างประเทศอิ๋งไท่ ก็กลับมาที่ถนนเทียนเหอ เลขที่ 228 อีกครั้ง
มองดูพื้นที่ทำเลทองผืนนี้ จางเซวียนรู้ดีอยู่เต็มอกว่า ตราบใดที่ CBD ของเขาสร้างเสร็จ ทันทีที่เปิดทำการ อย่าว่าแต่เมืองกว่างโจวเลย แม้แต่ในจีนตอนใต้ หรือทั่วประเทศจีน มันจะกลายเป็นสถานที่ที่โอ่อ่า หรูหรา สะดุดตา และเป็นที่จับตามองของคนทั่วโลกอย่างแน่นอน
ถ้าเขาไม่หา "ร่มโพธิ์ร่มไทร" ไว้คอยคุ้มกัน ถึงตอนนั้นถ้ามีคนเกิดอิจฉาตาร้อน อยากขอค่าต๋ง อยากได้หุ้นลมบ้างอะไรบ้าง ด้วยขนาดตัวและสถานะนักเขียนของเขาในตอนนี้ คงต้านทานไม่อยู่แน่
เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต ก็ต้องจัดการปัญหาในตอนนี้ให้สิ้นซากเสียก่อน
เป้าหมายชัดเจน คือต้อง "ตีภูเขาขู่เสือ"!
เมื่อความคิดตกผลึก จางเซวียนจึงเปลี่ยนวิธีการเดิมที่เคยเอาตัวรอดแบบปลอดภัยไว้ก่อน
เพราะคำพูดของหยวนหลานเมื่อครู่เตือนสติเขาว่า ในโลกนี้ไม่มีความเป็นกลาง และไม่มีวิธีเอาตัวรอดแบบปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์
ไม่ว่าจะเป็นระดับบุคคลหรือระดับประเทศ เมื่อเผชิญกับการข่มขู่หรือผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่า คำสัญญาที่เคยให้ไว้มากมายก็จะกลายเป็นเรื่องตลก
ธนาคารสวิสในยุคหลังเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด
คิดได้ดังนี้ จางเซวียนจึงโทรหาเถาเกอ ที่อยู่ไกลถึงอังกฤษ
พอรับสาย เถาเกอก็ถามด้วยน้ำเสียงเนือยๆ ว่า "เธอต้องมีธุระกับพี่แน่ๆ ใช่ไหม?"
จางเซวียนแปลกใจ "พี่รู้ได้ไง?"
"ยากตรงไหน?"
"ลองเดาดูสิ"
เถาเกอหัวเราะ "พี่มาอังกฤษตั้งนานขนาดนี้ เธอไม่เคยถามไถ่สักคำ แสดงว่าเธอเกรงใจพี่ ไม่กล้าถามเรื่องการตีพิมพ์ 'The Windup Girl' ก่อน
และด้วยนิสัยที่ไม่มีธุระไม่เคยโผล่หัวมาของเธอ จู่ๆ โทรมาหาตอนนี้ ก็แปลว่ามีเรื่องแน่นอน"
จางเซวียนเวียนหัว "ในสายตาพี่ ผมดูเป็นคนเห็นแก่ผลประโยชน์ขนาดนั้นเลยเหรอ?"
เถาเกอถามด้วยความขบขัน "ว่ามา มีเรื่องอะไรให้พี่ช่วย?"
จางเซวียนบอกว่า "ไม่มีอะไร แค่อยากคุยเล่น อยากถามไถ่สารทุกข์สุกดิบพี่บ้าง"
เถาเกอไม่หลงกล "ไม่ต้องเลย จะห่วงใยก็ไปห่วงใยลี่ลี่ซือของเธอโน่น ร่างกายร้อยชั่งของพี่ไม่ต้องรบกวนเธอหรอก"
จางเซวียน "......"
เห็นเขาเงียบไป เถาเกอก็ถามด้วยน้ำเสียงมีความหมาย "ทำไมไม่พูดแล้วล่ะ? โดนพี่จับไต๋ได้เลยเขินเหรอ?"
จางเซวียนหน้าด้านตอบว่า "มีอะไรต้องเขิน ผมกำลังเรียนรู้ชีวิตหลากรส เพื่อเอาไปใช้ในการเขียนนิยายต่างหาก"
เถาเกอเหยียด "คนเราพอทำเรื่องหน้าไม่อาย ก็ชอบทำตัวหน้าไม่อายคูณสองเพื่อกลบเกลื่อน นอกจากจะไม่ละอายที่ทำตัวหยาบโลนแล้ว ยังภูมิใจว่าเป็นคนเจ้าสำราญอีก พี่ขอแสดงความยินดีด้วย ตอนนี้เธอเป็นปัญญาชนเต็มตัวแล้ว"
จางเซวียนถ่อมตัว "อย่าชมกันขนาดนั้น ผมยังห่างชั้นกับเหลากัวและคนอื่นๆ อีกเยอะ ขอความกรุณาปากปรานีด้วยครับ"
เถาเกอแซว "ไม่ต้องถ่อมตัว รอเธอรวบหมี่เจี้ยนเข้าฮาเร็มได้เมื่อไหร่ น้องชายพี่ก็จะเป็นปัญญาชนที่มีผู้หญิงสามคน ไม่ด้อยไปกว่าใครแล้ว"
จางเซวียนเลิกคิ้วทำหูทวนลม แล้วเริ่มพูดธุระสำคัญ
หลังจากตั้งใจฟังจนจบ เถาเกอที่เมื่อกี้ยังพูดจาหยอกล้อก็เงียบไปนาน สุดท้ายพูดมาแค่ประโยคเดียว "เธอทำถูกแล้ว พี่จะไปซื้อตั๋วเครื่องบิน รอพี่กลับไปนะ"
รอพี่กลับไป?
จางเซวียนแปลกใจมาก แต่ที่มากกว่านั้นคือความซาบซึ้งใจ
หลังจากวางสายจากเถาเกอ จางเซวียนก็พักหายใจสักครู่ แล้วโทรหาซวงหลิง บอกเธอว่าเขาถึงที่หมายอย่างปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง
วางหูโทรศัพท์ลง จางเซวียนเดินดูรอบๆ บริษัทการค้าต่างประเทศอิ๋งไท่รอบหนึ่ง แล้วรีบบึ่งไปที่โรงงานทอผ้าเดิม นั่งฟังฟ่านฟางลี่ และคนอื่นๆ ประชุมกันอยู่ข้างๆ
เนื้อหาหลักของการประชุมเกี่ยวข้องกับการเช่าพื้นที่ร้านค้าและงานบริการหลังการขายของห้างสรรพสินค้า
จางเซวียนตั้งใจสังเกตหัวหน้าฝ่ายบริการหลังการขายที่ดึงตัวมาจากจัสโก้ คนนี้อายุราว 40 ปี ชื่อเฉินหลง หวีผมเรียบแปล้ ดวงตามีประกาย ดูมีพลังมาก
เมื่อเฉินหลงเห็นเจ้านายมา ก็แค่พยักหน้าทักทายตามมารยาทเล็กน้อย แล้วก็ก้มหน้าก้มตาพูดเรื่องของตัวเองต่อ
ช่วงพักเบรก จางเซวียนถามเฉินหลงเกี่ยวกับปัญหาด้านบริการหลังการขาย
อีกฝ่ายตอบได้อย่างเป็นระเบียบแบบแผน ความรู้ทางวิชาชีพพรั่งพรูออกมา จางเซวียนประทับใจทันที
นั่งอยู่ที่โรงงานทอผ้ากว่าชั่วโมง ตอนจางเซวียนออกมาก็บังเอิญเจอว่านจวินพอดี
เห็นว่าปลอดคน จางเซวียนจึงถาม "เหล่าว่าน ตรุษจีนไม่ได้กลับบ้านเหรอ?"
ว่านจวินล้วงซองบุหรี่ออกจากกระเป๋ากางเกง ดึงออกมาสองมวน ส่งให้จางเซวียนมวนหนึ่ง อีกมวนคาบไว้ที่ปากตัวเอง แล้วจุดไฟให้ทั้งคู่ สูดควันเข้าปอดลึกๆ แล้วพูดว่า
"งานเร่ง พวกเราได้หยุดแค่ครึ่งวันตอนวันตรุษจีน ไม่มีเวลากลับ"
จางเซวียนมองตึกฝั่งตะวันตก 7 ชั้นที่โครงสร้างหลักใกล้เสร็จสมบูรณ์ "ไม่หาเวลากลับไปสักหน่อยเหรอ?"
ว่านจวินยื่นมือซ้ายออกมา "ฉันฝากพี่เขยเอาเงิน 1 หมื่นหยวนกลับบ้านไปแล้ว ตัวฉันไม่กลับดีกว่า กลับไปที่บ้านจะเป็นห่วง นิ้วที่หายไปครึ่งข้อนี้อธิบายยาก"
จ้องมองนิ้วที่กุดไปครึ่งข้ออยู่ไม่กี่วินาที จางเซวียนก็กล่าวขอบคุณ "คืนก่อนโชคดีที่นายเจอก่อน ไม่งั้นฉันคงเสียหายหนัก"
ว่านจวินฉีกยิ้มกว้าง "พี่เซวียน ไม่ต้องเกรงใจกันขนาดนั้นหรอก รู้ตัวคนทำหรือยัง?"
จางเซวียนพยักหน้าแล้วก็ส่ายหน้า "ใกล้แล้ว"
ได้ยินดังนั้น ว่านจวินก็รู้กาลเทศะไม่ถามเซ้าซี้ แต่กลับเปลี่ยนเรื่องกระทันหัน "ทายสิเมื่อวานฉันเจอใคร"
จางเซวียนสงสัย "ใคร?"
ว่านจวินตอบ "โอวหมิง หมอนั่นอยู่กับผู้หญิงที่พี่คาดไม่ถึงแน่นอน"
จางเซวียนถาม "คนที่หก?"
ว่านจวินยกนิ้วโป้งให้ ทำหน้าชื่นชมสุดขีด "ก็คนที่ 6 นั่นแหละ รุ่นน้องคนหนึ่ง"
จางเซวียนงง "ทำไมมันลงมือเร็วขนาดนี้?"
ว่านจวินหัวเราะร่า "หลี่เจิ้งกำลังตามจีบหยางจวิ้น เด็กปีหนึ่ง แล้วชอบวานให้โอวหมิงช่วยกันผู้หญิงอีกคนออกไป ผลคือหลี่เจิ้งไม่ได้แอ้มแม้แต่ขนสักเส้น แต่ไอ้แก่โอวดันได้สาวงามไปครอง ทำเอาหลี่เจิ้งแทบกระอักเลือดตาย"
จางเซวียนฉุกคิด "หลี่เจิ้งจีบหยางจวิ้น? แล้วเขาไม่ได้คบกับจางซู่ฟางอยู่เหรอ?"
ว่านจวินวิเคราะห์ "หลังจากหลี่เจิ้งโดนต่งจื่ออวี้ปฏิเสธ ก็ยังคงคับแค้นใจ อยากหาคนที่โปรไฟล์ใกล้เคียงกับต่งจื่ออวี้เพื่อกู้หน้า แต่แม่สาวหยางจวิ้นนั่นเป็นกระดูกชิ้นโต เคี้ยวยาก"
จางเซวียนพ่นควันบุหรี่ "ช่วงก่อนเหล่าหลี่พูดถึงอู๋เหยาอยู่บ่อยๆ ฉันยังนึกว่ามันจะจีบอู๋เหยาซะอีก"
ได้ยินชื่อ อู๋เหยา ว่านจวินก็หัวเราะร่า "พี่เซวียนอย่ามาแกล้งไขสือเลย คณะบริหารเขาลือกันให้แซ่ดว่าอู๋เหยารักแรกพบกับพี่"
จางเซวียนพูดไม่ออก "ไอ้หมอหลี่ปล่อยข่าวล่ะสิ?"
ว่านจวินไม่ปฏิเสธ "หลี่เจิ้งบอกว่าสภานักเรียน คณะบริหารรู้กันหมดแล้ว แม้แต่เสี่ยวสืออีก็รู้แล้ว"
จางเซวียน "......"
...
เถาเกอกลับมาแล้ว
จางเซวียนขับรถไปรับด้วยตัวเอง
เขาถาม "พี่หิวไหม เราไปหาอะไรกินกันก่อนดีกว่า"
เถาเกอบอกว่า "ไม่รีบ พาพี่ไปดูที่ไซต์งานก่อน"
จางเซวียนตอบตกลง
เถาเกอเคยมาที่นี่แล้ว คนงานในไซต์ก่อสร้างจำเธอได้แม่น รู้ว่านี่คือลูกสาวของราชสีห์เงิน
เมื่อเห็นจางเซวียนเดินเคียงคู่เถาเกอไปรอบๆ ไซต์งาน พูดคุยหัวเราะกันอย่างสนิทสนม ทุกคนต่างก็รู้กันในใจ เพิ่งเกิดเรื่องไปเมื่อไม่กี่วันก่อน วันนี้ลูกสาวราชสีห์เงินก็โผล่มาแล้ว
ถ้าบอกว่าไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกัน ผีที่ไหนจะไปเชื่อ
เถาเกอหยุด ณ จุดเกิดเหตุสักพัก แล้วถามหลี่เหมย "เสียหายไปเท่าไหร่?"
หลี่เหมยร่ายยาวราวกับท่องจำ "ประมาณ 43,000 กว่าหยวนค่ะ"
เถาเกอฟังแล้วไม่ได้แสดงท่าทีอะไร ณ ตรงนั้น จนกระทั่งตอนจะออกจากไซต์งานถึงได้เปรยขึ้นมาประโยคหนึ่ง "พวกเธอทำรายการความเสียหายอย่างละเอียดออกมานะ ต้องใช้เหตุผลโน้มน้าวใจ"
ได้ยินประโยคนี้ ใบหน้าของหลี่เหมยก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใส
มองดูแสงอาทิตย์ยามอัสดงที่ขอบฟ้า จางเซวียนถาม "พี่ยังไม่หิวอีกเหรอ ผมว่าเราไปกินข้าวเย็นกันก่อนเถอะ"
เถาเกอยกข้อมือดูนาฬิกา "รออีกหน่อย"
รออีกหน่อย?
จางเซวียนกับหลี่เหมยสบตากัน ในหัวผุดข้อสันนิษฐานขึ้นมาเป็นชุด แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรมาก ทั้งสามคนจึงยืนคุยสัพเพเหระอยู่ข้างๆ
สิบกว่านาทีต่อมา รถเก๋งสีดำคันหนึ่งแล่นมาแต่ไกล แล้วจอดเทียบข้างทั้งสามคน ข้อสงสัยของจางเซวียนได้รับคำตอบแล้ว
ประตูรถเปิดออก เลขาของราชสีห์เงินลงจากรถมาบอกกับเถาเกอและจางเซวียนว่า "เจ้านายกำลังทำกับข้าวรออยู่ที่บ้าน ให้ผมมารับพวกคุณครับ"
เถาเกอไม่รอช้า ขึ้นรถไปก่อนเพื่อน
จางเซวียนทักทายตามมารยาท แล้วก็ขึ้นรถตามไป ตอนนี้เป็นเวลาที่ต้องขอความช่วยเหลือ เขาไม่เกรงใจอยู่แล้ว
สบตากับหลี่เหมยนอกหน้าต่างรถแวบหนึ่ง จางเซวียนพยักหน้าให้ จากนั้นก็เลื่อนกระจกขึ้น แล้วเริ่มจมอยู่กับความคิด
ราชสีห์เงินถึงกับส่งคนขับรถมารับเถาเกอและเขากลับไปกินข้าวที่บ้าน นี่เป็นสิ่งที่เขาคาดไม่ถึง
และจากปากคำของเลขาเมื่อครู่ ราชสีห์เงินกำลังลงมือทำกับข้าวเอง นี่ก็ยิ่งเหนือความคาดหมายเข้าไปใหญ่
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เลขาไม่ปิดบังสายตาผู้คนมากมายที่อยู่ในเหตุการณ์ เปิดตัวอย่างเอิกเกริก ประกาศอย่างโจ่งแจ้งว่าราชสีห์เงินลงครัวทำอาหารเลี้ยงต้อนรับจางเซวียน นี่มันหมายความว่าอะไร?
คำพูดนี้แฝงนัยยะสำคัญที่สามารถทำให้คนภายนอกเอาไปตีความได้เป็นปี
เพียงพอที่จะทำให้คนบงการนอนไม่หลับในคืนนี้
จางเซวียนชื่นชม หมากตานี้ที่เรียกว่า 'ชกภูเขาข้ามวัว' ช่างแยบยลนัก!
อารมณ์ของชายวัยกลางคนในตอนนี้ดีมาก ดีมากๆ
นี่สิคือชั้นเชิง
พูดถึงชั้นเชิง จางเซวียนก็อดบ่นในใจไม่ได้
วงการอสังหาริมทรัพย์ไม่เหมือนวงการอื่น การเมืองนำการค้า ในระดับหนึ่งแล้วถือว่า "การเมืองจ๋า" มาก
แต่ไม่ว่าจะการเมืองแค่ไหน ถนนเทียนเหอ เลขที่ 228 ก็ได้แสดงให้เห็นถึงขนาดและความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่แก่โลกภายนอกแล้ว ตามหลักการ เพื่อ GDP เพื่อผลงาน มันควรจะดึงดูดผู้คนให้มาเยี่ยมชมได้ไม่น้อยไม่ใช่เหรอ?
แต่มันก็แปลกพิลึก ในความเป็นจริงกลับไม่มีบุคคลระดับสูงสักคนมาเยี่ยมเยียนเลย นี่มันผิดปกติ
จางเซวียนแอบเดาว่า หรือในสายตาของผู้มีอำนาจบางคน เขาถูกผูกติดกับราชสีห์เงินไปตั้งนานแล้ว
และราชสีห์เงินเป็นพวกที่ถูกส่งมาจากส่วนกลาง ก่อนจะยืนหยัดได้อย่างมั่นคง หลายคนจึงเลือกที่จะรอดูสถานการณ์
แล้วตอนนี้ราชสีห์เงินส่งเลขามารับหน้าเสื่อเอง จะหมายความว่าเจ้าป่าตัวนี้ยืนได้มั่นคงแล้ว พร้อมจะลุยเต็มที่แล้วหรือเปล่า?
ลองคำนวณเวลา ท่านผู้นี้มาอยู่กว่างโจวได้เกือบปีแล้ว ดูเหมือนจะสมเหตุสมผล
ถ้าเวลาหนึ่งปียังจัดการเรื่องภายในไม่ลงตัว ก็คงต้องเตรียมตัวเกษียณแล้วล่ะ
นอกจากนี้ จางเซวียนยังมีอีกหนึ่งข้อสันนิษฐาน คือในสายตาบางคน เขาอาจจะเป็นแค่พวกราคาคุย
แม้ว่าจัตุรัสอิ๋งไท่คอมเพล็กซ์จะมีขนาดใหญ่โต แต่ถ้าคนสนใจลองสืบประวัติจางเซวียนดูสักนิด ก็จะพบว่าเป็นแค่นักเขียนคนหนึ่ง มีบริษัทการค้าต่างประเทศเล็กๆ อยู่ในมือ ไม่มีเงินทุนมากพอจะรองรับโครงการระดับพันล้านหยวนได้ ตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นแค่วิมานในอากาศ โครงสร้างกลวงๆ
ดังนั้นหลายคนจึงยังไม่ตัดสินใจเลือกข้าง?
ความคิดเตลิดไปไกล จางเซวียนพิจารณาครอบคลุมไปทุกด้านในรวดเดียว
แน่นอน เขาคิดว่าสถานการณ์ในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่น่าจะเป็นผลรวมของหลายๆ ปัจจัยที่ทำให้คนบางกลุ่มกล้าเสี่ยงลองดีกับเขา
แต่ไม่ว่าจะยังไง ตอนนี้ราชสีห์เงิน ได้ส่งสัญญาณให้โลกภายนอกรับรู้แล้ว คนที่ต้องกังวลย่อมไม่ใช่เขาอีกต่อไป

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 408 ต้องใช้เหตุผลโน้มน้าวใจ [ฟรี]

ตอนถัดไป